Lovely Girl : [พันธุ์น่ารัก]

ตอนที่ 24 : หนึ่งนาทีที่...ฉันรักเธอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 331
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 เม.ย. 51



 

[24] หนึ่งนาทีที่...ฉันรักเธอ

 

                ฮอนด้าแจซสีขาวแล่นไปตามถนนลูกรัง    ตลอดทางที่ผ่านมามีฝุ่นตลบอบอวนเพราะเจ้าของรถขับมาด้วยความเร็วสูง    จนเมื่อผ่านบ้านไม้หลังหนึ่งก็ชะลอรถลง     บ้านหลังนั้นปิดประตูอย่างแน่นหนา    เหมือนกับอีกหลังที่อยู่ข้างๆกัน

                ฉันมองเข้าไปในบ้านของป้าน้อม    แม้จะมองไม่ชัดนักเนื่องจากพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว    แต่ก็พอมองเห็นว่ามันปิดสนิท    ป้าน้อมคงทำงานอยู่ที่บ้านพักของพ่อที่อยู่ห่างออกไป     จากนั้นฉันก็หักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าไปบ้านหลังข้างๆ   หลังที่ฉันเคยมาอยู่แล้วครั้งหนึ่ง

                ฮอนด้าแจซสีขาวจอดเทียบรถเบนซ์สีดำที่ฉันคุ้นเคย      ฉันเปิดประตูออกมาแล้วชะโงกเข้าไปดูในรถ   แต่ไม่เจอเจ้าของรถอยู่ในนั้น    ฉันปิดประตูรถแล้วกดล็อก    จากนั้นจึงเดินไปที่หน้าบ้านไม้ยกใต้ถุน     ฉันเงยหน้าขึ้นดูที่ประตูด้านบน   มันถูกใส่กุญแจเอาไว้จากด้านนอก     ป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดีทั้งหลาย     แต่คงไม่มีใครสนใจบ้านหลังนี้สักเท่าไร    เพราะมันเป็นเพียงบ้านธรรมดาไม่มีของมีราคาอะไรอยู่เลย    ถึงอย่างนั้น    มันก็มีค่าต่อจิตใจของฉันอย่างประหลาด

                เมื่อก้มต่ำลงมา    ที่แคร่ไม้ตัวเดิมนั้น   บัดนี้มีร่างสูงชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำขลับ   ผิวขาวซีด    ริมฝีปากสีแดง     แต่หญิงสาวไม่เห็นดวงตาของเขาเพราะท่านอนของชายหนุ่มที่นอนก่ายหน้าผากโดยใช้มือนั้นปิดดวงตาไปในตัวด้วย

                ฉันก้าวเข้าไปที่แคร่ตัวนั้นช้าๆ    จากนั้นก็นั่งลงที่ด้านข้างของไค    เขาหลับลึกขนาดไม่ได้ยินเสียงรถของฉันเชียวหรือไง

                ใบหน้าของไคยังคงเหมือนเดิมกับตอนที่เจอฉันครั้งสุดท้าย     ครั้งที่เขาบอกถอนหมั้นฉัน      แต่มันมีแววของความอิดโรย    ดูเขาคงจะเหนื่อยมากทีเดียว      นั่นคงเป็นเพราะเรื่องที่พ่อถอนหุ้น

                ฉันไล่สายตาไปที่เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกปลดกระดุมเอาไว้สองสามเม็ด   เนคไทร่นมาถึงกลางอก    ถ้าเดาไม่ผิดเขาคงทิ้งสูทไว้ในรถ    แล้วออกมานอนที่นี่      ฉันจ้องมองแผ่นอกกว้างๆของไค     นึกถึงเวลาที่ได้ซบอกเขาไม่รู้กี่ครั้ง    อ้อมกอดของไคอบอุ่นเสมอมา

                ไคขยับตัวเล็กน้อย   ทำให้ฉันสะดุ้ง     แต่ไม่นานเขาก็หยุดนิ่งไป     คราวนี้แขนข้างที่เคยปิดตาเอาไว้ย้ายออกไปหนุนหัวแทน

                คราวนี้ฉันมองไปที่คิ้วหนาๆของไค    มันเป็นสีดำสนิทตัดกับสีผิวของเขา     แพรขนตายาวก็เป็นสีดำไม่แพ้กัน    จมูกโด่งสัน      และริมฝีปากอิ่มสีแดง      มันทำให้ฉันรู้สึกร้อนวูบวาบในอก

                นี่ตัวฉันกำลังต้องการอะไรกันแน่?

