The Mask Mafia

ตอนที่ 1 : EP.1 ผมคือผู้สืบทอดของแก็งมาเฟีย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 103
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 ก.ย. 60

ประเทศอิตาลี
เกาะซีจีทอรี่



กึก กึก กึก


         เสียงฝีเท้าเดินของใครบางคนดังขึ้น เรียกให้สายตาของคนรอบข้างหันมามอง ก่อนที่พวกเขาจะหน้าถอดสี เมื่อรู้ว่าเจ้าของเสียงฝีเท้านั่นคือใคร

"อึก" ผู้คนต่างรีบหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ต่อทันที เพราะไม่กล้าที่จะหันไปมองอีกฝ่ายตรงๆ หรือนานเกินไป


กึก  กึก  กึก


         เสียงฝีเท้าของเขายังคงดังกึกก้องไปทั่ว แม้ว่าเขาจะเพียงแค่เดินธรรมดาๆก็ตาม แต่ทว่ามันกลับดังสำหรับพวกเขา คงเป็นเพราะว่า หลังจากที่อีกฝ่ายเดินมา ผู้คนรอบข้างก็ต่างพากันเงียบเสียง และพยายามอยู่นิ่งๆ เพื่อไม่ให้เป็นการทำอะไรที่มันดูน่ารำคาญและขัดทัศนียภาพอีกฝ่าย ร่างสูงในชุดสูทเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจ แม้ว่าจะมีสายตาหลายๆคู่แอบเหลือบมามองที่เขาเป็นระยะๆก็ตาม 

            แต่สำหรับ 'นักฆ่า' อย่างเขา มันถือว่าเป็นการมองอย่างโจ่งแจ้งมาก แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไร แล้วเดินต่อไปยังตึกสองชั้นสีขาว ที่เป็นเป้าหมายของเขา

         พอเขาเดินเข้ามาก็พบกันคนสองสามคนนั่งอยู่ข้างในที่โต๊ะไม้ ตรงกลางห้องเป็นบาร์ไม้สำหรับบริการคนที่เข้ามาที่นี่ ซึ่งน้อยคนนักที่จะได้เข้ามา ก็แน่ล่ะ ที่นี่มันบาร์ของ 'มาเฟีย' นี่ แถมยังต้องเป็นคนที่มี 'ระดับ' อยู่พอสมควร หรืออาจะมากกว่านี้ ถึงสามารถเข้ามาที่นี่ได้ และดูเหมือนว่าคนที่นั่งอยู่ข้างใน ดูจะไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่เห็นเขา 

          ก็นะ ตัวเขาเองก็ชอบมาที่นี่อยู่บ่อยๆเหมือนกัน อ๊ะๆ แต่เขาไม่ได้มานั่งดื่มหรอกนะ แค่มารับ 'ภารกิจ' กับ 'ค่าจ้าง' ก็เท่านั้น แต่บางทีก็มาหา 'ข้อมูล' เล็กๆน้อยๆ ที่ดูจะมีความสำคัญกับใครหลายๆคนมาก แต่อย่างครั้งนี้เขาไม่นับนะ เพราะแค่อยากมาดื่มสักแก้วก็เท่านั้น

"อนูบิสหรอ ดูท่าว่าจะมีงานอีกแล้วสินะ" บาร์เทนเดอร์หนุ่มถามพร้อมรอยยิ้มทันทีที่เห็นร่างสูงในหน้ากากสุนัขสีดำ ที่ดูจะเป็นจุดเด่นที่สุดของเขา

"เป็นคนดังนี่ลำบากเหมือนกันนะ คิกคิก" หญิงสาวในชุดเดรสสีดำหัวเราะ แล้วทำท่าจีบปากจีบคอ แต่อนูบิสก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่กลับเดินเข้ามานั่งตรงบาร์แทน

"คราวนี้ที่ไหนล่ะ" บาร์เทนเดอร์หนุ่มถามอีกครั้ง

"Thailandia" เขาบอกเรียบๆ ก่อนที่คนตรงหน้าจะวางวิสกี้ของโปรดเขา ลงตรงหน้า คนอื่นๆที่ได้ยินต่างก็หันไปพูดคุยกันอย่างตกใจ ไม่เว้นแม้แต่คนตรงหน้าเขา

"หืม Thailandia หรอ หึหึหึ ดูท่าว่าจะได้งานที่นายพอใจอยู่นะ" ชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นน้อยๆ ร่างสูงเจ้าของหน้ากากสุนัขสีนิล เพียงแค่หยักไหล่น้อยๆ แล้วเลิกหน้ากากขึ้น เผยให้เห็นริมฝีปากสีแดงธรรมชาติ ก่อนที่จะยกวิสกี้ขึ้นซดจนหมดแก้ว

"ก็แน่ล่ะ งานนี้น่ะ ฉันรอมานานแล้ว" เขายกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้น เล่นเอาคนที่ได้เห็นต่างขนลุกขนพองไปตามๆกัน 

              ก่อนที่จะมีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีดในมือ เขาง้างแขนขึ้น แล้วแทงลงมาอย่างรวดเร็ว แต่ชายหนุ่มเพียงแค่เอี่ยวตัวหลบน้อยๆ ทำให้มีดนั้นปักลงบนเค้าเตอร์ ก่อนที่เขาจะโดนแก้ววิสกี้ตบเข้าที่ใบหน้าจนล้มลงไปกองกับพื้น และสลบไปอย่างง่ายดาย

"หึ จดแก้วนี้ไว้ในลิสของฉันด้วยล่ะ" เขาบอกแล้วลงจากเก้าอี้ เตรียมที่จะเดินออกไป

"ไม่ล่ะ แก้วนี้ฉันเลี้ยง ถือซะว่าเป็นการฉลองที่นายจะได้เจอเพื่อนเก่า"

"หึ งั้นก็ตามใจ" ร่างสูงพูด แล้วเดินออกไป 

           โดยที่มีรอยยิ้มกวนๆอย่างรู้ทันของบาร์เทนเดอร์หนุ่มไล่หลังไป ก่อนที่จะหันกลับมามองที่ซากของชายหนุ่มที่กองอยู่กับพื้น แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เป็นประมาณว่า 'นี่ฉันต้องจัดการเองใช่มั้ยเนี้ย' เขาส่ายหน้าน้อยๆ แล้วหยิบแก้วขึ้นมาเช็ดต่อ อย่างไม่สนใจชายหนุ่มที่อยู่ที่พื้น



ประเทศไทย
กรุงเทพมหานคร



บรื้นนนน เอี๊ยด

         รถสปอตคันหรูสีดำขับเข้ามาที่หน้าบ้านสองชั้นสีครีมสไตลล์ยุโรป ก่อนที่เครื่องจะดับและมีร่างสูงของชายในหน้ากากอนูบิสจะก้าวลงมาจากรถ พร้อมกับชุดที่ตนใส่ชุดเปลี่ยนไปจากเดิม ต่างจากตอนที่เขาอยู่ที่อิตาลี เพราะตอนนี้เขาเปลี่ยนมาใส่กางเกงยีนต์ขาสั้นเสมอเข่าสีดำ พร้อมกับเสื้อยืดสีดำที่สวมทับด้วยแจ็คเก็ตสีน้ำตาล ดูโดยรวมแล้วถือว่าเข้ากับอีกฝ่ายพอสมควร ไม่สิ จะเรียกว่าดูดีมากเลยจะดีกว่า

"บ้านหลังนี้ยังเหมือนเดิม ไม่สิ ไม่เปลี่ยนไปเลยมากกว่า" รอยยิ้มปรากฏขึ้นใต้หน้ากากสุนัข ก่อนที่เจ้าตัวจะสอดส่องสายตามองเข้าไป ผ่านทางรั่วเหล็กลวดลายเถาวัลย์สีทอง ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดแอปพิเคชั่นสีฟ้าที่วัยรุ่นใช้กันทั่วไปอย่าง Facebook เขากดพิมพ์ข้อความบางอย่างลงไป ก่อนที่จะกดส่งไป เขายื่นรอสักพัก หน้าจอไอโฟนสีดำรุ่นล่าสุดก็ปรากฏข้อความตอบกลับ ที่ชวนให้คนอ่านอมยิ้มขำๆไม่ใช่น้อย

           ผลัก!!!

