โทรจิต...สะกิดรัก

ตอนที่ 7 : ดีดนิ้วพลิกชะตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 44
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    8 เม.ย. 64

 

 

“ไอ้เตโช...อะ...ไอ้หมาลอบกัด”  ตำรวจสาวเริ่มหายใจไม่ออก  แต่ชั่ววินาทีนั้นเองเธอก็ตัดสินใจใช้ข้อศอกกระทุ้งเข้าที่ท้องน้อยของผู้ร้ายลอบกัดเข้าเต็มรัก  ทว่าฝ่ายนั้นไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“มีแรงแค่นี้เองเหรอ”  มันส่ายหน้า พลางใช้ท่อนแขนกำยำรัดลำคอของหนูญ่าให้แน่นขึ้นไปอีก  “ยอมรับชะตากรรมของเธอเสียเถอะ  คุณตำรวจ”
                   เมื่อลมหายใจของเจ้าหล่อนใกล้ดับลงทุกที  ดวงตาของหนูญ่าก็เริ่มพร่ามัวขึ้นเรื่อย ๆ  แต่ไม่กี่อึดใจทิพยดาก็แลเห็นลังกระดาษขนาดใหญ่อยู่บริเวณโกดัง  และลังกระดาษนั่นก็เป็นทางรอดเดียวของเธอ  แต่มือของหญิงสาวอยู่ห่างจากวัตถุนั้นมาก  จะทำยังไงดีนะ...คิดสิ  คิด...
                     ...ใช่แล้ว เธอต้องลองดีดนิ้วและกะพริบตาพร้อมกัน พลางบังคับให้ลังกระดาษปลิวมายังศีรษะของนายเตโชให้ได้  เธอจึงจะรอดจากความตาย...
                     ถึงแม้หญิงสาวยังไม่แน่ใจว่าเธอจะสามารถดีดนิ้วและกะพริบตาพร้อมกัน  เพื่อ  ควบคุมวัตถุ   ให้เคลื่อนไปยังทิศทางที่ต้องการได้เหมือน  การสะกดจิต  ผู้ชายหรือไม่นั้น  ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาวก็ต้องลองเสี่ยงดู
                     เปาะ !
                    ...ลังกระดาษจงปลิวมาที่หัวของไอ้เตโชเดี๋ยวนี้...
                    สิ้นเสียงดีดนิ้ว  เจ้าวัตถุดังกล่าวก็ลอยละลิ่วมายังกบาลของคนร้ายทันที !
                    “โอ๊ย !” มันร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวดจากแรงกระแทกของลังขนาดใหญ่  หนูญ่าจึงหลุดออกจากการพันธนาการของเตโชในบัดดล ! 
                   “ลังบ้านั่น มันมาจากไหนเนี่ย จะว่าเป็นเพราะลมพัดก็ไม่ใช่” ผู้ร้ายพึมพำออกมาเบา ๆ
               ฝ่ายตำรวจสาวอาศัยจังหวะที่มันยังไม่ทันตั้งตัว  ชกชายฉกรรจ์เข้าที่ท้องน้อยซ้ำอีกครั้ง  จนอีกฝ่ายถึงกับจุกเลยทีเดียว  เท่านั้นยังไม่พอหนูญ่ายังกระโดดขึ้นเหยียบบนขาขวาและไหล่ซ้ายของเตโช  และกระทุ้งศอกลงไปที่หัวของมัน  จนเจ้าวายร้ายลงไปนอนแอ้งแม้งกับพื้นทันที !
                   แต่เตโชยังไม่สิ้นท่าง่าย ๆ  มันล้วงเข็มฉีดยาออกมาจากกระเป๋ากางเกง  หวังแทงไปที่ลำตัวของหญิงสาว  แต่เธอเอี้ยวตัวหลบได้ทัน  และตวัดเท้าเตะเข้าที่ปลายคางของผู้ลอบกัดอย่างเต็มเหนี่ยว !
                  มือปราบสาวกำลังจะใช้กุญแจมือไพล่หลังผู้ร้ายที่สิ้นท่า  ทว่า
                 “ปล่อยนายเตโชเดี๋ยวนี้ !  ไม่งั้นฉันไม่รับประกันความปลอดภัยของตำรวจนายนี้นะ”  ชายร่างยักษ์คนเมื่อกี้ที่เธอเสียท่าให้  กำลังจ่อปืนเข้าที่ศีรษะของจ่าเกรียงไกร
                 ทิพยดาจึงต้องถอยห่างออกมาจากร่างงอก่องอขิงของผู้ร้าย  พลางเจรจากับชายร่างกำยำ
                 “โอเค ๆ  ฉันไม่จับนายเตโชแล้วก็ได้  แต่คุณต้องปล่อยลูกน้องฉันนะ  แล้วเอาตัวหัวหน้าคุณคืนไปเลย”  เธอพูดอย่างใจเย็น
