How To Love วัยเกรียนเรียนรัก

ตอนที่ 15 : บทที่ 13 [Jern's Part]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 เม.ย. 59

13

Jern

 

อย่าลืมเอาเค้กไปให้เพื่อนหรือคนที่บ้านกินนะทุกคน วันนี้กลับบ้านได้” รุ่นพี่ม.6 ชมรมคหกรรมพูดอย่างร่าเริงและบอกลาพวกเรา “ฝากน้องม.5 ปิดห้องชมรมหน่อยนะ ส่วนน้องม.4 เก็บของกลับบ้านได้เลย”

ฉันยกมือไหว้พี่ๆที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ เนื่องจากการทำขนมจะต้องเลอะเทอะแน่นอนเลยให้เอาชุดพละมาเปลี่ยน เพราะทั้งชมรมมีแต่ผู้หญิงและห้องชมรมก็ทึบพวกเราเลยเปลี่ยนกันแบบไม่อายใคร กว่าทุกคนจะเปลี่ยนชุดกันเสร็จก็หกโมงเกือบครึ่งแล้ว

ฉันเปลี่ยนชุดกลับเป็นชุดนักเรียนเพราะชุดพละมันเลอะแล้ว เพื่อนๆที่รู้จักกันก็โบกมือลาและออกจากห้องไป จนเหลือแค่ฉันกับไอฟ้า ฉันเกือบลืมไปเลยแฮะว่าเราอยู่ชมรมเดียวกันทั้งๆที่ตอนเดินเข้าห้องคหกรรมเรายังทักกันอยู่เลย ตอนทักกันเธอก็ดูเป็นมิตรดีนะ ยิ้มหวานเยิ้มเชียว เสียงเล็กๆหวานๆก็ดูน่ารักดี ตัวก็ขาวหน้าตาก็ดี มิน่าล่ะทะเลถึงได้ชอบ ก็ในเมื่อเธอดีกว่าฉันทุกอย่างเลยไง แต่ฉันก็ไม่คิดจะแย่งทะเลหรืออะไรหรอกนะ ให้มันเป็นแบบนี้ต่อดีแล้วแหละเนอะ

เนอะ?

เฮ้อ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ ฉันรู้จักเขามาก่อนแท้ๆ แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงมองข้ามฉันไปอยู่ดี จะว่าไปเอาเค้กให้ทะเลลองชิมดีกว่า ฉันก็กินอาหารที่ทะเลทำให้บ่อยแล้ว งั้นฉันก็เอานี่ให้เป็นคงตอบแทนก็ดีนะ ฉันค่อนข้างมั่นใจเลยล่ะว่าถ้าเป็นขนมฉันทำได้อร่อยทีเดียว ส่งข้อความไปบอกเขาเลยละกัน

 

Jjern Jiratchaya : ทะเลลลล วันนี้ที่ชมรมให้ทำเค้กล่ะ ไว้จะเอาไปฝากเป็นของตอบแทนที่นายทำอาหารให้ฉันกินบ่อยๆนะ!’

 

“เจินยังไม่กลับหรอ” ไอฟ้าถามพร้อมกับเดินมาเก็บของข้างๆฉัน “พอดีพวกพี่ๆเขาเอากุญแจห้องชมรมไว้ให้ฉันล็อกน่ะ”

“โทษทีๆ รอแปบหนึ่งนะ”

“แล้วเจินจะเอาเค้กให้ใครหรอ” ไอฟ้าถาม อืม...ถ้าฉันบอกว่าฉันจะเอาให้แฟนเธอเป็นของตอบแทนที่เขาทำอาหารให้ฉันกินบ่อยๆ เธอจะต้องรู้สึกหึงแน่เลย งั้นฉันบอกว่าให้เพื่อนกินดีกว่า

“กำลังคิดว่าถ้าจะให้เพื่อนกินน่ะ”

“เพื่อนคนไหนหรอจ๊ะ” เธอยิ้มหวานให้ฉันแล้วชูโทรศัพท์ขึ้นมา ซึ่งเป็นหน้าข้อความที่ฉันส่งไปให้ทะเล ให้มันได้งี้สิยัยเจินเอ๊ย ถ้ารู้ว่ายัยนี่จะมีอีเมลล์กับพาสเวิร์ดของทะเลฉันคงไม่ส่งไปตั้งแต่แรก “เพื่อนของเธอนี่หมายแฟนของฉันรึเปล่าน้า”

เธอแกล้งทำเสียงสบายๆแล้วเดินมาใกล้ฉันจนหลังของฉันติดกับล็อกเกอร์

กลัว...

