Lovely Girl : [พันธุ์น่ารัก]

ตอนที่ 16 : นิเดีย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 283
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 เม.ย. 51



 

[16] นิเดีย

 

                ฉันขยี้ตาแล้วลุกขึ้นพบกับเช้าวันใหม่     รู้สึกหิวตะหงิดๆขึ้นมาทันที     ก็เมื่อวานทะเลาะกับไคจนไม่ได้กินข้าวเลยนี่นา    ไคเองก็เถอะ  เอาแต่โทษฉันอยู่ได้เรื่องปลาพวกนั้น     ก็มันน่าสงสารจริงๆนี่    พอจะต้องฆ่ามันจริงๆก็กลัวเหมือนกัน    กินน่ะกินได้  แต่ให้มีส่วนฆ่ามันแบบนี้ไม่เอาด้วยหรอก

                ที่นอนถูกเก็บพับไว้ที่มุมหนึ่งของห้องเรียบร้อยฉันก็เปิดประตูออกไปด้านนอก     ถ้าไคอยู่ข้างนอกยังไงก็ต้องทำเชิดใส่ไว้ก่อน    ยอมได้ไง    แต่ถ้าไม่มีใครไปด้วยฉันก็เอาปลาไปปล่อยไม่ได้     เอาไงดีน้า...

                ไค   ฉันเรียก   แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากใครสักคน

                ไค    ฉันเรียกอยู่อย่างนี้สองสามรอบแต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบ      หรือว่าตานี่คิดจะอู้งานนอนกินบ้านกินเมืองอีกแล้ว   อย่างนี้ต้องปลุก

                ฉันคว้าฉาบที่แขวนอยู่ที่เสาหน้าห้องของไคแล้วเริ่มทำอย่างที่ฉันเคยทำทุกครั้งเวลาปลุกเขา   ตื่นเถิดชาวไทย  อย่าหลับใหลลุ่มหลง  ชาติจะเรืองธำรงก็เพราะเราทั้งหลาย............  ฉันร้องไปตีฉาบไป   แล้วเปิดประตูห้องของไค

                ประตูห้องไม่ได้ล็อก   เพราะฉันสั่งห้ามเขาล็อกประตูเป็นอันขาด   เชื่อฟังคำสั่งดีเสียจริง     ฉันตรงดิ่งไปที่มุ้งเห็นกองผ้าขยุ้มๆอยู่    ต้องเป็นไคแน่    ฉันรัวฉาบแล้วร้องดังขึ้นอีก     แต่กองผ้านั้นก็ไม่มีท่าทีว่าจะขยับเขยื้อน

                ว่ามั้ยว่ามันแปลกๆนะ

                ฉันเปิดมุ้งแล้วค่อยๆก้าวเข้าไปอย่างกล้าๆกลัวๆ     ฉันจับชายผ้าแล้วกระตุกเบาๆ    รู้สึกถึงความเบาของผ้า    ฉันจึงกระตุกแรงขึ้น      ผ้าห่มเลื่อนมาอยู่ที่ตัวฉัน    แต่จุดที่มันเคยอยู่ก่อนหน้านั้นเป็นเพียงที่นอนเปล่าๆ     ไคไม่ได้อยู่ที่นี่

                บางทีเขาอาจจะอยู่ด้านล่าง  หรือที่สวน     ฉันว่าฉันไปตามหาเขาสักหน่อยดีกว่า     เจอเมื่อไรแม่จะใช้งานให้หนักให้หนีเที่ยวไม่ได้เลยคอยดูสิ

 

                อีตาบ้า~”  ฉันแหกปากตะโกนไปทั่วบ้าน  รอบที่ล้านแปดแสนสองหมื่นหนึ่งจุดห้า      ไคบ้า!    นายหายไปไหน    นี่ตั้งครึ่งค่อนวันแล้วยังไม่กลับมาอีก    ปล่อยฉันอยู่คนเดียวอย่างนี้    ยอมรับว่ากลัวเหมือนกันนะเฟ้ย

