How To Love วัยเกรียนเรียนรัก

ตอนที่ 16 : บทที่ 14 [Ruangkhao's Part]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 เม.ย. 59

14

Ruangkhao

 

ช่วงเช้านี้มีฝนตกอยู่ตลอด ถึงแม้จะไม่ได้ตกหนักมากแต่ถ้าออกไปโดยไม่มีร่มก็คงจะเปียกโชกอยู่เหมือนกัน บรรยากาศภายในห้องเรียนก็ครึ้มไปหมด มีแต่คนหาวหวอดๆจนชั้นอยากจะหาวตามบ้าง แต่เพื่อผลการเรียนที่ดีชั้นจะต้องไม่คล้อยตาม!

.

.

.

“คร่อก~ ฟี้~ โป๊ะ!” ชั้นสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะจู่ๆก็มีคนมาเจาะลูกโป่งชั้น เฮ้ย! นี่ชั้นหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ทั้งๆที่จะตั้งใจเรียนแท้ๆ ฮือ~

“หยี น่าเกลียดชะมัดมากรนในห้องเรียนเนี่ย มันใช่เวลามานอนมั้ยฮะ?” ตาบ้าหัวแดงข้างๆทำท่าขยะแขยงใส่ชั้น

“ไม่ต้องมาว่าชั้นเลย ทีชั้นเห็นนายกรนเสียงดังทุกวี่ทุกวันยังไม่บ่นซักแอะ นี่เป็นครั้งแรกของชั้นเชียวนะทนๆหน่อยก็ไม่ได้ เฮอะ” ชั้นสะบัดบ๊อบใส่หน้าเขา

“ที่เธอบอกว่าชั้นกรนเสียงดังนี่มันจริงเรอะ” เขาหันมากระซิบกระซาบกับชั้นทั้งๆที่ต้องแรกพูดเสียงดังลั่นห้องเหมือนจะประกาศให้โลกรู้ว่าชั้นมันน่าขยะแขยงแค่ไหน

“ก็เออสิไม่งั้นก็ถามไกรที่นั่งข้างหลังนายเลยว่ามันจริงมั้ย” ชั้นพูดก่อนจะหันหลังไปถามไกร “นี่นายได้ยินที่ อุ๊บ!” จู่ๆตาหมูหันก็เอามือที่แสนเค็มและชั้นเห็นแว็บๆว่าหมอนี่พึ่งเกาก้นมา มาปิดปากชั้น อี๊! เอามือออกไปเดี๋ยวนี้นะยะ

“อื้อๆๆ! อ้วก!” ชั้นทำเสียงอ้วกเพื่อให้หมอนั่นยอมปล่อยมือออกจากปากชั้นแต่โดยดี

“หยีนี่เธออ้วกใส่มือชั้นงั้นเรอะ! เชื้อราจะขึ้นมั้ยเนี่ย สงสัยคงต้องรีบซื้อครีมโทนาฟมาใช้”

“เว่อร์ไปแล้วย่ะ อีกอย่างนั่นเขาไว้ใช้สำหรับเชื้อราน้ำกัดเท้า”

“เออ! จะอะไรก็ช่างเถอะ แต่น้ำลายเธอสกปรกขนาดนั้นถ้าเชื้อราไม่ขึ้น ต้องมีแมลงวันตอมทั้งวันแน่ๆ”

“ไม่ต้องมาพูดเลย ชั้นเห็นนะว่ามือที่นายใช้อุดปากชั้นน่ะ นายพึ่งเอาไปเกาตูดมา! แหวะๆๆ ฝีต้องขึ้นในปากชั้นแน่ๆเลย กรี๊ด!

“ก้นชั้นก็ไม่ได้สกปรกขนาดนั้นสักหน่อย” เขาบุ้ยปาก อุแหวะ ชั้นคงต้องรีบไปบ้วนปากแล้วแหละ ชั้นลุกขึ้นก่อนจะวิ่งออกไปห้องน้ำ ชั้นได้ยินเสียงวิ่งตามมาด้วยคงจะเป็นตาคิมหันต์ที่วิ่งมาล้างมือแน่ๆเลย