                หรือนี่จะเป็นแผนการที่ทำให้ฉันหวั่นไหวกันนะ     แต่ถึงเป็นอย่างนั้นฉันก็ขอยอมติดกับแต่โดยดี     เพราะความรู้สึกมันพลุ่งพล่านในใจ     ฉันอยากสัมผัสริมฝีปากสีแดงนั่น

                ฉันค่อยๆก้มลงไปช้าๆ   ได้โปรดอย่าเพิ่งตื่นขึ้นมาเลยไค      ฉันไม่อยากให้นายโกรธที่ฉันทำแบบนี้แล้วหนีห่างฉันไปอีก   แต่ฉันทนที่จะเห็นนายเจ็บปวดคนเดียวไม่ได้

                เมื่อริมฝีปากของเราทั้งสองคนสัมผัสกัน    ฉันรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ผ่านเข้ามาที่ใบหน้า    จึงรีบถอนปากออกทันควัน

                แต่จู่ๆ  แขนแข็งแรงของใครสักคนก็ดันศีรษะของฉันเข้าไปใกล้ที่ปากของไคอีก    ส่วนแขนอีกข้างก็โอบรอบเอวจนฉันล้มตัวลงไปนอนอยู่บนตัวของไค     

                แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ลืมตาขึ้นมา   แต่เสียงของเขาก็ดังฟังชัด

                ฉันจะสอนการจูบที่ถูกต้องให้เธอเอง.....

                แล้วไคก็บรรจงประกบริมฝีปากของเขากับฉัน     ฉันหลับตาลงรับรู้ถึงความรู้สึกของสัมผัสอันเร่าร้อนรุนแรงนั้น    มันเหมือนว่าฉันจะหลอมละลายอยู่บนตัวของไค   เหมือนว่าโลกทั้งใบหยุดหมุน   แล้วมีเพียงเราสองคนเท่านั้นที่ยังคงอยู่      ที่นี่   ตรงนี้

                เมื่อคำว่า ความจริง เข้ามาหลอกหลอนในประสาทของฉัน    ฉันพยายามดันไคออกไป     แต่ฉันก็แพ้แรงของเขา     รสจูบของไคมันทำให้ฉันอ่อนแรงไปหมด      สูญสิ้นความรับรู้อื่นใด    ไม่รู้เวลา  นาที    ร้อน  หนาว   รู้แต่เพียงว่าฉันต้องการไค

                เนิ่นนานเท่าไรไม่รู้ก่อนที่ไคจะถอนริมฝีปากออกไป     ฉันไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าในใจฉันเรียกร้องให้เขาทำอย่างเดิมอีก     แต่สำหรับไคเท่านี้อาจจะเกินไปแล้วสำหรับเรา

                ฉันเบนหน้าหนีไปอีกทาง      แต่ไคไม่     เขาดึงฉันให้แนบชิดมากขึ้น     ใกล้ขึ้น   จนร่างของเราสองคนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน     ความอบอุ่นส่งผ่านถึงกันและกัน     ไม่รู้เมื่อไรที่ฉันหลับไปในอ้อมกอดของไค

 

 

                ฉันค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น     กวาดสายตามองไปรอบๆตัว  แล้วก็พบร่างของใครคนหนึ่งที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนี้ได้   นอนหลับตาพริ้มไม่รู้ร้อนรู้หนาวเหมือนว่าห้องที่นอนอยู่นี้เป็นห้องของตัวเอง

                เหมือนติดตั้งระบบอัตโนมัติ    ฉันรีบสำรวจบนร่างของตัวเองและไคอย่างรวดเร็ว     จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเสื้อผ้าทุกชิ้นของเราทั้งสองคนยังเป็นปกติดี

                ฉันพลิกตัวลุกขึ้นแล้วร้องกรอกหูนายขี้เซา   ตื่นเดี๋ยวนี้~”

                ไคใช้แขนทั้งสองขึ้นมาปิดหูของตัวเอง    แต่ฉันไม่ยอมให้เขามาทำเนียนนอนในห้องเดียวกับฉันแน่ๆ    คนอะไรฉวยโอกาสชะมัด    ฉันแค่เผลอใจไปนิดเดียวหรอกย่ะ

                ก็ได้   ถ้านายยังไม่ตื่น   ฉันกลับ!”