         ประตูไม้สีน้ำตาลถูกเปิดออกเสียงดัง เรียกความสนใจจากร่างสูงให้ผละออกจากหน้าจอเครื่องมือสื่อสารได้อย่างดี ก่อนที่ร่างสูงจะพยายามกั้นขำจนตัวงอ ก็แหม คนตรงหน้าที่เปิดประตูออกมาน่ะ อยู่ในสภาพกางเกงบล๊อกเซอร์สีดำกับเสื้อยืดแขนยาวที่ไหล่ตกเอียงมาทางขวา แถมหน้ากากที่สวมยังเบี้ยวไปทางซ้ายจนเผยให้เห็นช่วงล่างของใบหน้าอีกฝ่ายอีกต่างหาก แถมในมือขวายังกอดหมอนข้างเอาไว้อีก ช่างเป็นความประทับใจแรกที่น่าขันมากๆ สำหรับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี แบบพวกเขาทั้งสอง

         อีกฝ่ายที่เห็นเขากั้นหัวเราะก็เดินดุ่มๆเข้ามาใกล้รั้วเหล็กสีทอง พร้อมกับกอดหมอนข้างเอาไว้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจแต่ก็แฝงไปด้วยความงัวเงียที่มีอยู่ในน้ำเสียง

"ก็แหม เซอร์ไพร์ไง เซอร์ไพร์" เขาด้วยด้วยน้ำเสียงกวนๆ แล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ ชวนให้ร่างเล็กหันมามองค้อนใส่ได้เบาๆ

"เหอะๆ เซอร์ไพร์บ้านนายหรอ มาเอาตอนตีสองแบบนี้เนี้ย" ใช่แล้ว ตอนนี้เป็นเวลาตีสองของประเทศไทยนั่นเอง จึงไม่แปลกที่ร่างเล็กเจ้าของหน้ากากสองสีจะเดินออกมาในสภาพนี้

"แฮะๆ โทษที พอดีพึ่งลงจากเครื่องน่ะ เลยรีบมาหา" เขายกมือขึ้นเกาหัวแ้กเกอแล้วเหล่สายตาไปมองด้านข้างแทน

"เฮ้ออออ เอ้า เข้ามาก่อนสิ ยืนคุยกันแบบนี้ฉันเมื่อย" ร่างเล็กกว่าบอก แล้วลงมือปลดล็อคกุญแจรั้วเหล็ก พร้อมกับเปิดอ้าออกให้ร่างสูงพอเข้าได้

"ขอบคุณ" เขาบอก

"กองไว้ตรงนั้นแหละ" เงาบอกปัดๆ ก่อนที่จะลงล็อคกุญแจแล้วเดินนำอีกฝ่ายเข้าบ้านไป

       ปึก

"นายแต่งบ้านใหม่หรอ" อนูบิสถาม พลางมองกวาดสายตาไปทั่วห้องรับแขก ที่ดูจะมีการตกแต่งและขยายเนื้อที่เพิ่มขึ้น

"อ้อ ก็นิดหน่อยน่ะ พอดีเงินเก็บมันเหลือเยอะก็เลยคิดว่าเอามาแต่งบ้านกับขยายพื้นที่ดีกว่านะ" ร่างเล็กบอกแล้วนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามกันกับร่างสูง

"หืมมมม เงินเยอะขนาดนั้นเลยหรอ" อีกฝ่ายถามอย่างแปลกใจ

"ก็นะ ฉันอุตส่าห์ทำงาน เก็บอ้อมมาตั้งหลายปี นานๆทีขอใช้มั่งก็ไม่เสียหายนี่" เงาบอกแล้วเกยคางไว้บนหมอนข้างที่ตนหยิบมาด้วย

"ว่าแต่นายเถอะ ทำไมอยู่ดีๆถึงกลับมาล่ะ" อนูบิสนิ่งเงียบฟังที่อีกฝ่ายพูดต่อ

"ทั้งๆที่ตลอดหลายปี นายไม่เคยติดต่ออะไรมาหาฉันเลย ข้อความสักข้อความก็ไม่มี จดหมายก็ไม่ส่งมา รู้ไหมว่าฉันเป็นห่วงมากแค่ไหน" เจ้าของหน้ากากสองสีบอกเสียงแผ่ว ร่างเล็กๆนั้นเริ่มสั่นน้อยๆ จนร่างสูงที่นั่งอยู่ต้องรีบกุรีกุจรเข้าไปนั่งปลอบอย่างรวดเร็ว

"ขอโทษนะ ที่ปล่อยให้อยู่คนเดียว" ใช่ เขาอยากจะขอโทษคนตรงหน้าเป็นพันๆครั้ง ถ้ามันจะทำให้อีกฝ่ายหายโกรธเขาขึ้นมาบ้าง หรือให้เขาทำอะไร เขาก็ยอม ถ้ามันจะทำให้อีกฝ่ายหายเศร้าได้ 

                ทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะว่าร่างเล็กที่เขากำลังปลอบอยู่น่ะ ขี้เหงามากแค่ไหน ถึงปกติจะทำเป็นเข้มแข็งขนาดไหนก็ตาม แต่สำหรับเขาที่อยู่กับคนตรงหน้ามาเป็นสิบปี ย่อมต้องรู้ดีอยู่แล้ว ว่าอีกฝ่ายกำลังแกล้งทำเป็นเข้มแข็ง เพื่อปิดบังส่วนที่อ่อนแอของตนเอาไว้ก็เท่านั้นเอง

"ไม่ ฮึก ไม่มีโทษให้หรอก มะ ไม่ใช่ตำรวจ" ร่างเล็กบอกกวนๆทั้งๆที่กำลังพยายามกลั้นเสียงสะอื้นอย่างสุดฤทธิ์ จนคนตัวโตกว่าอดที่จะอมยิ้มน้อยๆไม่ได้

"หึ ขี้แย่จริงนะ" เขาว่า แล้วยกมือขึ้นลูบหัวคนตัวเล็กอย่างเบามือ

"คะ แค่หาวหรอก นะ น้ำตามันเลยไหลก็เท่านั้น" เขาบอกแล้วหันหน้าไปอีกทางอย่างอายๆ แต่ก็ยังยอมให้เจ้าของหน้ากากสุนัขลูบหัวเล่นอยู่ดี 

                  นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่พวกเขาทั้งสองไม่ได้มานั่งทะเลาะกันแบบนี้ ไม่ได้ปลอบกันเวลาที่เศร้า ไม่ได้ซับน้ำตาให้กันในเวลาที่เสียใจ ไม่ได้หยอกล้อกันเหมือนแต่ก่อน ไม่มีคำกวนที่ชวนให้หงุดหงิดแบบนี้ ไม่มีเสียงหัวเราะที่ทำให้พวกเขายิ้มให้กันอย่างมีความสุข นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่พวกเขาแยกจากกัน แบบนี้ ร่างสูงคิดแล้วดึงคนตัวเล็กกว่ามากอดไว้จนเจ้าตัวสะดุ้งสุดตัว 

                  ก่อนที่จะนั่งนิ่งไปไม่ขัดขืน อนูบิสมองการกระทำของเงาอย่างเอ็นดู เขาเอาหน้าซบลงที่ไหล่กว้างของอีกฝ่าย แล้วกระซิบเบาๆว่า 'คิดถึงจัง' ร่างเล็กเองก็ไม่ได้แปลกใจอะไรที่เขาได้ยินคำหวานๆ ลึกซึ้งแบบนี้ แหม ก็เหมือนก่อนน่ะ พวกเขาทั้งหอมแก้มกัน นอนกอดกัน จุ๊บหน้าผากก่อนนอนทุกคืน ไอ้แค่คำคิดถึงน่ะ มันแค่เหมาะๆเอง