“ใครถึงห้องน้ำทีหลังคนนั้นเป็นแมงกุดจี่ ก๊าก!” เขาหันมาท้าทายก่อนจะวิ่งนำไป

“จะบ้าหรือไงยะ! ห้องน้ำหญิงมันไกลกว่านะเว้ยเฮ้ย!” ชั้นตะโกนออกไปแต่ก็ไร้ผล เพราะหมอนั่นวิ่งเข้าห้องน้ำชายไปแล้ว อะไรกันนี่ชั้นต้องเป็นแมงกุดจี่งั้นเรอะ เฮอะ ถ้าชั้นเป็นแมงกุดจี่ ตาคิมหันต์ก็คงเป็นขี้นั่นแหละ

ชั้นเดินอย่างเชื่องช้าไปที่ห้องน้ำหญิง แต่ปากก็คงพยายามจะแขวะและถุยน้ำลายออกมา เค็มชะมัด! เมื่อมาถึงชั้นก็เจอคนที่พึ่งเคยเจอที่โรงเรียนเป็นครั้งแรกยืนพิงกำแพงอยู่ข้างๆห้องน้ำหญิง ตานั่นเป็นพวกถ้ำมองหรือไงกันนะ

ชั้นเดินผ่านไปเหมือนหมอนั่นเป็นเพียงแค่ธาตุอากาศ ถ้าเดินเข้าไปทักมีหวังคงจะพูดหลงตัวเองแน่ๆ

“แฮ่มๆ ไม่คิดจะทักกันหน่อยหรอครับคุณพี่สาว?” ตาตะวันกระแอมไอสองทีก่อนจะรั้งแขนชั้นไว้

“อ้าว! นี่มันตะวันไรพ่ายบลาๆอะไรนั่นหนิ มาทำอะไรตรงนี้ล่ะจ๊ะพ่อหนุ่มฮ็อต? ไม่ยักรู้แฮะว่าคนหล่อสมัยนี้จะเป็นพวกโรคจิต” ชั้นทำเป็นพึ่งเห็นเขา

“ที่ฮ็อตน่ะมันแน่อยู่แล้ว แต่เป็นโรคจิตน่ะเธอไปเอาที่ไหนมาพูด รู้มั้ยแถวนี้แฟนคลับชั้นเยอะนะ ระวังจะโดนรุมเอา นี่พูดด้วยความเป็นห่วงนะเนี่ย” เขาทำหน้าปริ่มที่ตัวเองเป็นพวกมีแฟนคลับ เฮอะ! ถ้ายัยพวกนั้นรู้ว่าหมอนี่มันกวนประสาทได้ขนาดนี้นะ ไม่มีทางมาตามติดคนอย่างหมอนี่หรอก

“เอาเถอะ ยังไงชั้นก็ไม่ได้สนใจคนอย่างนายอยู่แล้ว จะไปไหนก็ไปเลยชั้นจะเข้าห้องน้ำ ปากจะเน่าอยู่แล้วเนี่ย แหวะๆ” โอ้ย! เมื่อไหร่ชั้นจะได้บ้วนปากสักทีนะ ขี้กลากจะขึ้นแล้วเนี่ย

“คร้าบๆ ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าพี่ไปกินขี้ที่ไหนมาปากถึงจะเน่าน่ะ แต่ขอบอกไว้อย่างหนึ่ง..”

“หืม..?”

“ระวังตัวไว้ด้วย เพราะเดี๋ยวแฟนคลับผมจะทำร้ายพี่เอา” พูดจบก็วิ่งปรู๊ดไปเลย

“แกก็อย่ามายุ่งกับชั้นสิย๊า!” ชั้นตะโกนก่อนจะทำเสียงฮึ่มแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ทำไมช่วงนี้มีแต่คนบอกให้ชั้นระวังตัวกันนะ ปีนี้ไม่ใช่ปีชงของชั้นเสียหน่อย

พอตกเย็น ฝนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ

“อย่างนี้แสดงว่าต้องใช้ ไอ้นั่น แล้วสินะบีหนึ่ง..”

“ชั้นว่าก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละบีสอง” 

3..2..1..

“ย๊ากกกกกกก! / ย๊ากกกกกกก!

“ซุปเปอร์พลังอัมเบรลล่าฮัดช่าพิฆาตฝน!” ชั้นพูดพลางกางร่มลายชินจังออก

“ร่มมหาประลัยกันแดด กันลม กันฝน ร่วมใจต้านภัยหนาว!(?)” คิมหันต์ชักร่มขนาดจิ๋วลายจุดสีแดงออกมาจากกระเป๋าและกางมันออก

ทำไมร่มถึงได้มุ้งมิ้งขนาดนั้นนะ..

