[OS/SF] doten :: 1996 ::

ตอนที่ 6 : Truly Madly Deeply 2 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 548
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    7 ม.ค. 62

Truly Madly Deeply

2




SHORT FICTION 

CAST: DOTEN

TITLE: Truly Madly Deeply

AUTHOR: borntobeyours96

WARNINGTHAI AU






ไม่รู้ว่าอยู่ ๆ ไปทำอีท่าไหน เตนล์ถึงได้มานั่งฝั่งตรงข้ามกับผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าแฟนเก่าได้ แถมข้างกายเธอยังมีผู้ชายอีกคนนั่งจ้องเขาอยู่ด้วย คำถามคือ ผู้ชายคนนี้เป็นใคร?

 

เอ่อ ..เตนล์มาคนเดียวเหรอ หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวถามขึ้นเมื่อบรรยากาศเริ่มมาคุเกินไป

 

อืม แล้วนี่.......ใคร?

 

 เตนล์ลากเสียงยาวก่อนจะเหลือบมองผู้ชายตรงหน้า

 

นี่พี่ที่สนิทของเขม ชื่อคิมโดยอง

 

สวัสดีครับ คุณเตนล์ โดยองเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ ก่อนจะยิ้มที่เตนล์คิดว่ามันดูปลอมสุด ๆ มาให้

 

ไม่ใช่คนไทยเหรอครับ?”

 

คนเกาหลีครับ แต่ย้ายมาอยู่ไทยตั่งแต่เด็ก ๆ น่ะ

 

ถึงว่าพูดไทยเก่งชะมัด เตนล์พึมพำ ก่อนจะเบนความสนใจมาที่เขมจิรา แล้วเขม... สบายดีมั้ย

 

อื้อ...หญิงสาวตอบไม่เต็มเสียงนัก เตนล์ล่ะ...?”

 

ช่วงนี้ก็เรื่อย ๆ

 

“........” ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เตนล์กำลังคิดว่าตัวเขาควรขอตัวแยกออกมาดีมั้ย หรือเขาควรนั่งเกรงอย่างนี้ต่อไป ขณะเดียวกันที่เขมจิราก็กำลังคิดในหัววุ่นวายไปหมด เธอมีเรื่องอยากพูดกับคนตรงหน้าหลายเรื่อง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร

 

“เดี๋ยวพี่ไปเข้าห้องน้ำแปบนะ” คิมโดยองหาโอกาสแยกตัวออกมาเพื่อให้ทั้งสองได้คุยกันเต็มที ทำท่าอึกอักกันอยู่ได้ จนเขาเองอึดอัดแทน  เมื่อใครอีกคนไม่อยู่ชายหนุ่มอีกคนก็เริ่มเปิดบทสนทนาทันที

 

“ตั้งแต่วันนั้น.... แบบว่า..”

 

“เขมเสียใจนะ เสียใจมากเธอพูดขัด

 

...ผมขอโทษ

 

เตนล์มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาเศร้า ๆ  เตนล์เป็นคนบอกเลิกเธอก็จริง เขาทำร้ายจิตใจเธอแต่ใช่ว่าจะรู้สึกเฉยชากับสิ่งที่ทำลงไป ชายหนุ่มสาบานได้เลยว่าเขาเสียใจไม่ต่างจากเขมจิราเลยสักนิด เขากินไม่ได้นอนไม่หลับ กังวลว่าป่านนี้หญิงสาวจะเป็นอย่างไร จะเสียใจมากจนร้องไห้ตาบวมหรือเปล่า

 

แต่จะให้โทรไปถามเหมือนเก่าก็คง... ไม่กล้า

 

พอได้มาเจอหน้ากันแบบนี้ ถึงได้รู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าผอมไปเยอะมากจนเตนล์แทบจำไม่ได้ ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ได้มีสีหน้าเศร้าสร้อยมากนักแต่... เตนล์รู้สึกผิด

 

ที่ทำได้ตอนนี้ก็เพียง ...ขอโทษ

 

ขอโทษทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่สามารถรักษาความรู้สึกที่เสียไปได้ ...แต่ผู้ชายนิสัยไม่ดีอย่างเขาทำได้เท่านี้จริง ๆ

