Lovely Girl : [พันธุ์น่ารัก]

ตอนที่ 9 : ถ้าไม่ใส่แหวนของฉันงั้นก็เดินไปโรงเรียนเองแล้วกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 324
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 เม.ย. 51



 

[9] ถ้าไม่ใส่แหวนของฉันงั้นก็เดินไปโรงเรียนเองแล้วกัน

 

                เอาล่ะ    เอาเรื่องปวดกบาลมาให้ฉันอีกแล้วมั้ยล่ะ   แล้วฉันจะทำอย่างไงกับเจ้าสองวงนี้ดี     พ่อกับแม่ก็ช่างดีซะเหลือเกินนะก่อนบินกลับแทนที่จะเป็นห่วงลูก   กลับ......

                นิเดีย  พรุ่งนี้ลูกต้องสวมแหวนของคิริวเท่านั้นนะจ้ะ  แม่พูดก่อนขึ้นเครื่อง

                นิเดีย   พรุ่งนี้ลูกต้องสวมแหวนของไคเท่านั้นนะ  พ่อพูดก่อนขึ้นเครื่อง

                ฉันล่ะเห็นภาพความเหมือนของพ่อกับแม่เลย    ทิฐิ   ที่ต้องเอาลูกมาเป็นเครื่องมือในการเอาชนะเนี่ยนะ

                ฉันมองแหวนสองวงที่อยู่บนที่นอนอย่างคิดไม่ตก     ถ้าฉันใส่มัน   ใส่ที่นิ้วไหน  ข้างไหน   ของใคร  นั่นต้องเป็นเรื่องขึ้นมาแน่ๆ   ถึงใส่นิ้วเดียวกันมันก็ต้องมีประเด็นว่าใส่ด้านนอกหมายความว่าถอดออกได้ง่ายกว่าอีก   แล้วทีนี้จะทำอย่างไงให้ทั้งสองวงนี่ดูเท่าเทียมกันดีนะ

                เมื่อมองไปสักพักฉันก็นึกขึ้นได้    ถ้าไม่สวม  แต่เปลี่ยนเป็นใส่แทนล่ะ

 


 

                ลา  ลา  ล้า.....  ฉันฮัมเพลงลงบันไดมาเช่นเคย    แน่นอนว่าวันนี้ฉันอารมณ์ดี   เพราะว่าวันนี้เป็นวันที่ฉันไม่ต้องเจอสองคนนั้นน่ะสิ

                ฉันเดินไปหน้าบ้านรอให้คนขับรถเอารถมารับ    แต่กลับกลายเป็นว่ารถที่มาจอดเทียบบันไดหน้าบ้านเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนสีแดงคันแห่งความทรงจำอันแสนรันทดของฉันนั่นเอง

                มาทำไมไม่ทราบ  ฉันหุบยิ้มไปถนัด    แต่เจ้าตัวคนที่อยู่บนรถกลับฉีกยิ้มต่างจากฉันโดยสิ้นเชิง

                ก็มารับเธอไปโรงเรียนน่ะสิ   ดูเหมือนคิริวเองก็อยู่ในชุดนักเรียนเหมือนกัน    

                มารับหรอ  นายกล้าเอารถคันนี้มารับฉันหรอไง

                ถ้าเป็นเรื่องที่เธอหวังให้ฉันโดนตำรวจเล่นงานล่ะก็เสียใจด้วย   เพราะพ่อของเธอจัดการยกรถคันนี้ให้ฉันเรียบร้อยแล้ว

                ถึงอย่างนั้น    ฉันก็มีรถไปส่ง  ไม่ต้องพึ่งนายหรอกน่า

                เสียใจด้วยนะที่วันนี้ไม่มี    ดูเหมือนว่าพ่อบ้านเธอจะขนรถทุกคันของที่นี่ไปเช็คสภาพที่ศูนย์หมดแล้วล่ะ   ฉันมองภาพคิริวยิ้มแฉ่งแล้ว  อยากจะส่งหมัดดุ้นๆให้นายนี่สักทีสองทีสิน่า



               

                รถแล่นออกไปตามถนน   เมื่ออยู่กันตามลำพังกันแค่สองคน   คิริวอดไม่ได้ที่จะสนใจหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ   เขามองหาแหวนของตัวเองที่หวังว่าจะได้อยู่ที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอ  แต่นิ้วนางข้างซ้ายของหญิงสาวตอนนี้ว่างเปล่า

