โทรจิต...สะกิดรัก

ตอนที่ 9 : นอนหนุนตักและจับมือเธอ...ใต้แสงดาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 41
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    12 เม.ย. 64

 

 

ภายในห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรม  พิธีกรคู่เชิญ    ่คุณนิศารัตน์  สิตางศุ์ ่  เจ้าของงานแฟชั่นโชว์ขึ้นมากล่าวเปิดงาน ตามด้วยการขอบคุณบุคคลที่ให้การสนับสนุน  จากนั้นการเดินแฟชั่นก็เริ่มขึ้น
                    เหล่าดารา  นักแสดง นายแบบและนางแบบอาชีพที่ได้มาโชว์ตัวบนแคทวอล์ก  ทุกคนแต่งกายในชุดหรูหรา  เสื้อผ้าสีสันสดใส  สวมเครื่องเพชรแพรวพราว…
                    หลังจบงาน  นิวเยียร์ได้เชิญธามเมธีไปที่ห้องอาหารของโรงแรมเพื่อที่จะเลี้ยงขอบคุณชายหนุ่ม  ผู้ซึ่งให้เธอใช้สถานที่ในการจัดงานจนทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี  ส่วนทิพยดาเธอขอตัวไปคุยงานสำคัญกับฝ่ายสืบสวน  
สะกดรอย  และการข่าวของเธอตั้งแต่งานแฟชั่นยังไม่เลิกเสียอีก
                    ระหว่างทางซีอีโอหนุ่มขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่  หญิงสาวเจ้าของเสื้อผ้าแบรนด์  สิตางศุ์  จึงอาศัยจังหวะนั้นหยอดยาสลบลงไปในแก้วน้ำของเขา !
                    ...คืนนี้ละ  ผู้ชายคนนี้เสร็จเธอแน่ เธอจะกินเขาทั้งตัวเลย   คอยดูสิ !... 

 

ไม่กี่นาทีธามเมธีก็เดินเข้าไปในห้องอาหาร  นิศารัตน์ก็เชื้อเชิญให้ชายหนุ่มดื่มน้ำผลไม้ซึ่งเธอเป็นคนสั่งมาให้เขาโดยเฉพาะซีอีโอหนุ่มกำลังยกแก้วน้ำขึ้นจรดริมฝีปากแล้วเชียว  ทว่าจู่ ๆ  เขาก็วางแก้วลงโดยที่ยังไม่ได้ดื่มน้ำสักหยดเดียว 
                    “หนูญ่า !  มานั่งด้วยกันเร็ว”  ชายหนุ่มยกมือเรียกทิพยดา
                    เมื่อตำรวจสาวนั่งประจำที่แล้ว  เจ้าหล่อนก็ปรายตามาทางนักธุรกิจหนุ่มด้วยแววตารู้ทัน
                   “คุณสองคนเหมือนแฟนกันเลยนะคะ  ดูเหมาะสมกันดี”  นิวเยียร์พูดกลั้วหัวเราะ  แต่ในใจนั้นกลับเต็มไปด้วยไฟแห่ง  โทสะ 
                   ...ซึ่งคุณธามก็รู้เจตนาของเธอดี  เพราะเขาได้ยินเสียงความคิดของหญิงสาวว่าเธอคิดที่จะทำอะไรกับเขา !... 
                   “คุณธามรีบดื่มน้ำพันช์สิคะ  เดี๋ยวคลายเย็นหมด”  เจ้าของบริษัทเสื้อผ้าพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
                  หนุ่มเจ้าของโรงแรมเสเอื้อมมือไปหยิบแก้วทรงสูง  พลางสบตากับหนูญ่าอย่างมีเลศนัย  แล้วผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาวก็ทำท่าจะหยิบกระดาษทิชชูซึ่งตั้งอยู่ข้างคุณธาม  ทว่าเธอกลับปัดแก้วน้ำของชายหนุ่ม  จนวัตถุทรงสูงในมือของเขาร่วงลงสู่พื้นแตกกระจายกลาดเกลื่อน
                   เพล้งงง !
