คัดลอกลิงก์เเล้ว

ยอดวิวรวม

286

ยอดวิวเดือนนี้

5

ยอดวิวรวม


286

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


4
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  18 พ.ย. 61 / 14:45 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ฟิคบรรยายประกอบจอยเรื่อง #ฟิสิกส์และชีวะ

keniiques



who would’ve thought I’d get you

who would’ve thought I’d get you




- © S E E N A M & B E R L I N ❀ T H E M E V.2 -
 
B
E
R
L
I
N
 

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 18 พ.ย. 61 / 14:45

บันทึกเป็น Favorite




Friend, lover or nothing

 

            “เมื่อความสดใสของใครบางคน ไม่ได้หยุดอยู่แค่ครั้งแรกที่เห็น แต่กลับตามติดชิดใกล้ไปกับคุณทุกที่ ในรูปแบบของภาพติดตา ที่สุดท้ายกลายเป็นความรู้สึกติดใจ จนไม่อยากให้หายไป และอยากที่จะอยู่ใกล้ตลอดเวลา” ( ใกล้ – Twopee x Gym and Swim )

 

            Sunday

            10 : 21 am

         

            หลังจากพบกันทีสถานี ทั้งสองคนก็เริ่มออกเดินทางสำหรับทริปเดต...อ่า ไม่สิ ทริปล่องเรือที่มีคาราเมลเป็นไกด์ทัวร์ทันที

           

            เมลเดินนำจินออกจากสถานีBTSเพื่อนำไปที่ท่าเรือ วันนี้ท้องฟ้าสดใสมาก อากาศปลอดโปร่ง บรรยากาศก็ดี เหมาะแก่การนั่งเรือเที่ยวเล่นเป็นอย่างมาก ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี วันนี้ก็คงเป็นอีกหนึ่งวันที่ดีในความทรงจำของเขา เขารู้สึกอยากพาจินไปเที่ยวเร็ว ๆ แล้ว

 

            เขาหันหลังไปหาเพื่อนร่วมทริปอีกคนพร้อมกับกวักมือเรียก “จินมานี่เร็ว”

 

            แต่ทว่าเหมือนกับเครื่องที่เก็บตั๋วมันมีปัญหาและไม่รับบัตรของอีกฝ่าย มือหนาเสียบบัตรเข้าเสียบบัตรออกอยู่กับเครื่องหลายครั้ง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล “แปปนึง...”  จินพูดเบา ๆ พลางทำท่าทางเงอะงะกับเครื่องเก็บตั๋ว เมลเห็นแล้วก็อดช่วยไม่ได้ จึงเดินกลับไปช่วยอีกฝ่าย และก็พบว่าจินนั้นเสียบบัตรผิดด้านเอง

 

            “จินเด๋ออ่ะ” เมลพูดแซวคนข้าง ๆ ด้วยน้ำเสียงติดตลก

 

            ส่วนจินนั้นก็ทำได้แค่หัวเราะเบา ๆ กลบความอาย

 

            เมื่อออกมาจากสถานีทั่งคู่ก็เดินไปยังท่าเรือสาธร ซื้อตั๋ว และนั่งเรือออกไป ตอนแรกจินคิดว่าเรือที่เขาจะนั่งเป็นเรือหางยาวที่แล่นไปน้ำก็กระเด็นเข้ามาไปพลาง แต่ความจริงแล้วเรือนี่ดูดีกว่าที่เขาคิดไว้มาก แถมมีการติดพลาสติกรอบ ๆ เรือกันน้ำกระเด็นไว้ซะด้วย

           

            วิวระหว่างทางนั้นก็สวยงามมากเช่นกัน ทุก ๆ อย่างต่างเป็นองค์ประกอบที่ดีสำหรับการถ่ายรูปแบบที่เขาชอบ แถมการที่ได้พูดคุย ได้ใช้เวลา และถ่ายรูปคนข้าง ๆ กับวิวสวย ๆ ก็ยิ่งทำให้วันนี้ดีมากขึ้นไปอีก แต่กว่าจะเดินทางมาถึงที่นี่ก็ใช้เวลาชั่วโมงนึงได้ ทั้งสองคนจึงตัดสินใจลงไปเดินเที่ยวที่ท่าวังหลังเพื่อหาอะไรทานเป็นมื้อเที่ยง จากการเสิร์ชหาในเนตที่ท่าเรือนี้นั้นมีร้านขายของและร้านอาหารมากมาย เปรียบดั่งตลาดนัดย่อม ๆ ก็ว่าได้