ไม่! ห้ามกลัวนะ!

“ก็ทะเลเป็นเพื่อนฉัน แล้วเขาก็ช่วยเหลือฉันตั้งหลายเรื่อง ฉันก็เลยอยากตอบแทนบ้าง” ฉันพูดด้วยใบหน้านิ่งๆ พยายามข่มความกลัวและอารมณ์ต่างๆให้มันอยู่แค่ในความคิดแล้วเอื้อมมือลงไปควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพาย ถามว่าควานหาทำไม โทรหาใครซักคนที่จะช่วยฉันได้ เท่าที่จำได้รู้สึกฉันจะโทรหารวงข้าวเป็นสายล่าสุด โทรหารวงข้าวดีมั้ยเนี่ย (ได้ข่าวว่าพึ่งโดนรุมไปเมื่อบทที่สิบ)

อืม ไม่ดีกว่า ยิ่งผอมแห้งแรงน้อยอยู่ ทะเลล่ะ? โอ๊ยจะบ้ารึไง ยังไงเขาก็ต้องเข้าข้างแฟนอยู่แล้วไม่ใช่รึไง

ตะปู?

อ๊า ทำไมฉันไปนึกถึงตาบ้านั่นเนี่ยยย! แต่ว่าเขาก็เป็นคนเดียว..ที่จะช่วยฉันได้ตอนนี้ แต่ฉันไม่เคยโทรหาเขาแล้วจะรู้มั้ยเนี่ยว่าเบอร์หมอนั่นอยู่ส่วนไหนของรายชื่อโทรศัพท์เนี่ย

“แค่เพื่อนจริงรึเปล่าน้า” ยัยไอค่อกแค่กแสยะยิ้ม ผู้ชายสามคนเปิดประตูห้องเดินเข้ามาแล้วเปิดเทปเสียงที่อักเสียงอะไรซักอย่างไว้

 

‘เธอ-ชอบ-ไอ้-ทะเล-ใช่-มั้ย’

‘พ...พูดอะไรของนาย’

‘ตอบมา!’

‘ใช่ ฉันชอบทะเล’

เจิน เธอมันซวยซ้ำซวยซ้อน เคราะห์ซ้ำกรรมซัดชัดๆ! ชาติที่แล้วทำกรรมอะไรไว้หรือทำบุญด้วยอะไรถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เนี่ย! แล้วไอ้คนนั้นมันเป็นใครกัน! ทำไมถึงไปอัดเสียงฉันตอนนั้นได้!

“ทำดีมากๆ” ยัยไอฟ้าพูดกับพวกนั้นแล้วหันมากระชากคอเสื้อฉันยกขึ้นจนลอยจากพื้น “ไม่ว่าแกคิดจะเอาทะเลไปจากฉันหรือไม่ก็ตาม แต่ใครก็ตามที่มีความสัมพันธ์กับแฟนฉันเกินเพื่อนก็...” ก็อะไรเล่า อย่าปล่อยให้ลุ้นสิ (นี่ก็ไปเล่นไปกับเขาอีก)

“...”

“ก็ไปลงนรกซะนะ” เธอยิ้มหวานใส่ฉันก่อนจะโยนฉันลงพื้นจนหน้าฉันกระแทกพื้น ผู้หญิงอะไรแรงควายขนาดนี้เนี่ย ความเจ็บแล่นจี๊ดเข้ามาภายในหัว กระตุ้นให้ดวงตาเริ่มร้อนผ่าว

“โอ๊ย! นี่! ทำไมต้องทำกันขนาดนี้ด้วยเนี่ย ฉันไม่แย่งแฟนเธอหรอก!” ฉันตะโกนใส่ยัยนั่นที่ยืนหันหลังให้อยู่พร้อมกับพยายามแอบเลื่อนหารายชื่อนายตะปู

“อืม...สะใจดีมั้ง?” เธอหันมาฉีกยิ้มให้ฉันก่อนจะเปิดประตูห้อง “ฉันเบื่อละ ฝากจัดการยัยนี่ด้วยละกันนะ”