                ป้าน้อมก็ไม่อยู่อีก   สงสัยจะยังไม่กลับจากบ้านญาติ    แล้วไคยังปล่อยฉันให้อยู่คนเดียวอย่างนี้     ใครมันจะกล้าออกไปไหน     แทนที่จะได้ปล่อยเจ้าปลาห้าตัวนั้น    พวกมันกลับต้องมาว่ายน้ำในถังฟังฉันบ่นอยู่บนบ้านแทน     ก็ฉันไม่อยากอยู่คนเดียวนี่นา     อย่างน้อยมีปลาเป็นเพื่อนก็ยังดีกว่านั่งพูดคนเดียวล่ะนะ

                เจ้าปลา   ถ้านายนั่นกลับมา    พวกนายต้องกัดเขาให้เจ็บแล้วจำไปจนตายเลยนะ    ฉันชี้มือบอกมัน

                จะได้รู้สำนึกว่าการทิ้งผู้หญิงไว้ให้อยู่คนเดียวนะมันเป็นอย่างไง   คนใจร้าย!”  

                หา?    นายไม่อยากอยู่ในนี้แล้วหรอ........ดูทำหน้าเข้าสิ........รู้ๆว่าเบื่อฟังฉันบ่นแล้ว  ฉันก็อยากปล่อยพวกนายเหมือนกันนะ     แต่ต้องรอคนปัญญาอ่อนที่มันทิ้งให้ฉันอยู่คนเดียวกลับมาก่อน...............ไม่เอางั้นหรอ   แต่ฉันไม่กล้าไปที่คลองนั่นคนเดียวนี่นา........

                ฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองใกล้ศรีธัญญามากขึ้นทุกที     ถ้าไคมาเห็นฉันในสภาพที่ต้องคุยกับปลาแทนคนคงขำตาย    ช่างเหอะ   นายจะขำก็ตามใจ    แต่กลับมาสักทีเซ่

                ดูเหมือนเจ้าปลาพวกนี้ก็เริ่มร่อแร่เต็มที    มันอยู่ในถังมาทั้งคืนก็คงจะอึดอัด    ฉันไม่อยากให้มันตายเพราะฉันหรอกนะ    แต่จะทำอย่างไงดีอ่ะ   ไม่กล้าออกไปไหนคนเดียวด้วย     โอ้ย!   ปวดหัวชะมัด

                เอาวะ! ตัดสินใจไปเลยดีกว่า   ชีวิตอีกห้าชีวิตฝากไว้กับความกล้าหาญของฉัน     ไปก็ไป!

                ฉันก้าวเดินอย่างอาจหาญไปตามทางที่คิดว่าจะถูกต้อง    พร้อมกับเจ้าปลาน้อยห้าชีวิต     ก็เมื่อวานนี้ฉันจำทางกับเขาเสียที่ไหนกัน   มีทั้งคนเดินนำคนเดินตาม    แต่วันนี้มาคนเดียวก็ต้องเดาๆกันไป   แล้วถังน้ำนี่ก็หนักชะมัดเลย

                ไคนะไค    นายหายไปไหนของนาย     นายไม่รู้หรือไงว่าฉันไม่มีใครกางร่มให้      ร้อนนะเว้ย  แดดแรงอย่างนี้ผิวฉันก็เสียหมด      ไม่ไหวแล้ว    ถังน้ำนี่ก็หนักชะมัดหยุดเทน้ำทิ้งสักหน่อยก่อนดีกว่า

 

 

                ชายสามคนเดินโซเซมาตามคันนา    อาการมึนเมาขาดสติ     ปากก็ร้องเพลงไม่เป็นภาษา      ทุกคนถือขวดสีน้ำตาลไว้ในมือข้างหนึ่ง    ภายในนั้นมีน้ำใสๆโครงเครงไปมาตามจังหวะการก้าวเดินของทั้งสาม      

                แล้วพลันสายตาของชายคนหนึ่งก็หยุดที่ถนนห่างออกไปไม่ไกลนัก      ร่างบางกำลังทำอะไรบางอย่างอย่างทุลักทุเล     สองมือกำลังจับถังใบโต    แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า    หญิงสาวคนนั้นสวยเหลือเกิน

                ผิวขาวละมุน  และผมสีน้ำตาล    ใบหน้าของเธอคม   แต่ก็ยังดูออกว่าเป็นลูกครึ่ง   ทำเอามันตาวาวขึ้นมาทันที

                คนหนึ่งกางแขนขวางให้คนอื่นๆหยุด   แล้วเสียงอู้อี้ก็ดังขึ้น   เฮ้ย!  หยุด   พวกเอ็งเห็นอะไรตรงนู้นมั้ย   ชายคนนั้นชี้มือออกไป