"งั้นก็อย่าไปอีกสิ" คนถูกกอดบอกเสียงเบา แล้วยกมือขึ้นกอดวงแขนของร่างสูงไว้แน่น 

                ราวกลับกลัวว่า หากเขาปล่อยอ้อมแขนนี้ไปล่ะก็ คนที่กอดอยู่คงจะหายไปอีก และเขาไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เขาไม่อยากผลัดพรากจากอนูบิส ตั้งแต่เล็กจนโต พวกเขาทั้งสองก็อยู่ด้วยกันมาตลอด ต่างคนต่างช่วยดูแลซึ่งกันและกัน แต่อย่างว่านั่นแหละ เมื่อมีพบก็ต้องมีจากเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

                เมื่อหลายปีก่อนที่พวกเขาทั้งสองจะแยกจากกัน อนูบิสได้มาบอกกับเขาว่าได้ทุนไปเรียนต่อที่อิตาลี แถมยังไม่มีกำหนดกลับอีก จนกว่าจะเรียนจบหลักสูตร ตอนนั้นเองที่เขาได้รู้ เขาดีใจกับอีกฝ่ายมากแต่ความตกใจมีมากกว่า และความกลัว กลัวที่ต้องแยกจากกัน กลัวว่าหากไม่มีอีกฝ่ายแล้วเขาจะอยู่ได้อย่างไร หากไม่มีอีกฝ่ายเขาจะใช้ชีวิตได้อย่างเดิมหรอและทั้งๆที่เขาเป็นคนเอ่ยปากบอกอีกฝ่ายเองว่า 

                เขาอยู่ได้ เขาไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง แต่หลังจากที่อีกฝ่ายขึ้นเครื่องไป น้ำใสๆมันก็ไหลออกมา เขาร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใครโดยไร้ซึ่งเสียงสะอื้น เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเองก็ไม่ได้ต่างจากเขาหรอก เพราะแม้ว่าหน้าตาตอนบอกลาของพวกเขาทั้งสองจะยิ้มอยู่ก็ตาม แต่เขาทั้งคู่ก็รู้ดี ว่ามันก็แค่การแสดงเท่านั้น เพื่อที่ต่างคนต่างจะได้สบายใจ และได้เห็นรอยยิ้มของกันและกันเป็นครั้งสุดท้าย แม้ว่ามันจะดูฝืนๆแค่ไหนก็ตาม เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ทีไร น้ำใสๆมันก็ไหลออกมาทุกที จนร่างเล็กต้องเลิกหน้ากากขึ้นเช็ดมัน

"นายร้องไห้อีกแล้วหรอ" ร่างสูงถามแล้วจับมืออีกฝ่ายเอาไว้ แล้วค่อยๆบรรจงเช็ดน้ำตาให้ร่างเล็กอย่างเบามือ ดวงตาสีนิลของอีกฝ่ายสั่นไหวเบาๆ เมื่อได้รับความอ่อนโยนที่เขาห่างหายไปนาน ก่อนที่เงาจะโถมตัวเข้าใส่อนูบิสอย่างรวดเร็ว จนเขาแทบรับไว้ไม่ทัน แต่ก็ยังตั้งหลักได้และกอดตอบอีกฝ่ายเช่นกัน

"ฉันสัญญา ต่อไปฉันจะไม่ไปไหนอีกแล้ว" เขาให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น

"จะ จริงๆนะ นายห้ามไปไหนอีกแล้วนะ" เขาถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจ

"อื้ม!!! ฉันสัญญา ฉันจะไม่ทอดทิ้งนายอีกเป็นครั้งที่สอง" รอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งสอง ก่อนที่พวกเขาจะหลับไปทั้งๆที่กอดกันอยู่แบบนั้น
.

.

.

.

.

.

.

.

.

"เงา เงา ตื่นได้แล้วนะ เดี๋ยวก็ไปสายหรอก" เสียงทุ่มแบบชายหนุ่มทั่วไป แต่ดูมีเสน่ห์มากกว่า ดังขึ้นข้างๆหูเขา

"อืมมมม ขอต่ออีกหน่อยนะ" ร่างเล็กบิดตัวไปมา ก่อนที่จะซุกหน้าเข้าหาความอบอุ่น

"นี่ ถ้าไม่ยอมตื่นล่ะก็ ฉันจะ 'ปล้ำ' นายแล้วนะ" เสียงทุ่มดังขึ้นที่ข้างหูพร้อมกับลมหายใจอุ่นๆที่เป่าลดใบหู จนคนโดนกระทำลืมตาโพร่ง แล้วเด้งตัวขึ้นทันที แต่ก็ยังไม่เร็วพอกว่าร่างสูง จนโดนอีกฝ่ายรวบตัวเอาไว้จนได้

"ปะ ปล่อยนะ งื้ออออ" ร่างเล็กบอก เมื่อโดนอีกฝ่ายจับนั่งบนตักแล้วซุกหน้าลงที่ลำคอระหง

"อื้มมมม นายช้าเองนะ" อนูบิสบอกเสียงเจ้าเล่ห์ ตอนนี้พวกเขาทั้งสองต่างก็ไร้ซึ่งหน้ากากปิดบังใบหน้าทั้งคู่ ทำให้ตอนนี้ลำคอของคนตัวเล็กถูกซุกไซร้(?) โดยคนตัวโตเจ้าของตัก

"พะ พอแล้ว ฉะ ฉันตื่นแล้ว ดะ เดี๋ยวไปโรงเรียนสาย" เงาพยายามหาข้ออ้าง เพื่อที่เขาจะได้หลูดพ้นจากสถานการณ์ชวนให้เสียเอกราชแบบนี้ ซึ่งร่างสูงก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาร้องหึในลำคอก่อนที่จะหอมแก้มเขาเบาๆ แล้วปล่อยให้เขาเป็นอิสระ

          ฟ๊อดดดด

"ไปอาบน้ำซะ ฉันเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้ว โอ้ว แล้วก็รีบๆอาบล่ะ เดี๋ยว 'เรา' จะไปสายกัน" ว่าจบก็เดินออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เงาที่ตอนนี้ไร้หน้ากาก จนปรากฏให้เห็นใบหน้าเนียนที่มีแต่ความงุนงงประดับอยู่เต็มที่ 

                แต่เขาก็งงอยู่ได้ไม่นาน เพราะอีกฝ่ายตะโกนออกมาจากห้องครัว เร่งให้เขารีบไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดไปโรงเรียน ซึ่งเขาก็ยอมทำตามแต่โดยดี และรวดเร็ว(?) ร่างบางใช้เวลาไม่นานในการจัดระเบียบร่างกายและเสื้อผ้า ก่อนที่จะเดินลงมาจากชั้นสอง แล้วรีบเดินมาที่โต๊ะอาหารที่มีร่างสูงของอนูบิสนั่งรออยู่ 

"กว่าจะลงมาได้น่ะ รีบกินเร็วเข้าสิ" อีกฝ่ายเร่งเขาด้วยท่าทีขำๆ 

แต่เขาก็ไม่มีเวลามาต่อล้อต่อเถียงกับอีกฝ่ายมากนัก เพราะเขาเกรงว่าจะไปโรงเรียนสาย ตั้งแต่เปิดเทอมชั้นม.3 วันแรกแบบนี้ อนูบิสมองท่าทางการกินของคนตรงหน้าด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนที่จะยื่นมือไปปาดซอสที่เลอะข้างมุมปากของคนตัวเล็ก แล้วเลียนิ้วนั้นเบาๆพอให้ซอสออก 

เงาเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างตกใจ แต่ก็ไม่ได้ว่าหรือทักท้วงอะไร เพราะพวกเขาก็เป็นแบบนี้มากันตั้งแต่เด็กๆแล้ว ตัวเขาเลยไม่ค่อยจะอะไรสักเท่าไหร่ แต่ที่เขาห่วงตอนนี่คือเวลา ใช่แล้ว เขาไม่อยากไปสายจนโดนกรรมการฝ่ายปกครองเรียกจดชื่อหรอกนะ