 

ไม่ต้องขอโทษหรอก เพราะตอนนี้เขมดีขึ้นแล้ว เขมจิรายิ้มให้ตัวเองก่อนสูดลมหายใจเข้าแล้วบอก เขมมาคิดได้เพราะคำพูดที่พี่โดยองบอก บทจะรักก็รักได้ง่าย ๆ แต่บทจะเลิกรักก็เลิกรักได้ง่าย ๆ เช่นกัน ความรู้สึกมันห้ามกันไม่ได้นี่เนอะ ที่จริงก็ดีแล้วแหละที่เป็นแบบนี้ ถ้าฝืนคบกันต่อไปคุณคงอึดอัดใจเปล่า ๆ แล้วเขมเองคงไม่สบายใจ

 

.....”

 

เธอมองลึกเข้าไปในตาของผู้ชายตรงหน้า เขมอยากให้เตนล์มีความสุขนะ

 

เตนล์อึ้ง รอยยิ้มของเธอกำลังบอกเขาว่านี่คือเขมจิรา เขมจิราคนก่อน  เธอที่เคยแสนดียังไง... ตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลย

 

ผมดีใจที่เห็นคุณยิ้ม...

 

แหม อย่าพูดเหมือนมีเยื่อใยสิคะ เขมหวั่นไหวจะทำยังไง หญิงสาวหยอก แต่เตนล์กลับเบิกตากว้าง

 

คือไม่ใช่นะ มับแบบว่า—“

 

เขมรู้ แค่แซวเล่นหน่า

 

อ่า...เตนล์เกาท้ายทอยแก้เก้อ ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะทำใจได้เร็วจนแซวหยอกได้โดยไม่คิดอะไรแล้ว แต่..มันก็ดี

 

“โล่งอะ โล่งมาก ได้เปิดใจคุยกันแบบนี้ ดีเนอะ”

 

เตนล์พยักหน้าเห็นด้วย เรื่องวันนั้นมันดูไม่มีที่มาที่ไปมากเกินไป เจอหน้ากัน บอกเลิก ลาจาก ทิ้งไว้เพียงความไม่เข้าใจ แต่พอมาได้คุยกันแบบนี้ก็ดีไม่น้อย

 

อย่างน้อยคนตรงหน้าก็ยิ้มได้...

 

เรายังเป็นเพื่อนกันได้มั้ย?

 

นี่เตนล์กำลังขอแฟนเก่าเป็นเพื่อนอยู่เหรอเขมจิราตีหน้านิ่งถามจนเตนล์ทำตัวไม่ถูก สักพักหญิงสาวก็หลุดขำออกมาแล้วบอก ได้สิ แต่ขอเวลาเขมหน่อยนะ

 

เขามีเวลาให้เขมทั้งชีวิต...

 

อื้ม


...ขอแค่อย่าเกลียดผู้ชายเลว ๆ อย่างเขาก็พอ

 


 

 

 

 

 

สุดท้ายเตนล์ก็ร่วมทานอาหารกับแฟนเก่าที่ในอนาคตจะมีสถานะเป็นเพื่อนและพี่ที่สนิทของเขมจิราเพราะเธอชวนและเขาก็ปฎิเสธไม่ได้ มันเป็นสถานการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้ แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว แปลก...ที่บนโต๊ะอาหารไม่ได้มี

บรรยากาศที่ทำให้เตนล์ต้องรู้สึกอึดอัดเหมือนที่คิดไว้ แต่...มันกลับสบายใจ สบายใจที่เห็นเขมจิรายิ้มได้และพูดคุยกับเขาเหมือนแต่ก่อน

 

มื้อนี้คิมโดยองเป็นเจ้ามื้อถึงแม้เตนล์จะขอหารก็เถอะ แต่โดยองกลับควักบัตรเครดิตยื่นตัดหน้าเขาเสียได้ พอจะจ่ายคืนเป็นเงินสด เจ้าตัวก็ไม่รับ จนเตนล์ยอมแพ้ก่อนจะเอ่ยขอบคุณเบา ๆ

 

เตนล์กลับยังไงคะ เขมไม่เห็นรถคุณเลย

 