                 จ่าเกรียงไกรอาศัยจังหวะที่ชายร่างยักษ์เผลอ  กระทืบเข้าที่เท้าของมัน  พลางอัดเข้าไปที่จุดยุทธศาสตร์ของผู้ร้าย  จนร่างใหญ่ถึงกับ  จุก  ทรุดลงไปกับพื้นเลยทีเดียว
                 เมื่อคู่หูของเธอปลอดภัย  ผู้กองสาวพลันได้ยินเสียงวัตถุบางอย่างเคลื่อนเข้ามาใกล้ ๆ  สัญชาตญาณของตำรวจบอกให้ทั้งสองรู้ว่า  มันคือระเบิด !
                 ตูม !
                 ทิพยดากับเกรียงไกรกระโดดหลบระเบิดได้ทันท่วงที  และหลังจากเสียงระเบิดเงียบลง  ก็กลับมีเสียงปืนดังระรัวขึ้นมาแทนที่
                 ปัง !  ปัง !  ปัง !
                ชายฉกรรจ์สี่ห้าคนเข้ามายิงคุ้มกันให้หัวหน้าของมันหนีไปได้โดยสะดวก  และชายร่างใหญ่ที่จ่าเกรียงไกรเสียท่าให้ กำลังดาหน้าเข้ามาใกล้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองคน  พลางจ่อปืนหาเป้าหมาย
             เกรียงไกรตัดสินใจถอดรองเท้าของตนเอง  ขว้างไปยังอีกฟากหนึ่ง  เพื่อหลอกล่อให้มันเดินไปอีกทาง  จากนั้นทิพยดาก็หยิบไม้หน้าสามที่อยู่บริเวณนั้นฟาดลงไปที่กลางกระหม่อมของชายร่างยักษ์  จนเลือดไหลออกมาจากบาดแผลของมัน  ผู้บาดเจ็บจึงเกิดอาการคลั่ง  ไล่ต้อนหนูญ่าอย่างไม่ลดละ !
                จนหญิงสาวได้จังหวะ  สไลด์ตัวไปหาหนุ่มร่างใหญ่  พลางหันปากกระบอกปืนไปที่หน้าอกด้านซ้ายของมัน  แล้วเหนี่ยวไก
                ปัง ! ปัง !
                จากนั้นเธอก็กระหน่ำยิงไปอีกหลายนัด  เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะสิ้นท่า  และพอลูกกระสุนหมด  ชายคนนั้นก็ล้มคว่ำหน้าฟาดพื้นทันที !
                ผู้กองสาวหันซ้ายแลขวามองหานายเตโช  แล้วก็เห็นมันกำลังจะวิ่งหนีออกไปจากโกดัง
               “หยุดนะ ไอ้เตโช !”  ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาวขู่ พลางกระโดดลงไปยังชั้นล่าง  แล้วคว้าไม้หน้าสามที่อยู่บริเวณนั้น  ขว้างไปที่ กบาล  ของมัน แม่นอย่างกับจับวาง !
              “โอ๊ย !”  ผู้ร้ายร้องเสียงหลง  และทรุดเข่าลงไปกับพื้น
              “อย่าขัดขืน !  ไม่งั้นฉันวิสามัญฆาตกรรมแกแน่”  เจ้าหล่อนตะคอกเสียงดัง  พลางจ่อปืนไปยังหัวของมัน  คนที่ถูก ปืน  จ่อจึงยอมศิโรราบแต่โดยดี
              แต่แล้วก็มีกระสุนนัดหนึ่งพุ่งเข้ามาที่หัวใจของนายเตโชจากทางด้านบนของตึกสูง  คนถูกยิงชักกระตุก  และแน่นิ่งไปในบัดดล ! 
             ...หัวหน้าแก๊ง คงส่งคนมาเก็บลูกน้องของมัน เพื่อปิดปากสินะ...
             แล้วอีกไม่กี่นาทีต่อมา  ทิพยดากับเกรียงไกรก็ได้ยินเสียงปืนหลายกระบอก  พร้อมกับร่างของผู้ร้ายหลายคนที่หงายหลังตึงลงไปกับพื้น
             หลังจากนั้นตำรวจหลายคนก็กรูกันเข้ามาในโกดัง  เพื่อเคลียร์พื้นที่  ก็พบของกลางเป็นรถยนต์  ซึ่งกำลังถูกแยกชิ้นส่วน เพื่อเตรียมจะส่งไปขายที่ประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก
            “ทางเราพบของกลางที่โกดังแห่งนี้ครับ  ผู้กอง แต่ที่ตู้คอนเทนเนอร์ในบริเวณที่สายข่าวของผู้กองแจ้งมา  กลับไม่พบรถหรูหนีภาษีสักคันเลยครับ  แปลกจริง ๆ” ตำรวจนายหนึ่งรายงานผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาว  “แต่ทางเราก็ไม่มี
หลักฐานเชื่อมโยงถึงหัวหน้าแก๊งนันทิเลยครับ  มีแค่หลักฐานที่ระบุว่านายเตโชเป็นคนคุมที่นี่ครับ  และนายเตโชก็เสียชีวิตไปแล้ว  เราจึงเสียพยานคนสำคัญในคดีไปครับ”
             “เป็นไปได้ยังไงเนี่ย  สายข่าวของฉันไม่เคยทำงานพลาดนะ”  เจ้าหล่อนว่า พลางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย  “เจ็บใจจริง ๆ  นายเตโชอยู่ในมือเราแล้วแท้ ๆ”  ตำรวจหญิงว่า พลางกระทืบเท้าด้วยความแค้นใจ  
         “จากนี้ไปเสี่ยพินิจก็เหลือแต่นายเหมันต์  มือขวาคนสนิทที่มันไว้วางใจให้ทำงานสำคัญ ๆ  เพียงคนเดียวแล้วล่ะสิ”  สาวเจ้ากอดอก  ก่อนพ่นลมหายใจออกมาดังพรืด  “แต่ทางเราก็ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า  เสี่ยพินิจ  เป็นหัวหน้าแก๊งนันทิตัวจริงหรือไม่  มันเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของฉัน  แต่ที่แน่ ๆ คือเสี่ยพินิจต้องเกี่ยวข้องกับแก๊งนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”
          “หรือบางทีเสี่ยพินิจอาจทำงานให้กับใครบางคน ซึ่งอาจจะเป็นนายใหญ่ที่ทางเราต้องการตัวก็เป็นได้นะคะ  ผู้กอง”  ร้อยตำรวจโทหญิงวาสิฏฐี  โคจร หนึ่งในลูกทีมอีกคนของทิพยดา ซึ่งเพิ่งเดินผ่านมาแล้วได้ยินบทสนทนาของผู้กองสาวกับตำรวจสองสามนาย จึงอดแสดงความคิดเห็นออกมาไม่ได้”
           “ก็อาจจะเป็นไปได้นะ  หมวดวิว” ทิพยดาพยักหน้าอย่างคล้อยตาม
       “โอ๊ยยย !  เบา ๆ หน่อยสิ”  เสียงร้องครางของจ่าเกรียงไกรซึ่งถูกเจ้าหน้าที่พยุงตัวออกมา  เนื่องจากสภาพของเขาดูยับเยินมาก  มีบาดแผลฟกช้ำเต็มตัว  และยืนแทบไม่ไหว  เพราะได้รับบาดเจ็บจากการที่ต่อสู้กับชายร่างยักษ์ตรงบันได  นั่นเอง ทำลายภวังค์ความคิดของทุกคนลงโดยพลัน    
          “จ่า !  เป็นไงบ้าง  ไหวมั้ย” หนูญ่าถามตำรวจคู่หูด้วยน้ำเสียงห่วงใย
          “สะ...สบายมากครับ  ผู้กอง” คำตอบของจ่าร่างอ้วนดูแตกต่างจากสภาพในตอนนี้ของเขาอย่างสิ้นเชิง
         “รีบไปโรงพยาบาลเถอะ  จ่า ขอบคุณมาก ๆ  เลยนะ  ที่ช่วยชีวิตฉัน  ไม่งั้นไอ้หนุ่มร่างยักษ์ได้ทุ่มฉันลงไปกับพื้นแน่ ๆ”  เธอบอกจากใจจริง
        “ไม่เป็นไรหรอกครับ  ผมก็อยากให้ผู้กองรีบไปจับไอ้เตโชมาให้ได้  แต่ผมไม่นึกเลยว่ามันจะถูกสั่งเก็บเร็วขนาดนี้” เกรียงไกรเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง พลางส่งยิ้มมุมปากให้ทิพยดา  ก่อนจะถูกนำตัวขึ้นรถพยาบาลไป
        ...อีกไม่นานหรอก  เธอจะต้องรู้ตัวหัวหน้าแก๊งนันทิตัวจริงให้ได้  และจะจับมันมาลงโทษด้วยมือของเธอเอง...  ทิพยดาหมายมาดในใจ 
         แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้ทิพยดารู้ว่าเธอสามารถดีดนิ้วและกะพริบตา  พลางควบคุมสิ่งของให้เคลื่อนย้ายไปมาได้ตามที่ใจของเธอปรารถนา 
        ...ฟังแล้วดูเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ยังไงก็ไม่รู้… 