"อิ่มแล้ว" เขาว่าแล้วเดินเอาถ้วยชามไปแช่ไว้ ก่อนที่อนูบิสจะเดินมาพร้อมกระเป๋าเป้ของเขากับหน้ากากรูปหน้ายิ้มสองสี

"ขอบใจ" คนตัวเล็กบอกพร้อมรอยยิ้ม

"เดี๋ยวฉันช่วยใส่นะ" ร่างสูงไม่รอคำตอบจากร่างเล็ก เขาจับตัวอีกฝ่ายหันหลังแล้วเอาหน้ากากมาสวมทับบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างชำนาญ เมื่อก่อนพวกเขาทั้งสองเองก็ช่วยกันใส่หน้ากากให้บ่อยๆ จนเป็นเรื่องปกติ ที่ว่าทำไมเขาถึงรู้วิธีใส่หน้ากากของอีกฝ่าย

"อนูบิส" เขาเรียกอีกฝ่ายที่หันหลังเดินนำ เตรียมออกไปจากบ้าน จนอีกฝ่ายต้องชะงักเท้ากึก แล้วหันมามองเป็นเชิงว่ามีอะไรหรอ

"ชุดที่นายใส่อยู่น่ะ" ร่างสูงก้มลงมองตัวเองไร้ลงไป ก่อนที่จะเงยหน้าเอียงคอประมาณ ฃุดฉันมันทำไมหรอ

"อย่ามาทำเป็นใสๆ ดูก็รู้ว่าชุดที่นายใส่น่ะ ชุดยูนิฟอร์มของโรงเรียนฉันชัดๆ!!!"

"อ้อหรอ" เขาบอกแค่นั้นแล้วรีบเพ่นออกไปทันที เพราะกลัวว่าถ้าเขายืนอยู่นานกว่านี้ คงได้มีอะไรลอยมากระแทกหน้าของเขาแน่ๆ

"กลับมาให้ฉันเตะนายเดี๋ยวนี้น่ะเว้ย!!!"


          บนรถของอนูบิส


"สรุป นายกลับมาเรียนต่อที่ไทย" หลังจากที่พวกเขาขึ้นรถมาได้สักพัก และอนูบิสก็พยายามเงาอย่างสุดฤทธิ์ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายถอดรองเท้าผ้าใบสีเข้มมาประทับบนใบหน้า ก่อนที่คนตัวเล็กจะยอมสงบและนั่งอยู่เฉยๆ จนกระทั่งเขาถามขึ้น

"ใช่ และฉันก็เรียนอยู่ห้องเดียวกันกับนาย" อนูบิสบอก แล้วยื่นหน้าที่มีหน้ากากสุนัขสีดำเข้ามาใกล้ จนโดนเงาเอามือดันออกไปด้วยความหมันไส้

"ชิ แล้วนายมาทำเรื่องตอนไหนไม่ทราบห๊ะ!!!" เขาถามอย่างสงสัย

"ก็...ความลับครับ หึหึหึ" ใบหน้าใต้หน้ากากสองสีมุ่ยขึ้นมาทันที 

                แต่ร่างสูงคงไม่เห็นหรอก ก็เพราะว่ามีหน้ากากปิดบังไว้นี้ เขาขับรถผ่านถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์และจราจรที่ติดขัดมาได้อย่างรวดเร็ว และแถมยังได้คำสวดภาวนาถึงบิดามารดาจากพวกคนเหล่านั้นอีกต่างหาก เล่นเอาเงาแทบจะกระโดดเข้าไปตะบรรคออีกฝ่ายซะให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยจริงๆ

           เอี๊ยดดดด

"เอ้า ถึงแล้ว นายรอฉันก่อนนะ เดี๋ยวเอารถไปจอดก่อน" ว่าจบก็เปิดประตูไล่เข้าลงจากรถอย่างรวดเร็ว พร้อมกับขับเข้าไปหลังตึกเรียนของมัธยม โดยที่ไม่ทันได้ฟังเสียงทักท้วงจากเขาเลยสักนิด 

                แถมพอเขาลงมายืนบนทางเดินปึ๊ป สายตามากมายก็จับจ้องมาที่เขาอย่างรวดเร็ว ขนเขารู้สึกขนลุกขึ้นมาแปลกๆ แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจแล้วรีบเดินเข้าไปรออยู่ใต้ตึกเรียนทันที เพราะตอนนี้แดดก็ร้อนพอสมควร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เมื่อได้รับสายตาจากพวกนักเรียนรอบข้าง 

                ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน ต่างมองมาที่เขาอย่างพร้อมเพรียง และเต็มไปด้วยความสงสัยและคำถามมากมาย อย่าง ทำไมนายมีรถหรูๆมาส่งล่ะได้ข่าวว่าปกตินั่งวินมาไม่ใช่หรอ อะไรประมาณนี้ล่ะนะ แต่ตัวเขาเองก็ชินชากับเรื่องพวกนี้อยู่แล้วล่ะกะอีแค่เรื่องนั่งรถสปอร์ตมาโรงเรียนน่ะ มันแค่เรื่องจิ๊บๆเหอะๆ

"รอนานรึเปล่า" ในระหว่างที่เขากำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่ อนูบิสก็เขามาสะกิดเขาพร้อมกับเอียงหัวอย่างสงสัย มันสร้างความหมันเขี้ยวให้กับร่างเล็กไม่ใช่น้อย จนเจ้าตัวต้องจับหัวร่างสูงกว่าโยกไปมาเหมือนเด็กๆ ไม่มีผิด

                ในขณะที่ทั้งสองกำลังหยอกล้อกันอยู่นั้นเอง ก็ได้มีสายตาของใครบางคนจับจ้องมาที่ทั้งสองอย่างนิ่งเฉย และเรียบนิ่ง แต่ก็แฝงไปด้วยจิตสังหารมากมาย ที่แม้แต่อนูบิสที่อยู่ห่างออกไปยังสัมผัสได้ จนเขาชะงักกึก แล้วหันมามองทางเจ้าของจิตสังหารทันที แต่ก็ไม่พบอะไร จนเงาต้องถามอย่างสงสัย 

                แต่เจ้าตัวก็ไม่บอกอะไร และพาร่างเล็กกว่าเดินขึ้นไปชั้นสาม อันเป็นที่อยู่ของห้องเรียนของเขาทั้งสอง เจ้าของจิตสังหารนั่นยังคงจับจ้องทั้งสองจนลับสายตา ก่อนที่ร่างในชุดฟอร์มของนักเรียนชั้นม.32จะเดินออกไปอย่างเงียบสงบ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และชั่วร้าย ปรากฏขึ้นใต้หน้ากากโซ่สีดำ ก่อนที่ร่างนั้นจะหายลับไปอย่างกับว่าไม่เคยมีใครอยู่ตรงนี้มาก่อน

"เงาาาา!!!" น้ำเสียงยานคางดังขึ้นมาตั้งแต่ระยะใกล้ ก่อนที่ร่างของชายตัวเล็ก ที่ดูจะเล็กและมีส่วนสูงน้อยกว่าเงา จะพูดด้วยท่าทางกะตือรือร้น

"ฉันได้ยินมาว่า เมื่อเช้านายนั่งรถสปอร์ตมาเรียนหรอ" เขาคือหน้ากากเพนกวินนั่นเอง ชายตัวเล็กถามเจ้าของหน้ากากสองสี ด้วยแววตาเป็นประกาย แม้ว่าจะมีหน้ากากนกปิดอยู่ก็ตาม โดยที่เขาไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า ยังมีอีกหนึ่งชีวิตยืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้เหมือนกัน

"อะ เอ่อ ใช่ ทำไมหรอ" เขาตอบอย่างตะกุกตะกัก สายตาเหลือบมองไปทางร่างสูงที่ถูกเมินโดยสมบูรณ์ ไม่สิ ต้องเรียกว่าไม่เห็นเลยจะดีกว่า

"ป่าวหรอก แค่ได้ยินพวกสาวๆเขาเม้าส์กันน่ะ" เจ้าตัวบอกแล้วขำเบาๆ ห๊า!!! นี่แค่เขานั่งรถหรูๆมาโรงเรียนแค่นี้นี่ถึงกลับเม้าส์กันกระจายเลยหรอ!!!