พอดีรถเข้าอู่น่ะครับ แต่เดี๋ยวผมโบกแท็กซี่กลับ

 

จะดีเหรอ ดึกแล้วนะคะ เขมจิราแสดงสีหน้าเป็นห่วง จะว่าไปบ้านเตนล์กับพี่โดยองทางเดียวกันนี่คะ

 

งั้นเดี๋ยวผมไปส่งคุณเอง โดยองกล่าวอย่างมีน้ำใจ

 

ไม่เป็นไรดีกว่าครับ เกรงใจเปล่า ๆ เตนล์ยิ้มปฎิเสธ จะให้กลับกับคนที่เพิ่งรู้จักกันวันแรกมันก็ยังไง ๆ อยู่

 

อย่าเกรงใจเลยค่ะ ยังไงก็ทางเดียวกัน

 

นั่นสิ โดยองเห็นด้วย

 

งั้นรบกวนด้วยครับ เตนล์ตอบตกลงอย่างว่าง่าย เพราะถ้าทำตัวเกรงใจมากกว่านี้ทั้งสองคงตื้อเขาไม่หยุดแน่ ยังไงก็รับน้ำใจเขาไปเถอะ ถ้าเขาเต็มใจให้

 

งั้นเขมขับรถดี ๆ นะครับ เตนล์หันขวับไปมองโดยองทันทีที่พูดประโยคนั้นจบ หมายความว่ายังไง คิมโดยองไม่ได้จะไปส่งเขมจิราเหรอ?

 

เขมไม่กลับด้วยกันเหรอครับ

 

เขมเอารถมาน่ะค่ะ หญิงสาวยิ้ม กลับดีๆนะคะ

 

เตนล์ได้แต่โบกมือให้เธอค้างอยู่อย่างนั้นจนเขมจิราขับรถออกไป

 

 ยืนนิ่งทำไม กลับมั้ยครับบ้าน ไม่รู้ว่าเตนล์คิดไปเองหรือเปล่าว่าน้ำเสียงนั้นติดกวนเขาอยู่หน่อย ๆ

 

...แต่เขาคงคิดมากไป

 

เตนล์เดินตามร่างสูงมาที่รถ ระหว่างนี้ทำให้เขาได้พิจารณารูปร่างอีกฝ่ายจากข้างหลัง คนตรงหน้าเขามีรูปร่างสูงจนน่าอิจฉา วัดด้วยสายตาคงจะประมาณ180 แถมไหล่กว้างจนเตนล์ต้องหันกลับมามองตัวเอง ราวฟ้ากับเหว... ถึงแม้โดยองจะใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนธรรมดา ๆ แต่เขากลับดูดีจนเตนล์แอบเบ้หน้าด้วยความหมั่นไส้

 

ทำหน้าอะไรของคุณน่ะ

 

ห้ะ?” เตนล์สบตากับคนที่หันมามองเขาอย่างสงสัย ร่างสูงยกนิ้วชี้ข้างขวาขึ้นมาชี้ที่ปากตัวเองก่อนจะเบะมัน

 

“คุณทำปากแบบนี้”

 

“เห้ย! ผมเปล่า!” เตนล์ปฎิเสธเสียงแข็ง เขาไปทำปากแบบนั้นเมื่อไหร่กัน!

 

“หึ” มุมปากยกยิ้มเล็กน้อยทำเอาเตนล์หน้าเห่อร้อนด้วยความอาย เพิ่งรู้จักกันได้วันเดียวก็ล้อกันแล้ว นี่สนิทกันเหรอ? ก็ไม่! “ผมล้อเล่น ไป ขึ้นรถ”

 

เตนล์เดินไปเปิดประตูข้างคนขับอย่างว่าง่าย ทำเหมือนว่าเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนคิมโดยองจะตามมาติด ๆ เตนล์บอกทางไปบ้านตัวเองเสร็จสรรพไม่นานยานพาหนะก็เคลื่อนตัว ระหว่างทางโดยองกดเปิดเพลงคลอไปด้วยเพื่อไม่ให้บรรยากาศภายในรถเงียบจนเกินไป

 

“คุณชอบscrubbเหรอ?” เตนล์เอ่ยถามทันทีที่ได้ยินเพลงที่ตนเองชอบ

 

