How To Love วัยเกรียนเรียนรัก

ตอนที่ 7 : บทที่ 5 [Jern's Part]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 มี.ค. 59

5

Jern

08.00 A.M.

สวัสดีเช้าวันจันทร์ หวังว่าคนอื่นๆในบ้านจะยังไม่มีใครตื่นนะ

คงจะสงสัยสินะว่าทำไมฉันถึงไม่อยากให้คนอื่นในบ้านตื่นขึ้นมาแล้วเจอฉันกำลังนั่งกินข้าวหรือกำลังทำอะไรซักอย่างที่ไม่อยู่ในห้องนอนหรือห้องน้ำของฉัน

ในสมัยเด็ก ปัญหาใหญ่โตของฉันคือการที่พ่อกับแม่หย่ากัน (มีพูดถึงในบทนำ) จากที่พอจะจำได้ ทั้งคู่จบกันไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ภาพที่พ่อกับแม่ทะเลาะและตะโกนใส่กันกลางห้องนั่งเล่นยังคงย้อนกลับมาทำร้ายจิตใจฉันได้ทุกวี่ทุกวัน หลังจากวันนั้นแม่กับพ่อก็ทำเรื่องหย่ากันทันที แม่หายไปอย่างไร้ร่องรอยโดยที่ฉันไม่รู้ซักนิดว่าตอนนี้แม่อยู่ที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่ มีครอบครัวใหม่หรือยังไง สิทธิ์การเลี้ยงดูฉันเลยตกเป็นของพ่อ หลังจากนั้นไม่นานพ่อก็แต่งงานกับแม่ม่ายลูกสอง เป็นผู้ชายทั้งคู่ คนหนึ่งโตกว่าฉันหนึ่งปีแต่เรียนชั้นเดียวกันกับฉัน อีกคนหนึ่งเด็กกว่าฉัน5ปี ทั้งๆที่อยู่โรงเรียนเดียวกันแต่ฉันไม่เคยคิดที่จะไปโรงเรียนพร้อมกับพวกนั้นซักนิด และพ่อก็มีลูกสาวกับเธออีกคนตอนนี้อายุประมาณแปดปีได้

ความสัมพันธ์ของพวกเราไม่ดีเท่าที่ควร พูดว่าเลวร้ายเลยก็ได้ ฉันไม่เคยคิดจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับคนอื่นๆ แต่แม่เลี้ยงและลูกเธอกลับไม่ชอบฉันและจ้องจะกลั่นแกล้งฉันตลอด (เป็นซินเดอเรลล่ารึไง) ฉันทนยอมโดนกลั่นแกล้งโดยที่พ่อไม่เคยรู้เพราะพ่อทำงานหนักและกลับดึกทุกวัน จนกระทั่งมาถึงวันที่ทุกอย่างพังลง

ปกติฉันพ่อและแม่แท้ๆจะฉลองวันเกิดฉันกันทุกปี แต่ปีนั้นฉันโดนแม่เลี้ยงทำร้ายจนเป็นแผลทั้งตัว เธอผลักฉันลงพื้น ดึงผมฉันยกขึ้นจากพื้น โยนฉันลงพื้นจนหัวแตก ถ้าแม่ของทะเลกับทะเลไม่เข้ามาช่วยฉันพอดีฉันอาจจะตายไปแล้วก็ได้...

หลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้ฉันไม่ยอมคนง่ายๆอีกแล้ว ทุกครั้งที่แม่เลี้ยงดุด่าทำร้ายกลั่นแกล้งฉัน ฉันก็จะสวนกลับไปด้วยคำพูดทันที ทำให้ทุกวันนี้แม่เลี้ยงไม่ได้ทำอะไรฉันแต่ก็มีมองๆบ้าง และฉันก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกับพ่ออีกเลย พูดง่ายๆก็คือหลบเลี่ยงนั่นเอง ก็ดี ฉันเบื่อเต็มทนกับการที่จะต้องแสร้งทำเป็นว่าฉันสบายดีแล้ว

ฉันเดินออกมาจากห้องน้ำเข้าไปในห้องนอนตัวเองอีกครั้งเพื่อใส่เสื้อผ้า ฉันเลือกชุดที่ใส่สบายอย่างเสื้อแขนยาวคอกว้างกับเสื้อกล้ามสีดำและกางเกงเลกกิ้งชุดประจำของฉัน ก่อนจะเดินลงมาที่ห้องครัวเพื่อหาอะไรกินเล่นไปพลางๆก่อนที่จะออกไปหาข้าวเช้ากินข้างนอกกับทะเล ซึ่งนั่นก็เป็นกิจวัตรประจำวันปกติของฉันกับเขา