ดี แล้วทิ้งฉันไว้กับผู้ชายที่ฉันไม่รู้จักอีกสามคน แล้วฉันจะทำยังไงดีเนี่ย อ๊ะ เจอเบอร์นายตะปูแล้ว! กดโทรออกเลยละกัน

“อืม ยัยนี่ก็หน้าตาหน้ารักเหมือนกันแฮะ” ผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ๆฉันแล้วเชยคางฉันขึ้น เพราะพวกนั้นไว้ผมยาวปรกหน้าเลยดูไม่รู้ว่าเป็นใคร ฉันใช้จังหวะที่พวกนั้นกำลังเชยชมและพูดคุยเกี่ยวกับหน้าตาฉันรีบกระโจนไปที่ประตูห้องแล้ววิ่งออกมาทันที

[ฮัลโหล]

“ตะปู! ช่วยฉันด้วย! ฉันอยู่ห้องช...กรี๊ดดดด! ปล่อยฉันนะ!” ฉันยังพูดไม่ทันจบ ไอ้พวกนั้นก็วิ่งมาดึงผมฉันแล้วลากฉันกลับไป

“นังนี่! นี่แกโทรศัพท์เรอะ!” อีกคนหนึ่งคว้าโทรศัพท์ในมือฉันปาลงกับพื้นจนหน้าจอแตกแล้วเหยียบมันจนเละไม่เหลือชิ้นดี ฉันถูกพวกมันผลักลงไปกับพื้นก่อนผู้ชายอีกคนจะดันฉันติดกับกำแพงแล้วถอดเนคไทของมันมามัดข้อมือฉันรวบไว้เหนือศีรษะ

“มันเจ็บนะ! ปล่อยนะ!” ฉันร้องตะโกนแต่พวกนั้นไม่สนใจ มันผลักฉันล้มลงกับพื้นแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ฉันเลยตบหน้ามันไปแรงๆทีนึงจนเลือดซิบที่มุมปากมัน

“รู้มั้ยเอ่ยว่าฉันเป็นใคร” หมอนั้นทำน้ำเสียงระรื่นแล้วปาดเลือดออกอย่างไม่ใส่ใจ ผมที่บังหน้าทำให้ฉันไม่รู้ว่าคนที่กำลังพูดกับฉันคือใคร เอ๊ะ แต่เดี๋ยว เสียงมันคุ้นหูมากเลย อย่าบอกนะว่า...

“บัดซบ...แกนี่มันจองล้างจองผลาญฉันได้ตลอดเวลาเลยนะ ‘ไอ้ลูกติด’ “ ฉันแสยะยิ้มออกมาด้วยความเจ็บใจปนกับความสมเพช หมอนั่นปัดผมตัวเองขึ้นทำให้เห็นหน้าชัดเจน และไม่ผิดจริงๆ เป็นลูกติดยัยแม่เลี้ยงนั่นเหมือนที่คิดไว้ “แกเองสินะที่เป็นคนอัดเสียงนั่นไปให้ยัยนั่นนะ”

“โอ๊ะ แน่นอน วิธีไหนก็ตามที่จะกำจัดเธอไปจากครอบครัวได้ ฉันจะทำมันทุกวิธีเลย”

“แกกล้าเรียกความสัมพันธ์แบบนั้นว่าครอบครัวด้วยหรอ” ฉันหัวเราะในลำคอ “แกมันน่าสมเพช ไอ้พลับ แกมันก็แค่เศษขยะเน่าเฟะที่ใครเขาไม่ต้องการเท่านั้นแหละ”

ฉันก่นด่าหมอนั่น ก่อนจะโดนมันตบหน้าฉาดใหญ่จนเลือดซิบที่มุมปาก

“อวดดีนักนะ นังเด็กโสโครก” หมอนั่นใช้จังหวะที่ฉันกำลังกุมหน้าตัวเองด้วยความเจ็บปวดหยิบเชือกมามัดฉันและเอาผ้าอะไรก็ไม่รู้เหม็นๆมาอุดปากฉันไว้ คาดว่าน่าจะเป็นผ้าขี้ริ้ว คิดแล้วอี๋จนอยากอ้วกชะมัด “เฮ้ย จัดการ”