“อืม”

 

“แปลก หน้าคุณไม่เหมือนคนที่ชอบฟังเพลงไทยเลย”

 

โดยองหันมามองตุ๊กตาหน้ารถแวบนึงก่อนจะหันกลับไปมองถนนต่อ “แล้วหน้าอย่างผมต้องฟังเพลงแบบไหนล่ะ”

 

“ไม่รู้สิ ผมแค่แปลกใจ...” เตนล์เงียบไปพักใหญ่จนโดยองนึกว่าเจ้าตัวหลับไปแล้วแต่ก็ไม่ “ผมก็ชอบ”

 

“อือ”

 

“นี่เตะบอลด้วยเหรอ” เสียงใสถามขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นกล่องรองเท้าสตั๊ดคู่นึงถูกวางไว้วางข้างปลายเท้าตนเอง “ผมเคยคิดจะซื้อรุ่นนี้นะ แต่เห็นราคาแล้วต้องถอยว่ะ”

 

โดยองยิ้มขำ “เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยได้เล่นแล้วล่ะ ไม่มีเพื่อนน่ะ”

 

“ถามจริง อย่างคุณน่าจะหาเพื่อนเล่นได้ไม่ยากนะ” เตนล์มองคนข้างตัวอย่างไม่เชื่อ แต่พอเขาไม่ตอบอะไรถึงว่าต่อ “ไว้ถ้าคุณอยากเล่น ผมมาเล่นเป็นเพื่อนก็ได้”

 

จบประโยคนั้นพร้อม ๆ กับรถที่ชะลอความเร็วเมื่อติดไฟแดง โดยองละสายตาจากถนนมาสบตาคนที่ทำหน้าจริงจังอยู่ข้าง ๆ  ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคนที่โลกส่วนตัวสูงอย่างเขาถึงตอบคนที่เพิ่งรู้จักกันวันแรกไปแบบนั้น

 

 

“อืม เอาสิ”

 

ในใจตอนนั้นแค่คิดว่าถ้าเพื่อนเล่นเป็นหมอนี่... ก็คงไม่แย่

 

...มั้ง...





ต่อค่า




สองอาทิตย์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เตนล์ก็ยังใช้ชีวิตอย่างปกติดีไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่แปลกหน่อยที่คราวนี้หลังจากที่เลิกรากับเขมจิรา หนุ่มเจ้าเสน่ห์อย่างเตนล์ก็ไม่ได้ควงผู้หญิงอย่างทุกที เรียกได้ว่าแทบไม่มีคนคุยด้วยซ้ำไป ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน เรียกได้ว่าทำเอาพิมพ์นิภาและสามีแปลกใจไม่หยอก ส่วนจอห์นนี่ก็ได้แต่แซวขำ ๆ ว่าเตนล์คงเสียดายผู้หญิงดี ๆ อย่างเขมจิรา ถึงได้โสดสนิทอย่างนี้

 

วันนี้วันเสาร์ เตนล์มีนัดดีลงานกับลูกค้าที่ร้านกาแฟแถวสยามตอนสิบโมง เขาไปก่อนเวลานัดไม่นานจากนั้นก็ใช้เวลาคุยงานอีกชั่วโมงกว่าก็เสร็จเรียบร้อย ถือได้ว่าเลิกเร็วกว่าที่เตนล์คิดนิดหน่อย เจ้าตัวจึงไปเดินเล่นที่ห้างชื่อดังแถวนั้น

 

จนกระทั่งเดินมาถึงโซนสปอร์ต สายตากลมโตหยุดมองรองเท้าสตั๊ดที่ตั้งโชว์อยู่ก็นึกถึงใครบางคนที่เพิ่งรู้จักและเจอกันเพียงครั้งเดียว ตอนนั้นเขาอาสาจะเป็นเพื่อนเตะบอลให้ แต่นี่ก็ผ่านมาสองอาทิตย์แล้ว ผู้ชายคนนั้นยังไม่ได้ติดต่อกลับมาเลย

 

แต่ถ้าติดต่อกลับมาได้คงพิลึกน่าดู เพราะทั้งสองไม่ได้แลกช่องทางการติดต่อไว้เลยน่ะสิ

 

...ป่านนี้ คงลืมไปแล้วมั้ง...