                  “อุ๊ย !  ขอโทษค่ะ คุณธาม  หนูญ่าเนี่ยซุ่มซ่ามจริง ๆ...ดูสิ  แก้วตกแตกหมดเลย”  ทิพยดาแกล้งทำหน้าสลด
                  “ไม่เป็นไรครับ  หนูญ่า เดี๋ยวผมให้พนักงานมาเสิร์ฟใหม่ก็ได้” ธามเมธีเอ่ย พลางชมผู้กองสาวในใจว่า  ทำดีมาก  หนูญ่า  ผมจะได้ไม่ต้องดื่มน้ำที่ผสมยาเสียสาว...เอ๊ย !  ต้องเรียกว่า ยาเสียหนุ่มสิ  ถึงจะถูก’   
                 แต่คนที่ขุ่นแค้นชิงชังกลับเป็นนิศารัตน์  เพราะแผนของเธอที่จะวางยาสลบไฮโซหนุ่ม  แล้วพาเขาขึ้นห้องพังไม่เป็นท่า  ทุกอย่างผิดแผนไปหมด  เพราะนางหนูญ่าคนเดียว !
                 เมื่อไม่มีทางไหนเลยที่นิวเยียร์จะใส่ยาลงในเครื่องดื่มของชายหนุ่มได้อีกครั้ง  เธอก็ต้องพยายามหาทางให้ชายหนุ่มและบอดี้การ์ดสาวของเขาลุกไปจากโต๊ะให้ได้ 
                 “คุณธามคะ...ตายแล้ว !  มือถือของนิวเยียร์หายไปไหนก็ไม่รู้อะค่ะ  สงสัยลืมไว้ในห้องจัดงานแน่เลย”  เธอแสร้งทำสีหน้าตกใจ 
                 “ใจเย็น ๆ ครับ  คุณนิวเยียร์  เดี๋ยวผมไปบอกพนักงานให้ครับ” 
                 ...เมื่อไฮโซหนุ่มลุกจากเก้าอี้ไปแล้ว  ก็ยังเหลือตำรวจสาวจอมจุ้นอีกคน  จะทำยังไงดีน่า !...  เจ้าของบริษัทเสื้อผ้าคิด 
                 แต่ด้วยความเป็นตำรวจทำให้ทิพยดาเดากิริยาของอีกฝ่ายออก  ว่าเธอคิดจะทำอะไร !
                “เอ่อ...ฉันขอตัวไปเลือกขนมเค้กก่อนนะคะ...คุณนิวเยียร์จะรับอะไรมั้ยคะ”  หนูญ่ารีบลุกจากโต๊ะ  เพราะอยากรู้ว่ายายนิวเยียร์จะมีแผนอะไรอีก
                “ไม่ละค่ะ  นิวเยียร์ลดความอ้วนอยู่  ขืนฉันกินเยอะ มีหวังได้ลงไปกลิ้งแทนเดินแน่เลย”  เธอเอ่ยติดตลก
                เมื่อทิพยดาลับสายตาไปแล้ว  นิศารัตน์ก็หยิบยาอีกขวดจากในกระเป๋าออกมาทันที  และเปิดจุกเทลงในแก้วน้ำอย่างรวดเร็ว
                ตำรวจสาวซึ่งแอบดูเหตุการณ์อยู่  เจ้าหล่อนเห็นผู้ไม่หวังดีใส่ยาลงไปในเครื่องดื่มของธามเมธีเป็นครั้งที่สองก็แทบเต้นผาง !
               “โอ๊ย !  เอายังไงดีล่ะทีนี้”  เธอหันรีหันขวาง  แล้วก็เห็นชายหนุ่มเดินกลับมา
              “พนักงานของผมค้นจนทั่วแล้ว  ไม่เห็นโทรศัพท์ของคุณนิวเยียร์ในห้องจัดงานเลยครับ”  เขาเอ่ยอย่างสุภาพ
              “ไม่เป็นไรค่ะ  ช่างมันเถอะ” นิศารัตน์ตอบ  ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเครื่องมือสื่อสารของเธอไม่ได้หายไปไหน เป็นแค่ข้ออ้างที่ให้เขาลุกจากโต๊ะไปเท่านั้นเอง
              “ดื่มน้ำสิคะ  คุณธามจะได้สดชื่น”  คนที่หยอดยาลงไปในแก้วของชายหนุ่มยิ้มกริ่ม
              หนุ่มเจ้าของโรงแรมชักลังเล  ไม่รู้ว่าเธอจะใส่ยาอะไรลงไปในแก้วเป็นครั้งที่สองหรือไม่ ?    หากจู่ ๆ สมองของเขาก็กลับได้ยินเสียงความคิดของทิพยดา
               ...คุณธาม !  อย่าดื่มน้ำแก้วนี้เด็ดขาดนะคะ  เมื่อกี้หนูญ่าเห็นคุณนิวเยียร์ใส่ยาลงไปในแก้วของคุณอีกแล้วค่ะ...