 

            จินและเมลเดินเข้าไปในร้านซูชิชื่อดังของที่นี่ เมื่ออาหารมาเสิร์ฟเมลก็คีบซูชิคำโตขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อยผิดกับคนตรงข้ามที่กินไปเพียงไม่กี่คำก็นั่งเขี่ยซูชิไปมา ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังดูร่าเริงอยู่เลย เมลเห็นเช่นนั้นจึงอดเอ่ยทักอีกฝ่ายไปไม่ได้

 

            “จิน” เขาเอ่ยขึ้นก่อนจะคีบซูชิชิ้นหนึ่งยื่นให้เป็นเชิงให้กิน

 

            ดวงตาคมละความสนใจออกมาจากซูชิก่อนจะเบนมามองหน้าคนตรงหน้าแทน ก่อนที่เจ้าของดวงตาคมคู่นั้นจะกินซูชิที่อีกฝ่ายป้อนเข้าไปแบบงง ๆ

 

            “ทำไมจินคิ้วขมวดแบบนั้นล่ะ เป็นอะไร ซูชิไม่อร่อยหรอ” เมลถามด้วยความเป็นห่วง

 

            “เปล่า ๆ พอดีกำลังคิดอะไรนิดหน่อยน่ะ” จินปฏิเสธ

 

            “อ๋อ...มีอะไรก็บอกเราได้นะ”

 

            “อื้อ” จินพูดเสร็จก็คีบซูชิขึ้นมากินอีกหนึ่งคำ

 

            เมื่อกินเสร็จทั้งสองก็ออกมาเดินเล่นต่อที่ท่าเรือ พวกเขาตัดสินใจแวะทานของหวานต่อที่คาเฟ่ร้านหนึ่งก่อนจะค่อยเดินทางกลับ ทั้งคู่เดินเข้าไปในร้านและจับจองที่นั่งริมกระจก ที่นี่มีบรรยากาศสบาย ๆ เหมาะแก่การนั่งคุยเรื่อยเปื่อย เมื่อของหวานมาเสิร์ฟพวกเขาก็นั่งทานนั่งคุยกันอย่างปกติแบบที่เคยเป็น

 

            แต่ตอนนี้จินกำลังคิดว่าเขาควรพูดสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ออกไปดีไหม ความจริงก็คือเขาคิดมาทั้งวันแล้วแหละ วันนี้ทุกอย่างดูเป็นใจไปหมดเลย ทั้งการที่เขาได้ออกมาเที่ยวกับเมล อากาศก็ดี บรรยากาศก็ดี แถมดูแล้วอีกฝ่ายก็น่าจะมีใจให้เขาอยู่บ้าง...มั้งนะ แต่ลึก ๆ แล้วเขาก็กลัวว่ามันจะไม่เป็นแบบที่เขาคิด กลัวไม่เป็นดั่งใจหวัง แต่ก็นะ ของแบบนี้มันก็ต้องลองดู อย่างมากถ้าไม่ลงเอยเขาก็แค่กลับเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม หรือแย่กว่านั้นก็คือกลับไปเป็นคนไม่รู้จักกัน….

 

            ....เอ่อ แล้วทำไมคิดไปคิดมามันกลับแย่กว่าเดิมล่ะ นี่เขาติดจะอยู่ Friend zone จริง ๆ หรอเนี่ย แต่เพื่อนของเขาฟิสิกส์บอกว่าเขาควรจะลองบอกดูก่อน มันคอนเฟิร์มมาว่าสมหวังแน่นอน 99% แต่เขาก็อาจจะเป็นอีก1%ทีเหลือก็ได้ใครจะไปรู้....อ่าว แล้วทำไมเขาถึงกลับมาคิดมากได้เนี่ย เมลอุตส่าห์ชวนเขามาเที่ยวเลยนะ! แถมบอกด้วยว่าอยากเจอ

 

            เอาวะ

 