 

  “คุณเตนล์...?

 

เสียงทุ้มพึมพำเรียกชื่อเตนล์อย่างไม่มั่นใจทำให้ร่างบางต้องหันกลับไปมองก่อนจะเบิกตากว้าง เมื่อคนตรงหน้าคือคนที่อยู่ในความคิดเขาเมื่อสักครู่นี้

 

“อ้าว คุณโดยอง” เตนล์ยิ้มทักทายน้อยๆก่อนจะเอ่ยถามตามประสาคนอัธยาศัยดี “มาทำอะไรครับเนี่ย”

 

“พอดีมาซื้อของนิดหน่อย” ว่าแล้วก็ชูของในมือให้คนตัวเล็กกว่าดู “คุณล่ะ”

 

“ผมมาทำธุระน่ะ พอดีเพิ่งเสร็จ เลยมาเดินตากแอร์เล่น”

 

โดยองก้มมองนาฬิกาข้อมือหลังจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาสบตา “นี่ก็จะเที่ยงแล้ว ไปหาอะไรทานด้วยกันมั้ยครับ”

 

และแน่นอนว่า...

 

“ขอเป็นพวกชาบูนะคุณ ผมหิวมากกก”

 

เตนล์ไม่ปฏิเสธ

 

 

เรียกได้ว่าช่วงวันหยุดแบบนี้คนค่อนข้างเยอะเป็นพิเศษทำให้ต้องรอคิวนานพอสมควร แต่ทั้งสองก็อดทนรอจนได้มานั่งในร้านอาหารยอกฮิตอย่างเอ็มเคตามที่ต้องการ พวกเขานั่งทานอาหารและคุยกันไปด้วยอย่างออกรส ทำให้เตนล์ได้รู้ว่าเขาสองคนนี่ชอบอะไรเหมือน ๆ กันเยอะมากทีเดียว  ยกเว้นก็แต่...

 

“เห้ย! นี่คุณลวกหมี่หยกเหรอ” เตนล์มุ่ยหน้าถามทันทีที่เห็นใครอีกคนเอาหมี่หยกไปลวกในน้ำซุป

 

“คุณไม่ลวก?” โดยองเลิกคิ้ว

 

“ใครเขาลวกกัน มันสุกอยู่แล้ว เนี่ย เขาโรยกระเทียมเจียวมาให้” เสียงใสพยายามชี้และให้ใครอีกคนดูยกใหญ่จนโดยองยิ้มขำ

 

“แบบลวกอร่อย” โดยองตอบพร้อมกับคีบเส้นเข้าปากแล้วเคี้ยวโชว์

 

“ไม่ลวกสิ”

 

“ลวก”

 

“ไม่ลวก”

 

“ลวก”

 

“ไม่คือไม่!” เตนล์เถียงจนหน้าแดงพาลให้ใครอีกคนยิ้มขำอย่างเอ็นดู

 

...อะไรจะจริงจังกับเรื่องกินขนาดนั้น...

 

และสุดท้าย...

 

“ไม่ก็ไม่ครับ”

 

ใครจะไปกล้าเถียง

 

“ดีมาก อ่ะ กินแบบไม่ลวก อร่อยสุดๆ” ว่าแล้วก็บริการคีบหมีหยกไม่ลวกถึงปากอีกคนทันที โดยองอ้าปากงับอย่างไม่อิดออดก่อนจะได้รับยิ้มหวานของอีกคนเป็นรางวัล

 

“เอาเป็นว่าอย่ามาบลัฟกันเรื่องนี้อีกนะ เดี๋ยวยาว” ร่างสูงเอ่ยแซวขำ ๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ “เอ้อ ผมรอคุณมาเตะบอลเป็นเพื่อนอยู่นะครับ”

 

“ผมไม่ได้ลืมนะ คุณนั่นแหละไม่ติดต่อมา” เตนล์ยู่ปากเมื่อคิมโดยองยิ้มแกล้งทวงสัญญาที่เขาเคยว่าไว้

 

“ผมไม่มีเบอร์คุณ”

 

“ก็คุณไม่ขอ”

 