 

ธดาภรณ์กับธีระ  มารดาและบิดาของธามเมธี  กำลังมองบุตรชายคนโตของพวกเขาที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ที่ห้องนั่งเล่นด้วยแววตาเอ็นดู 
             ความจริงแล้ว ธดาภรณ์แอบสังเกตพฤติกรรมของธามเมธีกับทิพยดามาตั้งแต่วันงานครบรอบสี่สิบปีของโรงแรมในเครือภาคินกรุ๊ปแล้ว  เธอสังเกตเห็นแววตาของบุตรชายยามที่มองหนูญ่าร่ายรำในชุดไทยบนเวที  และทั้งสองยังลงมาคุยเล่นกันอย่างสนิทสนม ที่สำคัญลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอยังมอบเข็มกลัดโลหะ  ซึ่งเป็นของที่ระลึกให้กับแขกผู้มีเกียรติ์ที่มาร่วมงานให้กับตำรวจสาวคนนี้ด้วย
               ...ซึ่งผู้เป็นแม่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่า  ชายหญิงทั้งสองนั้นมีใจให้กันอย่างแน่นอน !...
            หลังจากวันนั้น ธดาภรณ์ก็ลองสืบประวัติของผู้หญิงคนนี้ดู ก็พบว่าเธอเป็นถึงร้อยตำรวจเอกหญิงที่มีประวัติการจับผู้ร้ายในคดีใหญ่ ๆ  มามากมาย  ทำให้หล่อนอึ้งไปเหมือนกัน  แต่ผู้เป็นมารดาก็รู้ว่าบุตรชายคนโตของตนยังไม่ได้ให้ทิพยดาอยู่ในฐานะคนรัก  แต่เขากำลังศึกษาดูใจกับผู้กองสาวคนนี้อยู่  เพราะธามเมธีเป็นคนรอบคอบและมองการณ์ไกล  ที่ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ก่อนว่า  หนูญ่าจะมาหลอกลวงหรือแสวงหาผลประโยชน์จากเขาหรือไม่  และเขากับเธอนั้นเกิดมาเพื่อกันและกันจริง ๆ  ใช่ไหม ?...