               มือที่จับแก้วทรงสูงยกค้างไว้เช่นนั้นด้วยความตกใจ  สายตาของชายหนุ่มมองเลยขอบแก้วไปยังนิศารัตน์  เห็นเธอกำลังจ้องเขาแบบลุ้นให้ดื่มเต็มที !
               เพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง...ธามเมธีค่อย ๆ ลดวัตถุทรงสูงในมือลง พลางถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ตำรวจสาวอยู่กับเขาในตอนนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นชายหนุ่มก็ไม่รู้ว่าเจ้าของบริษัทเสื้อผ้าคิดจะทำอะไรกับเขากันแน่...
               “อ้าว!  ทำไมไม่ดื่มล่ะคะ”  นิวเยียร์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงน
              “ผมไม่อยากดื่มแล้วครับ”  ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  “ผมง่วงแล้วครับ  ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะครับ”
              นิศารัตน์อยากจะร้องไห้ออกมาดัง ๆ...แผนของเธอกำลังจะพังทลายลงไปในพริบตา ไม่รู้ว่าอะไรมาทำให้เขาเปลี่ยนใจ...แต่ผู้หญิงอย่างเธอไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอก !
              “ว้า !...เสียดายจัง  น้ำพันช์แก้วนี้นิวเยียร์สั่งมาให้คุณโดยเฉพาะเลย”  หญิงสาวแสร้งตีหน้าเศร้า  พลางก้มหน้างุด 
             “ถ้าคุณนิวเยียร์เสียดาย  ผมก็...ยกแก้วนี้ให้คุณครับ”  เขาว่า พลางเลื่อนเครื่องดื่มไปยังฝั่งตรงข้าม  
             นิศารัตน์ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง 
             ...หมดกัน !  แผนที่จะลากธามเมธีขึ้นเตียง  ต้องพังลงอย่างไม่เป็นท่า  น่าเจ็บใจยิ่งนัก…
             “อ้าว !  ไม่ดื่มละค่ะ คุณนิวเยียร์ หรือว่า...คุณใส่อะไรลงไปในแก้วคะ ?”  หนูญ่าเค้นเสียง  พลางจับจ้องไปยังนัยน์ตาอันแสนงดงามของเจ้าของงานแฟชั่น
             “เปล่าค่ะ !”  อีกฝ่ายปฏิเสธพัลวัน  พลางจำต้องดื่มน้ำพันช์ส้มสับปะรดหวานฉ่ำอย่างเสียไม่ได้
             ทันทีที่น้ำผลไม้ไหลผ่านลำคอขาวผ่อง  เจ้าหล่อนก็รู้สึกปวดศีรษะอย่างแรง  เธอมองไปยังธามเมธีแล้วสะบัดศีรษะไปมา  สักพักเธอก็อ้าปากหาว  และสายตาของหญิงสาวก็พร่าเลือนลงเรื่อย ๆ 
            ...เธอโดนฤทธิ์ยาสลบของตนเองเข้าให้แล้ว !  เวรกรรมมันมีจริง...