อย่างนี้ต้องล้อยันลูกบวช..
กร๊าก
!

“เล่นอะไรของพวกนาย..” นายตะปูเดินผ่านไปยังไม่วายส่งสายตาดูแคลนมาให้อีก ตาบ้าเอ้ย!

“เห็นมั้ยชั้นบอกแล้วไงบีหนึ่งว่าไม่ให้พวกเรามาเล่นอะไรแบบนี้ อยู่ม.ปลายแล้วแท้ๆ เฮ้อ!” ชั้นส่านหน้าอย่างหน่ายๆให้เจ้ากิ้งก่าหัวแดงข้างๆ

“มาว่าอะไรชั้นคนเดียว ได้ข่าวว่าเธอเป็นคนเริ่มนะบีสอง” คิมหันต์ไม่ยอมง่ายๆ

“ไปเอาข่าวาจากไหนกันบีหนึ่ง ข่าวมั่วแล้วแหละ” และชั้น..คงจะยอมหรอก เฮอะ!

“อย่าให้ชั้นต้องงัดไม้ตายนะบีสอง” เขาเตรียมตั้งท่า

“จะอะไรก็เข้ามาเล้ย” ชั้นกวักมือเรียกเชิงท้าทาย

“งั้นชั้นขอก่อนล่ะนะ..อสรพิษนิ้วหัวแม่มือพ่นไฟ!” เขาชูนิ้วโป้งข้างซ้ายก่อนจะกดลงมาที่กลางหน้าผากชั้นด้วยแรงกระแทกมหาศาลทำให้ชั้นหงายหลังตึง

“เอื๊อก!” ชั้นใช้เท้าขวาชะลอการหงายหลังไป และเมื่อกลับมาทรงตัวได้ก็เริ่มท่าต่อไปทันที “หึ! ชั้นไม่ยอมล้มง่ายๆหรอก งั้นก็ถึงตาชั้นแล้วสินะ.. ท่าอภิมหาฝ่ามือวารี!” พูดจบชั้นก็รีบหยิบขวดน้ำออกมาจากกระเป๋าแล้วเทลงบนมือก่อนจะผลักฝ่ามือที่มีน้ำนองอยู่ใส่ตาคิมหันต์เขาเอี้ยวตัวไปทางซ้ายทำให้สามารถหลบได้ แล้วหมอนั่นก็เตรียมจะใส่ท่าต่อไป แต่ว่า..

“เอ่อ..น่าสนุกดีนะ” เจินที่เดินผ่านมายิ้มให้แหยๆก่อนจะเดินผ่านไป..
“โอ้ย
! ให้ตายสิน่าอายเป็นบ้า พอๆกลับบ้านกันเหอะ” ชั้นเอามือเปียกน้ำปิดหน้าก่อนจะมองรอบๆ ทำไมชั้นไม่รู้สึกตัวเลยนะว่ามีคนมองเยอะขนาดนี้ แถมพวกนั้นก็ยังหัวเราะคิกคักเหมือนชั้นมาแสดงตลกให้ดูอีก

เพราะนี่อยู่ตรงประตูทางเข้าออกของตึกจึงทำให้มีคนเดินผ่านไปมากมาย แถมชั้นดันมาเล่นอะไรปัญญาอ่อนติ๊งต๊องตรงนี้อีก อยากจะแทบแทรกแผ่นดินหนีไปซะเดี๋ยวนี้เลยจริงๆ!

“แล้ววันนี้หนุ่มน้อยครับผมไม่มารับเธอกลับแล้วรึไง?” เขาถามกวนอารมณ์ เขาไม่น่าพูดถึงเจ้ารุ่นน้องบ้าเลยจริงๆ พอพูดถึงก็ชวนให้คิดถึงประโยคแปลกๆที่หมอนั่นพูดออกมาเมื่ออาทิตย์ก่อน

มีปัญหาอะไรหรือไง หรือไม่อยากเดินข้างชั้น?’

ม-ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย! ก็แค่..รู้สึกว่าที่ตรงนี้ ตรงที่ชั้นยืนอยู่ ตรงที่ข้างๆเธอ ชั้นไม่อยากจะยกมันให้ใคร..