ตื่นแล้วหรอลูก” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทำให้ฉันต้องเงยหน้าไปมองและพบกับพ่อนั่งจิบกาแฟยามเช้าอยู่พร้อมกับอ่านหนังสือพิมพ์ (กิจวัตรประจำวันยอดฮิตที่คุณพ่อเกือบทุกเรื่องจะต้องทำ) กำลังยิ้มให้ฉันด้วยรอยยิ้มอันเหนื่อยอ่อนจากการทำงานหนัก ฉันเบือนหน้าหนีทันทีที่เห็นพ่อแล้วเดินไปที่เคาเตอร์เพื่อหยิบขนมปังกับแยมและชงโกโก้

แปลก...

อรุณสวัสดิ์ค่ะ” ฉันทักทายเรียบๆแล้วทาแยมบนขนมปัง

ที่เบือนหน้าหนีไม่ใช่อะไร ฉันไม่กล้ามองหน้าพ่อ ฉันกลัวว่าถ้าฉันมองฉันอาจจะร้องไห้ก็ได้

นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้กินข้าวเช้าด้วยกัน นั่งสิ” พ่อพูด ฉันชงโกโก้แล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามของพ่อ

3-4 ปีทีเดียวที่ฉันเลิกกินข้าวทุกมื้อกับพ่อและคนอื่นๆ แต่เลือกที่จะไปกินที่อื่น หรือไม่ก็ซื้อมากินที่ห้องตัวเอง

ทุกอย่างปกคลุมไปด้วยความเงียบและแสงแดดอ่อนๆจากพระอาทิตย์ในเวลาแปดโมงครึ่ง พ่อนั่งอ่านหนังสือพิมพ์เงียบๆ ส่วนฉันก็นั่งดื่มโกโก้เงียบๆ จนกระทั่งพ่ออ้าปากกำลังจะพูดแต่ก็ถูกฉันแทรกขึ้นมาก่อน

หนูกินเสร็จแล้ว เดี๋ยวจะออกไปซื้อของที่ห้างนะคะ” ฉันลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปล้างจานกับแก้วที่ใช้กินเมื่อกี้

โอเค ไลน์หาพ่อด้วยนะพอไปถึงห้างแล้ว” พ่อพูด “พ่อเป็นห่วง”

“...” ฉันเงียบไม่พูดอะไรจนกระทั่งฉันเก็บของเสร็จหมดเรียบร้อยและเดินขึ้นห้องทันที กระบอกตาร้อนผ่าวขึ้นมาจนฉันต้องกะพริบตาถี่ๆไล่ความร้อนนั้นออกไป รู้ตัวอีกทีน้ำตาก็ไหลออกมาเสียแล้ว ฉันปิดประตูห้องเสียงดังแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างแรง

ฉันมันอ่อนแอ อ่อนแอที่สุด! เกลียดความอ่อนแอที่สุด!

ใจเย็นๆเจิน มีสติ เราต้องไปหาทะเลและกินข้าวต่อเพราะฉะนั้นหยุดร้องไห้ซะ! ฉันพูดปลุกใจตัวเอง ใช่! ฉันยังมีทะเล (ถึงแม้ว่าเขาจะพึ่งจูบกับผู้หญิงที่ฉันไม่รู้จักก็ตามแต่) ฉันต้องไปหาทะเลและเราก็จะไปกินข้าวกัน!

ฉันรูดผ้าม่านออก แทนที่ฉันจะเจอทะเลที่รอฉันอยู่หน้าบ้านเหมือนทุกวัน แต่ฉันกลับเจอผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่หน้าบ้านทะเล!

ผู้หญิงคนที่จูบทะเลยืนอยู่หน้าบ้านทะเล!! ฉันรีบรูดม่านปิดทันทีแล้วออกจากบ้านไปโดยที่ผู้หญิงคนนั้นไม่ทันสังเกตแล้วตรงไปMRTทันที มีแต่เรื่องบ้าๆเว้ย นี่การขึ้นม.5 มันทำให้ชีวิตฉันตกอับขนาดนี้เลยหรอเนี่ย

 

ฉันขึ้นรถไฟฟ้ามาได้อย่างเฉียดฉิวก่อนที่ประตูจะปิดเพียงแปบเดียวและยืนพิงอยู่กับตัวรถ