            “คุณนิวเยียร์ !  นี่คุณคิดจะวางยาสลบผม  แล้วลากผมขึ้นห้องใช่ไหม...คุณทำแบบนี้ได้ยังไง !” ผู้บริหารหนุ่มโพล่งกึ่งต่อว่า
            “คุณทำแบบนี้ อย่านึกว่าคุณธามจะไม่รู้นะคะ”  ตำรวจสาวพราวเสน่ห์เอ่ยเสียงเย็นประดุจอยู่ใจกลางขั้วโลกเหนือ
            “ใช่ ผู้ชายไม่ได้โง่ทุกคนนะ คุณนิวเยียร์ !” เขาชี้หน้าผู้ประสงค์ร้ายอย่างไม่ไว้หน้า
            “เราไปกันเถอะ  หนูญ่า” ชายหนุ่มบอก หลังจากจ่ายเงินค่าอาหารเรียบร้อยแล้ว พลางเดินออกจากห้องอาหารไปพร้อมกับตำรวจสาว  โดยไม่เหลียวหลังกลับมามองเธอแม้แต่น้อย 
            นิศารัตน์กลับเข้าห้องพักของเธอด้วยความเจ็บใจ  ที่โอกาสในการมีความสัมพันธ์กับชายหนุ่มมหาเศรษฐีต้องพังทลายลงไป
           ...แต่ไม่เป็นไรผู้ชายยังมีอีกเยอะ  คนนี้ไม่ได้ก็ยังมีคนต่อไป... 

 

ธามเมธีพาทิพยดาไปที่บริเวณดาดฟ้าของโรงแรม  เมื่อทั้งคู่มองไปยังเบื้องล่างพลันเห็นแสงไฟวิบวับในยามค่ำคืน  และเห็นทะเลเป็นสีดำ เพราะพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปหลายชั่วโมงแล้ว 
              บรรยากาศในยามนี้ช่างร่มรื่นยิ่งนัก  ด้วยมีต้นไม้นานาพันธุ์เรียงรายกันเป็นทิวแถว  สายลมในยามราตรีช่างเย็นสบายเหลือเกิน  หนูญ่าเอนศีรษะซบลงที่ไหล่ของชายหนุ่ม  ส่วนธามเมธีก็พินิจดวงหน้าของหญิงสาวด้วยความชื่นชม  เธอเป็นดั่งหยาดฝนที่โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า ให้หัวใจของเขาชุ่มฉ่ำ กระชุ่มกระชวย เขารู้สึกดีอย่างมากที่มีหญิงสาวผู้นี้เข้ามาชิดใกล้  และร่วมฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ  ไปด้วยกัน
            ชายหนุ่มปล่อยให้ตำรวจสาวซบไหล่  โดยที่เขาไม่ได้ขยับเขยื้อนตัวแม้แต่น้อย  ด้วยเกรงว่าเธออาจสะดุ้งตื่นขึ้นมาได้ สายลมพัดพากลิ่นเรือนผมของหญิงสาวข้างกายอันหอมละมุนเข้าสู่จมูกของธามเมธี เขาเผลอสูดกลิ่นเรือนผมเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว  และรู้สึกสดชื่น  มีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก…
               จนเขารู้สึกว่ามืออันบอบบางของเธอกอดคอของเขาเอาไว้แน่น 
              “อุ่นจัง  ทำไมวันนี้หมอนอุ๊นอุ่นกว่าทุกวันนะ”  หญิงสาวละเมอ พลางหอมซอกคอของชายหนุ่มหลายฟอด เพราะคิดว่าคอของเขาเป็น  หมอน  จริง ๆ 
              สักพักใหญ่ทิพยดาก็รู้สึกตัว  เธอตื่นขึ้นมาพลันพบว่าตัวเองกำลังเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของผู้บริหารหนุ่ม
             ...เธอหลับไปนานเท่าไรก็ไม่รู้  เขาคงเมื่อยตายเลย  และเธอก็เขินแย่  ที่ให้เขาเห็นเธอในสภาพนี้ !...
             ชายหญิงทั้งสองลุกจากเก้าอี้ตัวยาวพร้อมกัน สายลมซึ่งโรยรินทำให้เสื้อยืดสีดำของหญิงสาวและเสื้อสูทของชายหนุ่มระบัดไหว 
             พึ่บพั่บ !