เขาพูดด้วยอาการที่เหม่อลอย แต่ใจชั้นนี่สิ มันเต้นแรงมาก ดังโครมครามจนกลัวว่าเขาจะได้ยินแล้วเสียอีก แต่พอเขาบอกว่าแค่นึกถึงบทในละครชั้นก็พยายามไม่นึกถึงมันอีก แต่เจ้าบ้ากิ้งก่าหัวแดงนี่สิ! มารื้อฟื้นทำไมก็ไม่รู้

“เฮ้! ยัยหวงข้าว เป็นอะไร จู่ๆก็หน้าแดง?” เมื่อชั้นได้สติก็พบว่าคิมหันต์ยืนโบกไม้โบกมืออยู่ตรงหน้าชั้น

“ชั้นชื่อรวงข้าวย่ะ!” ชั้นแหวใส่เขา

“จะไปรู้เรอะ เห็นเธอกินข้าวทีไรเป็นอันเข้าสู่โหมดหวงข้าวทุกที”

“ก็คนมันหิวนี่นา..” ชั้นบุ้ยปาก

“ว่าแต่หน้าแดงเป็นไร? ไข้ขึ้นรึเปล่า?” คิมหันต์ถามชั้นอย่างเป็นห่วง

“เปล่าหรอกๆ แค่นึกถึงเรื่องหน้าอายขึ้นมานิดหน่อยน่ะ อ้อ แล้วก็” ชั้นพูดอย่างนึกขึ้นได้ “ที่นายถามว่าครับผมไปไหนน่ะ พอดีตานั่นต้องไปเข้าชมรมเลยกลับด้วยกันไม่ได้เฉยๆน่ะ”

“รู้ดีจังนะ เธอน่ะ” คิมหันแซว

“ก็มัน..!” ชั้นเตรียมหาเหตุผลมาแย้งแต่เขาก็พูดขัดขึ้นมาก่อน

“เอาเถอะๆ งั้น..ชั้นไปละ”

“เฮ้ย! จะไปไหนน่ะ?” ชั้นถามอย่างอดสงสัยไม่ได้

“ชั้นต้องไปเข้าชมรมน่ะ” เขาว่า

“จะว่าไปนายอยู่ชมรมเบสบอลหนิ ใช่มั้ย?” ชั้นถาม

“ใช่ ทำไมงั้นหรอ?”

“ชมรมเดียวกับครับผมเลย”

“อ๊ะ งั้นหรอ ถึงว่าคุ้นหน้าหมอนั่นชอบกล..” เขาทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะเปลี่ยนเป็นทำท่าเหมือนนึกอะไรออก “ชั้นต้องไปแล้วล่ะ” เขาหันหลังมาโบกมือให้ชั้นก่อนจะเดินไป

สงสัยวันนี้จะต้องกลับคนเดียวสินะ จนถึงตอนนี้ชั้นยังไม่ได้ส่งใบสมัครเข้าชมรมเลยถึงแม้ว่าจะเลือกแล้วก็ตามเหอะ แต่มันก็ลืมทุกทีเลยนี่นา

“เฮ้อ..”

ชั้นถอนหายใจก่อนจะชูร่มขึ้นแล้วเดินออกจากตึก

เอ๋? ใครกันนะ?

ชั้นมองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ เสื้อผ้าของเขาเปียกโชกทำให้มองเห็นแผ่นหลังขาวเนียนที่ถ้าดูจากภายนอกจะไม่รู้เลยว่ามันกำยำและบึกบึนขนาดไหน เขายืนนิ่งแหงนหน้ามองบนฟ้า และด้วยความที่ชั้นมีความเผือกอยู่มากเกินไปจึงทำให้ชั้นเดินเข้าไปดูหน้าเขาใกล้ๆว่าเป็นใคร ใครที่บ้าบอมายืนตากฝนให้ปอดบวมเอา

ชั้นมองรอบๆตัวคนนั้น แทบไม่มีใครเฉียดเข้าไปใกล้ในรัศมีของตาคนนั้นเลยแม้แต่เซนฯ เดียว

เมื่อเข้าไปใกล้ๆกลับพบว่าไม่ใช่ใครที่ไหนเลย

“เฮ้! ตะวันมาทำอะไรตรงนี้เนี่ย ยืนตากฝนอยู่นั่นแหละ หรือไม่มีร่ม? มาเข้าร่มกับชั้นก็ได้นะ” ชั้นพูดเองเออเองเสร็จสรรพพลางยื่นร่มไปด้านข้างทำให้เขาเข้ามาอยู่ใต้ร่มกับชั้น เมื่อไม่มีสายฝนมาอำพรางสายตา ชั้นก็สามารถมองเห็นใบหน้าเนียนใสของเขาได้ชัดเจน

เอ๊ะ? นั่นเขากำลัง..