ตุแน้ว’

[Talae: เฮ้ เธออยู่ไหนเนี่ย รับโทรศัพท์หน่อยสิ]

ข้อความของทะเลเด้งขึ้นมาในการแจ้งเตือน ฉันเลือกที่จะเมินข้อความเหล่านั้นแล้วเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าสะพายทันที เฮ้อ ลำบากใจชะมัด

แน่ใจนะว่าเธอจะไม่ตอบข้อความของหมอนั่นน่ะ” เสียงคุ้นหูดังขึ้นใกล้ๆหูทำให้ฉันรีบถอยออกมาทันทีและเมื่อเงยหน้าขึ้นดูก็พบว่าหมอนั่นคือนายตะปู!!

โอ๊ะ ใช่ ฉันคงยังไม่ได้บอกสินะว่าบ้านของนายตะปูอยู่ถัดจากสถานีของฉันไปอีกสถานีหนึ่ง

นายตะปู?! มาอยู่ที่นี่ได้ไง!!” ฉันถามเขาอย่างตกใจพร้อมกับเดินไปยืนที่เดิม

ไม่ต้องยุ่งซักเรื่องจะได้มั้ย” เข้าพ่นลมหายใจออกมาแล้วยืนกอดอก เอาอีกแล้ว อาทิตย์ที่ผ่านมาก็อุตส่าทำให้หมอนี่เย็นลงจนไม่ชวนทะเลาะได้แล้วแท้ๆ นี่กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้วรึไงเนี่ย

เอ๊ะ ฉันถามดีๆ จะหงุดหงิดใส่ทำไม” ฉันดุเขา

นี่น้ำเสียงปกติของฉัน”

สำหรับคนอื่นเขาเรียกว่าหงุดหงิด” ฉันมองเขาอย่างเอือมๆ “ตกลงนายมาทำอะไรที่นี่ไม่ทราบ”

หาขี้กินมั้ง”

ยังจะกวนอีก...

มาหาข้าวกิน” ว้าววว ตานี่มาหาข้าวกินล่ะ ในที่สุดฉันก็มีคนกินข้าวด้วยแล้ว!

ดีมาก งั้นฉันไปกินด้วย” ฉันพยักหน้าหงึกหงักแล้วหยิบกระเป๋าตังมาดูว่ามีเงินพอมั้ย

ทำไมฉันต้องให้เธอไปกินกับฉัน” เขาทำน้ำเสียงไม่พอใจใส่ฉัน

เพราะฉันกับนายเป็นบัดดี้กัน และฉันไม่มีคนกินข้าวด้วย”

แล้วนายทะเลอะไรนั่นล่ะ” เขาพูดโดยไม่ได้มองหน้าฉัน ฉันเงียบไปกับสิ่งที่เขาถามมา จะให้ฉันบอกเขาว่าฉันมีปัญหากับทะเลอยู่หรอ? ไม่! ไม่มีทาง!! “ตายแล้วรึไง”

ฉันยังมีชีวิตอยู่ย่ะ” ฉันมุ่ยหน้าลงแล้วหยิบโทรศัพท์มาเล่นกลบเกลื่อนความว้าวุ่นในใจตัวเอง ตะปูเหลือบมองฉันแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง

ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอมีปัญหาอะไรกับเจ้านั่น แต่รีบๆทำความเข้าใจกันซะ เห็นแล้วรำคาญลูกตา”

ไอเราก็นึกว่าหวังดี ที่ไหนได้ นี่ฉันไปทำอะไรให้เขาเคียดแค้นตั้งแต่ชาติปางก่อนรึไง ถึงได้จองล้างลองผลาญฉันขนาดนี้

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำแต่ไม่ต้องยุ่งซักเรื่องจะดีมาก” ฉันยิ้มอ่อนมองแรงใส่เขาแล้วค่อยๆเบือนหน้าหนีแบบสล็อต (กำลังฮิตกันเชียวมุขนี้)

ก็ดี” เขาพูด “ฉันจะลงสถานีนี้”

เอ๊ะ แต่ฉันไม่เคยมาสถานีนี้...”