             ทั้งคู่กางแขนรับความเย็นสดชื่นด้วยอารมณ์ที่แจ่มใส…
            ทิพยดามีความสุขที่ชายหนุ่มพาเธอมาเดินเล่นที่นี่  นับเป็นครั้งแรกของเจ้าหล่อนที่ได้ใกล้ชิดกับผู้ชายที่ไม่ใช่ตำรวจขนาดนี้  เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา  เธอแทบไม่ได้ไปเที่ยว  หรือพักผ่อนตามสบายเลย  ถึงแม้จะได้ไปต่างจังหวัด  ที่พักบรรยากาศดีแค่ไหน  แต่เธอก็ไม่มีโอกาสได้นั่งชิลชิล  ปล่อยอารมณ์สักครั้งเดียว ด้วยเธอเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งต้องออกตามจับผู้ร้ายมาดำเนินคดี  หญิงสาวจึงแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย
          เจ้าหล่อนเล่าเหตุการณ์ในวันนี้  ที่ลูกน้องของเธอบุกไปจับเสี่ยพินิจตามที่ได้รับรายงานจากสายข่าว  แต่ก็พบกับความล้มเหลว  เพราะไม่มีวี่แววของหัวหน้าแก๊งนันทิที่ทางตำรวจต้องการตัวเลย  ยิ่งลูกน้องของมันที่ถูกจับได้  ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่  และฆ่าตัวตายเพื่อปกป้องเจ้านายด้วยแล้ว  ทำให้ตอนนี้หญิงสาวมืดแปดด้านไปหมด
             “อะแฮ่ม ๆ !  ที่นี่คือประเทศอินเลิฟ  ดินแดนที่มีแต่ความรักและความสุข...เรื่องอะไรที่หนูญ่าทุกข์ใจก็ทิ้งมันไปให้หมด แล้วดื่มด่ำกับบรรยากาศตรงหน้าดีกว่าครับ”  ธามเมธีเก๊กเสียงหล่อ เพื่อให้เธอคลายกังวลและมีรอยยิ้ม
            เขาเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้หญิงสาว  แล้วใช้นิ้วยกมุมปากของเธอขึ้นเป็นรอยยิ้ม
            “ยิ้มวันละนิด  หนูญ่าจะสวย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
            “อ้าว ! แสดงว่าวันอื่นหนูญ่าไม่สวยเหรอคะ”  เธอทำปากยื่นหน้างอ พลางสะบัดหน้าหนี  แต่ธามเมธีประคองใบหน้าโฉมสะคราญของหญิงสาวให้กลับมามองที่เขา
           “หนูญ่าสวยทุกวันแหละครับ  แต่ถ้าวันไหนยิ้มจะสวยเป็นพิเศษนะ  รอยยิ้มของหนูญ่า...มีเสน่ห์มาก”  ชายหนุ่มจงใจเน้นคำว่า  มีเสน่ห์
            ถ้อยคำนั้นทำให้หญิงสาวขวยเขินสะเทิ้นอายไม่น้อย  แก้มของเธอแดงปลั่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด... 
           “โอ๊ย !”  ธามเมธีแกล้งร้องเสียงหลง  “ผมปวดไหล่จังเลย  หนูญ่า ช่วยนวดให้ผมหน่อยสิ” น้ำเสียงของเขาออดอ้อนอย่างเห็นได้ชัด
           “ก็ได้ค่ะ คุณธาม”  เธอรับคำอย่างว่าง่าย  พลางวางมือลงบนคอ  บ่า ไหล่ของชายหนุ่ม แล้วลงมือนวดอย่างเบามือที่สุด  “ถึงหนูญ่าจะรู้ว่าคุณธามแกล้งปวดก็เถอะ...แต่ถือซะว่าเป็นการไถ่โทษที่หนูญ่าเผลอนอนหลับซบไหล่คุณก็
แล้วกันค่ะ” 
           “หนูญ่าแอบอ่านความคิดของผมอีกแล้วเหรอเนี่ย”  คุณธามเอ่ยอย่างไม่จริงจังนัก