                เท่านั้นเอง     คนที่นอนไม่ยอมตื่นก็ลุกพรวดขึ้นมานั่งคู่กับฉันได้

                เดี๋ยวสิ....   ไคพูดแล้วก็หยุดแค่นั้นเมื่อเห็นรอยยิ้มเยาะจากใบหน้าของฉัน

                ออกไปซะ  อย่าให้ฉันต้องไล่

                ทำมาเป็นไล่    ไม่ได้ฉันใครก็ไม่รู้ได้นอนตากยุงอยู่หน้าบ้านนั่นแหละ    ทวงบุญคุณหรอไงยะ

                มันไม่เกี่ยวกับเรื่องที่นายต้องมานอนที่ห้องเดียวกับฉันนี่นา

                เกี่ยว

                เกี่ยวยังไงไม่ทราบ

                ไคยิ้มแล้วตอบ  ก็ห้องอื่นเปิดไม่ได้แล้ว    ทุกห้องใส่กุญแจหมด    ฉันพังประตูเข้ามา     แต่ตอนนี้หมดแรงพังประตูห้องไหนๆทั้งนั้นแล้วด้วย

                คนเจ้าเล่ห์...

                งั้นนายก็ไปนอนข้างนอกมุ้งนู่น  ฉันไล่แล้วชี้มือไปที่ด้านนอกมุ้ง

                ไคส่ายหัว  ไม่ได้   เพราะฉันสงสารเธอ 

                อะไรของนาย  สงสารบ้าบออะไรกัน

                นี่ถ้าฉันเป็นไข้เลือดออกตายไป     ไม่รู้ว่าใครกันนะจะมาร้องไห้หน้าหลุมศพฉันว่า  อย่าทิ้งเค้าไปนะ  คนใจร้าย!’  อย่างนี้   ไคทำท่าประกอบจินตนาการอันแสนทุเรศได้เยี่ยมมาก

                ไม่มีใครเขาจะรักนายขนาดนั้นหรอกย่ะ

                อ้าว!  เธอไม่รู้อะไร   เมื่อหัวค่ำยังมีคนมาแอบจูบฉันเลยนะ  ไคทำหน้าทะเล้น   แต่ฉันสิ    ตอนนี้หน้ามันร้อนฉ่าแทบจะทอดไข่ได้อยู่แล้ว      อีตาบ้า!   คนเขาก็อายเป็นเหมือนกันนะ

                ฉันเบนหน้าไปอีกทางเพื่อไม่ให้เขาเห็นว่าตอนนี้หน้าของฉันมันคงจะแดงไปถึงไหนๆแล้ว    ไม่ชอบให้สีหน้ามันฟ้องแบบนี้เลย

                ไม่ต้องหลบหรอก    เห็นนะว่าหน้าแดง   เขินหรอ

                คำถามปัญญาอ่อนของคนปัญญาอ่อนหลงตัวเอง

                จะบ้าหรอไง!   ฉันหน้าแดงเพราะโกรธนายหรอกย่ะ

                อ้อ....หรอ.....    ถึงเขาจะพูดอย่างนั้น    แต่สีหน้ามันบอกได้เลยว่าไม่เชื่อฉัน

                นี่!  จะออกไปได้หรือยัง   ฉันใช้แขนทั้งสองข้างดันไคออกไป     แต่ไม่ว่าจะใช้แรงเท่าไรก้นหนักๆของไคก็ไม่เขยื้อนแม้แต่น้อย

                เขินแล้วต้องมาไล่ฉันด้วยหรอไง  

                อีตาบ้า!  พูดดักคอกันอย่างนี้ได้ไงยะ   เปล่าเขินบ้าบออะไรทั้งนั้น    ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ

                ไม่ไป   ไควางท่ากวนตีนอย่างที่สุด

                แน่ใจนะว่าไม่ไป

                แน่ใจที่สุด 

                ก็ได้....

                ฉันยกหมอนที่วางอยู่แล้วเริ่มฟาดหมอนไปที่ไคอย่างแรงหลายที    ไคใช้แขนของเขาปัดป้อง    สักพักเขาก็หยิบเอาหมอนอีกใบมาตีโต้ตอบกลับมา     กลายเป็นสงครามหมอนระหว่างเราสองคน

                หลังจากสงครามปาหมอนผ่านไป    สมรภูมิรบก็ไม่ต่างอะไรกับสงครามโลกครั้งที่สองที่ญี่ปุ่นถูกทิ้งระเบิดปรมาณูราบเป็นหน้ากลองไปทั้งเมือง     ก็ตอนนี้สภาพห้องนอนของเราก็ไม่ต่างอะไรเท่าไหร่นัก