                ชายอีกสองคนมองตามมือของเพื่อน    พวกเขาปรับสายตาอยู่สักพัก    ก็เริ่มเห็นภาพรางๆ  จากนั้นก็ชัดขึ้นๆ    แล้วทั้งสองก็ตาโตขึ้นมาทันใด

                ผู้หญิงที่ไหนวะมาอยู่แถวนี้   คนหนึ่งถาม

                ถึงแม้จะถามอย่างนั้น   แต่ทั้งหมดกำลังมองหญิงสาวด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม

                ข้าไม่เข้าใจว่าพวกเอ็งรออะไรกันอยู่   ชายอีกคนถามบ้าง

                งั้นก็ไม่ต้องรอแล้ว    คนแรกกล่าวพร้อมกับก้าวเดินออกไปอย่างแผ่วเบา    พวกเขารักษาเสียงการเดินให้เบาที่สุด    ช้าๆ ช้าๆ   อีกเพียงนิดเดียว  

หญิงสาวที่กำลังหันหลังอยู่ไม่ได้สงสัยถึงภัยที่กำลังกล้ำกรายเธออยู่แม้แต่น้อย    เธอยังคุยหยอกล้อกับปลาของเธอ    จนเมื่อมีมือหนึ่งรั้งแขนของเธอไว้จนถังน้ำหลุดจากมือนั่นเอง     เธอถึงพบว่าตัวเองอยู่ในอันตรายยิ่ง

ถังน้ำร่วงลงสู่พื้นเสียงดัง    แต่ก็ไม่เท่ากับเสียงของหญิงสาว   นี่   พวกแกเป็นใคร   มาจับมือฉันทำไม!”  

ชายทั้งสามยิ้มให้กับหญิงสาวตรงหน้า    แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความเป็นมิตร

จะไปกับเราดีๆ  หรือว่าอยากเจ็บตัว    คนหนึ่งถาม

หญิงสาวมองพวกมันสลับกันไปมา     พยายามหาหนทางที่จะรอด    เมื่อพวกมันเผลอ    เธอก็ร้องเสียงดัง

ช่วยด้วย!   ช่วยด้วย    ใครอยู่แถวนี้ช่วยฉันที   ช่วยด้วยยยยย……..”  

ชายทั้งสามมองหน้ากัน    สองคนพยักหน้าให้อีกคน    ชายคนที่อยู่ใกล้ที่สุดอัดหมัดใส่ท้องของหญิงสาวอย่างจัง     เพียงเท่านี้     เสียงร้องเมื่อครู่ก็หายไป     พร้อมกับร่างของหญิงสาวที่ร่วงลงสู่แขนของชายคนนั้น     ทั้งสามส่งยิ้มให้กันก่อนที่จะตัดสินใจอุ้มเธอออกไป     ทิ้งไว้แต่เพียงถังน้ำที่หล่นกองอยู่กับพื้นถนน   และปลาทั้งห้าตัวที่ดิ้นรนหาทางรอดแม้ความหวังจะริบหรี่      เหมือนหญิงสาวในเงื้อมมือของหมู่โจร

 

 

                ไคเดินกลับเข้าบ้านอย่างหัวเสีย    เขาไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น     ถ้าเมื่อเช้าเขาไม่ตามป้าน้อมไปก็คงไม่รู้     นึกถึงคนที่อยู่บนบ้าน   ถ้ารู้ความจริงขึ้นมาจะเป็นอย่างไรนะ

                เดี๋ยวสิ!    นิเดีย    นี่เขาปล่อยนิเดียให้อยู่บ้านคนเดียวมาเกือบหนึ่งวันเต็ม      แถมไม่ได้บอกกล่าวอะไรไว้ด้วย     นี่พระอาทิตย์จะตกดินอยู่แล้ว     ยัยนั่นหาอะไรกินไม่เป็นด้วย     วันทั้งวันจะมีข้าวกินกับเขามั้ยน่ะ

