ตอนที่ 13 : ฝึกดาบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    15 ธ.ค. 61

“จะยังไง... พวกเรายังต้องอยู่นิ่งไว้สินะ”

“แน่นอน เจ้าคิดว่าอย่างไรเสียเล่า หากเราเคลื่อนไหว ก็ไม่ต่างจากการทำให้ทั้งโลกตื่นตัวหรอก ตอนนี้พวกเราก็ได้แต่อยู่เฉยๆเท่านั่นแหละ”

“ให้ตายสิ พวกสายเลือดมังกรทำให้พวกเราหัวปั่นตลอดเลย แล้วนี่มันจะเกิดขึ้นอีกเป็นรอบที่3แล้วนะ”

“พวกเชื้อสายมังกร... หากจะพูดแล้ว... เรื่องนี้ก็ควรอยู่ในความรับผิดชอบของราชามังกรสิ ไม่ใช่หน้าที่ที่พวกเราทั้งหมดจะมาวิ่งเต้นแบบนี้ เชื้อสายมังกรที่อยู่ทั่วโลกควรถูกจำกัดพลังเอาไว้ให้ดี พวกเจ้าก็คิดอย่างนั้นใช่หรือไม่ ถึงมอเดร็ดจะถูกอาเธอร์หยุดเอาไว้ได้ แต่ก็ใช่ว่าครั้งนี้จะเป็นเช่นนั้น”

“ซุส เจ้าน่ะไม่ควรมองพวกเขาเป็นศัตรูนะ อย่างไรเสีย... หากมังกรคิดจะเปิดสงครามจริงๆ พวกเราก็คงต้องรวมมือกับมนุษย์แล้วล่ะ”

“แต่ความชั่วเริ่มกลืนกินมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ดูสีผิวของข้าสิ บัดนี้มันจะกลายเป็นสีม่วงแล้ว อีกไม่นานคงถึงคราวที่ข้าต้องลงไปเป็นอวตาร”

“ทางข้าเองก็เหมือนกัน เพราะตอนนี้ข้าไม่รู้ว่าลูกชายคนรองของข้าหายไปไหน ไม่รู้จะสรรหาเรื่องอะไรมาให้ข้าและพี่ชายของมันต้องรับผิดชอบอีกหรือเปล่า”

“ข้าเข้าใจนะ แต่ว่าพวกเรามาที่นี่... คือปัญหาของพวกมังกรใช่หรือไม่ เช่นนั้นเราตามหาพวกมังกรดีหรือไม่”

“พูดมันง่ายนะ รา... แต่พวกมังกรซ้อนตัวกันมิดชิด เราไม่มีวันหาพบ หากพวกเขาไม่ต้องการ.....”

“อย่าคิดเรื่องนั้นเลย น่าจะมีคนที่ช่วยเราได้อยู่.....”

“มิคาเอล คนที่เจ้าพูดถึงน่ะ คือชายเมื่อ20ปีก่อนน่ะเหรอ? เจ้าคิดจริงๆหรือว่าเขาจะยอมช่วยน่ะ?”

“มันคือความเป็นไปได้ พวกมนุษย์เองก็ใช่ว่าจะนิ่งเฉย พวกเราซึ่งรู้สึกได้ถึงกลิ่นไอของมังกร ก็มารวมตัวเพื่อจัดการใช่หรือไม่ ข้าคิดว่าเราอยู่รวมกับพวกเขาได้แน่”

“พวกเราก็คิดเช่นนั้น... งั้นจากนี้ไป... พวกเราทุกคนจะจับตาดูเรื่องนี้ไปก่อน อย่างเพิ่งเข้าไปยุ่ง รอดูท่าทีไปก่อน”

การต่อสู้เพียงเล็กน้อย ทำให้พวกเขาต้องวิ่งวุ่นได้เลย มังกร สัตว์ในตำนานที่มีอยู่ในตำนาน แต่ว่ามันก็เป็นสิ่งที่พวกเขากลัวเหมือนกัน...

แล้วคนที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นนี้ ในตอนนี้กำลัง.....

 

 

 

“เอาล่ะ ข้าเองก็ศึกษาเรื่องการใช้อาวุธมาหลายชนิด แต่ที่ข้าทำได้ดี ก็เป็นดาบสั้นหนักแหละนะ ก็มันเป็นอาวุธของข้านิ ข้าก็ต้องถนัดเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ไม่งั้นข้าจะใช้มันทำไม”

Heroidมีความอิสระในการเรียนรู้ค่อนข้างมาก ในช่วงเช้าจะเป็นการเรียนวิชาภาคบังคับ แต่ในช่วงบ่ายทุกคนจะได้เลือกเรียนอิสระ โดนที่รุ่นพี่จะเป็นคนสอนโดยส่วนมาก แล้วมีครูอาจารย์เป็นคนจับตาดู ค่อยตักเตือนอยู่ห่างๆ

ด้วยระบบนี้ ทำให้ทุกอย่างค่อนข้างเปิดกว้าง ทั้งการต่อสู้โดยใช้ศิลปะป้องกันตัว อย่าง เทควันโด ยูโด คาราเต้ มวยไทย

หรือจะเป็นหารใช้อาวุธ อย่าง ดาบสั้น ดาบยาว มีด ธนู หอก ปืน

และเวทมนตร์ เช่น มนตร์ดำ บทสวด เวทธาตุ การยืมพลังของเทพ หรือต่างๆอีกมากมาย

พวกวีรชนมีเอกลักษณ์มากมาย เพราะอย่างนั่นHeroidไม่มีทางตอบสนองได้หมดอยู่แล้ว จำเป็นที่จะต้องปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง

“งั้น..... ก่อนอื่น ก็จับดาบและยืนให้หมั่นคงเสียก่อน จากนั่นลองเหวี่ยงดาบเหนือหัวสัก10ครั้งก่อนแล้วกัน”

“ได้ครับ”

ฟารินทำตามที่เอมิเลีย... ไม่สิ มอเดร็ดบอก ฟารินใช้แขนของตนเองเหวี่ยงดาบเหล็ก แต่ถ้าจะให้ถูก ควรเรียกมันว่าตะบอกมากกว่า นี่เป็นเหล็กที่ตัดความคมออกไปหมดแล้ว เพื่อลดอันตรายจากการฝึก แล้วยังมีเวทมนตร์ที่ทำให้มันมีความอ่อนตัวอีกด้วย ต่อให้โดนฟาดไปที่หัวอย่างเต็ม แรงเวทมนตร์ก็จะดูดซับแรงกระแทกไว้ส่วนหนึ่ง แต่ว่าน้ำหนักนั่น เป็นของจริง

ถึงฟาริน จะไม่ใช่เด็กหนุ่มที่อ่อนแอ แต่การเหวี่ยงของหนักอย่างรวดเร็วนั่น ไม่ใช่เรื่องง่าย

กล้ามเนื้อของฟาริน เริ่มที่จะส่งเสียงประท้วงแล้ว

“อึก....”

แค่10ครั้ง ฟารินก็ต้องวางดาบลงเสียแล้ว

“ดูเหมือนว่าเธอเองก็ไม่ได้ฝึกเรื่องการต่อสู้มาสินะ”

“ครับ ผมก็แค่เด็กเรียนดี ที่ก็มีดีแค่เรื่องเรียนแหละครับ นอกจากนั่นส่วนใหญ่ ก็เละหมดแหละครับ”

ฟารินก็ได้ตอบแบบยิ้มๆไป

“อย่างน้อย ก็มีเรื่องอาหารอยู่นะ เจ้าน้องชาย”

มอเดร็ดเล่าวอย่างเริงร่า ในขณะที่ขยี้หัวของฟารินไปพลาง ดูเป็นภาพที่น่าเอ็นดู แต่ในอีกมุมมองของคนหลายคนก็เริ่มรู้สึกอิจฉาฟารินขึ้นมา เพราะข่าวที่ฟารินได้อยู่ห้องS ที่เป็นศูนย์รวมของพวกตำนาน แต่กลับดูไม่มีความสามารถใดใดเลย

“ดูนั่นสิ ท่านเอมิเลียจะเอาใจมันขนาดไหนนั่นน่ะ”

“ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่”

“นั่นมันเด็กเส้นหรือเปล่า?”

“ไม่รู้ล่ะ แต่ไม่ชอบหน้ามันเลย”

หลายเสียงวิจารณ์ และหลายภาษา บ้างที่พวกเขาคงจะคิดว่าฟารินฟังไม่ออก แต่ฟารินนั่นเข้าใจเสียงเหล่านั่นทั้งหมด แต่ก็ยังเฉยเอาไว้อยู่....

เรื่องการอาลาวาดของวิญญาณวีรชนของฟาริน ถูกปิดไว้เป็นความลับ คนที่รู้เห็นก็มีไม่กี่คน เพราะความวุ่นวายในตอนนั้น ทำให้คนส่วนใหญ่จำฟารินไม่ได้...

ฟารินไม่ตอบโต้...

ไม่คิดอะไรทั้งนั้น... เพราะเคยชินกับมันมากเสียแล้ว ในเวลาแบบนี้คงได้แต่โทษตัวเอง ที่เกิดมาแบบนี้... ฟารินพยายามเรื่องเวทมนตร์แล้ว แต่ก็ไม่เคยทำได้ตามมาตรฐานสักครั้ง

ฟารินถอนหายใจ...

ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้มีวิญญาณวีรชนกัน.....

“นี่ๆ ไม่คิดว่าทำเกินไปหน่อยเหรอ?”

เสียงที่พูดออกมาด้วยความไม่พอใจ

“การที่คุณเอมิเลียดูแลเด็กใหม่เป็นพิเศษ มันทำให้ทุกคน มองคุณไม่ดีนะ อย่างน้อยก็ควรจะฝึกให้กับทุกคนเท่าเทียมกันสิ”

คนที่แย้งเป็นภาษาอังกฤษคือหญิงสาว เป็นหญิงที่มีผมสีเงินอย่างชัดเจน ตัดผมสั้นอย่างดูขัดตา อาวุธที่เธอถือคือตะบองเบา ดูแล้วใบหน้า น่าจะมีเชื้อสายเอเชียตะวันออก

แต่ถ้าให้ฟารินเดา จากสำเนียงและวิธีการถืออาวุธที่เก็บเอาไว้ที่ข้างเอว ก็พอทำให้เดาได้ว่ามีเชื้อสายของญี่ปุ่น

“ก็เรื่องของเจ้า ข้าถือเด็กคนนี้เป็นน้องชาย เจ้าจะว่าอย่างไรมันก็เรื่องของเจ้า”

“มันส่งผลต่อภาพลักษณ์ของวีรชนนะคะ”

“ก็แล้วทำไปมันมีผลอะไรกับข้า

เอมิเลียพูดด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตรเสียเท่าไร เพราะคนที่พูดออกมาจริงๆคือมอเดร็ด เอมิเลียไม่ได้คุมร่าง แต่ก็ยังมีสติและรับรู้ทุกอย่างอยู่ครบถ้วน

“หาคุณเอมิเลียไม่เลิกยุ้งกับเขา อย่างน้อยฉันก็อยากให้เขาเป็นคนที่มีคุณสมบัติเพียงพอ....”

หญิงสาวผมเงินกล่าวอย่างจริงจัง

“ฉันขอท้าประลอง!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

51 ความคิดเห็น