                มองอะไร  ฉันถามเมือ่เห็นคิริวเอาแต่มองฉันอยู่ได้    ไม่ยอมมองถนนเอาซะเลย    เดี๋ยวก็ได้พากันไปเยี่ยมยมบาลหรอก

                เปล่านี่คิริวทำท่าไม่รู้ไม่ชี้

                ก็เห็นอยู่ว่ามอง   บอกมานะว่าฉันมีอะไรผิดปกติหรอไง  ฉันมองสำรวจไปทั่วตัว  ก็ยังไม่เห็นอะไรผิดปกติ

                ฉันก็แค่....อยากรู้ว่า......

                อ๋อ.........  ฉันหยิบสร้อยเงินสีขาวที่อยู่ที่คอแล้วชูให้คิริวดูพร้อมกับยักคิ้วให้   ถ้านายหวังอะไรลมๆแล้งอยู่ล่ะก็   ลืมมันไปซะเถอะ

                ทำไมเธอไม่ใส่แหวนของฉันไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายอย่างที่มันควรจะเป็น    คิริวเปลี่ยนสีหน้าไปทันทีที่เห็นแหวนสองวงของทั้งคิริวและไคกลายเป็นจี้ที่สร้อยคอของฉัน

                ก็ถ้าไม่ใส่แล้วทำไม  ฉันทำหน้าทะเล้นแต่คิริวกลับไม่เป็นอย่างนั้น   เขาจอดรถ

                ก็ถ้าไม่ใส่ก็เดินไปโรงเรียนเองก็แล้วกัน   ว่าแล้วคิริวลุกขึ้นมาเปิดประตูรถให้ฉัน   ก่อนลากฉันลงจากรถ  ไม่นานหลังจากนั้นฉันก็ยืนอยู่บนฟุตบาทคนเดียว   มองรถสปอร์ตคันนั้นแล่นออกไป

                คอยดูเถอะ!  เดี๋ยวนายก็ต้องกลับมารับฉัน

                แต่ฉันยืนรออยู่กว่าสิบนาที    ก็ไม่มีวี่แววของคิริวเลยแม้แต่นิดเดียว

                อีตาคิริวบ้า!   นี่นายจะให้ฉันเดินไปโรงเรียนเองจริงๆเรอะ

                สุดท้ายฉันก็ยอมรับว่านายนั่นไม่มารับฉันแล้วจริงๆ    คนปัญญาอ่อน   นายมันปัญญาอ่อนที่สุดที่ปล่อยฉันเดินไปโรงเรียน    ฉันก้าวเดินไปตามฟุตบาทพลางมองนาฬิกา   อีกห้านาทีจะถึงเวลาเข้าเรียนแล้วด้วยถ้าฉันไปโรงเรียนไม่ทัน  สาบานเลยว่านายนี่ต้องรับผิดชอบ

                โอ้ย....ยิ่งเดินก็ยิ่งช้า   ทำไงดีเนี่ย

                ในระหว่างที่ฉันหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่    จู่ๆ  บีเอ็มดับเบิ้ลยูสีดำก็แล่นเข้ามาจอดเทียบ

                คนที่หน้าเหมือนคิริวเปี๊ยบ  แต่อยู่ใสชุดสูทเปิดกระจกรถออก    ทำไมเธอมาเดินเล่นอยู่แถวนี้ล่ะ

                ฉันมองกลับเข้าไปในรถ   ก็เพราะ   ฝาแฝดนายน่ะสิ

                ขึ้นรถสิ   

                ไม่   ฉันไม่อยากนั่งๆไปแล้วโดนทิ้งกลางทางอีก  ฉันเชิดใส่

                แต่อีกแค่สองนาที   เธอจะหมดเวลาเชิดไปเชิดมาอย่างนี้แล้วนะ

                ฉันลังเลอยู่พักหนึ่งแล้วก็ตัดสินใจขึ้นรถไปกับไค

                ความคิดดีนี่

                อะไรของนาย

                สร้อยเส้นนี้จี้สวยดีนะ

                อ๋อ   แน่นอนอยู่แล้ว   ว่าแต่นายเหอะ  ไม่ไปทำงานหรือไงทำตัวเป็นสารถี   

                ไคไม่ได้หันไปมองหญิงสาว    เพราะเขาไม่อยากให้เธอจับได้ว่าโกหก     จริงๆแล้วเขาเป็นห่วงเธอที่ต้องมาโรงเรียนพร้อมกับคิริวก็เลยตามมาทั้งๆที่ที่ทำงานอยู่คนละทางกับโรงเรียนเธอแต่เขาก็มา    แล้วก็เจอเธอจริงๆด้วย   ฉันมีธุระผ่านมาพอดีน่ะสิ