หลังจากที่ได้คุยกันมาร่วมหลายชั่วโมง โดยองได้รู้นิสัยอย่างหนึ่งของเตนล์คือ เถียงเก่ง เจ้าคนตรงหน้าชอบหาเหตุผลร้อยพันเพื่อทำให้ตัวเองถูกเสมอ แถมเวลาเถียงชอบทำปากมุบมิบ ๆ จนเขาละอยากจะเอามือไปบีบสักทีให้หายหมั่นไส้

 

“อ่ะ” มือหนาควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาก่อนจะยื่นไปให้คนตรงหน้า “ขอเบอร์หน่อยครับ”

 

เตนล์หยิบมากดเบอร์ตัวเองให้อย่างไม่อิดออด แล้วส่งคืนเจ้าของ โดยองรับมากดหน้าจออยู่สองสามครั้งจนเตนล์รับรู้ได้ถึงแรงสั่นทะเทือนของโทรศัพท์มือถือตัวเองในการเป๋ากางเกง

 

“นั่นเบอร์ผมเอง เซฟด้วยล่ะ”

 

“รับทราบครับ”

 

 

 



พอทานเสร็จทั้งสองก็ลุกไปจ่ายเงินโดยที่หารครึ่งกัน จากนั้นเตนล์ก็ชวนโดยองเดินย่อยอีกสักหน่อย ไม่นานเข็มสั้นของนาฬิกาก็ชี้มาเลขสี่ถึงตัดสินใจแยกย้ายกันกลับบ้าน

 

“คุณกลับยังไง”

 

“บีทีเอส”

 

“ให้ผมไปส่งมั้ย บ้านเราทางเดียวกัน”

 

เตนล์ทำท่าคิดก่อนตอบ “ตามใจคุณละกัน”

 

จราจรค่อนข้างติดขัดทำให้กว่าจะมาถึงหน้าบ้านเตนล์ก็กินเวลาไปชั่วโมงกว่า

 

“ขอบคุณที่มาส่งครับ” เตนล์เอ่ยขอบคุณก่อนจะปลดที่คาดเข็มขัดแล้วเปิดประตู แต่ก็โดนเสียงทุ้มรั้งไว้ก่อน

 

“พรุ่งนี้คุณว่างหรือเปล่า... ผมอยากได้เพื่อนเตะบอล”

 

“พรุ่งนี้ทั้งวันผมต้องร่างแบบให้ลูกค้าน่ะสิ” เตนล์ตอบอย่างเสียงดาย

 

“...อือ ไม่เป็น

 

“แต่ถ้าเป็นช่วงเย็นก็พอได้นะ”

 

โดยองหันมาสบตาคนที่พูดแทรก เจ้าตัวกำลังยิ้มกว้างที่ได้แกล้งเขา

 

“งั้นตอนเย็นเดี๋ยวผมแวะมารับ”

 

“....”

 

“แล้วก็...รับโทรศัทพ์ผมด้วย”

 

เตนล์ก็นึกว่าโดยองจะโทรมาเย็นพรุ่งนี้ แต่ไหงพอเขาทานข้าวเย็นเสร็จกลับเห็นเบอร์ คิมโดยอง เด่นหราอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์เสียอย่างนั้น เพื่อไขข้อสงสัยมือเรียวจึงกดรับสายทันที

 

“ครับ?

 

[....]

 

เตนล์รอให้ปลายทางตอบกลับมาพักใหญ่แต่เจ้าตัวยังคงเงียบจึงเอ่ยทัก

 

“ฮัลโหล นี่คุณ”

 

[ห้ะ]

 

“โทรมามีอะไรครับ”

 

[ผมโทรหาคุณเหรอ] คำตอบของโดยองทำเอาเตนล์ขมวดคิ้วฉับ  

 

“งั้นผมวางนะ”

 

“เห้ย! เดี๋ยว” โดยองละล่ำละลักบอก “ผมเอง คิมโดยอง”

 

 “รู้แล้ว ผมเมมเบอร์คุณไว้”

 

เตนล์ตอบเสียงเรียบนิ่งจนอีกฝ่ายเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่ว ๆ

 