 

วันรุ่งขึ้น  ผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมถึงกับประหลาดใจเมื่อฟังสิ่งที่ทิพยดาเล่าให้เขาฟัง
                 “ว่ายังไงนะครับ หนูญ่าสามารถควบคุมสิ่งของให้เคลื่อนย้ายไปตามที่ใจคุณต้องการได้  โดยการดีดนิ้วและกะพริบตาพร้อมกันเหรอครับ”
                 “คุณธาม ไม่เชื่อหนูญ่าใช่ไหมคะ ?...ถ้างั้นหนูญ่าจะพิสูจน์ให้คุณเห็นเองค่ะ”  เจ้าหล่อนว่า พลางมองไปยังตะกร้าหน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์  แล้วดีดนิ้วพร้อมทั้งกะพริบตาพร้อมกัน
                  เปาะ !
                 ตะกร้าที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ  ลอยขึ้นไปบนอากาศอย่างรวดเร็ว  ธามเมธีเห็นเช่นนั้นถึงกับอ้าปากค้างเลยทีเดียว
                 “มะ...ไม่น่าเชื่อ”  ธามเมธีเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก
                 “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ”  หนูญ่าว่า พลางเขยิบใบหน้าหวานซึ้งเข้ามาใกล้ “หนูญ่าทำได้  คุณธามก็ต้องทำได้แน่นอนค่ะ”
                 “คิดอย่างนั้นเหรอ  หนูญ่า !”
           “ก็คุณธามกับหนูญ่าอยู่ในเหตุการณ์ฟ้าผ่าลงคลองด้วยกันนี่คะ  แต่พวกเราดำลงไปใต้น้ำก็เลยรอดมาได้ไงคะ”  ทิพยดาอธิบาย “ลองดูสิคะ !” หญิงสาวบุ้ยใบ้ไปยังชายร่างสูงคนหนึ่งที่นอนเอกเขนกคนเดียวอยู่บนโซฟา  อย่างสบายอารมณ์  “หนูญ่าจะให้ผมใช้  พลังจิต  ยกโซฟาตัวที่ชายคนนั้นนอนอยู่  ขึ้นจากพื้นเหรอครับ ?”  เขาเอียงคอถาม
                “ก็ใช่น่ะสิคะ ลองดูก็ไม่เสียหายอะไรนี่คะ” เธอท้า
                “ก็ได้ครับ” ชายหนุ่มว่าดังนั้นแล้ว  เขาจึงดีดนิ้วและกะพริบตาพร้อมกัน
                ...โซฟา  จงยกขึ้น  ยกขึ้นจากพื้นเดี๋ยวนี้...
                  เอี๊ยด !
                 เสียงโซฟาเสียดสีกับพื้นดังสนั่น  ชายร่างใหญ่ที่กำลังนอนหลับอย่างมีความสุข  พลันลืมตาตื่นขึ้นมาทันที  แล้วเขาก็แทบช็อก  เมื่อพบว่า
                 ...โซฟาที่เขานอนอยู่  มันลอยขึ้นเองได้  โดยไม่มีใครยกมันขึ้นเลยสักคนเดียว !...
                 เห็นเช่นนั้นแล้ว  ธามเมธีจึงรีบควบคุมโซฟาให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมอย่างรวดเร็ว  ก่อนที่คนอื่นเห็นแล้วจะแตกตื่นกันไปหมด !
                 โชคดีที่ช่วงนั้น  ผู้คนยังไม่พลุกพล่าน จึงไม่ค่อยมีใครสนใจเสียงของชายหนุ่มที่ตกใจกับเหตุการณ์สุดมหัศจรรย์นี้สักเท่าไร มีเพียงพนักงานของโรงแรมสองสามคนที่เข้ามาดูแลเขา  พอลูกค้าหนุ่มเอ่ยว่า 
                 “ซะ..ซะ...โซฟามันลอยขึ้นจากพื้นเองได้”  พนักงานต่างก็กลั้นขำอย่างสุดความสามารถ  และบอกกับชายหนุ่มว่า  คุณลูกค้าคงฝันไปเองค่ะ
                 “ฝันเฝินที่ไหน ผมไม่ได้ฝัน นี่คุณหาว่าผมเป็นบ้าใช่ไหม” เขาโวยวาย พลางกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว
                 ธามเมธีเห็นเช่นนั้น  จึงรู้สึกผิดขึ้นมาครามครัน  ที่ตนเองทำให้ลูกค้า  ช็อก  ไปแบบนั้น
                 “ไม่เป็นไรหรอกน่า  คุณธาม คิดซะว่าเราปลุกเขาให้ตื่นก็แล้วกันเนอะ นอนกินบ้านกินเมืองแบบนี้มันไม่ดีนะคะ  นี่เราช่วยเขาอยู่นะเนี่ย”  ทิพยดาแถไปตามเรื่อง 
                 ธามเมธีจึงพึมพำออกมา  “ไม่เบาเลย”
                 “อ้าว !  ไม่กลัวเป็นนิ่วเหรอคะ  คุณธาม”  หนูญ่ายื่นหน้าเข้ามาใกล้ชายหนุ่ม พลางยิ้มกวน ๆ 
                 “กวนได้โล่จริง ๆ นะ  หนูญ่า”  เขาว่า  พลางชี้หน้าเธออย่างไม่จริงจังนัก