จัดการ? จัดการอะไร?! อย่า...อย่าเข้ามานะเฮ้ย!! ฉันเริ่มดิ้นไปมาเมื่ออีกสองคนเริ่มขยับเข้ามาใกล้และมันมักจะจบลงด้วยการโดนพวกมันตบไม่ก็ต่อยท้อง พวกมันค่อยๆเปิดเสื้อฉันขึ้นพร้อมกับปลดกระดุมที่ละเม็ดจนเกือบจะเห็นชุดชั้นในฉัน

“อ...อื้อ! อุ่ดอ๊ะ! อ๋ออ๊อง! (หยุดนะ! ขอร้อง!)” ฉันพูดเสียงอู้อี้ กระบอกตาร้อนผ่าวราวกันมีไฟมาโรมรัน จนในที่สุดควันไฟก็ทำให้เขื่อนแตกจนได้ น้ำใสๆไหลรินออกมา ได้แต่หวังว่าพวกนั้นจะยอมปราณีให้

แต่เปล่าเลย...มันต่อยท้องฉันจนฉันไม่มีเสียงจะร้องออกมาแล้วซุกใบหน้าลงที่ซอกคอก่อนจะงับใบหูฉัน

ขยะแขยง...น่าสมเพชสิ้นดี นี่สินะที่เรียกว่าตกนรกทั้งเป็น ทั้งๆที่ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด...แต่ทำไมฉันต้องเจอกับเรื่องนี้ด้วย ไม่เหลือแรงจะร้องหรือดิ้นแล้ว จุกไปหมดทั้งตัว ตามตัวและใบหน้าก็มีแต่รอยแผลจากการตบตีและการมัด กระดุมเสื้อก็ถูกปลดเกือบจะทุกเม็ดแล้ว ยังดีที่พวกนั้นไม่ได้เอากระโปรงกับกางเกงในฉันออกแต่คาดว่าอีกไม่นานคงจะถอดเพราะมือเริ่มเลื้อยไปลูบที่หน้าขาแล้ว

พ่อ...ใบหน้าของพ่อลอยเข้ามาในความคิด รอยยิ้มจางๆที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยอ่อน ฝ่ามือที่ไม่ได้อ่อนนุ่มเหมือนมือผู้หญิงแต่เวลาลูบหัวก็รู้สึกสบายดี

พ่อคะ...หนูคิดถึงพ่อจังค่ะ ถ้าวันนี้หนูไม่มีชีวิตรอดกลับไป (เฮ้ย เดี๋ยว! เอ็งเป็นนางเอกนะเฟ้ย!) หนูขอโทษนะคะที่ทำตัวไม่ดีกับพ่อมาตลอด ขอโทษจริงๆค่ะ

รวงข้าว คิมหันต์ พวกเธอเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ ขอบคุณนะที่เป็นเพื่อนกับฉัน พยายามนึกถึงความทรงจำดีๆเข้าไว้จะได้ไม่เครียดนะเจิน

ตะปู ไม่รู้จะมีคำพูดไหนมาพูดแทนตัวนายได้ ถึงนายจะขี้บ่น ขี้เบื่อ ขี้หงุดหงิด เย็นชา น่ารำคาญ (ทำไมมีแต่ข้อเสียฟระ?!) แต่นายก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน

ฉันเชื่อใจนายนะ...ตะปู

ปัง! ประตูห้องชมรมที่ล็อกไว้ถูก...ถีบเข้ามาโดยนายตะปู

“ไอ้พวกบัดซบ!” หมอนั่นสบถก่นด่าพวกนั้นแล้วต่อยไอ้พลับหน้าคว่ำก่อนจะดึงไอ้คนที่ซุกอยู่ที่ฝั่งซ้ายของฉันออกแล้วทำการผ่าหมากหมอนั่น “สารเลว!”

แล้วก็ด่าพวกนั้นต่อไปพร้อมกับถีบอีกคนที่อยู่ฝั่งขวาจนกระเด็นไปติดข้างฝา ในจังหวะนั้นเองที่ไอ้พลับลุกขึ้นมาแล้วยกเก้าอี้เตรียมฟาดนายตะปู

ไม่ได้นะ!

“อื้อ!!!” ฉันรวบรวมแรงภายใน 0.1 วินาทีเพื่อส่งเสียงให้นายตะปูรู้ตัว เขาเลยหันกลับไปต่อยไอ้พลับแล้วโยนเก้าอี้ในมือมันลงไปทับตัวมันก่อนจะกระทืบลงไปซ้ำที่น้องชายของไอ้นั่น

“ไอ้พวกสะถุนเอ๊ย”

แล้วก็กระทืบคนอื่นซ้ำด้วยความรุนแรงจนฉันไม่รู้ว่าพวกนั้นยังมีชีวิตอยู่มั้ย

นายตะปูเป็นคนน่ากลัว...