            อย่างน้อยก็ถือว่าได้บอกออกไป

 

            แต่เดี๋ยวนะ ถ้าเขาพูดมันออกไปตอนนี้มันจะเร็วไปไหม เขาพึ่งรู้จักกับเมลมาไม่ถึงปีเลยนะ....แต่คงไม่เป็นไรหรอกมั้งขนาดโมจิในหนังเรื่องน้องพี่ที่รักยังขอคบเจนทั้งที่รู้จักกันแค่สองเดือนเอง เขานี่รู้จักนานกว่าโมจิตั้งสามเท่า...แล้วการขอเป็นแฟนนี่เราต้องเตรียมอะไรรึเปล่าเนี่ย

 

            จินเงยหน้าขึ้นมาแล้วมองหน้าอีกฝ่ายที่ตอนนี้กำลังนั่งกินเค้กอย่างเอร็ดอร่อยพลางกับคิดอะไรเรื่อยเปื่อย อะไรที่จะเหมาะสมกับความน่ารักของคน ๆ นี้กันนะ ไหนจะรอยยิ้มและดวงตาคู่โตที่มักจะมีความสดใสและอ่อนโยนออกมาเสมอ ดู ๆ ไปแล้วมันก็พอมีอยู่อย่างหนึ่งที่พอเทียบได้นะ

 

            ...ดอกไม้

 

            ใช่แล้ว! ดอกไม้ไง

 

            เมล เดี๋ยวเรามานะ จินพูดขึ้นอย่างรีบ ๆ ก่อนจะลุกขึ้นแล้ววิ่งออกจากร้านไป ทิ้งไว้ให้อีกฝ่ายงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

 

            สองขายาว ๆ พาเจ้าตัวกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปทั่วท่าเรือแห่งนี้ด้วยความเร่งรีบ สายตาคู่คมก็พลางกวาดมองไปรอบ ๆ เพื่อมองหาสิ่งที่ต้องการ แต่เหมือนยิ่งเขามองหาเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่เจอ ร้านที่เขาเดินผ่านมาก็มีแต่ร้านขายเสื้อผ้า เครื่องประดับ อาหารและหลาย ๆ อย่าง แต่กลับไม่มีร้านดอกไม้ปรากฏมาให้เขาเห็นเลยสักร้าน ทำไมมันถึงหายากจังนะ เขาเพียงแค่ต้องการดอกไม้สักดอกเพื่อไปมอบให้ว่าที่แฟนเขาก็เท่านั้นเอง...

 

            จินรีบเดินหาต่อไปเรื่อย ๆ  ก่อนจะพบกับร้านดอกไม้ร้านหนึ่งที่อยู่ในตรอกซอยเล็ก ๆ เขาเดินเข้าไปในร้านอย่างเร่งรีบและซื้อดอกไม้ช่อเล็ก ๆ มา เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่านี่มันคือดอกอะไร เพียงแต่เขาเห็นมันห่อเป็นช่อเรียบร้อยแล้วและมันก็น่ารักดีเขาจึงรีบ ๆ หยิบมันมา หลังจากจ่ายเงินเสร็จ ชายหนุ่มก็รีบวิ่งกลับไปที่คาเฟ่ร้านนั้นพร้อมกับช่อดอกไม้ในมือ เขาหวังว่าเจ้าดอกนี้มันจะมีความหมายที่ดีนะ....

 

            เมื่อเปิดประตูร้านเข้าไป ร่างสูงก็ตรงดิ่งไปยังที่นั่งริมกระจกที่เดิมและทิ้งตัวลงไปทันที เสียงลมหายใจของเจ้าตัวที่กำลังนั่งหอบอยู่นั้นบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาเหนื่อยแค่ไหน เมลเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยความสงสัย แต่เขานั้นทำได้แค่ยกมือขึ้นมาเป็นเชิงบอกว่าขอพักก่อน ตอนนี้เขาเหนื่อยจนพูดไม่ไหวแล้ว นี่ร่างกายเขาอ่อนแอจริง ๆ นะเนี่ย หอบเป็นหมาเลย

 