เงียบ! แค่เดินตามฉันก็พอ” เขาเดินนำหน้าฉันไปแล้วดึงระเป๋าสะพายฉันให้เดินตาม พวกเราเดินกันเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไรทั้งสิ้นจนเขาพาฉันมาหยุดที่ห้างๆหนึ่งที่ฉันไม่เคยมาและจำชื่อไม่ได้ด้วย เป็นห้างที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร

นายจะกินอะไร” ฉันถามเขา

เธออยากกินไรก็กิน ฉันกินได้หมด”

ถ้างั้นกินศูนย์อาหารก็ได้ ประหยัดเงิน”

ไม่เอาน่าเบื่อ” ไหนบอกกินได้หมดไงฟระ

เรื่องมาก” ฉันว่าเขา “แล้วจะกินร้านไหน”

ร้านนั้น” เขาชี้ไปที่ร้านอาหารร้านหนึ่งที่ฉันจำได้ว่ามันราคาแพงลิบลิ่ว แพงเว่อร์ แพงหมาตายควายตะลึง แพงโคตรพ่อโคตรแม่แห่งความแพง

ไม่ได้! มันแพงมากเลยนะนายมีเงินจ่ายหรอ”

มากเรื่อง” หมอนั่นเหลือบมองฉันแล้วพ่นลมหายใจออกมา เอ๊า ฉันพูดผิดตรงไหนเนี่ย ชักโมโหแล้วนะยะอีตาบ้านี่

ก็มันแพงจริงๆ นายมีเงินรึไง”

ไม่” เห็นมั้ย ว่าแล้วอย่างหมอนี่ไม่มีทางมีเงินมากขนาดนั้นหรอก ขนาดบ้านฉันพอมีฐานะอยู่บ้างยังไม่คิดจะเหลียวแลร้านนี้ด้วยซ้ำ “ถ้างั้นร้านนั้น”

หมอนั่นชี้ไปที่ร้านตรงข้ามกับร้านนั้น เป็นร้านสเต๊กร้านดังที่ฉันเคยเห็นในทีวีและอยากไปกินมากแต่ก็ไม่ได้กินซักที แถมฉันยังเคยได้ยินมาด้วยว่าสปาเก็ตตี้ของร้านนั้นอร่อยมากกกกกกก

กรี๊ดดดด อยากกินๆๆๆ

น้ำลายหกแล้วแม่คุณ” หมอนั่นพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ รู้สึกเหมือนที่ยัยรวงข้าวกับนายคิมหันต์ทะเลาะกันวนลูปกลับมาอีกครั้ง ตอนที่หมอนั่นพูดว่าอกไข่ดาวด้วยน้ำเสียงและใบหน้านิ่งๆเรียบๆปราศจากเสียงประหลาดๆอย่ากร๊ากหรือสีหน้ากลั้นหัวเราะ

ฉันเข้าใจรวงข้าวแล้วล่ะว่ามันรู้สึกยังไง...

นายควรทำเสียงประหลาดๆอย่างกร๊าก หรือไม่ก็ช่วยหัวเราะซักนิดก็จะดีมาก” ฉันรีบเช็ดน้ำลายแล้วหันไปแขวะกับตาบ้านั่น

กร๊าก ฮ่าๆ” เขาหัวเราะด้วยเสียงแข็งเหมือนหุ่นยนต์และใบหน้าที่แสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมา ซึ่งนั่นมันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกอายมากขึ้นไปอีก

ไอ้... (ด่าไม่ออกอีกตามเคย) พอ! ไปกินข้าว!” ฉันรีบตัดบทแล้วลากเขาเข้าไปในร้านทันที น่าอายๆๆๆ

พนักงานสาวคนหนึ่งออกมารับเราแล้วพาเราไปนั่งโต๊ะที่อยู่ในสุดของร้านพร้อมกับยิ้มกรุ้มกริ่มกับตัวเองคนเดียว ไม่นะ! ฉันกับนายขี้โมโหคนนี้ไม่ใช่แฟนกัน! ไม่มีทาง หยุดมองด้วยสายตาแบบนั้นนะ!

เอาทีโบนสเต๊กกับสปาเก็ตตี้แฮมเบคอน น้ำเปล่า” หมอนั่นพูดห้วนๆและสั่งของฉันไปด้วยทั้งที่ฉันยังไม่ได้บอกว่าฉันจะกินอันนั้นซักนิด พนักงานก็ดันไปแล้วซะด้วยทำไงละเนี่ย

นี่ ฉันไม่ได้บอกว่าจะกินอันนั้นนะ!” ฉันโวยวายใส่เขาเบาๆ ถึงในร้านคนจะเยอะแต่ร้านก็ยังเงียบอยู่ดี แถมบรรยากาศก็ดูหรูหรา ไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่งที่กุลสตรีไทยอย่างฉันจะมาโวยวาย โนๆๆๆ