                งั้นหรอ    นี่   เร็วเข้าสิฉันไปโรงเรียนสายไม่ได้อีกแล้วนะ  ฉันเร่ง  อีกหนึ่งสัปดาห์จะสอบแล้วด้วย ไม่จบตอนนี้ก็แย่น่ะสิ

                ถึงแล้วน่า    แต่เธอจะนั่งรถฉันเข้าไปอย่างนี้ไม่กลัวอาจารย์รู้ฐานนะของเธอหรอไง    

                ฉันไม่กลัวหรอก    ดีซะอีก    เข้าไปในโรงเรียนพร้อมนาย    พวกอาจารย์จะได้รู้ว่าใครเป็นใคร

                เธอจะให้ฉันบอกว่าอย่างไงถ้าพวกนั้นถามว่าเธอเป็นอะไรกับฉัน

                ก็บอกว่าฉันเป็นเพื่อนของลูกพี่ลูกน้องของญาติทางแม่ที่ปู่ของนายเป็นตาของพ่อของเพื่อนพ่อฉันอีกทีอย่างนี้ก็ได้   

                ไคแอบยิ้มเล็กๆ   ก็ได้   ถ้าเธอต้องการอย่างนั้นนะ


 

               

                การมีคู่หมั้นเจ๋งๆมันก็ดีเหมือนกันนะ    ใครจะไปคิดว่าไคพูดนิดเดียว   อาจารย์ฝ่ายปกครองหงอซะจนไม่กล้าว่าอะไรฉันสักคำ   ฮาๆๆ

                แต่ถึงไคจะจัดการให้ฉันรอดมาได้  แต่ต่อไปฉันก็คงมาสายไม่ได้อยู่ดี    ช่วงนี้ก่อนสอบ    ต้องแวะไปทบทวนภาษากับพวกอาจารย์ตอนเช้าบ้างซะแล้ว     จริงสิ   ฉันลืมบอกไปใช่มั้ยเนี่ยว่าโรงเรียนของฉันน่ะนักเรียนจะได้เรียนกันตามความถนัด    แน่นอนว่าฉันเรียนด้านภาษา   สำหรับภาคเรียนนี้ก็เป็นจีน  ญี่ปุ่น  แล้วก็เกาหลี    ฉันต้องสอบหมดนี่เลยนา    นี่ยังไม่รวมวิชาทั่วไปอีก    อย่างนี้ต้องตั้งใจเรียนหน่อยแล้ว

                ฉันเข้าไปนั่งในห้องเรียน     อาจารย์ก็ยังไม่เข้าอยู่ดีแหละน่า   จะให้รีบมาทำไมเช้านักหนา

                พวกเพื่อนๆพากันจ้องฉันอยู่พักนึง     ผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาถาม   น้ำ  สร้อยที่คอเธอมีจี้สวยนะ

                แน่นอน   พวกเธอคงเห็นแหวนเพชรแล้วสงสัยนี่เอง   แล้วฉันจะเอาไงดีล่ะทีนี้    อ๋อ  ขอบใจนะ

                จริงๆแล้วฉันไม่ควรเรียกคนพวกนี้ว่าเพื่อนด้วยซ้ำไป    ผู้หญิงส่วนใหญ่ในโรงเรียนไม่ชอบหน้าฉัน   อาจจะเป็นเพราะว่าฉันสวยกว่าก็เป็นได้     คิดไปก็ปวดหัวกับผู้หญิงสมัยนี้   คิดว่าเกิดมาสวยแล้วดีหรอไง

                แหวนนั่น  เป็นแหวนอะไรหรอ  อีกคนนึงถามขึ้นอีก

                ก็แหวน......แหวนที่พระให้มาสะเดาะเคราะห์น่ะ    ตอนที่ฉันไปดูดวง  เขาว่าฉันมีเคราะห์ก็เลยให้มา  แต่ฉันกลัวมากไปหน่อยก็เลยขอมาสองวง  แหะๆ   ฉันฉีกยิ้มโกหก