“ไม่ต้องยุ่ง!!” เขาตวาดดังลั่นก่อนจะปัดร่มชั้นออก ทำให้มันกระเด็นหลุดออกจากมือชั้น เม็ดฝนโปรยปรายลงมามากมายหนักกว่าตอนเช้าทำให้ทั้งชั้นและเขาเปียกปอนเป็นลูกหมาตกน้ำทั้งคู่

“นายกำลัง..ร้องไห้?” ชั้นพูดโดยที่ยังยืนตากฝนอยู่อย่างนั้น

“..!?” เขาเบิกตาโตขึ้นก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากลับไปเป็นสีหน้าที่แข็งกระด้างเหมือนเดิม “บอกว่าไม่ต้องยุ่งไงเล่า!

เขาสะบัดหน้าไปทางอื่นก่อนจะเดินหนีไป แต่เรื่องอะไรจะยอมให้ไปง่ายๆล่ะ ชั้นรีบดึงมือเขาไว้ก่อนที่จะหายไปกับฝูงชน และใช้วิชาที่ศึกษาเล่าเรียนมานับสิบปี(?) รีบหยิบร่มขึ้นมาแล้วดึงเขาให้เข้ามาในร่ม จากนั้นก็จูง..เอาจริงๆเรียกฉุกกระชากลากถูซะคงจะเหมาะกว่าเพราะเขาก็เอาแต่ขืนตัวและโวยวายลั่น แต่ด้วยความที่ชั้นนั้นเป็นหญิงแกร่งจึงพอมีแรง จะว่าไปจู่ๆชั้นกูนึกถึงเวลาที่พระเอกโหดๆโมโหนางเอก เขาก็จะดึงนางเอกให้ตามมาอย่างเลือดเย็นจากนั้นก็จับปล้ำ.. แต่นี่ทำไมกลายเป็นชั้นที่เป็นผู้หญิงดึงนายตะวันที่เป็นผู้ชายมาได้เนี่ย หวังว่าเขาคงจะไม่คิดว่าชั้นจะลากเขาไปข่มขืนหรอกนะ

“ไปเอาแรงมาจากไหนเยอะแยะเนี่ย ทีตอนที่ผมเจอพี่ครั้งแรกแรงหายไปไหนหมดหา?!” เขาพูดพลางพยายามขืนตัว

เออจะว่าไปที่หมอนี่พูดก็จริงแฮะ ตอนนั้นแรงชั้นหายไหนหมดฟะเนี่ย?

“โถ่! อย่าย้อนความได้มั้ยเนี่ย เรื่องแบบนั้นใครจะอยากนึกถึงกัน”

“อ่า..ขอโทษๆ” เขาเกาหัวแกรกๆก่อนจะพูดอย่างรู้สึกผิด “แล้วเมื่อไหร่จะปล่อยสักทีล่ะคร้าบคุณพี่” เขาพูดอย่างกวนๆ

“อารมณ์ดีขึ้นแล้วสินะ” ชั้นปล่อยมือเขาก่อนจะหันกลับมาพูด พอลองเงยหน้ามองบนฟ้าอีกทีก็ปรากฏว่าฝนหยุดตกแล้วชั้นจึงพับร่มเก็บใส่กระเป๋า

ชั้นลากเขามายังสวนสาธารณะใกล้ๆโรงเรียนเผื่อว่าถ้าเขาได้เจอธรรมชาติแล้วอารมณ์จะเย็นลงบ้าง และวิธีนี้มันได้ผลจริงๆแฮะ

“สรุปพี่ลากผมมาทำไมเนี่ย?