นายตะปูหันมามองฉันที่สภาพย่ำแย่มากก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตะลึง เขาค่อยๆเดินมาหาฉันก่อนจะติดกระดุมเสื้อให้อย่างเบามือโดยไม่สนใจว่าสภาพฉันหรือหน้าอกฉันแม้แต่น้อยและแกะเชือกกับเนคไทที่พวกนั้นรัดฉันเอาไว้ นายตะปูมองหน้าฉัน แววตาของเขาบอกความรู้สึกหลายๆอย่างปะปนกันมั่วไปหมด แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือความเป็นห่วงและความโกรธ เพียงเวลาแค่ชั่ววินาทีเท่านั้นที่เขานิ่งไปก่อนจะดึงฉันเข้าไปกอด!

นายตะปูกอดฉัน!!! ตาบ้า! นายทำฉันเขินนะ!

เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น มันเป็นอ้อมกอดที่อบอุ่นและอ่อนโยนที่ฉันไม่คิดว่าคนอย่างนายตะปูจะทำอะไรแบบนี้ได้ เขาลูบผมฉันที่ตอนนี้หลุดลุ่ยหมดแล้ว อุณหภูมิบนใบหน้าเพิ่มขึ้นพร้อมกับเม็ดเลือดแดงที่ขึ้นไปกองบนใบหน้าหมดแล้ว พลันความร้อนเหล่านั้นก็ผลักดันให้เขื่อนแตกอีกครั้ง

“ฮึก...ฉันกลัว...ฮึก...ตะปู...” ฉันกำเสื้อนักเรียนเขาแน่นพร้อมกับปล่อยน้ำตาลงมาเปื้อนเต็มเสื้อเขา

“ฉันก็อยู่นี่แล้วไง ไม่ต้องกลัวแล้วนะ เจิน” เขากดใบหน้าลงจนฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆที่ปะทะกับเส้นผมของฉัน “ระวังตัวซะบ้าง” เขาพูด “ฉันเป็นห่วงนะ ยัยบ้า”

เขาบ่นอุบอิบแต่มันก็ยังดังพอที่จะให้ฉันได้ยินอยู่ดี

นายตะปู! ทำไมนายเปลี่ยนไปขนาดนี้! ฉันพึ่งได้เคยเห็นนายเป็นแบบนี้ครั้งแรกเลยนะเนี่ย!

ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองเขาตาโต เขาทำท่าตกใจเล็กน้อยแล้วปล่อยมือจากฉัน

“โทษที” เขามุ่ยหน้าลงแล้วหันหนีไปทางอื่น ริ้วสีแดงจางๆปรากฏบนใบหน้าของเขาพร้อมกับท่าเกาแก้มด้วยความเคอะเขิน “ดีแล้วที่เธอยังไม่ถูกพวกมันทำอะไรไปมากกว่านี้”

เขาพูดพร้อมกับรอยยิ้มบางๆที่ไม่เคยได้เห็น รอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและดูเหมือนเด็ก

นายตะปูยิ้มให้ฉัน! ทำไมฉันไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปกันนะ น่าเสียดายชะมัด (โทรศัพท์หล่อนโดนเหยียบเละไปแล้ว) แล้วทำไมฉันต้องใจเต้นแรงเพราะรอยยิ้มบ้านั่นด้วยเนี่ย!

“มัวแต่นั่งจุ้มปุ้กอยู่ได้ ไป กลับบ้าน เดินไหวมั้ยน่ะ” นายตะปูลุกแล้วฉุดฉันขึ้นแล้วพาเดินออกมาจากห้องชมรม ปล่อยให้ไอ้สามตัวนั้นนอนแน่นิ่งอยู่ในห้อง

อืม...จะว่าไปก็เกือบทุ่มแล้ว ไม่เคยกลับบ้านเย็นขนาดนี้เลยแฮะ แถมฉันยังไม่พร้อมจะเจอหน้าพ่อหรือทะเลอีกต่างหาก แผลเต็มตัวขนาดนี้ แล้ววันนี้ก็เป็นวันศุกร์อีกต่างหาก ไปขออยู่บ้านนายตะปูซักวันจะเป็นไรมั้ยเนี่ย