                หมอนเละไม่มีชิ้นดี    มุ้งร่วงลงมาแล้วก็มีรอยขาดรอยเบ้อเริ่มที่แสดงตัวมันเองว่ามุ้งนี้ใช้การไม่ได้อีกต่อไป   คงมีแต่ผ้าห่มเท่านั้นที่รอดพ้นจากสงครามของเราไปได้

                ฉันตัดสินใจโยนความผิดให้ไค   เห็นมั้ยเนี่ย    แล้วอย่างนี้จะนอนกันอย่างไงไม่ทราบ

                เธอแน่ใจหรอว่าจะให้ฉันสอนให้ว่าเราควรจะนอนอย่างไง

                ไอ้..........นึกไม่ออกแล้วอ่ะ    ฉันกัดฟันแน่น

                โอ๋ๆ  อย่าเพิ่งโกรธนะ    เรื่องนี้เอาไว้ทีหลังก็ได้

                ทีหลังอะไรของเขากัน     ฉันจะนอนแล้วนะ

                ก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไรออกไปไคก็ฉุดข้อมือฉันไปที่ประตู    ไปดูดาวกันก่อนดีกว่านะ

 

 

                ฉันเดินตามไคมาที่ระเบียงหน้าบ้าน     ฉันแอบสังเกตเห็นประตูหน้าเอียงไปด้านหนึ่ง    คงเป็นเพราะไคพังประตูเข้ามานั่นเอง     ตานี่ไม่ได้รู้จักรักษาของเสียเลยนะ

                ไคมองขึ้นไปบนท้องฟ้า   เป็นอย่างที่ฉันบอกเลยมั้ยล่ะ

                อะไรของนาย.....

                เขาคงเห็นฉันทำหน้างงๆ เลยไขข้อข้องใจให้    ก็ดาวรู้จักกันไง

                ไหนล่ะข้อพิสูจน์    ยังไงนายก็พิสูจน์ไม่ได้อยู่ดีว่าดาวคุยกันได้

                ดาวก็คงทำแบบเราไง   เธอก็เห็นแล้วว่ามีบางอย่างที่เราสื่อสารกันได้โดยไม่ได้เป็นคำพูด   ไคสบตาฉันอย่างมีความหมาย   

                อะไรล่ะ  ฉันแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง

                มันไม่จำเป็นต้องออกมาจากปาก   ไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูด      มันถ่ายทอดออกมาจากอวัยวะหนึ่งในร่างกายที่สำคัญที่สุด   อวัยวะที่ไม่อยู่ในการควบคุมของเหตุผล    อวัยวะที่เต้นไปตามใจของมันเอง     หัวใจของเราทั้งสองคนไง   ไคส่งยิ้มให้    เขาช่างขยันทำให้ฉันเขินเสียจริง

                พูดให้ดีๆ  หัวใจนายคนเดียวสิ  ฉันแกล้งว่า

                อ้อ!  ลืมบอก    เวลาที่ข้อความถูกส่งไป    อวัยวะนี้จะเต้นแรงผิดปกติ    จนเหมือนว่ามันจะหลุดออกมาจากอกเลยเชียวนะ    ตอนนี้เธอเป็นอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า    ไหนๆ  ขอฟังหน่อย  

                ไคยื่นหน้าเข้ามา   แล้วซุกหน้าลงที่หน้าอกของฉัน   

หื่น!  บ้ากาม!    นายมันไม่ทิ้งนิสัยอย่างนี้เลยนะ       ก่อนที่เขาจะได้ทำอย่างอื่นมากไปกว่านี้    ฉันรีบดันเขาให้ห่างออกไปแล้วดีดตัวออกมาให้ห่างเขามากที่สุด

พอเลย   ไม่ต้องมามั่ว

ไคหัวเราะกับท่าทางของฉัน      มันตลกตรงไหนกันยะ!

รู้มั้ย  เวลาเธอโกรธน่ะ   น่ารักที่สุด

มาชมกันงี้ฉันก็เขินอ่ะดิ     แต่........อีตาบ้า!  จะชมทั้งทีดันชมเวลาโกรธ

ดีงั้นฉันจะโกรธนายให้มากๆ  ฉันเชิดใส่ไค

ไม่ดีหรอก   ถ้าเธอโกรธฉันมากกว่านี้     ฉันก็คงรักเธอหัวปักหัวปำแน่ๆ

ฉันอึ้งไปกับคำพูดนั้น    คำพูดที่เหมือนไม่ใส่ใจนัก   แต่มันกระตุ้นส่วนลึกในจิตใจฉันอย่างประหลาด

 

............รักเธอ.............