สั่งให้กินก็กินไปเถอะ” เขาพูดนิ่งๆแล้วหันหน้าหนี หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้คุยกันต่อจนกระทั่งอาหารมาเสิร์ฟ ของเขาก็สเต๊กเนื้อสีน้ำตาลน่ากินพร้อมกับซอสเห็ด ส่วนของฉันก็เป็นสปาเก็ตตี้แฮมเบคอนราดซอสมะเขือเทศ โรยด้วยใบอะไรก็ไม่รู้ที่ฉันไม่รู้จัก อา...ดูควันที่ลอยออกมาพร้อมกินหอมๆนั่นสิ มันช่างยั่วยวนให้อยากจะยกขึ้นมากินเหลือเกิน

อุบาศก์หว่ะ เช็ดน้ำลายซะ” เขายื่นกระดาษมาตรงหน้าฉันพร้อมกับคำพูดแทงใจดำ

จุก...

ย่ะ!” ฉันดึงกระดาษมาเช็ดน้ำลายที่ไม่รู้ว่าไหลตั้งแต่ตอนไหนแล้วกินสปาเก็ตตี้ด้วยความหงุดหงิด อ๊ะ อร่อยจังแฮะ

พวกเราก้มหน้าก้มตากินอาหารในจานตัวเองโดยที่ไม่ได้พูดอะไรกันอีกจนฉันเริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี ถ้าเป็นตอนเรียนอยู่อย่างน้อยก็มีเรื่องเรียนให้คุย หรือไม่ก็เถียงกันเรื่องนู้นเรื่องนี้ แต่บางทีฉันก็สงสัยว่าสิ่งที่ฉันพูดหรือสอนเขาไปเขาได้สนใจฟังบ้างไหม การคุยกับคนที่อารมณ์ขึ้นๆลงๆอย่างเขาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะฉันไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ไม่ใช่ว่าฉันชอบเขาอะไรหรอกนะ ฉันแค่อยากจะทำหน้าที่เป็นเพื่อนที่ดีเท่านั้นเอง มันกลายเป็นนิสัยของฉันไปแล้วที่ว่าจะต้องทำตัวดีกับคนอื่น

หรือที่ฉันอึดอัดเป็นเพราะว่าคนที่กินข้าวอยู่ตรงหน้าฉันไม่ใช่ทะเลกันนะ? หรือเพราะว่าฉันกำลังมีปัญหาเลยรู้สึกอึดอัดเพราะไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลย?

นายตะปูเป็นบัดดี้ฉัน ฉันควรเล่าให้เข้าฟังดีมั้ย?

นี่” ฉันเรียกหมอนั่นสั้นๆ หมอนั่นเงยหน้าขึ้นมามองฉันอย่างสงสัย ฉันเลยรีบก้มหน้าก้มตาหลบเขาทันที

ใครมันจะไปกล้าเล่าวะ!?

ว่าไง”

เปล่าๆไม่มีอะไร” ฉันรีบพูดรัวๆแล้วกินสปาเก็ตตี้ต่อทันที

แล้วจะเรียกทำไม” เขาทำหน้าเอือมๆแล้วยกน้ำขึ้นดื่ม “รีบๆกินให้เสร็จ ขี้เกียจรอ”

จ้ะ...คิดผิดจริงๆที่หลงไปว่าจะเล่าเรื่องอะไรให้หมอนี่ฟังได้ ยังไงเขาก็คงไม่เข้าใจหรอก เป็นบัดดี้กันยังไงก็ดูไม่ค่อยต่างจากเพื่อนร่วมห้องทั่วไปอยู่ดี

เสร็จแล้ว” ฉันรีบกินแล้วยกน้ำขึ้นดื่มบ้าง พวกเราเดินไปเคาเตอร์พร้อมกัน พนักงานเคาเตอร์คีย์รายการอาหารตามในใบเสร็จ บนหน้าจอขึ้นมาว่าราคาอาหารทั้งหมด 249 บาท ฉันเลยรีบหยิบแบงค์ร้อยสามใบออกมาแล้วส่งให้พนักงานคนนั้นแต่อยู่ดีๆนายตะปูก็ผลักมือฉันออกซะงั้น

ไม่ต้อง เดี๋ยวจ่ายเอง” เขาพูดพร้อมกับส่งแบงค์ห้าร้อยให้พนักงานไป ฉันมองเขาอ้าปากค้างด้วยความงงปนสงสัย นี่หมอนี่ทำอะไรอย่างนี้เป็นด้วยหรอเนี่ย เป็นอะไรที่อเมซิ่งไทยแลนด์มาก “มองทำไม”