“ชั้นอยากรู้เหตุผลที่นายร้องไห้” ชั้นตอบ

“แล้วพี่จะมาสนใจทำไมล่ะ เดินผ่านไปทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนคนอื่นๆเขาก็ได้นี่” เขาหลุบตาต่ำลง

ผิดคาดแฮะ ชั้นคิดว่าเขาจะตอบว่า ‘พี่นี่ขี้เผือกจังนะ’ ซะอีก

“แล้วทำไมชั้นจะต้องเมินนายด้วยล่ะ เห็นคนเดือดร้อนก็ต้องช่วยเหลือสิ อีกอย่างถ้านายยืนร้องไห้ไม่แคร์สายตาคนขนาดนั้นแสดงว่านายจะต้องทุกข์ใจมากแน่ๆ และชั้นมั่นใจว่านายต้องการมีใครให้ระบายใช่มั้ยล่ะ อาจจะเป็นเรื่องที่ให้พ่อแม่รู้ไม่ได้ เพราะงั้นก็คงเป็นเรื่องที่โรงเรียนสินะ?” ชั้นลองเดา

“ไม่ใช่เรื่องที่ให้พ่อแม่รู้ไม่ได้หรอก แต่เป็นเพราะพวกท่านไม่อยู่ให้รู้ต่างหาก..” เขาพูดด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อย

ไม่การล่ะ ชั้นต้องเปลี่ยนเรื่อง! ถึงสมองจะสั่งอย่างนั้นแต่ปากเจ้ากรรมก็ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ

“ไม่อยู่? พวกท่านไม่ค่อยกลับบ้านหรอ?”

“...” เขาเงียบ

ไอ้เจ้าปากบ้านนี่! ถามอะไรออกไปหา?

ชั้นนึกอยากจะตีปากตัวเองสักร้อยรอบแต่ก็กลัวเจ็บ

“อ-เอ่อ.. ขอโทษนะ เปลี่ยนเรื่องดีกว่าเนอะ” ชั้นส่งยิ้มแหยๆไปให้

ขณะที่สมองพยายามคิดหาเรื่องมาคุย เขากลับพูดขึ้นมาก่อน

“ไม่ต้องหรอก อย่างที่พูดนั่นแหละถูกแล้ว ผมต้องการหาที่ระบาย ผมอยากเล่าเรื่องนี้ให้ใครสักคนฟัง เพราะงั้นผมขอให้พี่พูดต่อเถอะ พี่ถามมาได้เลยผมพร้อมที่จะตอบ ส่วนคำถามเมื่อกี้.. พ่อกับแม่ผมหายออกไปจากบ้านน่ะ”

“หายไปทั้งคู่เลยหรอ?” ในเมื่อเขาบอกว่าพร้อมที่จะตอบ ชั้นก็ไม่ขัดศรัทธา แหม.. ก็คนมันอยากรู้นี่นา

“ใช่ครับ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หายไปพร้อมกัน พ่อผมหายไปตอนผมอายุ 5 ขวบ แม่ผมเล่าให้ฟังว่าวันที่ท่านหายไป ท่านได้ทิ้งจดหมายที่เขียนไว้ว่าไม่ต้องรอ จากนั้นห้าปีผ่านไปแม่ผมก็หายไปจากบ้านในวันที่ฝนตก..” เขาเว้นช่วงไปพักหนึ่ง “เพราะอย่างนี้ทุกครั้งที่ฝนตกจะทำให้ผมหวนนึกถึงมันแล้วผมก็จะต้องร้องไห้ออกมา.. ในวันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนักมีพายุโหมกระหน่ำ แต่ถึงอย่างนั้นแม่ผมก็ต้องออกไปสัมมนา แม่ผมสัญญาว่าจะซื้อของโปรดมาให้ผม เพราะมันมีขายแค่ที่นั่นเท่านั้น และหลังจากวันนั้นแม่ผมก็ไม่กลับมาอีกเลย ตอนแรกผมก็คิดนะว่าจะเกิดอุบัติเหตุอะไรรึเปล่า แต่พอดูข่าวก็ไม่มีช่องไหนที่ออกข่าวเรื่องรถชนแถวบ้านผมเลย ไปหาตำรวจที่สน. ก็ไม่มีคดีของแม่ผมเลย”

“แล้วทำไมนายไม่ลองไปตามหาที่ที่แม่นายไปสัมมนาดูล่ะ?” ถึงแม้เรื่องที่เขาเล่ามันจะน่าหดหู่ใจแค่ไหนแต่ชั้นก็ยังถามไม่ยั้ง

“ผมไม่รู้น่ะสิว่าแม่ผมทำงานอะไร ทำงานที่ไหน และวันนั้นไปที่ไหน”

“ถ้าอย่างนั้นนายอยู่กับใครล่ะ?”