                แน่ใจหรอ    มันดูเหมือน   เพชร  มากเลยนะ  หลายคนเริ่มตั้งคำถามตาม   ถึงตอนนี้มีผู้ชายบางคนเกิดอาการสงสัยบ้างแล้ว    ฉันว่ามันดูเหมือนแหวนหมั้นมากกว่า

                พวกเธอก็คิดไปได้     ดูให้ดีๆสิ   เห็นมั้ยเพชรนี่เป็นของปลอม    มันดูหมองๆนี่เห็นมั้ย  ฉันมั่วไปเรื่อย

                แน่ล่ะ    ของพวกนั้นไม่มีทางเป็นของจริงไปได้หรอก   คนหนึ่งพูดแทรก   เธอเป็นหัวหน้าห้องฉันเอง    มิ้น   ลูกคุณหนูผู้แสนจะร่ำรวย    ไม่รู้ฟ้าช่างกลั่นแกล้งให้ฉันมาเรียนสายเดียวกับเธอได้สินะ    ของๆคนอย่างเธอไม่มีทางเป็นของจริงไปได้หรอก    ขนาดบ้านเธอยังซอมซ่อขนาดนั้น    จะมีปัญญาที่ไหนไปซื้อแหวนเพชร

                หลายคนมีท่าทีเห็นด้วยกับมิ้น    ฟู่!   ถึงเราจะไม่ค่อยถูกกัน  แต่ก็ขอบใจล่ะนะคราวนี้   

                แล้วเรื่องแหวนก็จบลง  เมื่ออาจารย์ภาษาญี่ปุ่นเดินเข้าห้องมานั่นเอง

                เอาล่ะ  ต่อไปนี้    สู้!   เพื่อการสอบ   สู้ๆ

 



                เริ่มวันสอบวันแรกเป็นวิชาทั่วไปที่นักเรียนทุกคนเรียนเหมือนๆกัน   ฉันผ่านวันนี้ไปไม่ง่ายนักแต่ก็ไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิดไว้    ส่วนวันพรุ่งนี้เป็นการสอบวิชาเฉพาะของนักเรียนที่เรียนแตกต่างกันไป    อย่างฉันก็จะเป็นด้านภาษา    

                หลังสอบฉันมานั่งอ่านหนังสือที่สวนหลังโรงเรียน     ด้วยความที่ไม่อยากกลับบ้าน   ฉันเลยนั่งอ่านไปเรื่อยๆจนแทบไม่ได้ดูเวลาสักนิด     บรรยากาศเงียบสงบก็แสนจะเป็นใจเสียเหลือเกิน

                กลับบ้านสิ   ฉันจะไปส่ง เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นรบกวนการอ่านหนังสือของฉัน

                ฉันไม่ได้หันไปมอง  แต่ก็ตอบ  ไม่ล่ะ   ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ไม่เห็นหรอไง

                เห็น   แต่คิดว่าการอ่านหนังสือของเธอคงไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมากนักหรอก

                หมายความว่าไง  ฉันปิดหนังสือแล้วมองเขาด้วยสีหน้าเอาเรื่อง

                ก็คิดเอาเองสิ

                นี่คิริว  ถ้านายต้องการที่จะมากวนฉันก็รีบๆออกไปซะก่อนที่ฉันจะมีอารมณ์

                วู้  น่าตื่นเต้นดี  ว่าแต่อารมณ์อะไรล่ะ    คิริวพูดแล้วก้มลงมาหาฉัน

                อารมณ์อยากจะทำหมันนายน่ะสิ   พูดไม่พูดเปล่าฉันตั้งท่าจะเตะผ่าหมากคิริวด้วย

                ยอมก็ได้ยอมแล้ว   ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอจะกล้าทำกับคู่หมั้นแบบนี้

                นายรู้จักนิเดีย  วิลลิสน้อยเกินไปซะแล้ว

                จบคำพูดนั้น   ทั้งสองหารู้ไม่ว่าไม่เพียงแต่พวกเขาที่ได้ยินคำพูดนี้    แต่กลับมีใครบางคนรับรู้ด้วยเช่นกัน



 