 “ป๊าวววว ไม่มีอาร้ายยยย” ฉันแกล้งทำเสียงสูงและยืนบิดตัวไปมากลบเกลื่อนสิ่งที่กำลังคิดอยู่ หมอนั่นเลยถอนหายใจออกมาเสียงดังแล้วเดินออกจากร้านไป ฉันเลยเดินตามเขาไป

นายจะ...” ฉันพูดกับนายตะปู แต่สายตาเจ้ากรรมดันไปสะดุดกับคนสองคนคุ้นๆยืนอยู่ตรงร้านไอศกรีมข้างๆร้านสเต๊กที่กินกันเมื่อกี้

อิ๊บอ๋าย! นั่นมันทะเลกับแม่สาวผมหอยหลอด!!

ฉันรีบกระโดดดึ๋งไปยืนอยู่หลังเกราะกำบังที่ฉันหาได้เพียงอย่างเดียว นั่นก็คือการยืนหลบอยู่หลังนายตะปูนั่นเอง (สาบานว่าเป็นสิ่งเดียวทีฉันคิดออกจริงๆ ถ้าหาอย่างอื่นได้ต่อให้มันจะเล็กกระจิ๊ดริ้ดฉันจะไปหลบโดยไม่ลังเลทันที!) หวังว่าทะเลกับแม่สาวผมหอยหลอดจะไม่เห็นนะ

อะไรของเธอเนี่ย!?” หมอนี่ขึ้นเสียงใส่ฉันจนทะเลหันมามอง ฉันล่ะอยากจับนายฆ่าหั่นศพจริงๆ!!

อ้าว ตะปูหรอ บังเอิญจังนะ มาคนเดียวหรอ” ทะเลยิ้มแย้มทักทายตามสไตล์ตัวเอง ส่วนแม่สาวผมหลอดก็เดินตามมา ทำอะไรซักอย่างสินายตะปู!

ที่จริง...” ในเมื่อแผน A ใช้ไม่ได้ผล งั้นก็ต้องใช้แผน B ถ้าดูลักษณะว่ายังไงเดี๋ยวเขาจะต้องรู้แน่ๆว่าฉันยืนอยู่ตรงนี้...

คุยกับใครอ่ะตะปู อ้าวทะเล บังเอิญจัง” ก็ต้องทำเป็นเนียนว่าฉันไม่ได้หลบเขา

บังเอิญกับผีเด้! ให้ตายสิซาร่า

เจิน ฉันติดต่อเธอไม่ได้เลย เป็นห่วงแทบแย่ ว่าจะชวนมากินข้าวด้วยกันซักหน่อย” เขาพูดกับฉันด้วยความเป็นห่วงแล้วเดินเข้ามายืนใกล้ๆฉัน

อ่า...ขอโทษนะ พอดีฉันปิดเสียงเอาไว้น่ะ แล้วก็ดันหิวข้าวมากด้วยก็เลยออกมาก่อนน่ะ แหะๆ” ฉันส่งยิ้มแหยๆไปให้ทะเล “แล้วนี่...แฟนกันหรอ”

ฉันถามแล้วแกล้งทำเป็นยิ้มกรุ้มกริ่มโดยไม่ให้เขารู้ว่าในใจฉันกำลังรู้สึกเจ็บมากแค่ไหน

ฉันยังไม่ได้แนะนำให้เธอรู้จักเลยนี่นา นี่ไอฟ้าแฟนฉันเอง” เขาแนะนำแล้วลูบหัวคนที่ชื่อว่าไอฟ้าเบาๆ “ไอฟ้านี่ ‘เพื่อน’ ที่ห้องน่ะ อยู่บ้านข้างๆกัน ชื่อเจิน”

ไม่รู้จะรู้สึกจุกหรือเจ็บหรืออะไรดี

แล้วนี่เป็นแฟนกันแล้วหรอเนี่ย ซุ่มนะเนี่ยเจิน”

คำว่าเพื่อนมันเหมือนตอกย้ำอะไรซักอย่างในใจที่ฉันไม่เคยเข้าใจมาก่อน

ไม่ใช่แฟน / เป็นแฟนกับหมอนี่เนี่ยนะ”

แต่ตอนนี้ฉันว่าฉันเข้าใจแล้ว

ว่า...

ฉันรักทะเล

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น