                ไครู้สึกได้ว่าบ้านดูเงียบแปลกๆไป    เมื่อเขาเดินขึ้นบันไดไปก็พบว่าประตูนั้นถูกใส่กุญแจไว้จากด้านนอก    หรือว่ายัยตัวร้ายจะแกล้งไม่ให้เขาเข้าบ้าน    แต่ไม่มีทางที่ยัยนั่นจะล็อกประตูด้านนอกแล้วนอนเล่นอยู่ในบ้านได้แน่ๆ    แล้วไปไหนของเขากันนะ     บ้านป้าน้อมก็เป็นไปไม่ได้อีก

                ความหวาดหวั่นเข้าครอบคลุมจิตใจของไค    นิเดียไปไหน    เธอหายไป

                ไคออกตามหาบริเวณบ้านทั้งหมด     ในสวน   ในไร่   บ้านป้าน้อม    แต่เขาก็ไม่พบนิเดีย      ไคกลับมาบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อนและเฝ้ามองพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน     พลันเขาก็นึกอะไรขึ้นได้      สายตาของไคไล่มองไปตามบ้าน     เขาไม่พบสิ่งที่เขาตามหาอย่างที่สอง    ถังน้ำที่ใส่ปลาพวกนั้น      หรือว่า.....ใช่แล้ว     เธอเอาปลาพวกนั้นไปปล่อย

                ไคลิงโลด    มีความเป็นไปได้สูงที่เธอจะทำอย่างที่เขาคิดไว้      เขารีบรุดออกจากบ้านไปตามเส้นทางเดิมที่เขาผ่านไปเมื่อคราวที่แล้ว     ใจก็คิดว่า    เจอยัยตัวยุ่งเมื่อไรล่ะก็   จะแกล้งให้กลัวไม่กล้าออกไปไหนอีกเลย

                ไคเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเมื่อเข้าสู่ตัวถนนกว้าง     เขาสาวเท้าไปตามถนนและกำลังเป็นห่วงคนบางคนอย่างหนัก    ตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า   และฟ้าก็มืดลงทุกทีๆ   

                พลันสายตาของไคก็เห็นภาพลางเลือนของวัตถุบางอย่างบนถนน    เขาสาวเท้าเข้าไปใกล้จนรู้ว่ามันเป็นถังน้ำ   และเป็นถังเดียวกับที่เขากับนิเดียใส่ปลาเอาไว้

                รอบๆถังน้ำเป็นปลาห้าตัวที่ดิ้นรนจะหาแหล่งน้ำ   แต่พวกมันก็พบแค่ฝุ่นกับดินเท่านั้น      ปลาทั้งห้าตัวนอนตายกระจัดกระจาย        ทั้งๆที่เจ้าตัวคงอยากเอามันมาปล่อยเพื่อรักษาชีวิตของมันไว้      แต่ถึงตอนนี้ไคก็ยังไม่เห็นคนที่เขาตามหา

                ไคมองไปรอบๆ  เขาเห็นร่องรอยของการต่อสู้     รอยเท้ากระจัดกระจายไปทั่ว    แต่ก็พอดูออกว่ามันมีรอยเท้าของคนหลายคนเดินเข้ามาตรงจุดที่มีถังน้ำตกอยู่    และเมื่อไคมองให้ดี   เขาเห็นรอยเท้าเล็กๆหายไปตรงนี้เหมือนกัน

                พระเจ้า!  อย่าให้มีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเธอเลย

 

 

                ฉันค่อยๆลืมตาขึ้นมา     รู้สึกเจ็บท้องเล็กน้อย    และก็ยังมึนๆอยู่      ความมืดรายล้อมรอบด้าน    คำถามแรกที่ผุดขึ้นในใจก็คือฉันอยู่ที่ไหน     เมื่อมองไปรอบๆก็พบว่า  ฉันอยู่บนแคร่ไม้ตัวใหญ่  ในกระท่อมหลังเล็กๆคับแคบ    แถมมีกลิ่นเหม็นอะไรสักอย่างลอยโชยมาตลอดเวลา

                ฉันสะบัดหัวไล่ความงุนงง    พลางลำดับความคิด     ใครไม่รู้จับฉันมา    พวกมันเมา แล้วก็หยาบคายที่สุด      ฉันรู้ว่าพวกมันคิดจะทำอะไร      และความกลัวก็เกาะกุมจิตใจฉันอย่างแน่นหนา      ฉันมองไปที่ประตูแล้วคิดว่าหากฉันเปิดประตูออกไปได้   ฉันจะเป็นอิสระหรือเปล่านะ