 

บ่ายคล้อยของวันเดียวกัน  ในห้องทำงานของประธานบริษัทในเครือภาคินกรุ๊ป
                  ธามเมธีกำลังครุ่นคิดกับคำเตือนของทิพยดาว่าให้เขาระวังกรรัมภา  เลขา ฯ สาวของเขาเอาไว้ให้ดี  เพราะหนูญ่าเห็นเธอคุยโทรศัพท์และมองมาที่เขา  ก่อนที่โคมไฟระย้าจะหลุดออกมาจากเพดานในบริเวณที่เขายืนอยู่ 
                  ...คงเป็นเรื่องบังเอิญละมั้งที่คุณภาไปคุยโทรศัพท์อยู่แถวนั้นพอดี  หนูญ่าคงเป็นห่วงเรามาก  เลยคิดไปเอง  ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณภาคิดจะทำร้ายเขาเลยสักนิดเดียว...
                เสียงอินเตอร์คอมบนโต๊ะทำงานของผู้บริหารหนุ่มดังขึ้น  เสียงนั้นเป็นของกรรัมภา  เลขา ฯ สาวของเขานั่นเอง  เธอนำผลประกอบการของโรงแรมในไตรมาสที่แล้วมาให้เจ้านายของเธอดู  เพื่อที่ธามเมธีจะได้ปรับปรุงวิสัยทัศน์ รวมถึงแผนงานสำหรับบริหารกิจการของโรงแรมในเครือ  ให้เปลี่ยนไปตามสภาพสังคมในยุคปัจจุบัน...
                  “พักนี้ คุณภาดูเครียด ๆ นะครับ” ธามเมธีเอ่ย  พลางจับจ้องมายังใบหน้าของเลขา ฯ สาว
                  “คะ ก็มีเรื่องคิดนิดหน่อยอะค่ะ” กรรัมภาตอบเสียงอุบอิบ
                  “ถ้าคุณภามีปัญหาอะไร  ปรึกษาผมได้นะ”  เจ้านายหนุ่มทอดเสียงอ่อนโยน  ทว่าแววตาบ่งบอกว่ากำลัง  จับผิด    อย่างเห็นได้ชัด
                 “ไม่เป็นไรค่ะ คุณธาม  ภาจัดการกับปัญหาได้  ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกค่ะ”  ริมฝีปากสีชมพูระบายยิ้มเจื่อน ๆ ออกมา  บ่งบอกว่า  ปัญหาไม่ได้เล็ก   อย่างที่เธอเอ่ยวาจาออกมาแม้แต่น้อย
                 “โอเค คุณมีอะไรก็ไปทำเถอะครับ คุณภา” 
                  คล้อยหลังกรรัมภาแล้ว  ธามเมธีก็ย้อนกลับมาคิดทบทวนอีกครั้ง  เมื่อสักครู่เขากลับไม่ได้ยินเสียงความคิดของเลขานุการสาวแม้แต่น้อย  แสดงว่าตอนที่เธออยู่กับเขา  เจ้าหล่อนไม่ได้คิดเรื่องอะไรเลย  นอกจากเรื่องงานเท่านั้น...
                  แต่ทำไมสีหน้าของหญิงสาวถึงดูหมองหม่นอย่างเห็นได้ชัด  ซึ่งปกติแล้วเธอเป็นคนมองโลกในแง่ดี  อยู่ด้วยแล้วสบายใจ  และมีความสุขกับชีวิตในทุก ๆ วัน...
                  ...เลขา ฯ สาว ต้องมีปัญหาอะไรแน่ ๆ และจะเกี่ยวกับวันที่เขาถูกปองร้ายหรือเปล่า  ชายหนุ่มก็สุดรู้...
                  ทว่าไม่กี่อึดใจ  ธามเมธีก็นึกขึ้นได้ว่าหนูญ่าสามารถ  สะกดจิต   ผู้ชายให้ทำตามในสิ่งที่เธอต้องการได้  โดยการดีดนิ้วและกะพริบตาพร้อมกัน...ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็ต้อง  สะกดจิต   ผู้หญิงได้  ด้วยวิธีการเดียวกับหนูญ่าสิ...
                  จริงด้วย  ทำไมเขาไม่ลอง สะกดจิต  คุณภาให้เผยความลับของเธอออกมาละ  จะได้เป็นการพิสูจน์ด้วยว่าเธอใช่คนร้ายที่ทำร้ายเขาหรือเปล่า ?