“ผมอยู่คนเดียว”
“เอ๋
!? แล้วเงินล่ะ นายไปเอามาจากไหน?”

“พี่ผมที่อยู่ต่างประเทศคอยส่งเงินมาน่ะ เขาทำงานแล้ว”

“อา..งี้นี่เอง อ๊ะ! จริงสิ แล้วทำไม..” ชั้นพูดเหมือนนึกอะไรออกแต่จากนั้นก็เงียบไป

ชั้นกำลังคิดว่าควรจะถามออกไปดีมั้ยนะ? บางทีเขาอาจจะไม่รู้คำตอบก็ได้

“หือ? พี่ถามออกมาเลยเหอะไม่ต้องเกรงใจ อันที่จริงพี่ถามมาขนาดนี้แล้วคงไม่เหลือความเกรงใจแล้วด้วยซ้ำมั้ง”

..ตานี่

สุดท้ายหมอนี่ก็กลายเป็นจอมกวนประสาทเหมือนเดิมสินะ.. เอาเถอะก็ยังดีกว่าซึมล่ะนะ

“ย่ะ ชั้นอยากรู้ว่าทำไมถึงไม่มีใครเข้าไปหานายเลยตอนที่นายยืนตากฝนอยู่?” สุดท้ายชั้นก็ถามออกไป

เขามีท่าทีตกใจนิดหน่อยแต่ก็ไม่มาก จากนั้นเขาก็หลุบตาต่ำลงแล้วระบายยิ้มอ่อนๆ

“เพราะทุกคนรู้ดีน่ะสิ”

“หา?”

“ทุกคนรู้ ว่าเมื่อฝนตกแล้วผมจะเป็นยังไง ดังนั้นทุกคนจึงพยายามถอยห่างจากผมมากที่สุดตอนที่ฝนตก”

“ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นยังไงแต่คะแนนความนิยมของนายก็ยังสูงเหมือนเดิมเนี่ยนะ?” ชั้นถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ช่วงแรกๆก็ลดไปเยอะอยู่เหมือนกัน แต่พอทุกคนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกนั้นก็พยายามวางตัวให้ถูกเพื่อจะได้ไม่โดนลูกหลง อย่างเมื่อตอนกลางวันที่ผมไปอยู่หน้าห้องน้ำหญิงเพราะผมไปสงบสติอารมณ์นั่นแหละ แต่พอเจอพี่ก็เลยรู้สึกอยากแกล้งขึ้นมา พอได้แกล้งก็เลยรู้สึกดีจึงกลับห้องไป” มิน่าล่ะตอนชั้นออกไปคุยกับตานั่นกลางฝนทุกๆคนถึงได้จ้องนัก แต่พอเจอชั้นแล้วรู้สึกอยากแกล้งเนี่ยนะ มันน่าดีใจมั้ยเนี่ย ตอบ! “พี่พึ่งย้ายมาตอนม.5 ใช่มั้ยล่ะ ถึงได้ยังไม่รู้ ผมอยู่ตั้งแต่ม.ต้น และด้วยระดับความนิยมที่สูง ทุกคนถึงได้รู้ว่าควรอยู่ห่างจากผมตอนไหน” ดู ดูมันเหลิง

“จะว่าไปตอนที่เจอกันครั้งแรกนายก็รู้เลยหนิว่าเราอยู่โรงเรียนเดียวกัน นายรู้ได้ไง?”

“ก็ตอนที่พี่มีเรื่องกับรุ่นพี่จาฟาร์ผมก็อยู่ในเหตุการณ์นะ คนโดนรุมคือน้องของพี่ ซึ่งน้องพี่อยู่ชั้นเดียวกับผมแสดงว่าพี่ต้องแก่กว่า จะอยู่ม.6 หรือม.5 ก็ได้ แต่เพราะพี่เรียกรุ่นพี่จาฟาร์ว่ารุ่นพี่ ผมถึงได้รู้ไงว่าพี่อยู่ม.5” หมอนั่นยิ้มอย่างภูมิใจในความช่างสังเกตและความฉลาดหลักแหลมของตน