                ฉันลุกขึ้นเดินไปที่ประตู    ค่อยๆขยับมันเบาๆ    แต่มันกลับเปิดผางออกอย่างแรง

                อ้าว    ตื่นแล้วหรือ    ฉันเห็นหน้ามันไม่ชัด    แต่พวกมันสามคนยืนออกันอยู่ที่ประตู    คนหนึ่งก้าวเข้ามาแล้วปิดประตูลง    ฉันรู้สึกว่าตัวเองเริ่มสั่นและกลัว

                ชายคนนั้นค่อยๆก้าวเข้ามาเรื่อยๆ   ฉันถอยหนีจนชนกับแคร่แล้วล้มลงนั่งบนแคร่นั้นพอดี

                พวกแกต้องการอะไรกันแน่   ฉันถาม    มันยิ้มเหี้ยม   แล้วหัวเราะ    จากนั้นก็ก้าวเข้ามาประชิดร่างฉันไว้อีก

                ยอมซะดีๆ  ไม่งั้นเจ็บตัวแน่   

                ฉันสั่น    มันขาดสติ    แน่นอนว่าคุยกันดีๆคงไม่รู้เรื่อง     ฉันกลัว   ไค   นายอยู่ไหน   ทำไมไม่ยอมมาช่วยฉัน

                ฉันมีเงินให้นะ   ถ้าพวกแกอยากได้ฉันจะพาไปเอา   ฉันเอาเรื่องเงินมาล่อ   คนพวกนี้อาจต้องการเงิน

                คนสวยรู้ดีว่า  พี่ต้องการอะไร    เงียบซะ !”   มันตวาดใส่

                มันคว้าข้อมือของฉันทั้งสองข้างไปกุม    แล้วเริ่มเลื่อนหน้าของมันมาใกล้

                ปล่อยฉัน  ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!”   ฉันพูดเสียงดัง    แต่มันไม่มีท่าทีว่าจะทำตาม

                มันผลักฉันลงไปนอนกับพื้น    แล้วใช้หน้าของมันซุกมาที่ซอกคอ    ไม่นะ     ไค   ไคช่วยนิเดียด้วย

                แหวนกับสร้อยนี่สวยดี    แล้วกูจะเอาไปขายทีหลัง   มันพูดเมื่อเห็นแหวนที่ห้อยอยู่ที่คอของฉัน   ไอ้สารเลว

                น้ำตาไหลลงอาบแก้มของฉัน    ฉันหลับตาลงไม่อยากเห็นภาพที่เกิดขึ้น     ในที่สุดไคก็ไม่มา    เขาทิ้งฉันและปล่อยให้ฉันเจอเรื่องร้ายๆ    ไค    นายมันใจร้ายที่สุด!

                พลั๊ก!!!!!

                ฉันรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกและน้ำหนักที่กดลงมา   แล้วจู่ๆร่างนั้นก็แน่นิ่งไป     ฉันค่อยลืมตาขึ้นดูก็พบว่าชายคนนั้นไม่ได้สติไปแล้ว 

                ฉันผลักร่างเขาออกไป    แล้วถอยหนีออกมา      ใครคนหนึ่งรับฉันไว้ในอ้อมแขน     ฉันดีดตัวออกมาทันทีเพราะคิดว่าเป็นพวกมันอีก     แต่เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นคนที่ฉันรอคอย    ไค    ที่มือหนึ่งของไคมีท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่โชกไปด้วยเลือด

                สายตาของไคไม่ได้อยู่ที่ฉัน     เขาจ้องมองไปที่ชายบนพื้นด้วยสายตาอาฆาตอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน      จากนั้นก็สาวเท้าเข้าไปใกล้แล้วรัวฟาดท่อนไม้ใส่ชายที่ไม่ได้สตินั่นไม่ยั้ง      ร่างนั้นเคลื่อนไปตามทิศที่ถูกตี    และมีบาดแผลกับรอยพกช้ำมากขึ้นเรื่อยๆ

                ฉันเอื้อมมือไปคว้าแขนของไคไว้  แล้วเรียกเขาเบาๆ

                ไค

                ไคหยุดแล้วหันมามองฉัน     สายตาของเขาเต็มไปด้วยความอาฆาตที่แม้แต่ฉันเองก็อดกลัวไม่ได้