           “ไม่ได้แอบอ่านก็รู้ค่ะ  ก็อาการของคุณธามมันฟ้องชัดเสียขนาดนี้...เด็กอนุบาลยังดูออกเลย”  เจ้าหล่อนยิ้มขำ
            เมื่อตำรวจสาวนวดจนนักธุรกิจหนุ่มพอใจแล้ว  เธอก็คลายมือออกจากไหล่ของเขา  ทว่าธามเมธีหายอมให้  สาวเจ้าเสน่ห์  ทำเช่นนั้นไม่
            ชายหนุ่มกลับยิ้มเจ้าเล่ห์  พลางเอื้อมมือมากุมมือเรียวของบอดี้การ์ดสาว  ประสานสายตากับอีกฝ่ายด้วยแววตาหวานละมุน
           “ผมขอจับมือหนูญ่าแบบนี้สักพักได้ไหมครับ...มือหนูญ่านุ้มนุ่ม”  เขาว่า พลางถือวิสาสะนอนหนุนตักเธอหน้าตาเฉย
           “คนเจ้าเล่ห์ !”  เจ้าหล่อนแขวะ ทว่าในใจกลับรู้สึกเหนียมอายจนไฮโซหนุ่มรู้สึกได้
           ทิพยดาใช้มือข้างขวาที่ไม่ได้กุมมือของเขา ปัดเส้นผมที่ลงมาปรกหน้าผากของชายหนุ่มให้กลับขึ้นไปทัดบนใบหู
          “คืนนี้บรรยากาศดีนะครับ  หนูญ่า”  ธามเมธีเอ่ยไปพลาง  สบตาเธอไปพลาง
          “ค่ะ อากาศเย็นสบายมาก”  ตำรวจหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดชื่น
          “อุ๊ย !  อุ๊ย !  คุณธาม ดูนั่นสิคะ...วันนี้ดาวสวยจัง” เธอชี้ไปยังดวงดาราที่ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า
          “ไหนครับ หนูญ่า”  ธามเมธีรีบเด้งตัวลุกขึ้นทันที  พลางมองตามนิ้วของเจ้าหล่อน  “อ๋อ จริงด้วยครับ  ดาวสวยมากจริง ๆ”
          จังหวะนั้นหนูญ่าหันกลับมามองคุณธามพอดี  ใบหน้าของชายหญิงทั้งสองจึงแนบชิดกัน  หน้าผากและจมูกชนกัน  สายตาทั้งสองคู่ประสานกันเป็นประกายระยิบระยับ  ไม่ต่างจากดวงดาวที่ส่องแสงวิบวับอยู่ในเวลานี้
          ธามเมธีกับทิพยดาต่างตกอยู่ในภวังค์  ราวกับพวกเขากำลังเป็นพระเอกและนางเอกในนวนิยายหรือละครโทรทัศน์  ที่กำลังจีบกันแบบกุ๊กกิ๊ก  น่ารัก ดูแล้ว  ดีต่อใจ   ไม่น้อย...
          สักพักพวกเขาก็รู้สึกตัว  และรีบผละออกจากกันด้วยความขวยเขินทันที  ทว่าร่างกายของหนูญ่าเกิดอ่อนระทวยจนเธอเกือบเซไปด้านหลัง  ดีที่มือหนาของชายหนุ่มมารวบเอวบางไว้ได้ทัน  จังหวะนั้นจมูกโด่งของคุณธามชนกับ
แก้มนวลของสาวเจ้าพอดี  จนเขาเผลอสูดกลิ่นแก้มของเธอเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
          “ขอโทษครับ หนูญ่า  ผมไม่ได้ตั้งใจ”  คุณธามเอ่ยอย่างละล่ำละลัก  พลางคิดในใจว่า
         ...แก้มของหนูญ่าห๊อมหอม...
         “ไม่เป็นไรค่ะ คุณธาม คุณไม่ได้ทำอะไรเสียหายสักหน่อยค่ะ”  ทิพยดาไม่ถือสา ตรงกันข้ามเธอกลับรู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่เกิดอุบัติเหตุแบบนี้ขึ้น 
         “เอ่อ...อยู่นิ่ง ๆ นะคะ  คุณธาม” เธอเอ่ย
         “ครับ มีอะไรเหรอหนูญ่า ?”