"เฮ้ออออ ทำไมต้องทำเป็นเรื่องใหญไปได้ล่ะ" เจ้าตัวบอกเสียงหน่ายๆ พลางยกมือที่สวมถุงมือสีขาวขึ้นกุมหน้ากากของตน

"หึหึหึ" เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นข้างหลัง จนร่างโปร่งต้องหันไปค้อนเข้าให้ เล่นเอาเจ้าต้องรีบทำท่าทางนิ่งๆกลบเกลื่อนแล้วหันไปมองทางอื่นแทน เพนกวินที่มองสลับไปมาระหว่างเงาและอนูบิสก็พูดขึ้น

"เออ เงา นี่ใครหรอ" เงานิ่งไปก่อนที่จะหันมามองคนด้านหลังตน ที่ตอนนี้ยังคงมองไปทางอื่นอย่างไม่สนใจอะไร แต่สำหรับเขาแล้วย่อมรู้ดีว่า ร่างสูงกำลังแอบฟังที่พวกเขาคุยอยู่อย่างแนบเนียน

"อ่อ พอดีว่าฉันเดินผ่านแล้วมันตามฉันมาน่ะ" เงาบอกนิ่งๆ เล่นเอาคนแอบฟังเส้นเลือดเต้นตุบๆ

"ฉันไม่ใช่หมานะเฟ้ย!!!" อนูบิสบอกด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แล้วเข้ามารัดคออีกคนทันที

"แอ่ก!!! ปะ ปล่อยนะ!!!" ร่างเล็กขยับดุ๊กดิ๊กไปมาในอ้อมแขนของร่างสูง ที่ดูทีท่าว่าจะไม่ยอมปล่อยง่ายๆ ส่วนเด็กหนุ่มอีกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้แต่ยืนเกาหัวแกร๊กๆอย่างไม่เข้าใจ

.

.

.

.

.

.

.

.


"อ่อ!!! ที่แท้ก็เพื่อนของเงานี่เอง!!!" เพนกวินร้องออกมาอย่างเข้าใจ แล้ววางกำปั้นลงบนมือซ้าย

"ฉันหน้ากากเพนกวินน่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก" เขาว่าจบก็ยื่นมือให้คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจับ

"หน้ากากอนูบิส ยินดีเช่นกัน และขอบคุณนะ ที่ดูแลเงาให้ในตอนที่ฉันไม่อยู่น่ะ" ร่างสูงกว่าบอก

"แหม ดูแลอะไรกันล่ะ ฉันมากกว่าที่เป็นฝ่ายถูกดูแล เงาน่ะ คอยช่วยเหลือฉันทุกอย่างเลยนะ เวลาที่ฉันมีปัญหาก็ช่วยตลอดเลย" คิ้วเรียวเลิกขึ้นภายใต้หน้ากากสุนัข แล้วหันมองเจ้าของหน้ากากสองสีข้างๆ เป็นเชิงว่า 'ใช่หรอ' เล่นเอาเจ้าตัวแผ่รังสีอำมหิตออกมากันเลยทีเดียว

"งั้นหรอ แต่ยังไงฉันก็ต้องขอบคุณอยู่ดี ที่นายอยู่ข้างๆหมอนี้" เขายักไหล่น้อยๆอย่างไม่สนใจ ก่อนที่ทั้งสามจะลุกออกจากห้องไปยังโรงอาหาร เพราะตอนนี้ก็ได้เวลาที่นักเรียนอย่างพวกเขาจะต้องพักแล้ว


         โรงอาหาร


"จะกินไรอ่ะ" อนูบิสหันมาถามคนข้างตัวที่ดูจะทำท่าคิดอยู่ ว่าเขาควรที่จะกินอะไรเป็นมื้อกลางวันดี

"อืมมมม คิดไม่ออกอ่ะ นายช่วยเลือกหน่อยดิ" ร่างเล็กกว่าบอก แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่ายผ่านหน้ากาก

"ฉันหรอ? อืมมมมมม อันนี้ล่ะกัน" ร่างสูงกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนที่จะไปสะดุดเข้ากับป้ายร้าน 'อาหารอิตาลี' เงาที่เห็นแบบนั้นก็รีบรั้งอีกฝ่ายไว้ทันที จนเขาแปลกใจ พร้อมกับหันมามองเป็นเชิงว่า 'มีอะไร'

"รู้นะ ว่าไปเรียนเมืองนอกแล้วติดหรู แต่นี่เมืองไทย ไม่ต้องกินอะไรแพงๆก็ได้" ร่างโปร่งบางตอบเลี่ยงๆ 

                แหม จะให้เขาบอกได้ยังไงล่ะ ว่าตัวเองไม่มีเงินมากถึงขนาดกินอะไรหรูๆแบบนี้ได้หรอกนะ ถึงจะมีเงินเพิ่มเนื้อที่กับตกแต่งบ้านก็เถอะ ก็นั้นมันจำเป็นป่ะ!!! และดูเหมือนคนตัวสูงจะรู้ว่าเขาคิดอะไร จึงหัวเราะหึในลำคอเบาๆ แต่มันก็ดังพอให้เจ้าของหน้ากากสองสีได้ยิน

"หัวเราะอะไร!!!" เพนกวินที่ยืนเงียบมานาน มองทั้งสองคนที่เถียงกันไปมา แล้วคิดในใจว่า 'นี่เราควรทำใจให้ชินสินะ....ก็ดีเหมือนกัน!!! จะได้ครื้นเครงดี!!!'

"ป่าวววว แต่เอาเถอะ" ว่าจบก็ลากคอเจ้าของหน้ากากสองสี พร้อมกับเพนิกวินที่ยืนอยู่ด้วย เข้าร้านอาหารอิตาลีไป (ทำไมในโรงเรียนมันมีร้านอาหารหรูๆแบบนี้ด้วยหว่า//คนเขียน) 

                'Mask University' โรงเรียนที่มีกฏเหล็กว่า นักเรียนทุกคนจะต้องสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าของตนไว้ ซึ่งเป็นธรรมเนียมมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสถาบันแห่งนี้แล้ว และโรงเรียนแห่งนี้เองก็ใช่ว่าใครจะเข้าก็เข้ามาได้ง่ายๆละ เพราะคนๆนั้นจะต้องมีความสามารถมากพอและต้องผ่านเกณฑ์คัดเลือกของคณะกรรมการซะก่อนถึงจะเข้าเรียนได้ แต่ส่วนใหญ่นักเรียนในโรงเรียนนี้ก็เป็นพวกลูกคุณหนูซะส่วนใหญ่ ไม่ก็พวกลูกนักการเมือง พวกลูกหลานของพวกมีอิทธิพลหน่อยๆล่ะนะ แต่สำหรับเขา หน้ากากเงาคนนี้แล้ว มันกลับแปลกมาก 

                เพราะอยู่ๆมาวันหนึ่ง ก็มีจดหมายพร้อมกับพัสดุส่งมาที่บ้านของเขา พอเขาเปิดดูก็พบว่าเป็นชุดยูนิฟอร์มของ Mask University ตอนนั้นเขาตกใจมาก ก่อนที่จะลองเปิดจดหมายอ่านดู ก็พบว่าเนื้อหาในจดหมายมันดูลึกลับมาก เพราะมันเขียนไว้เพียงแค่ ให้เขาเข้าเรียนที่นี่ และทุกอย่างเอกสารค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่างๆนาๆถูกจัดการไว้เสร็จสัพเรียบร้อยแล้ว แถมยังมีสมุดบัญชีแนบมาให้อีก 