                คิโดโจ   ไค   ปิดแฟ้มที่บรรจุสัญญา    เขาลุกขึ้นยืนแล้วหันมาประจันหน้ากับอีกฝ่าย   คาร์ล  วิลลิส    แล้วทั้งสองก็จับมือกันท่ามกลางแสงแฟลชจากกล้องนับสิบ

                นักข่าวคนนึงยืนอยู่หน้ากล้องแล้วรายงานข่าว  

                “……..นักธุรกิจหนุ่มญี่ปุ่นไฟแรง   เจ้าของธุรกิจโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของประเทศ   จับมือกับเจ้าพ่อบ่อน้ำมันร่วมทุนซื้อสัมปทานดาวเทียมสื่อสารดวงใหม่ที่จะเปิดตัวเร็วๆนี้    คาดว่านักธุรกิจทั้งสองจะต้องเสียเงินลงทุนกับกิจการนี้ไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท    แต่คิโดโจ   ไค   เจ้าของโปรเจ็คเชื่อว่า    ไม่ว่าอย่างไรธุรกิจนี้จะต้องทำกำไรให้มากกว่าที่ลงทุนไป   และต้องขอบคุณบุคคลสำคัญ....หุ้นส่วน    คาร์ล   วิลลิสเป็นอย่างมาก    ที่มีวิสัยทัศมองการณ์ไกลร่วมลงทุนกับเขา    ทางด้าน...............   
 

                นอกจากนี้ยังมีทั้งนักข่าวทั้งนักหนังสือพิมพ์   สื่อต่างๆพากันมาทำข่าวเพียบ     แต่เจ้าตัวคนที่ถูกทำข่าวทั้งสองต่างมีบทสนทนาต่อกันที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแม้แต่น้อย

                แน่ใจนะว่านิเดียไม่รู้เรื่องนี้   คาร์ลถามไค

                ไม่แน่นอนครับ    คิริวตามดูเธออยู่   อีกอย่างวันนี้เธอก็สอบ   แล้วเพื่อนๆที่โรงเรียนเธอก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร  คงไม่มีใครปากโป้งไปบอกเธอได้  ไคตอบด้วยความมั่นใจ

                อย่ามั่นใจให้มากนักนะไค    ถ้าพลาดแล้วจะเป็นเรื่องใหญ่   คาร์ลพูดขึ้น   แม้ว่าไคจะไม่ได้สนใจคำพูดนั้นมากมายนัก    

                ทั้งไคและคาร์ลหันกลับมาทางด้านหน้าเวทีอีกครั้ง   แล้วทั้งสองก็เริ่มการสัมภาษณ์เหมือนว่าลืมเรื่องที่คุยกันเมื่อสักครู่นี้ไปเสียแล้ว

 



สอบวันสุดท้ายแล้ว  สอบวันสุดท้ายแล้ว เย่ๆ

ฉันย่อมดีใจกับวันสอบวันสุดท้าย   แน่นอน    ก็นั่นหมายความว่าปิดเทอม   ฉันจะได้ไปอยู่กับพ่อแล้วก็แม่   วู้ๆ   ไม่รู้ว่าคราวนี้ใครจะมารับฉันไปอยู่ด้วยกันนะ     อย่างนี้ค่อยมีกำลังใจทำข้อสอบหน่อย

ที่สำคัญวันนี้ฉันจะได้เจอนายสองแฝดมรณะนั่นเป็นวันสุดท้ายด้วย     ยังไงวันนี้ก็ยอมๆให้นายคิริวไปส่งบ้านอย่างที่เขาบอกไว้หน่อยก็ได้    ไม่รู้ป่านนี้นายนั่นเป็นไงบ้าง    ไม่รู้ว่าทางศิลปะเขาสอบกันอย่างไงบ้างนะ

คิริวเรียนศิลปะ   เขาเพิ่งบอกฉันเมื่อวานนี้   ฉันไม่ได้สนใจในตัวเขามากนักหรอก   แต่แค่สงสัยว่าทำไมตานี่ถึงแทบไม่ต้องเข้าเรียนเลย    นายนี่ก็เลยเอาเรื่องว่าศิลปะต้องการแรงบันดาลใจมาอ้าง  แล้วเขาก็ต้องมานอนหาแรงบันดาลใจที่สวนหลังโรงเรียนนี่บ่อยๆ  ไม่ยักกะจะเข้าเรียน   ช่างนายนั่นเถอะ  มาถึงเรื่องของฉันบ้างดีกว่า