         และหนูญ่าก็ทำในสิ่งที่เขาไม่คาดคิด  คือตำรวจสาวใช้นิ้วเรียวของเจ้าหล่อนแตะที่ริมฝีปากอันอวบอิ่ม พลางวางนิ้วลงบนแก้มใสของชายหนุ่มอย่างนุ่มนวลละมุนละไม
         “หายกันแล้วนะคะ คุณธามหอมแก้มหนูญ่า หนูญ่าก็หอมกลับบ้าง ไม่โกงนะคะ”  เธอเอ่ยด้วยแววตาและน้ำเสียงร่าเริงราวกับเด็กก็ไม่ปาน
         “แหม...หนูญ่าเนี่ยก็ร้ายไม่ใช่เล่นนะครับ  แต่เมื่อกี้ผมใช้จมูกหอมแก้มหนูญ่า  แต่หนูญ่าใช้...”  ธามเมธีชี้ไปที่ริมฝีปาก  “คิดอะไรเกินเลยกับผมหรือเปล่าเนี่ย”  แววตาของเขาเป็นประกายวิบวับ
         “บ้า !  คุณธามก็...หยุดคิดอะไรแบบนั้นเลยนะคะ”  ทิพยดาโพล่งขึ้นมา  พลางชี้หน้าชายหนุ่ม  “เราคุยกันแล้วไงคะ  ว่าตอนนี้เรากำลังศึกษาดูใจกันอยู่...และระหว่างเราจะไม่มีอะไรเกินเลยกันทั้งนั้นค่ะ”  เธอย้ำประโยคสุดท้าย
         “ผมจำได้ขึ้นใจครับ  หนูญ่า...ผมก็แค่ล้อคุณเล่นเท่านั้นเอง”  นักธุรกิจหนุ่มพูดความจริง
         “ก็ดีค่ะ” หญิงสาวว่า  พลางกอดอก  “ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว  หนูญ่าว่าเราสองคนกลับเข้าห้องพักดีกว่าค่ะ...อ้อ...เรานอนคนละห้อง  อย่าลืมนะคะ คุณธาม”
         “ไม่ลืมหรอกครับ หนูญ่า”  ชายหนุ่มยิ้มละมุน
         ซีอีโอหนุ่มแวะส่งตำรวจสาวที่ห้องพักก่อน  โดยก่อนจากกันคุณธามก็ไม่ลืมที่จะส่งมินิฮาร์ทให้หนูญ่าด้วยความห่วงใย  ซึ่งเธอก็ส่งมินิฮาร์ทกลับมาให้เขาเช่นกัน  เพราะช่วงเวลานี้กลิ่นของความรักกำลังฟุ้งกระจายอยู่รอบตัว
ชายหญิงทั้งสอง...และฟุ้งกระจายไปในทุกอณูของหัวใจเลยทีเดียว…

 

เช้าของวันรุ่งขึ้น  ณ ชายหาดส่วนตัวของโรงแรมภาคินธานี ศรีราชา
               “เย้ !  ทะเล สวยจริง ๆ...ไหน ๆ โรงแรมของคุณธามก็มีหาดส่วนตัวแล้ว  หนูญ่าว่าเราไปสูดกลิ่นอายทะเลรับอากาศบริสุทธิ์กันเถอะ”  ทิพยดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
               ชายหนุ่มอดยิ้มไม่ได้  กับอาการลิงโลดของตำรวจหญิง...
               และในช่วงเวลาที่หนูญ่ากำลังเพลิดเพลินกับบรรยากาศอันน่ารื่นรมย์อยู่นั้น  กลับมีใครคนหนึ่งแอบอยู่หลังพุ่มไม้  พลางเล็งวัตถุสีเงินแวววาวไปยังทิศทางของผู้กองสาว !
               ตำรวจสาวกำลังเอาเท้าไปจุ่มน้ำทะเล  พลางมองท้องทะเลอันแสนเวิ้งว้างด้วยความ  ฟิน  และเป็นจังหวะเดียวกับที่หนูญ่าก้มลงไปเก็บเปลือกหอย  เพราะเธอจะเอามันกลับไปเป็นของที่ระลึก  
              “หนูญ่า !  ก้มลงไปกับพื้นเดี๋ยวนี้ครับ  มีคนเล็งปืนมาที่หัวคุณ”  น้ำเสียงของธามเมธีร้อนรนกระวนกระวาย
               ปัง !  ปัง !