[แล้ว...สะดวกคุยหรือเปล่า] น้ำเสียงที่ดูไม่มั่นใจของอีกฝ่ายทำให้เตนล์ยิ้มขำ เลยตัดสินใจแกล้งเล่นสักหน่อย อยากรู้ว่าเจ้าตัวจะทำยังไง

 

“ผมต้องทำงาน คุณมีธุระอะไรมั้ย” เตนล์พูดรัว ๆ ให้เหมือนว่าตัวเองต้องรีบไปทำงานต่อ แล้วก็เงียบเพื่อรอฟังอีกฝ่ายตอบกลับ

 

[นี่สามทุ่มแล้วนะครับ..] ไม่รู้ว่าเตนล์คิดไปเองหรือเปล่าว่าเสียงนั่นติดจะหงอย ๆ แปลก ๆ

 

“ผมเป็นฟรีแลนซ์นะคุณ”

 

[............]

 

แล้วเจ้าของสายก็เงียบอีกครั้งจนคนขี้แกล้งหน้าเสีย

 

หรือว่าจะมีธุระสำคัญจะคุยจริง ๆ ...?

 

“เฮ้ ยังอยู่มั้ย”

 

[ไว้คุยกัน--]

 

“คุยได้ มีอะไรล่ะ” เตนล์รีบพูดแทรกก่อนอีกคนพูดจบ ปลายสายเงียบไปอีกแล้ว จนเตนล์ต้องมาดูหน้าจอโทรศัพท์ว่าอีกฝ่ายวางไปหรือยัง แต่ก็ยังอยู่ในสายอยู่ “ว่าไง”

 

[ความจริงก็ไม่ได้มีธุระอะไรสำคัญนักหรอก แค่หาเพื่อนคุยน่ะ...] โดยองตอบอ้อมแอ้มอย่างเก้อเขิน

 

เอาความจริงโดยองเองยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามือกดโทรหาใครอีกคนตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาแค่รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้คุยด้วยแล้วสนุก อยากทำความรู้จักมากขึ้นกว่านี้ พอรู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงใส ๆ นั่นข้างหูเสียแล้ว

 

“ขี้เหงาจริง ๆ เพื่อนคนอื่นไม่มีแล้วหรือไง”

 

[ก็ผมอยากคุยกับคุณ]

 

“......”

 

[ไม่ได้เหรอ...]

 

...แล้วทำไมต้องทำเสียงอ้อนด้วยวะ นี่สนิทกันขนาดนั้นเลย?...

 

อือ เห็นแก่ที่เคยเลี้ยงข้าวกันครั้งก่อนนะ”

 

 

 

ไม่รู้ว่าทั้งเตนล์และโดยองสรรหาเรื่องอะไรมาคุยไม่รู้เยอะแยะกว่าจะได้วางสายก็ปาไปเกือบเที่ยงคืน เรียกได้ว่าคุยเหมือนทั้งชีวิตไม่เคยพูดเสียอย่างนั้น

 

หนำซ้ำตกเย็นของอีกวันก็ยังมาเจอหน้ากันอีก ทั้งสองเลือกเตะบอลที่สนามแถวบ้านเตนล์ เตะกันเป็นชั่วโมงจนขาล้าโดยองจึงชวนไปทานมื้อเย็นเสียเลย จึงจบง่าย ๆ ที่ร้านอาหารตามสั่งข้างทาง

 

“จะว่าไปคุณนี่อายุเท่าไหร่นะ” เตนล์ถามเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคิมโดยองอายุมากกว่าเขม ซึ่งเขาและเขมจิราอายุเท่ากัน

 

“ปีนี้ 32”

 

“ถามจริง นี่ห่างจากผม 5 ปีเลยดิ ผม 27” เตนล์ตาโต “งี้ผมต้องเรียกคุณว่าพี่ป่ะ”

 

“แล้วผมต้องเรียกคุณว่าน้องเตนล์มั้ยล่ะ” โดยองถามกลับทำให้เตนล์ขนลุกกับสรรพนามที่อีกคนใช้ทันที

 

“เตนล์ก็พอมั้งครับ อย่าเติมน้องไว้ตรงหน้าเลย”

 

“ทำไม น่ารักดีออก” ร่างสูงอมยิ้ม

 

เตนล์ส่ายหน้าพรืด “อย่างผมไม่น่ารักหรอกครับ”

 

“พี่ไม่คิดงั้นนะ”

 

“.....”