                พร้อมเลขบัญชี แต่มีหรือที่คนอย่างเงาจะสนใจที่จะใช้มัน ก็นะ เขามันเป็นพวกกินง่ายอยู่ง่าย ไม่ต้องใช้เงินมากมายอะไรก็อยู่ได้อยู่แล้ว แต่นี่มันน่าสงสัยจริงๆ จะบอกว่ามันส่งมาผิดก็คงไม่ใช่ เพราะจ่าหน้าซองและพัสดุระบุชื่อจริงของเขาไว้ชัดเจน ใช่ มันระบุชื่อจริงของเขาไว้!!! ซึ่งมันไม่น่าจะมีใครรู้ชื่อจริงของเขาได้ นอกเสียจาก

"...." ร่างเล็กเงยหน้ามองคนข้างๆที่สั่งเมนูอย่างชำนาญ เหมือนกับว่าอีกฝ่ายเคยสั่งอยู่บ่อยๆ และดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะรู้ว่าเขามองอยู่ จึงหันมาถามเขาว่า

"เป็นอะไรไป ไม่สั่งหรอ" เขาจะสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่จะกวาดสายตามองเมนูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วฟังพนักงานเสิร์ฟว่า

"ขอ สปาเก็ตตี้หมูครับ ส่วนเครื่องดื่ม เออ" คนตัวเล็กลังเลว่าจะสั่งอะไร จนคนข้างๆต้องเป็นคนสั่งแทน

"ของเขาเอาเป็นบลูฮาวายล่ะกันครับ" พนักงานสาวยิ้มให้พวกเขา ก่อนที่จะรับเมนูคืน แล้วเดินออกไป ทิ้งให้พวกเขาสองคน เอ๊ย สามคนนั่งเงียบอยู่

"อนูบิส" เงาที่นั่งเงียบมาสักพักก็เอ่ยชื่ออีกฝ่ายขึ้นอย่างไม่มีปีมีขลุ่ย จนคนตัวสูงต้องหลุดออกจากห้วงแห่งความคิดของตน

"อะ ออ มีอะไรหรอเงา" ด้วยความสูงที่ต่างกัน ทำให้เขาต้องก้มหน้าลงมาเล็กน้อย แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะนั่งอยู่ก็ตาม

"นาย...มีอะไรจะบอกฉันรึเปล่า"

"!!!...." อนูบิสผงะไปเล็กน้อย ก่อนที่จะกลับมารักษาท่าทางนิ่งสงบเหมือนเดิม

"นายอยากรู้จริงๆหรอ" ทันทีที่จบคำพูดของเขา บรรยากาศรอบๆก็พลันเย็นเยือกจนให้ความรู้สึกว่าคนข้างๆตัวเขาแปลกไป เหมือนกับอีกฝ่ายกลายเป็นใครที่เขาไม่รู้จัก 

                สำหรับตัวเขาที่ตอนเด็กๆรอดจากการตามล่ามาได้ ก็พอจะคุ้นชินกับจิตสังหารอยู่บ้าง และจิตสังหารนี้ ไม่สิ กลิ่นไอแห่งความตายที่ชวนให้น่าอึดอัดแบบนี้ มันกลับกำลังแผ่ออกมาจากร่างของเพื่อนสนิทของเขา!!! แม้แต่เพนกวินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และยังไม่เคยได้สัมผัสถึงจิตสังหารกับไอแห่งความตาย ยังทำท่าทางอึดอัดเหมือนหายใจไม่ออกเลย

"อะ เออ อาหาร มะ มาเสิร์ฟแล้วคะ ค่ะ" พนักงานสาวคนเดิม เดินมาพร้อมกับถาดอาหารที่พวกเขาสั่ง แต่เธอก็ต้องผงะถอยหลังไป เมื่อสัมผัสได้ถึงความอันตรายและบรรยากาศของโต๊ะๆนี้ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ยังดีๆกันอยู่เลยแท้ๆ แล้วจู่ๆบรรยากาศกดดันและชวนให้น่าอึดอัดทั้งหลายก็มลายหายไป

"เอาเป็นว่า ฉันจะเล่าทุกอย่างให้ฟังหลังจากที่พวกเรากินมื้อกลางวันเสร็จก็แล้วกัน" อนูบิสบอกด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติราวกลับว่า ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ปล่อยจิตสังหารและบรรยากาศกดดันที่สามารถฆ่าคนได้ออกมาเลยสักนิด 

                เงาและเพนกวินมองหน้ากันก่อนที่จะลงมือทานอาหารไปอย่างเกร็งๆ บรรยากาศการกิอนของพวกเขาทั้งสามผ่านไปอย่างเงียบงัน มีเพียงเสียงพูดคุยเล็กๆน้อยๆของพวกนักเรียนทั้งชายและหญิงที่เข้ามาทานอาหารในรา้นอยู่บ้างเป็นพักๆ

"เก็บเงินโต๊ะนี้ด้วยครับ" ร่างสูงยกมือขึ้นเรียกพนักงานมาเช็คบิลเก็บเงิน ก่อนที่ทั้งสามนจะเดินออกไปจากร้าน และทันทีที่พวกเขาออกจากร้านไป พนักงานสาวที่มาเสิร์ฟอาหารให้พวกเขาก่อนหน้านี้ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พลางคิดในใจว่า ขออย่าได้เจอพวกเขาสามคนอีกเลยเถอะ

"เอาล่ะ ทีนี้ก็เล่ามาซะ มีอะไรจะพูดก็พูดให้หมด" เงากอดอกแล้วมองมาที่ร่างสูง ที่นั่งลงบนเก้าอี้หินอ่อน พลางมองบรรยากาศรอบๆตัวอย่างสบายใจ จนเขารู้สึกคันเท้าพิกลๆ

"ได้ แต่ก่อนอื่นเลย เพนกวิน" 

"ครับ!!!" เจ้าของชื่อสะดุ้ง จนเผลอยืนขึ้นโดยไม่รู้ตัว เงาที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่ส่ายหัวไปมา

"บ้านนายน่ะ เป็นโรงฝึกซ้อมการฟันดาบสินะ" เงาเงยหน้ามองการสนทนาของทั้งคู่อย่างสนใจ

"อะ เออ มันก็ใช่อยู่หรอก นะ นายถามทำไม" ร่างเล็กรู้สึกแปลกใจไม่น้อย ที่อยู่ๆก็โดนถามอะไรแบบนี้

"รวมทั้งศิลปะการป้องกันตัวแบบญี่ปุ่นด้วยสินะ" เจา้ตัวพยักหน้าหงึกหงัก อนูบิสเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างพอใจน้อยๆ

"คงจะสืบเชื้อสายมาจากญี่ปุ่นด้วยใช่มั้ยล่ะ" ดวงตาใต้หน้ากากนกขั่วโลกเหนือเบิกกว้างอย่างตกใจ ใบหน้าคมใต้หน้ากากสุนัขดำยกยิ้มน้อยๆกับปฏิกิริยาของคนตรงหน้า เงาที่ยังไม่ค่อยจะเข้าใจสถานการณ์ก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ

"เรื่องที่เพนกวินเป็นเชื้อสายญี่ปุ่นมันเกี่ยวอะไรกันกับเรื่องที่นายจะเล่ามิทราบห๊ะ!!!" อนูบิสถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อถูกร่างบางขัดเสียก่อน

"อย่ามาถอนหายใจสิเฟ้ย!!!" นั่น ยังจะได้ยินอีก คนอะไรหูดีเป็นบ้า-...-

"แอบด่าฉันในใจหรอ" นั่น รู้อีก

"เหอะ อย่างเถอะ รีบเข้าเรื่องสักที" เงาว่าจบก็นั่งลงข้างๆอนูบิส เป็นการกดดันให้อีกฝ่ายรีบบอกเร็วๆ ด้วยความอยากรู้(?)