 

ได้ยินไม่ผิดหรอก................ฉันรักเธอ

ไคตอกย้ำคำพูดของตัวเองอีกครั้ง      คำว่า  ฉันรักเธอ   

ใจฉันเต้นโครมครามอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน     ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าฉันรู้สึกกับไคแบบไหนกันแน่      อยู่กับเขาฉันรู้สึกปลอดภัยและอันตรายพร้อมๆกัน    หว้าเหว่และอบอุ่นไปพร้อมๆกัน    แต่ที่แน่ๆ   ฉันยังอยากอยู่กับเขาอย่างนี้ตลอดไป

หรือว่านี่   จะเป็น      ความรัก

ทำไมไม่เหมือนกับความรู้สึกที่ฉันมีต่อพี่อากิระกันนะ       แล้วอย่างนี้มันเรียกว่าความรักหรอไง

เอาล่ะสาวน้อย    ให้เวลาหนึ่งนาที   มาซบอกฉันเดี๋ยวนี้     ถ้าพ้นหนึ่งนาทีนี้ไปแล้ว     จะไม่รักแล้วนะ

 

60  วินาที...

ไคอ้าแขนออกเตรียมรับฉันเข้าไปในอ้อมกอด   แต่ฉันเองก็ยังตัดสินใจไม่ได้     ถ้าฉันตอบรับก็วิ่งเข้าไปซบที่อกของไคซะเดี๋ยวนี้    แต่ถ้าฉันปฏิเสธ   ก็จงยืนอยู่อย่างนี้แล้วเสียเขาไป

 

50  วินาที

ร่างกายของฉันมันโหยหาอ้อมกอดนั้นเสียเหลือเกิน   ฉันกำลังจะวิ่งเข้าไป แต่จู่ๆคำพูดของคิริวก็ก้องเข้ามาในหัว

 

40  วินาที

ฉันรักเธอ   

ถ้าเขาพยายามกลับมาหมั้นกับเธอตอนนี้    ก็ขอให้รู้ไว้เลยว่าเขาทำเพราะต้องการให้ธุรกิจของเขามีอนาคตขึ้นมาอีก

 

30  วินาที...

ไคเริ่มสูญเสียความมั่นใจโดยสิ้นเชิงเมื่อผ่านไปสักพักแล้ว   นิเดียยังไม่มีท่าทีว่าจะเข้ามาในอ้อมกอดเขาสักที     จนไคอดไม่ได้ที่จะถามแม้มันจะทำให้เขาเสียหน้ามากก็ตามที

ชักช้า  เวลาไม่คอยใครนะ

 

20  วินาที...

ไค    ถ้าฉันวิ่งเข้าไปหาเธอในวันนี้    แล้วคิริวล่ะ

คำถามนี้ทำให้ไคถึงกับอึ้ง     เขาต้องการของเขาทำให้เขาลืมน้องชายของเขาไปได้อย่างไง     แต่ถึงตอนนี้ต่อให้ต้องขึ้นชื่อเห็นแก่ตัวเขาก็ปล่อยเธอไปไม่ได้       ความรู้สึกที่ว่าเขาจะต้องเสียเธอไปนั้นมันเจ็บปวดเสียเหลือเกิน

คิริวจะต้องเข้าใจ

 

10  วินาที...

เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว    รอยยิ้มที่ฉันได้จากไคก็เพียงพอที่ทำให้ฉันรู้สึกมั่นใจในสิ่งที่หัวใจตัวเองเรียกร้อง    ฉันเริ่มก้าวเดินอย่างมั่นใจไปหาไค

 

5  วินาที...

จากช้าๆ

 

4  วินาที...

ค่อยๆเร็วขึ้น

 

3  วินาที...

ฉันหยุดอยู่ตรงหน้าไค

 

2  วินาที...

ฉันโผเข้ากอดไค

 

1  วินาที...