 

“น้องเตนล์น่ารัก”

 

หยุดกึก เตนล์ชะงักทุกการกระทำ มองอีกคนตาค้าง ก่อนจะทำสีหน้าอยากร้องไห้

 

“อย่าเรียกน้องเตนล์! ฮือ” แล้วก็งอแงออกมาดื้อจนคนพี่ตกใจเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก

 

“เห้ย นี่คุณจะร้องไห้เหรอ”

 

“ป่าว ผมหลอก” เตนล์ฉีกยิ้มกว้างแล้วระเบิดหัวเราะไม่แคร์คนรอบข้าง ได้แต่เอามือกุมท้องพรางมองหน้าใครอีกคนแล้วยิ่งขำ

 

“ตลก ตลก ตะกี้ผมตกใจนะ นึกว่าจะร้องไห้จริง”

 

“ฮะฮะ ผมไม่เด็กขนาดนั้นป่ะ นี่อายุ27แล้วคุณ”

 

โดยองได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอากับคนที่บอกว่าตัวเองไม่เด็ก ไอ้เมื่อกี้นี่มันแกล้งกันเป็นเด็ก ๆ ไม่ใช่เหรอ

 

“เลิกเรียกผม ๆ คุณ ๆ ได้แล้ว ฟังดูไม่สนิท”

 

“อยากสนิทกับผมว่างั้น?” ได้ทีก็เอ่ยแซวใหญ่ คนอายุมากกว่าที่เถียงอะไรไม่ได้ก็แต่ถามกลับข้าง ๆ คู ๆ

 

“แล้วอยากสนิทหรือเปล่า”

 

เตนล์ยิ้มกวนพรางยกนิ้วขึ้นมาเคาะโต๊ะทำท่าคิด นานเป็นนาทีจนใครอีกคนหน้ามุ่ย

 

“เอาเป็นว่าผมกับพี่โดยองเราสนิทกันแล้วนะ”

 

ก่อนจะยื่นมือออกมาทำท่าเช็คแฮนด์แบบฝรั่ง

 

“อือ”

 

ง่าย ๆ อย่างนั้นแหละ





tbc



จริงๆเรื่องนี้ไม่มีดราม่านะทุกคน 5555 อ่านดูเขาหยอกจีบกันขำๆ หวังว่าจะชอบกันนะคะ เหมือนว่ายิ่งเราอัพเรื่องนี้ยิ่งไม่มีกำลังใจเลยค่ะ ยิ่งอัพยิ่งไม่มีฟีดแบค แต่สำหรับคนที่คอยเม้นให้ก็ขอบคุณมากนะคะ เพราะพวกคุณนะเราถึงมีแรงมาอัพต่อได้ :-)


@borntobeyours96


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #186 bimil1991 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 มีนาคม 2563 / 13:02
    อุแงๆๆๆๆ ต้องต่อไม๊ๆๆๆ
    #186
    0
  2. #180 soofee26 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2562 / 10:28
    แง ชอบเรื่องนี้นะคะ กลับมาต่อนะ ๆๆๆๆๆๆ
    #180
    0
  3. #94 polypoll (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 01:02
    แบบเริ่มต้นคสพดีอ่ะ ค่อยเป็นค่อยไป
    #94
    0
  4. #93 ให้ตายยัยกาโว (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 12:19
    แงงงงงงงง เขินอ่ะ ช่วยด้วย เขินมากเลยยยยยยย
    #93
    0
  5. #87 polypoll (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 19:45
    ถ้าเขมทำใจได้เราก็ดีใจด้วย
    #87
    0
  6. #82 แครอทของคุณโด (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 19:17
    เราว่ามีพิรุธ

    ทั้งเขมทั้งโดยอง

    อยากให้เตนระวังตัว

    ผชคนนี้ไม่น่าไว้ใจเลย
    #82
    0
  7. #81 yoursbroccoli (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 01:57
    ลุ้นคู่นี้แง ดีใจที่เขมใกล้มูฟออนได้อะ เป็นคนที่นิสัยน่าคบหา ;-;
    #81
    0