                แต่ฉันก็ยังจ้องมองดวงตาคู่นั้น     และเห็นแววตาของเขาค่อยๆอ่อนลง     ความอาฆาตค่อยๆหายไป    สิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่เป็นแววตาของความเจ็บปวดแทน

                เขาหลบสายตาฉันก่อน     แต่เขาก็ดึงฉันเข้าไปไว้ในอ้อมกอด     ฉันไม่ได้ขัดขืน     ฉันรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ไคส่งมาให้    มือของเขาที่ลูบผมฉันเบาๆ      และเสียงหัวใจที่เริ่มเต้นรัว

                น้ำตาค่อยๆรินอีกครั้ง    ฉันพูดด้วยเสียงสั่นสะท้าน   นายไหนมา    ทำไมทิ้งฉันไว้คนเดียว  

                ไคเงียบ   ฉันไม่ชอบความเงียบแบบนี้เลย

ไม่มีอีกแล้ว   ฉันไม่ทิ้งเธออีกแล้วนะ  ไคตอบ

สัญญานะ    ฉันถามเขา  ไคพยักหน้ารับ

ฉันซุกหน้าลงไปกับอกของไค    รู้สึกปลอดภัยขึ้นเมื่อมีเขาอยู่เคียงข้าง     ตั้งแต่เมื่อไรกันนะที่ฉันต้องพึ่งพาเขามากขนาดนี้

เราไปจากที่นี่กันเถอะ    ไคพูด    แต่ตอนนั้นฉันก็ไม่รับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว

 

 

เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งฉันก็รู้สึกได้ถึงแรงกระแทกเบาๆจากการเดินทาง     ฉันอยู่บนหลังของไค     นี่เขาแบกฉันมาตลอดทางเลยหรอ  

ไค   ฉันเรียก    ดูเหมือนไคจะรู้แล้วเหมือนกันว่าฉันตื่นแล้ว

ฉันทำให้เธอตื่นหรือเปล่า    เมื่อกี้มันมีหลุมน่ะ     นอนต่อเถอะ   ต่อไปฉันจะระวัง  

ให้ฉันเดินเองเถอะไค   

ไคเงียบอีก   เขาไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยฉันลง    แต่ฉันไม่ยอมให้เขาแบกฉันอย่างนี้ไปตลอดทาง

ฉันพลิกตัวแล้วดันไคออกไป     แต่ไคดึงฉันไว้    เรายื้อกันไปมาจนฉันตกลงกับพื้นเสียงดัง

อู๊ย~”  ฉันร้องออกมา    ไคพลิกตัวกลับมาแล้วเข้ามาประคอง

บอกให้อยู่เฉยๆไง   ไคดุ

กลัวว่านายจะเหนื่อยหรอกนะ   ถึงได้อยากลงมาน่ะ

ฉันเหนื่อยก็เพราะคนดื้อนี่แหละ

ใครดื้อ!”

จะขึ้นมาหรือจะให้ฉันทิ้งเธอไว้ตรงนี้     เอ....ดูเหมือนฉันจะฟาดพวกมันไม่มากเท่าไร   บางทีมันอาจจะตามมาก็ได้นะ

ฉันแทบจะโดดขึ้นหลังเขาเลย     ตาบ้า!  มาขู่อย่างนี้ไม่ให้กลัวได้ไง

เลิกดื้อบ้างก็ดี   ไคพูดเบาๆ

ฉันไม่ได้ดื้อนะ!”    ฉันปฏิเสธทันควัน    ไคส่ายหัวน้อยๆ  แต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา

ไคยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ    ฉันไม่รู้สึกเลยว่าไคกำลังพาฉันไปบ้าน   ทางที่ผ่านมาฉันไม่คุ้นเลย

ไค   เรากำลังจะกลับบ้านใช่มั้ย   ฉันถาม

ไคเงียบอีก   ไม่รู้เขาคิดอะไรอยู่ในใจนักหนานะ     ไค....