              จากนั้นเสียงปืนก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งหาด  เศษเปลือกหอยแตกกระจายกลาดเกลื่อน  สร้างความหวาดผวาแก่ทุกคน
              เพียงเสี้ยวนาทีที่ลูกกระสุนทั้งสองนัด  เฉียดศีรษะของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาวไป  ใจของผู้บริหารหนุ่มก็ลงไปที่ตาตุ่มแล้ว  ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความพรั่นใจ  กลัวว่าเธอจะได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอะไรไปมากกว่านี้
            ...หากมือปืนยิงไม่พลาดละก็  นั่นหมายถึงต้องมีศพหนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่ที่ชายหาดส่วนตัวนี้แล้ว !... 
            “หนูญ่าไม่เป็นอะไรค่ะ  คุณธาม...ขอบคุณนะคะ  ที่ช่วยชีวิตหนูญ่าไว้”  เธอตะโกนขอบคุณเขาสุดเสียง
            จากนั้นเจ้าหล่อนจึงออกตามล่ามือปืนใจโหดคนนั้นทันที  แต่ก็ต้องพบกับความล้มเหลว  เพราะไม่มีวี่แววของผู้ร้ายแม้แต่เงา !
            “ต้องเป็นคนของแก๊งนันทิแน่ ๆ”  ทิพยดาสะบัดเสียงด้วยความโมโห
            ...คิดจะฆ่าฉันทีเผลออย่างนั้นเหรอ  อย่างหวังเลยว่าจะทำสำเร็จ...รู้จักผู้กองหนูญ่าน้อยไปซะแล้ว...  เธอหมายถึงแก๊งโจรกรรมรถยนต์ที่ผู้กองสาวกำลังรวบรวมหลักฐานเอาผิดมันอยู่ 

 

“บ้าที่สุด ! แค่นี้ก็ทำงานพลาด เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ”  หัวหน้าแก๊งสบถ  พลางเงื้อฝ่ามือตบไปที่ใบหน้าของบุรุษร่างกำยำคนหนึ่ง
               “ผมขอโทษครับ  เฮีย ขอโอกาสให้ผมได้แก้ตัวอีกสักครั้งเถอะครับ”  ชายหนุ่มยกมือไหว้ปลก ๆ  พลางขอความเมตตาจากเจ้านาย
               “แกจะไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีกแล้ว  หลับให้สบายนะ ชวกร”  น้ำเสียงเย็นเยียบนั้นไม่ใช่ของ  เฮีย  ที่ฝ่ายนั้นเอ่ยถึงแต่อย่างใด  แต่เป็นเสียงของหญิงสาวร่างอรชรคนหนึ่งที่อยู่ข้างหลังของมือปืนหนุ่มนั่นเอง
                ปัก !  อ๊าก !
               มือบางหยิบมีดสั้นปักเข้าไปที่หลัง แทงทะลุเข้าสู่หัวใจของผู้ที่ทำงานพลาดทันที  จนมันต้องร้องครางออกมาด้วยความเจ็บปวด  ก่อนจะสิ้นลมหายใจไปอย่างน่าอนาถ
               “ฮึ ๆ  เธอเนี่ย  รู้ใจเฮียจริง ๆ  น้ำผึ้ง สมแล้วที่เฮียเก็บเธอมาเลี้ยงตั้งแต่เธอเก้าขวบ”  หญิงสาวที่ชื่อ  น้ำผึ้ง  เป็นเด็กจรจัด  เร่ร่อนไปเรื่อยเปื่อย  จนวันหนึ่งเขาเห็นว่าเด็กคนนี้จะมีประโยชน์กับเขาในวันข้างหน้า  เขาจึงรับเธอมาเป็น
เด็กรับใช้ในบ้าน ก่อนจะฝึกให้เธอเป็นนักฆ่าชุดดำ ที่สามารถฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น โดยที่ไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย 
              “คราวหน้ามือปืนที่จะไปฆ่านางผู้กองทิพยดา  คือเธอนะ น้ำผึ้ง” หัวหน้าแก๊งโจรกรรมรถยนต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
              “รับทราบค่ะ เฮีย”  หญิงสาววัยยี่สิบห้าปี  รับคำเจ้านายด้วยความยินดีและเต็มใจอย่างยิ่ง    

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น