"ก็ได้ๆ เอาแบบรวบรัดเลยนะ" เขาว่า แล้วประสานมือเท้าคางลงบนโต๊ะ พร้อมกับเบนสายตามาทางร่างโปร่งข้างๆตัว

"เออ เร็วๆสิ" เงาเร่งเร้า

"เงา นายคือว่าที่บอสมาเฟียคนต่อไป"

"อ่อ กะอีแค่มาเฟีย...ฮะ เฮ้ย!!! มาเฟียเนี้ยนะ!!!" เจ้าของหน้ากากสองสีตะโกนดังลั่นด้วยความตกใจ จนร่างสูงต้องยกมือขึ้นปิดส่วนที่เป็นปาก(คิดว่านะ)ของหน้าหน้ากาก พร้อมกับทำท่าจุ๊ๆ เป็นสัญญาณบอกให้เงียบไว้

"จะเสียงดังเพื่อ?" ร่างสูงพูดประชด

"โทษที แต่นายจะบ้าหรอ อย่างฉันเนี้ยน่ะ จะเป็นบอสมาเฟีย บ้าไปแล้ว เนอะเพนกวิน...." พอเขาจะหันไปหาแนวร่วมที่นั่งอยู่อีกฝั่ง ก็พบว่าเจ้าตัวนั่งนิ่งอยู่ในโลกส่วนตัว โดยที่ไม่ฟังเขาพูดสักนิด

"หึ ยังไงความจริงก็คือความจริงนั่นแหละ" อนูบิสพูดขึ้นลอยๆ จนเงาต้องหันไปมอง

"ความจริงอะไรของนาย"

"ความจริงที่ว่านายคือผู้สืบทอดตำแหน่งคำต่อไปของ 'มาสคีเรน แฟมิลี่' ยังไงล่ะ" ดวงตาสีนิลใต้หน้ากากสองสีถึงกับเบิกกว้างยิ่งกว่าไข่ไดโนเสาร์(ไข่ห่านมันเล็กไป)

"ห๊ะ!!! มาสคีเรนแฟมิลี่หรอ!!! ผู้สืบ อย่างฉันเนี้ยน่ะ!!!" เขาบอกแล้วชี้นิ้วมาที่ตัวเอง

"ฉันน่ะ ได้รับเลือกจากรุ่นที่9 ของมาสคีเรนแฟมิลี่ ให้มาที่นี่เพื่ออบรมและฝึกฝนตัวนายให้กลายเป็นบอสอย่างเต็มตัว ยังไงล่ะ" หลังจากที่เขาพูดจบ ร่างบางก็นิ่งเงียบไปทันที ด้วยความช็อคละคนตกใจสุดขีด 'อย่างอนูบิสน่ะหรอ....เป็นมาเฟีย??'

"งะ งั้น นะ นายก็เป็น มะ มาเฟียหรอ" ร่างสูงก้มหน้านิ่งไม่พูดอะไรและไม่ทักท้วงสักนิด ยิ่งเป็นสัญญาณที่บอกให้เขารู้ว่า สิ่งที่เขาคิดนั้น เป็นความจริง

"ถะ ถ้าอย่างนั้น ตะ ตลอดหลายปีที่นายบอกว่าไปเรียนต่อนั่นก็...."

"ใช่ รุ่นที่9น่ะ มารับฉันเพื่อไปฝึกฝนและพัฒนาฝีมือให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่จะกลับมารับนายยังไงล่ะ" เจ้าตัวบอกเสียงเศร้าๆ ที่เขาต้องโกหกอีกฝ่าย ที่ตัวเขาเองทำไปทั้งหมดนั้น มันก็เพื่อคนๆนี้ทั้งนั้น ถึงจะดูเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่เขาก็ยอมถูกมองว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ถ้าหากว่ามันทำให้เขาสามารถปกป้องคนๆนี้ได้ เขาก็พร้อมจะรับคำกรนด่าทั้งหลาย และความโกรธจากร่างเล็กข้างๆตัว

"แต่นาย...นาย...กะ โกหกฉัน" มันเหมือนกับมีฟ้าผ่าลงที่กลางใจของร่างสูง แม้ว่าตัวเขาจะเตรียมใจที่จะได้ยินคำนี้จากอีกฝ่ายก็ตาม

"ฉันขอโทษ ฉัน...." ยังไม่ทันทีเขาจะพูดจบ เจ้าของหน้ากากสองสีก็เอ่ยคัดขึ้นเสียงดัง

"พอแล้ว!!!" เพนกวินที่อยู่ในโลกส่วนตัวถึงกับหลุดออก เพราะเสียงของร่างโปร่ง ที่ดูจะโมโหไม่ใช่น้อย

"ตลอดเวลาที่ผ่านมา!!! ฉันทั้งเป็นห่วงและคิดถึงนายมากมายขนาดไหน!!! เคยรู้ตัวบ้างไหม!!!" ร่างสูงถึงกับเสียง และก้มหน้าลงรับคำจากร่างตรงหน้า

"ฉันเชื่อใจนาย เชื่อว่านายไปเรียนต่อเพื่อที่จะกลับมาเล่าเรื่องสนุกๆให้ฉันฟัง แล้วเราสองคนจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง" เสียงของเงาค่อยๆเบาลง เพราะเจ้าตัวกำลังอดกลั้นกับเสียงสะอื้นและน้ำตาของตัวเอง 

'บ้าจริง ทั้งๆที่คิดว่าจะไม่ร้องแล้วแท้ๆเลย'

"ฉันขอโทษ ขอโทษจริงๆนะ" อนูบิสรั้งร่างเล็กของเพื่อนสมัยเด็กเข้ามากอด แล้วจับใบหน้าอีกฝ่ายลงซบบ่าของเขา

"ยกโทษให้ฉันนะ นะครับเงา" เสียงทุ่มเปล่งออกมาอย่างอ่อนโยน เพื่อปลอบให้อีกฝ่ายหยุดร้อง ด้วยถอยคำหวานๆ ที่เขามักจะใช้ง้อ(?)อีกฝ่าย เวลาที่พวกเขาทั้งสองโกรธกัน หรือทะเลาะกัน

"ไม่ยกโทษให้หรอก!!!" เงาบอกเสียงอู้อี้ ก่อนที่จะเงยหน้ามองสบตากับเขาผ่านทางหน้ากาก

"เอ้า ไหงงั้นอ่ะ" อนูบิสทำท่าเหมือนยื่นปาก จนอีกฝ่ายอดไม่ได้ที่จะเลิกหน้ากากของอีกฝ่ายขึ้น แล้วหยิกแก้มของร่างสูงอย่างหมันไส้ปนเอาคืน(?)

"โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย ยอมแล้วครับ ยอมแล้ว ปล่อยเถอะ โอ๊ย" ร่างสูงแทบน้ำตาเล็ด จนร่างโปร่งพอใจ ถึงยอมปล่อยมือออกจากหน้าของเขา(ท่อนล่าง)

"หึ!!! ที่นี้ก็เล่ามาได้แล้ว!!! เล่าให้หมดด้วย!!!" ว่าจบก็ยกมือขึ้นกอดอก แล้วหันมาสบตากับเขาอีกครั้ง จนเจ้าตัวสะดุ้ง พร้อมขนแขนที่พร้อมใจกันลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

"โอเคครับๆ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังเดี่ยวนี้แหละ" อนูบิสยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้ 

                ก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องทุกอย่างให้เงาฟัง ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยเด็กของพวกเขาทั้งสอง ว่ามันเกี่ยวข้องกับมาเฟียแฟมิลี่อื่นด้วย รวมทั้งเรื่องที่อนูบิสถูกเรียกตัวกลับไปอิตาลีเมื่อหลายปีก่อน เงานั่งฟังเงียบๆโดยที่ไม่ทักท้วงอะไร ซึ่งอนูบิสมองว่ามันเป็นเรื่องที่ดี ที่อีกฝ่ายไม่ขัดอะไร แถมยังดูตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาพูดทุกคำอีกต่างหาก

"สรุปแล้ว เมื่อหลายปีที่นายบอกว่าไปเรียนต่อ แต่ความจริงคือถูกเรียกตัวกลับอิตาลี เพื่อฝึกเป็นนักฆ่า ฉันพูดถูกมั้ย" เขาถามคนข้างตัวอย่างขอความเห็น ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับตรงๆ

"และที่นายกลับมา เพื่อมาฝึกฉันให้เป็นบอสของแก็งมาเฟียที่มีสาขาหลักอยู่ที่ไทย ถูกมั้ย??" เป็นอีกครั้งที่อนูบิสพยักหน้าตามคำพูดของเขา

"แล้วผู้พิทักษ์ที่นายบอกเนี้ย คือยังไงอ่ะ??" เงาเอียงคอถามอย่างงุนงง 

                เพราะเท่าที่เขาฟังที่อีกฝ่ายบอก ผู้พิทักษ์ทุกคนมีหน้าที่ต้องปกป้องบอสของแฟมิลี่ และผู้ที่จะมาเป็นผู้พิทักษ์ได้จะต้องผ่านเกณฑ์ของรุ่นที่9 หรือบอสของมาสคีเรนคนปัจจุบันนั่นเอง และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ผู้พิทักษ์ที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวด้วย จุดนี้เองที่เขาไม่เข้าใจ ไอ้ตรงคุณสมบัติพิเศษเนี้ย

"ก็อย่างที่บอก พวกเขาถูกคัดเลือกโดยรุ่นที่9 โดยที่พวกเขาแต่ละคนมีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างกันไป ซึ่งนายจะต้องเป็นคนตามหาพวกเขา"

"ห๊ะ!!! ไหนนายบอกว่ารุ่นที่9เป็นคนคัดเลือกไง!!!"

"ก็ใช่ แต่ที่ฉันหมายถึงก็คือ ผู้พิทักษ์เหล่านั้นเอง ก็ต้องผ่านการตัดสินใจจากนายด้วยเช่นกัน เข้าใจรึเปล่า" 

"อ่า เข้าใจขึ้นนิดหน่อยแล้ว" เงาพูดเสียงระอา แล้วแอบถอนหายใจเบาๆ

"แล้วผู้พิทักษ์ที่ว่านี่ ฉันต้องหากี่คนล่ะเนี้ย"

"ตอนนี้นายต้องหาอีกสี่คน จากเจ็ดล่ะนะ" อนูบิสบอก แล้วล้มตัวลงนอนตักของอีกคนอย่างเช่นที่เคยทำ

"สี่จากเจ็ดหรอ แล้วอีกสามคนล่ะ" ร่างสูงที่นอนอยู่หัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะพูดขึ้น

"ก็นายที่เป็นบอสแล้วหนึ่งคน รวมฉันกับเพนกวินก็สามคนพอดีไง" 

"อ่อ นายกับเพนกวินนี่เอง" เงาขานรับแล้วพยักหน้าเข้าใจ ก่อนที่จะร้องออกมาดังลั่น

"ห๊ะ!!! เพนกวินเนี้ยนะ!!!" เขาว่าแล้วชี้ไปฝั่งตรงข้าม ที่มีเด็กหนุ่มร่างเล็กนอนแหมะอยู่ หลังจากที่นั่งดูละครโศก(?)จนพล็อยหลับไป

"ก็นะ หมอนั่นเองจริงๆก็มีฝีมือไม่น้อยเลยนะ จะบอกให้" เขาบอกอย่างสบายๆ ต่างจากเจ้าของหน้ากากสองสี ที่ดูจะกะวนกะวายไม่ใช่น้อย

"แต่หมอนี้เกี่ยวอะไรด้วยล่ะ" เขาถามคำถามที่สงสัยมากออกไป เอ๊ะ หรือว่าเพนกวินจะเป็นมาเฟียด้วย

"ก็หมอนี้น่ะ เป็นเพื่อนนายใช่ป่ะล่ะ" เขาพยักหน้า

"แถมยังมีศิลปะการต่อสู้แบบญี่ปุ่นด้วยนี่จริงมั้ย" ข้อนี้ร่างโปร่งไม่ค่อยจะแน่ใจนัก 

                แต่ก็พอจำได้ลางห์ๆว่า ตอนที่พวกเขาถูกพวกอัรธพาลรุมทำร้าย ตัวเขาที่เตรียมจะงัดเอาวิชาที่เรียนมาตั้งแต่เด็กลองใช้ดู แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ขชยับตัวด้วยซ้ำ สหายร่างเล็กของเขาก็พุ่งตัวออกไป วาดฝีไม้ลายมือใส่อันธพาลพวกนั้นจนขวัญกระเจิงไปตามๆกันเลยทีเดียว เล่นเอาเขาตกใจไม่ใช่น้อยเหมือนกัน

"ก็คงจะอย่างนั้น"

"เท่านี้ก็ครบแล้ว สำหรับการเป็นผู้พิทักษ์ของนาย" อนูบิสบอกก่อนที่จะนอนหลับไปหน้าตาเฉย โดยทิ้งให้เจ้าของตักนั่งคิดเรื่องที่เขาบอกอยู่อย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยูคนเดียว กับเกณฑ์การเลือกเป็นผู้พิทักษ์ ที่ดูยังไงๆมันก็แปลกๆ

"แล้วแบบนี้ คนที่จะมาเป็นผู้พิทักษ์ที่เหลือนี่ จะเป็นคนแบบไหนกันนะ"






S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S-S


สวัสดีคร้าบบบบบ กลับมาพบกับผม NightHeart อีกครั้งนะคับผมมม


ก็อย่างที่พวกท่านเห็นนะคับ ว่าผมแอบมาเปิดโปรเจคใหม่อีกแล้ว55555 (โดนตบ)


และผมอยากจะบอกว่ายังมีอีกโปรเจคคับผม เป็นโปรเจค  The Mask OC เหมือนกัน


แต่เนื้อเรื่องจะไปในแนวทางคล้ายๆ X - Men หรือ Inhuman แทนนะคับ


นั้นก็คือแนวเหนือมนุษย์นั่นเองงงงง เป็นแบบพวกมนุษย์กลายพันธ์ที่มีพลังพิเศษนั่นแหละคับ


แต่สำหรับโปรเจคอันนี้คือ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Reborn ล้วนๆแน่ๆ ซึ่งทุกคนน้่าจะดูออกเนอะ


แหม อนิเมะมาเฟียก็มีอยู่ไม่กี่เรื่องเนอะ และผมอยากจะบอกว่า ที่เปิดรับสมัครที่พวกท่านเห็นนั้น 


ผมจะเอาไปจัดแจงใส่บทให้คับ ถ้าใครโชคดีถูกใจผม ก็จะได้เป็นผู้พิทักษ์ของน้องเงานั่นเองคับผม


แต่ไม่ต้องกลัว ถึงจะไม่ได้เป็นผู้พิทักษ์ ก็ยังมีบทบาทอยู่อีกคับ นั่นก็คือหน่วยลอบสังหาร กับที่ปรึกษานอกแก็ง


แต่ถ้าให้ว่ากันตามตรง เผลอๆจะกลายเป็นรุ่นที่หนึ่งของ มาสคีเรน แทนนี่สิคับ ฮ่าฮ่าฮ่า (ตลก)


ก็ ยังไงก็ฝากด้วยนะคับ ตอนนี้ผมยังเปิดให้ก็อปใบสมัครอยู่ ตอนที่ 4 ถึงจะปิดรับคับ 


แน่นอนว่า กว่าจะถึงตอนที่4 สำหรับผมแล้ว หึหึหึหึ โครตจะยาวนานจริงๆอ่ะ 


ยังไงก็ฝากติดตามผลงานอันไล้ค่า(?) ของผมด้วยนะคับ กู๊ดบ๊ายยยยยยย

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น

  1. #11 cocosan (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 กันยายน 2560 / 17:40
    ดีใจหรืออะไรดีอธิบายไม่ถูกเลย อุ๋ง
    #11
    0
  2. #10 cocosan (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 กันยายน 2560 / 17:40
    ดีใจหรืออะไรดีอธิบายไม่ถูกเลย อุ๋ง
    #10
    0