 

ไม่ต้องให้ฉันพูดหรือขออะไร นายตะปูก็พาฉันมาที่บ้านเขาอีกครั้ง พวกเราเดินเข้ามาในบ้านพร้อมกัน เสียงทีวีดังมาจากในบ้าน เมื่อเดินเข้าไปฉันก็พบกับ ‘ตะเกียง’ เพื่อนของน้องชายรวงข้าว ซึ่งเป็นอะไรที่ฉันแบบ...เงิบมาก

“เอ๊ะ ทำไม...”

“ไอ้ตะเกียงเป็นน้องชายฉันเองแหละ” ตะปูถอนหายใจแล้วโยนกระเป๋าลงบนพื้นข้างๆโซฟาเสียงดัง ทำให้ผู้ชายที่กำลังนั่งดูการ์ตูนอยู่บนโซฟาอย่างใจจดใจจ่อถึงกับสะดุ้งและหันมาหาพวกเรา

“กว่าจะเสด็จกลับมาเยือนบ้านได้นะคุณพี่ชาย อ้าว นั่นพี่สาวที่เป็นเพื่อนกับพี่รวงข้าวนี่” ตะเกียงชี้มาที่ฉันด้วยความตื่นเต้น “นี่อย่าบอกนะว่าพวกพี่คบกัน?”

“ป่าวนะ! / ป่าวเฟ้ย!” ฉันกับนายตะปูเถียงออกมาพร้อมกัน ทำเอาคนที่นั่งอยู่บนโซฟาสีเปลือกไม้หัวเราะร่วนก่อนจะลุกออกมาตบบ่านายตะปู

“เอาน่า! อย่าปากแข็งไปหน่อยเลย อย่าจัดหนักมากนักล่ะ พี่ชาย!”

“หนักกับผีดิ ไอ้น้องบ้า! จะหนีไปไหน! กลับมานี้เลย!” นายตะปูโวยวายแล้วตามไล่น้องชายของตัวเองที่ตอนนี้กำลังวิ่งวนไปมารอบห้อง จนกระทั่งตะเกียงวิ่งมาหลบข้างหลังฉัน ทำให้นายตะปูที่เบรกไม่อยู่วิ่งชนกับฉันจนพวกเราสองคนล้มโครมไปนอนอยู่กับพื้นด้วยสภาพอันน่าอนาถ ส่วนตะเกียงก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้

ทำไมวันนี้ถึงมีแต่เรื่องให้เจ็บตัว...

“เล่นอะไรกันเนี่ย ระวังหน่อยสิ เดี๋ยวก็เจ็บตัวกันหรอก” ฉันผลักนายตะปูที่หัวเกยอยู่กับพุงฉันออก

“บ่นเป็นยัยป้าอีกละ” นายตะปูบ่นแล้วลูบหัวป้อยๆ “ให้ค้างคืนนี้คืนเดียวนะ”

“ขอบคุณนะ ฉันยังไม่พร้อมจะเจอพ่อหรือทะเล ไม่รู้สองคนนั้นจะว่าไงบ้างตอนเห็นสภาพฉัน” ฉันหลุบตาลงต่ำแล้วฝืนยิ้ม

ราวกับว่าคำพูดของฉันไปกระตุ้นให้ภูเขาไฟระเบิด เขาเหวี่ยงฉันไปที่กำแพงแล้วบีบไหล่ฉันแน่น

“โอ๊ย! ฉันเจ็บนะ!” ฉันร้องออกมาแล้วพยายามดันเขาออกแต่ไม่เป็นผลเลยซักนิด นี่ก็อีกคน ไปเอาแรงควายมาจากไหนกันเนี่ย

“คำก็ทะเล สองคำก็ทะเล เลิกคิดถึงไอ้บ้านั่นได้แล้ว” แทนที่เขาจะพูดตะคอกหรือเสียงดังใส่ฉันเหมือนปกติ เขากลับพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆนิ่งๆ แววตาของเขาที่มองลงมาที่ฉันก็ไม่ใช่สายตาที่มีความโกรธแม้แต่น้อย กลับเป็นแววตาที่อ่อนลงและเดาอารมณ์ไม่ออก ดวงตาสีเขียวแก่ที่ปกติจะแสดงความเบื่อหน่ายและความโกรธออกมาตลอดกลับกลายเป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความลึกลับ ริมฝีปากเรียวเบ้ลงเป็นรูปตัวยูคว่ำหัวลง “ไอ้นั่นมันไม่เคยแคร์เธอทั้งๆที่เธอเป็นเพื่อนกับมันตั้งแต่เด็ก แล้วทำไมเธอถึงยังชอบมันอยู่”