 

ธามเมธีตัดสินใจนัดกรรัมภาออกมาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านรัตนาธิเบศร์  จังหวัดนนทบุรี  เพื่อต้องการล้วงความลับที่เลขานุการสาวปกปิดเขาเอาไว้  ว่าเกี่ยวข้องกับเขาหรือเปล่า  ถ้าไม่เกี่ยวก็ดีไป  เขาจะได้สะกดจิตให้เธอลืมเรื่องที่พวกเขาคุยกันไปเสียเลย...
                    ...ทว่าถ้าความลับของเจ้าหล่อนมาเกี่ยวข้องกับคนร้ายที่หมายเอาชีวิตเขาละ  ชายหนุ่มจะทำเช่นไร !...
                    เมื่อหญิงสาวมาถึงที่ร้าน  บริกรก็พาเธอไปที่โต๊ะอาหารซึ่งธามเมธีมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว
                    “รอนานไหมคะ คุณธาม ?” เธอถามด้วยความเกรงใจเจ้านาย
                    “ไม่นานเท่าไรหรอกครับ”  ซีอีโอหนุ่มยิ้มทักทาย  “เรามาสั่งอาหารกันก่อนดีไหมครับ ?”
                    “ก็ดีค่ะ ตอนนี้ภาหิวมากเลย  ท้องร้องจ๊อก ๆ แล้วค่ะ”  เจ้าหล่อนว่า  พลางรีบหยิบเมนูมาอ่านทันที
                     ธามเมธีคิดจะรอเวลาให้กรรัมภาเผลอ  แล้วเขาค่อยดีดนิ้วและกะพริบตา  เพื่อสะกดจิตเธอให้คลายความลับออกมา !
                     เมื่ออาหารมาเสิร์ฟบนโต๊ะ  เลขาสาวก็สนใจกับอาหารที่ดูแล้วน่าจะเอร็ดอร่อยอยู่ไม่น้อย  ซึ่งตอนนี้ละเป็นโอกาสเหมาะแล้วที่เขาจะทำตามแผนที่วางเอาไว้ !
                    ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะทำในสิ่งที่คิดเอาไว้  เธอก็ตักเนื้อปลาชิ้นใหญ่ใส่จานให้เขา
                    “ทานเยอะ ๆ นะคะ คุณธาม”
                    เมื่อหญิงสาวแสดงความมีน้ำใจให้กับเจ้านายอย่างเขา  ชายหนุ่มจึงยังไม่กล้าสะกดจิตเธอในเวลานี้...รอไปก่อน  ยังมีเวลาอีกเยอะน่า...
                    หลังจากชายหญิงทั้งสองรับประทานอาหารไปได้สักพัก  เสียงโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋าสะพายของกรรัมภาก็ดังขึ้น
                    “สวัสดีค่ะ ฉัน...”  พูดไปได้สักพัก  หญิงสาวก็ขอตัวไปคุยโทรศัพท์ด้านนอก
                    ซึ่งธามเมธีก็แอบตามเลขานุการสาวไปอย่างห่าง ๆ  และผู้บริหารหนุ่มก็ตั้งสมาธิเพื่อจะฟัง  เสียงความคิด  ของหญิงสาวได้อย่างชัดเจน  ในที่สุดชายหนุ่มก็ได้คำตอบที่เขาต้องการ
                     กรรัมภาไม่ใช่คนที่คิดจะทำร้ายเขาแต่อย่างใด   ทว่าความลับของเธอก็ทำให้คนจิตแข็งอย่างเขาขนลุกซู่  ตัวแข็งทื่อราวกับรูปสลักไปหลายวินาทีเลยทีเดียว !