            หลังจากเวลาผ่านไปไม่กี่นาทีเมลก็สังเกตว่าอีกฝ่ายนั้นเริ่มกลับมาเป็นปกติ เขาจึงเอ่ยถามสิ่งที่อยากรู้อีกรอบ “ไปไหนมา ทำไมหอบแบบนี้ล่ะ” น้ำเสียงของเจ้าตัวแสดงความรู้สึกเป็นห่วง ก็อยู่ ๆ อีกฝ่ายเล่นวิ่งออกไปนอกร้านด้วยท่าทางรีบ ๆ และทิ้งให้เข้านั่งอยู่คนเดียว เชื่อว่าเป็นใครก็คงรู้สึกงงไม่ต่างกับเขาหรอก

 

            ฝ่ายคนที่ถูกถามไม่ตอบ แต่กลับสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เป็นครั้งสุดท้ายเพื่อระบายความเหนื่อย ช่อดอกไม้เล็ก ๆ ที่มือหนากำลังถืออยู่นั้นถูกยื่นออกไปให้คนตรงหน้าพร้อมกับประโยคที่เขาอยากบอกอีกฝ่ายมาตลอด

 

          “ เมล

 

          เราว่าเราชอบเมลว่ะ

 

          เราลองคบกันดูดีไหม”

 

          จู่ ๆ จินก็พูดโพล่งออกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

 

            เขาแค่รู้สึกว่าถ้าไม่พูดตอนนี้ก็ไม่รู้จะพูดตอนไหน และตอนนี้เขาก็รับรู้ได้เลยว่าหัวใจของเขานั้นกลับมาเต้นเร็วมากจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เผลอ ๆ อาจจะหนักกว่าตอนวิ่งเสียอีก

 

             จินนั่งเงียบรอฟังคำพูดของอีกฝ่ายว่าจะพูดอะไร แต่มันกลับไม่มีเสียงตอบรับกลับมา มีเพียงแต่รอยยิ้มกว้างที่ประดับอยู่บนใบหน้า

 

            อ่า...รอยยิ้มนี้เองสินะ ที่ทำให้เขารู้สึกแบบนี้

 

            เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าเขาปล่อยเพื่อนที่เรียนพิเศษด้วยกันคนนี้ไป เขาจะไปหารอยยิ้มที่โคตรสดใสแบบนี้ได้จากที่ไหนกัน ทุกการกระทำของเจ้าตัวไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูน่ารัก ดูนุ่มนิ่มไปหมดทุกอย่าง นี่คนหรือมาร์ชเมลโล่ก็ไม่รู้

 

            เป็นคนแรกที่ทำให้เขารู้สึกอยากปกป้องเพราะน่ารัก

 

            “โห กว่าจะพูด”  หลังจากเกิดเดดแอร์ไปซักพักเมลก็พูดพึมพัมออกมาเบา ๆ  “ความจริงเรากะว่าถ้าวันนี้จินไม่พูดเราจะชิงพูดก่อนแล้วนะเนี่ย”

 

            “?”

 

            ตอนนี้หน้าของจินคงมีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด

 

            “เรารอให้จินพูดตั้งนานแหนะ”

 

           

 

            “จินคิดว่าเราจะไปเที่ยวไปดูหนังกับคน ๆ นึงที่ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นโดยไม่รู้สึกอะไรเลยจริง ๆ หรอ”

 

          โอโห

 

            “จินเอาแต่คิดมากคิดนู่นคิดนี่ว่าเราจะรู้สึกยังไงใช่ไหมล่ะ แต่จินก็ไม่มาถามเราซักที”

 

            ตรงอย่างกับอ่านใจได้

 

            “ตอนแรกเราคิดว่าเราชัดเจนพอที่จะทำให้จินรู้อยู่แล้วซะอีกว่าเรารู้สึกยังไง แต่ความจริงไม่ใช่เลย ดีนะเนี่ยที่เราได้คุยกับเพื่อนของจิน เราถึงได้ชวนจินออกมาเที่ยว ไม่งั้นจินต้องคิดมากไปอีกนานแน่ ๆ ”

 

            เมลพูดความรู้สึกในใจทั้งหมดออกมารัว ๆ แบบที่เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว แต่ถามว่าเขารู้สึกดีไหม บอกเลยว่ามาก

 