ฉันเริ่มสอบภาษาญี่ปุ่นก่อน    โชคดีหน่อยที่มันเป็นภาษาแม่ของฉัน     ต่อมาก็ภาษาจีน  สุดท้ายจึงเป็นภาษาเกาหลี    ทั้งสามภาษามีทั้งภาคการฟัง   การพูด  การเขียน   และการอ่าน  อย่างละยี่สิบนาที  พักครั้งละห้านาที    นับว่าเป็นการสอบที่สนุกทีเดียวเชียวแหละ

เมื่อการสอบสิ้นสุดลงฉันเดินมาที่สวนหลังโรงเรียนอย่างเคย    ไปล่ำลามันสักหน่อยก่อนที่ฉันไปอยู่กับพ่อแม่ตั้งสองเดือน

ที่สวนหลังโรงเรียนเงียบสงบ   ฉันกำลังจะเดินไปดูคิริวที่ต้นไม้ต้นที่คิริวเคยอยู่   แต่อีกใจนึงก็คิดว่าคิริวคงไม่อยู่ที่นี่ได้หรอกในเมื่อเขาสอบอยู่นี่นา

ว่าแล้วก็เปลี่ยนใจซะอย่างนั้น   ฉันนั่งลงที่ม้าหินอ่อน     

นิเดีย.........

โธ่เอ้ย!  ฉันก็คิดว่านายไม่อยู่ที่นี่......   ฉันหันกลับมาเพราะคิดว่าคนที่ส่งเสียงอยู่ด้านหลังนั้นคือคิริว

แต่แล้วคนที่อยู่ตรงนั้นกลับไม่ใช่คิริว  แล้วก็ไม่ใช่คนๆเดียวด้วย

พวกนาย....

จริงๆด้วย    เธอไม่ได้ชื่อน้ำ   แต่เธอเป็นนิเดีย   วิลลิส    ลูกสาวคนเดียวของคาร์ล  วิลลิสเจ้าของธุรกิจน้ำมันรายใหญ่ของโลก    ผู้ชายคนหนึ่งที่ฉันไม่รู้จักพูดขึ้นท่ามกลางคนอีกหลายคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขา

พวกนายพูดอะไร  ฉันแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ

เลิกหลอกพวกเราเถอะ    ถึงอย่างไงเราก็ยังคลั่งใคร้เธอเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง   อีกคนนึงพูดบ้าง   คนนี้ฉันจำได้รางๆว่าเขาคือคนที่บอกฉันว่าชื่อโรเบิร์ต    

ฉันไม่อยากให้พวกนายมาคลั่งใคร้ฉันน่ะสิถึงได้ปกปิดว่าตัวเองเป็นใคร    ในเมื่อรู้กันแล้วฉันก็ไม่ขอปกปิดอีกต่อไป   ฉันนิเดีย  วิลลิส    ถูกต้องแล้ว  ฉันเชิดหน้าขึ้น     

คนพวกนี้ไปรู้มาได้อย่างไงว่าฉันเป็นใคร  ในเมื่อฉันไม่เคยพลาดบอกพวกเขาสักครั้งว่าฉันเป็นใคร   หรือว่าจะมีใครรู้แล้วบอกพวกเขา    คนที่รู้ว่าฉันเป็นใครแล้วอยู่ที่โรงเรียนนี้ก็มีคนเดียว    คิริว

ใครเป็นคนบอกพวกนายว่าฉันเป็นใคร 

มันไม่จำเป็นตั้งแต่ต้นอยู่แล้วที่น้ำจะต้องปกปิดตัวเอง    ผมรู้เรื่องนี้มาจากคนที่เป็นคู่หมั้นของน้ำไงล่ะ   ชายคนแรกบอก

นายหมายความว่าไง

คิริวเป็นคนบอกพวกเราเอง   และที่สำคัญเขาก็ประกาศให้คนทั้งชั้นเรียนศิลปะรู้ด้วยว่าเธอเป็นคู่หมั้นของเขา   

ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคิริวจะทำเรื่องอย่างนี้    ฉันปกปิดมาตั้งนานว่าตัวเองเป็นใครเพื่อความปลอดภัยของฉันเอง   แต่เขากลับทำลายความปลอดภัยในชีวิตของฉันลงด้วยการป่าวประกาศกับทุกคนเนี่ยนะ   เกินรับได้จริงๆ