พักกันก่อนมั้ย   จู่ๆไคก็พูดเรื่องอื่นซะนี่    แต่มันก็ตรงกับที่ฉันคิดไว้   ฉันไม่อยากให้เขาเหนื่อยแบกฉันทั้งคืนไม่พักหรอกนะ

อืม

ไควางฉันลงที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง     ฉันมองไปรอบๆไม่เห็นอะไรเลยนอกจากป่า     ฉันเลยมองสูงขึ้นไปบนฟ้าแทน

ดาวเต็มเลย   ฉันพูด   ไม่เคยเห็นดาวมากขนาดนี้มาก่อนเลย   หรือเพราะว่าวันนี้เป็นคืนเดือนมืดกันนะ

ดวงดาวเป็นล้านๆดวงอยู่บนฟ้าเดียวกัน  ไคพูดขึ้น

ฉันมองเขาด้วยความสงสัย    ไคคงจะรู้ตัวว่าถูกจ้องมอง    แล้วหันมาพูดกับฉันต่อ  เธอว่าดาวพวกนั้นรู้จักกันมั้ย

ดาวพูดได้ซะที่ไหนกันล่ะ

แต่เธอก็ไม่รู้ใช่มั้ยว่ามันรู้จักกันหรือเปล่า    บางทีมันอาจมีวิธีอื่นสื่อสารกันก็ได้    ที่เราไม่รู้

อย่างเช่นทางไหนล่ะ 

ไคหยุดคิด   สักพักเขาก็พูดขึ้น    บางทีมันอาจจะสื่อกันได้  ทางใจ  ล่ะมั้ง  

ฉันแอบมองหน้าเขา      ความมืดทำให้ฉันเห็นหน้าของเขาไม่ชัด    แต่ฉันว่ามันคงจะแดงกล่ำแน่ๆ    คือฉันหมายถึง   ความรู้สึกที่ไม่ต้องสื่อด้วยคำพูดนะ 

คิกคิก  ฉันแอบขำเล็กๆ

ฉันได้ยินนะ   ขำอะไรของเธอ  ไคหันมามอง

หน้าอย่างนายไม่น่าพูดเรื่องแบบนี้เลยนะ   ฉันพูด

ทำไมล่ะ    อย่างฉันมันทำไมหรอ   ไคมองฉันรอคำตอบ   

ฉันแหงนมองฟ้าอีกครั้ง    คนที่น่าจะพูดเรื่องอย่างนี้  น่าจะเป็นคิริวมากกว่า

............   ไคเงียบ    แล้วฉันก็รู้ว่าตัวเองผิดไปที่พูดเรื่องคิริวออกมา

ไค.....

ไปกันเถอะ   ไคบอกแล้วลุกยืนขึ้น    ฉันก็ได้แต่ทำตาม

ไคเดินนำฉันไปโดยไม่สนใจฉันสักนิด    เขาเดินเหมือนจะรีบไปไหนสักแห่ง    แล้วปล่อยให้ฉันเดินตาม     แล้วขายาวๆของเขาก็ทำให้ฉันเดินตามไม่ทัน

ไค   รอด้วย   ฉันเรียก   แต่ไคไม่มีท่าทีว่าจะหยุด

ไค  ฉันเรียกอีก

ไคเดินต่อไป     ฉันกลัวหลงกับเขาเลยต้องพยายามเดินตามให้ทันให้ได้     แล้วฉันก็นึกอะไรออกอย่างหนึ่ง

โอ้ย!”   ฉันร้องออกมาแล้วทรุดตัวลงกับพื้น   ได้ผล   ไคหยุดชะงักลงทันที

ฉันยิ้มให้กับแผนของตัวเองแล้วก็ต้องหุบยิ้มลงทันควันเมื่อไคพูดขึ้นอีกครั้ง   ถ้าอยากนั่งอยู่ตรงนั้นมาก   ฉันคงต้องไปก่อน

น้ำเสียงของไคราบเรียบเย็นชา    เขาเดินต่อไปโดยไม่สนใจฉันเลย      ฉันก็ได้แต่ลุกขึ้นเพื่อจะเดินตามเขาไปเท่านั้น    แต่แค่ลุกขึ้นยืนเท่านั้นเอง    โลกก็เหมือนโครงเครงโยกไหว      ภาพต่างๆเริ่มพล่าเลือน    ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นคือไคกลับมาแล้วรับฉันไว้ในอ้อมแขน      ก่อนสติสุดท้ายจะดับวูบลงอีกครั้ง

 

+ + - -

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

181 ความคิดเห็น