“อา..งั้นหรอ” ชั้นรู้สึกไม่ค่อยอยากจะคุยเรื่องนี้แล้วแฮะ เดี๋ยวมันเหลิงอีก “จริงสิ! จะว่าไปพ่อนายทำงานอะไรหรอ? เผื่อชั้นจะช่วยหาได้”

“พี่หาไม่ได้หรอก พ่อผมเป็นตำรวจ หลังจากวันที่พ่อหายไปแม่ผมเล่าให้ฟังว่าเราก็ไปหากันที่สน.ที่พ่อผมทำงานอยู่ แต่พอเราไปถามคนอื่นเขาก็บอกว่าบอกไม่ได้เด็ดขาด เพราะพ่อผมเขาขอมาว่าไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใครในครอบครัว”

“เขาอาจจะมีเหตุผลส่วนตัวล่ะมั้ง..นะ?” ชั้นลองพูดปลอบๆเพราะดูเขามีสีหน้าแย่ลง

“เหตุผลส่วนตัวขนาดที่ไม่ให้คนในครอบครัวรู้เลยเนี่ยนะ!” เขาตวาดลั่น

ว่าแล้วเชียวว่าเขาคงจะโมโหพ่อเขาแน่ๆ

“ง-งั้นรูปล่ะ? นายไม่ลองใช้รูปเขาหาดูล่ะ? แม่นายด้วย”

“ผม..จำหน้าพ่อไม่ได้.. ส่วนพวกรูปที่เหลือแม่ผมก็เอาไปเก็บไว้ไหนไม่รู้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

“ถ้างั้นลอง..”

“ผมบอกว่ายังไงพี่ก็หาไม่ได้ไง!!” เขาตะโกนลั่นด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม

“ชั้นก็แค่อยากช่วยนายหาพ่อ..”

“ไม่จำเป็นหรอก” เขากดเสียงต่ำ “ขนาดลูกแท้ๆยังไม่สนใจจะตามหาเลย มีชีวิตแบบนี้นี่แหละเป็นอิสระดี” เขายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“พ่อชั้นพึ่งเสียไปเมื่อไม่นาน..” ชั้นพูดขึ้น

“..!

“ท่านเป็นคนจิตใจดี มีเมตตา ทำงานหนักทุกวันและไม่เคยบ่นว่าเหนื่อย..”

“...”

“ท่านมักจะคอยช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอโดยไม่สนใจสุขภาพตนเอง จนร่างกายท่านรับไม่ไหวและเสียชีวิตลง”

ชั้นไม่สนใจปฏิกิริยาของคนตรงหน้าและยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ

“ผม..”

“เพราะงั้น!” ชั้นพูดขัดขึ้นมาเสียงดัง “ถ้านายยังมีหวังนายก็ไม่ควรปล่อยมันไปนะ!

“ผมขอโทษ.. เพราะอย่างนี้เองสินะพี่ถึงได้จู้จี้เรื่องพ่อมากกว่า”

“อืม..”

ชั้นตอบเพียงแค่นั้นก่อนจะชวนเขากลับบ้าน เพราะนี้มันก็เริ่มมืดแล้วเดี๋ยวชั้นก็ต้องกลับไปช่วยแม่ทำอาหารค่ำอีก อีกอย่างชั้นก็หมดอารมณ์ที่จะถามเขาแล้วเหมือนกัน เพิ่งดราม่าใส่ไปแหม่บๆคงไม่กล้าไปซักอะไรต่อแล้วแหละ เขาก็ตอบตกลงเห็นด้วยกับชั้น คงจะรู้สึกผิดไม่น้อยหลังจากโดนชั้นพูดไปแบบนั้น ตามจริงชั้นก็รู้สึกผิดเหมือนกันนะที่พูดไปอย่างนั้น โดนทิ้งให้อยู่คนเดียวตั้งแต่เด็กๆ คนในครอบครัวที่สนิทก็มีอยู่คนเดียวก็คือพี่ของเขาซึ่งอยู่ที่ต่างประเทศ บางทีชั้นก็ไม่ควรจะพูดที่บอกว่าเขายังมีหวัง บางทีเขาอาจจะหวังจนเลิกหวังแล้วก็ได้ เจอกันคราวหน้าคงจะต้องบอกขอโทษแล้วล่ะ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น