            แต่เขารู้สึกตงิด ๆ กับประโยคนึงแฮะ

 

             “เพื่อนของเรา....หมายถึงใครหรอ” จินเอ่ยถามสิ่งที่เขารู้สึกสงสัย

 

            “คนที่ชื่อฟิสิกส์อ่ะ ที่จินลงรูปด้วยบ่อย ๆ ในไอจี”

 

            นั่นไง ลางสังหรณ์เขาไม่เคยผิด มันต้องก่อวีรกรรมอะไรไว้แน่ ๆ เลย  มือหนาหยิบโทรศัพท์เครื่องหรูขึ้นมาทันที เตรียมทักไปเอาเรื่องกับเพื่อนสนิทของเขา แต่ก็ต้องหยุดไว้เมื่อได้ยินสิ่งที่คนตรงหน้าพูดต่อ

 

            “นี่จินต้องขอบคุณเพื่อนจินคนนั้นนะเนี่ย ไม่งั้นจินได้คิดมากไปอีกนานแน่เลย”

 

            ...

 

            เออว่ะ

 

            ถ้าสิกส์มันไม่ทักไปหาเมล เขาก็คงไม่ได้ออกมาเที่ยวกับเมล ไม่ได้บอกชอบเมล ไม่ได้เป็นแฟนกับเมล ไม่ได้มีวันดี ๆ แบบนี้

 

            ....แต่เดี๋ยวนะ

 

            เมลยังไม่ได้บอกชอบหรือตอบตกลงสักคำหนิ เฮ้ย เราจะค้างๆคาๆแบบนี้ไม่ได้ ! เราต้องการความชัดเจน

 

            “เดี๋ยวนะ สรุปแล้ว...เมลก็ชอบเราเหมือนกันใช่ไหม....เราเป็นแฟนกันแล้วหรือยัง”  เจ้าของดอกไม้ตัดสินใจเอ่ยถามความรู้สึกของอีกฝ่ายเพื่อความแน่ใจด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

 

            เมื่อคนถูกถามได้ยินคำถามที่คิดว่าอีกฝ่ายก็น่าจะรู้คำตอบอยู่แล้วเมลก็เลิกคิ้วขึ้นและทำหน้าไม่เข้าใจ “โหจิน เราพูดขนาดนี้แล้วจินไม่รู้จริง ๆ หรอ”

 

            “เปล่า ก็แค่อยากถามให้แน่ใจเฉย ๆ ” เขาตอบเสียงเบาพลางเขี่ยไอน้ำข้างแก้วแก้เก้อ

 

          เมลหยุดพูดไปสักพักและสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้ใจเต้นเบาลง...ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากพูด แต่มันเขินนี่หน่า....เมลสูดหายใจเข้าไปลึก ๆ อีกครั้ง มองหน้าจิน ก่อนจะตัดสินใจพูดมันออกไป

 

            “อืม...ก็ต้องชอบสิ...เราเป็นแฟนกันแล้วนะ”

 

            หลังจากพูดเสร็จความรู้สึกเขินอายที่เขาพยายามกดมันไว้ก็ปะทะเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว หน้าของเมลขึ้นสีบาง ๆ เจ้าตัวรีบยกสองมือขึ้นมาบดบังใบหน้าด้วยความเขินอายทันที

 

            ฉิบหายละ' เจ้าของดอกไม้คิดในใจ

 

            ถึงแม้เขาจะแอบเตรียมใจมาก่อนแล้วก็เถอะ แต่พอได้ยินตรง ๆ กับหูตัวเองแบบนี้เขาก็อดยิ้มกว้างออกมาไม่ได้ ตอนนี้เขาดีใจจนไม่รู้จะทำตัวยังไงแล้ว หัวใจของเขาฟูอย่างกับขนมปังที่พึ่งอบเสร็จใหม่ ๆ แถมยังเต้นรัวราวกับมีคนมาตีกลองในใจเขา ปากนี่ก็ยิ้มจนแก้มจะแตกอยู่แล้ว

 

            และตอนนี้จินก็ทำได้แค่ฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะเพื่อซ่อนความเขินอายนั้นเอาไว้

 

 

Lover


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ keniiques จากทั้งหมด 5 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น