ไครวบตัวฉันไว้ในอ้อมกอด  แล้วบรรจงประทับจูบที่แสนจะอ่อนโยนให้กับฉัน     เสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากจรดกัน    ฉันรับรู้ได้ว่า  ฉันรักไคเข้าแล้ว

 

 

เมื่อฮอนด้าแจซสีขาวและรถเบนซ์สีดำจอดพร้อมกันที่หน้าประตูบ้าน     พ่อบ้านและคนในบ้านก็รีบออกมาต้อนรับที่หน้าบ้านอย่างรู้งาน     ไม่นานนักพวกเขาก็พร้อมกันที่หน้าบ้าน

ไคกับนิเดียลงจากรถแล้วจูงมือกันเข้ามา    นั่นทำเอาคนทั้งบ้านมีอาการแปลกใจไปตามๆกัน   แต่ไหนแต่ไรมาคุณหนูของพวกเขาไม่เคยญาติดีกับคุณชายไคแม้แต่น้อย     แต่สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ไม่ใช่แค่ญาติดีเท่านั้นเสียด้วย

สวัสดีค่ะพ่อบ้าน   ฉันทักพ่อบ้าน

สวัสดีครับ  ไคทักบ้าง

ฉันไล่สายตาไปที่คนที่ออกมารับ     รู้สึกแปลกใจที่ในนั้นไม่มีคิริว

ฉันหันไปสบตากับไค     ไคบีบมือให้นิดนึงเพื่อเป็นกำลังใจ  แล้วเขาก็หันไปถามพ่อบ้าน   คิริวอยู่ไหน

พ่อบ้านที่เอาแต่สังเกตอาการของคนทั้งสองคนสะดุ้งขึ้น    ก่อนนึกขึ้นได้ถึงอาการประหลาดของคุณชายฝาแฝดอีกคนหนึ่งที่อยู่ที่นี่เพียงลำพัง

คุณคิริวไม่อยู่แล้วครับ  พ่อบ้านตอบ

คำตอบของพ่อบ้านทำเอาฉันอึ้ง     คิริวไม่อยู่   แล้วเขาไปไหนกัน

เอ่อ..........

กระผมไม่ทราบว่าคุณคิริวไปไหนหรอกครับ     แต่ก่อนหน้านั้น   คุณคิริวดูซึมๆลงไป   แล้วเมื่อวานเย็นก็เก็บข้าวของออกจากบ้านไปครับ

ไคและนิเดียมองหน้ากัน     แล้วไคก็ยกโทรศัพท์ขึ้น  บอกฉันทีว่าคิริวไปไหน

อืม.........ขอบใจ   ไคคุยโทรศัพท์สักพักก็กดวาง     เขาหันมาทางฉันด้วยสายตาที่ฉันไม่เข้าใจ

คิริวไปปารีส   ไคบอก

เขาไปทำไม

เรียนต่อน่ะ    เขาอยากเรียนศิลปะ    ตอนแรกท่านพ่อไม่อยากให้คิริวเรียนด้านนี้     แต่ดูเหมือนจะทนคำขอร้องของท่านแม่ไม่ไหว   

ไคกับฉันเงียบกันไปสักพัก     ไค    คิริวจะรู้เรื่องของเราหรือเปล่า

เขารู้แล้ว  

คำบอกเล่าของพ่อบ้านเรื่องคิริวแวบเข้ามาในหัว     เขารู้เรื่องทุกอย่าง     ฉันรับคำว่ารักของไคได้ง่ายดาย   แต่คำว่ารักของคิริว     ฉันไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมถึงใจร้ายกับเขาได้ขนาดนี้

ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น     สักวันคิริวก็จะลืมว่าเคยรักเธอ

อย่างน้อยๆตอนนี้ฉันก็ยังมีไคอยู่ข้างๆฉันเสมอ      แม้ว่าความสุขของเราจะแลกมาด้วยความเจ็บช้ำของคิริวก็ตามที

........ความรักกำหนดไม่ได้.........

ต่อให้ฉันไม่รักไค   ฉันก็ไม่รักคิริวอยู่ดี    ไม่ใช่ว่าคิริวไม่ดี   แต่เพราะเราสองไม่ได้ถูกกำหนดมาให้คู่กัน

ถึงเวลาเริ่มต้นเรื่องของเราแล้วนะ

มือที่กุมฉันไว้ตอนนี้ส่งกำลังใจมาให้    มันทำให้ฉันมีพลังขึ้นมาอย่างประหลาด      นี่น่ะหรือพลังแห่งความรัก    พลังที่จะนำพาฉันไปสู่การเดินทางที่ไม่ได้มีฉันเพียงคนเดียว     ถึงเวลาเริ่มต้นของเราจริงๆแล้วสินะ    เริ่มต้นความรักของฉัน   Lovely  Girl  พันธุ์น่ารัก

 

 

 

 

+ + - -

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

181 ความคิดเห็น