“...” ฉันจ้องตาเขาเงียบๆ

ก็จริงอย่างที่นายตะปูว่า ทั้งๆที่ฉันรักเขามากมายขนาดไหน แต่สุดท้ายเขาก็เห็นฉันเป็นแค่เพื่อน จนบางทีก็ไม่แคร์ความรู้สึกฉันเลย ทำไมฉันถึงได้ชอบเขาเข้าไปได้กันนะ เพราะเขาไม่ใช่รึไง เรื่องบ้าๆพวกนี้ถึงได้เกิดขึ้น เพราะเขาทำให้ฉันไม่มีเพื่อนคนอื่นเลย เพราะเขาฉันถึงต้องนั่งกินข้าวคนเดียว เพราะเขาทำให้ฉันต้องเจ็บตัว และฉันก็ต้องเสียน้ำตาเพราะเขาตลอด

“ไม่ได้บังคับหรอกนะ แต่คนที่เขาทำร้ายเราขนาดนี้ จะชอบต่อไปทำไมให้มันบั่นทอนจิตใจล่ะ”

“ขอบคุณนะ”

“ห้ะ?”

“ขอบคุณที่ทำให้ฉันตาสว่าง”

 

ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง มีเพียงแสงจันทร์และแสงไฟจากถนนข้างนอกที่เล็ดลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามา เด็กสาวกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงนุ่มๆ ร่างเล็กในเสื้อยืดที่ใหญ่กว่าตัวเธอทำให้กลายเป็นเดรสคอกว้างไปเสียแล้ว คอเสื้อเบี้ยวเผยให้เห็นไหล่เล็กๆของเธอ ผิวขาวสว่างนุ่มนิ่มน่าจับต้องกับแสงยามค่ำคืนทำให้ผิวดูน่าลูบไล้มากขึ้น เรือนผมสีน้ำตาลเข้มแผ่สยายไปทั่ว ดวงตาสีเลือดหมูที่มักจะมีท่าทีกระตือรือร้นตลอดเวลาบัดนี้ปิดสนิทหลับตาพริ้ม ริมฝีปากเล็กเผยอเล็กน้อยทำให้เกิดเสียงหายใจเบาๆ

ในขณะเดียวกัน ประตูห้องน้ำก็ถูกเปิดออกเบาๆโดยฝีมือของเด็กหนุ่มร่างสูง มือเรียวยกขึ้นเช็ดผมสีดำที่เปียกน้ำให้มันแห้ง นัยน์ตาสีเขียวแก่เผลอเหลือบไปมองคนที่ตัวเล็กกว่าซึ่งกำลังหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงนอนของเขา ใบหน้าของเธอหันมาทางที่เขายืนอยู่พอดี ใบหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆหากแต่ดวงตากลับจับจ้องภาพตรงหน้าไม่กระพริบ

...สับสนชะมัด...

คิดพลางเอาผ้าขนหนูที่เช็ดผมจนแห้งแล้วพาดไว้กับเก้าอี้ตรงโต๊ะอ่านหนังสือแล้วเลื่อนฟูกจากใต้เตียงที่เริ่มมีฝุ่นจับเล็กน้อยออกมาแล้วหยิบผ้าปูที่นอนจากในตู้มาใส่เพื่อจะได้ไม่ต้องนอนทับฝุ่นโดยตรง เมื่อทำภารกิจเสร็จเรียบร้อยเขาก็นั่งลงกับเตียงนอนสำรองของเขา แอบลอบมองใบหน้าหวานของคนที่นอนบนเตียงตน พร้อมกับนิ้วเรียวที่เผลอยื่นไปจับเส้นผมอ่อนนุ่มของเด็กสาวโดยไม่รู้ตัว

...บ้าชิบ ทำอะไรของเอ็งวะไอ้ตะปู...

เขาบ่นกับตัวเองในใจแล้วรีบชักมือกลับเมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่

“ยัยบ้า”

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น