ขอบใจพวกนายที่ทำให้ฉันตาสว่าง   แต่จากวันนี้ไป    เลิกยุ่งกับฉันสักที!”  ฉันหมดความอดทนกับคนพวกนี้แล้ว   พวกโกหก    พวกหลอกลวง

ฉันก้าวออกไปจากที่นั่น     ทิ้งคนพวกนั้นเอาไว้ข้างหลังอย่างไม่ใยดี



 

คิริวตื่นขึ้นมาในบ่ายแก่ๆของวัน     เมื่อเขาลงจากต้นไม้ต้นประจำก็สังเกตเห็นว่าเด็กนักเรียนในโรงเรียนเริ่มทยอยกันกลับบ้านกันแล้ว    คิริวกวาดสายตามองหาคู่หมั้นตัวแสบของเขา      แต่ไม่ว่าจะรอนานเท่าไรก็ไม่พบ     

ไคและคิริวตกลงกันว่าระหว่างที่นิเดียกำลังสอบพวกเขาจะไม่เข้าไปยุ่งกับเธอ     แต่เมื่อเธอสอบเสร็จแล้วมันก็อีกเรื่องหนึ่ง    แล้ววันนี้ก็เป็นวันสอบวันสุดท้าย   เขาได้รับหน้าที่ให้บอกเธอว่าปิดเทอมนี้เธอจะต้องอยู่ที่เมืองไทยเพื่อเรียนรู้การอยู่ร่วมกับเขาและไค     แต่ตอนนี้คิริวกำลังหงุดหงิดที่ไม่พบนิเดีย      และเขาก็ไม่กล้าพอที่จะถามคนอื่นให้เป็นที่สงสัย   

หรือว่ากลับบ้านไปแล้ว??

ใช่แน่ๆ   เขาไม่น่านอนหลับนานเกินไปเลย    ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่คลาดกับคู่หมั้นของเขาแน่ๆ   แต่ไม่เป็นไรหรอก   เขาไปหาเธอที่บ้านก็ได้นี่

คิริวนั่งลงที่รถสปอร์ตสีแดง    วันนี้เขาเอารถคันนี้มาเพื่อมารับเธอ      แต่ตอนนี้มันจะเป็นยานพาหนะที่จะพาเขาไปหาเธอ      เขาสตาร์ทรถและขับออกไปโดยไม่สนสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมา    ชื่นชมกับทั้งรถคันงามและเจ้าของผู้มีใบหน้าชวนฝัน

ในหมู่คนเหล่านั้นมีคนกลุ่มหนึ่งยิ้มออกมาอย่างสะใจ    เขาคนนั้นคือคนที่แอบได้ยินการสนทนาระหว่างคิริวและนิเดีย   และนายคนนี้นี่เองที่เป็นคนวางแผนทุกอย่างเพื่อหลอกให้นิเดียและคิริวผิดใจกัน   และตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะทำสำเร็จเรียบร้อยแล้วด้วย

 



รถสปอร์ตจอดเทียบกับบ้านหลังเล็กซอมซ่อ     ประตูหน้าบ้านเปิดไว้ไม่ได้ล็อกเหมือนเคย    คิริวส่ายหัวเบาๆด้วยว่าหากคนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่ใช่เขาแต่เป็นคนร้ายล่ะก็     ไม่อยากจะคิดว่าผู้ที่อยู่ด้านในจะเป็นอย่างไร

คิริวเปิดประตูเข้าไป     เขาหรี่ตามองไปทั่วบ้านแต่มองไม่เห็นอะไรเลย     บ้านทั้งหลังมืดสนิท   หรือว่าจะไม่มีใครอยู่ที่นี่    แต่จะเป็นไปได้อย่างไงในเมื่อคุณน้าฮารูมิตกลงกับแม่ของเขาไว้แล้วนี่

คิริวมองหาสวิตส์ไฟ    แต่เขากดขึ้นกดลงอยู่หลายครั้งมันก็ไม่ติดสักที    สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องกลับไปที่รถแล้วเปิดไฟส่องเข้ามาในบ้าน   จากนั้นจึงกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง     แล้วเขาก็พบว่า   

บ้านหลังนั้น    ว่างเปล่า....

 

 

 

 

 

+ + - -

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

181 ความคิดเห็น