 

หญิงวัยราวห้าสิบปีใส่หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า  เปิดประตูเข้ามายังห้องพักของคนไข้รายหนึ่ง  และมองไปยังหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงอย่างชิงชัง  พลางเพิ่มความเร็วของสายน้ำเกลือให้มากขึ้น  จนร่างกายของคนไข้ชักกระตุก 
                      “นี่คุณ ทำอะไรน่ะ !”  นายแพทย์หนุ่มคนหนึ่งตะโกนด้วยเสียงอันดังก้อง
                      ผู้คิดร้ายต่อคนไข้จึงวิ่งพรวดพราดออกจากห้องไปทันที  และคุณหมอก็รีบปรับน้ำเกลือของคนไข้สาวให้กลับสู่ระดับปกติ  ทำให้หญิงสาวบนเตียงรอดชีวิตอย่างหวุดหวิด...
                      “โชคดีที่ผมเข้ามาดูอาการของคุณในเวลานี้  ไม่งั้นผมคงเสียใจไปตลอดชีวิตแน่...คุณรัญชิดา!”  ชายที่สวมเสื้อกาวน์พึมพำกับสตรีที่นอนหลับเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่บนเตียง  ด้วยน้ำเสียงโล่งใจ
                      หนุ่มคนนั้นคือ นายแพทย์บุรี  มีพร้อม  หรือ  คุณหมอเบิร์ธเดย์  ซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของไข้ของ  คุณรัญชิดา  ฟ้าคราม  ที่นอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ในขณะนี้
                      โดยคนไข้สาวรายนี้เป็นผู้มีพระคุณของเขาที่ช่วยพา  พัชริน  มารดาของชายหนุ่มที่ประสบอุบัติเหตุถูกรถชน  ในระหว่างที่เขากำลังศึกษาอยู่ต่างประเทศมาส่งโรงพยาบาล  และเธอยังใจดีช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้กับแม่
ของเขาอีกด้วย  จึงทำให้พัชรินมีชีวิตอยู่ได้มาจนถึงปัจจุบันนี้  เมื่อชายหนุ่มได้มาเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพ ฯ  แล้วทราบว่าหญิงสาวนอนไม่ได้สติอยู่ที่นี่  จึงรับเธอมาเป็นเจ้าของไข้  และดูแลเจ้าหล่อนอย่างดีที่สุด  หวังว่าสักวันผู้มีพระคุณของเขาจะฟื้นคืนสติขึ้นมา ! 

 

ว๊ายยย ! 
                         เมื่อธามเมธีเข้าไปในห้องน้ำของร้านอาหาร  เขาก็เจอทิพยดาที่ร้องกรี๊ดเสียงดังราวกับปรอทแตก ! เมื่อเห็นว่าเป็นห้องน้ำชายที่มีโถปัสสาวะเรียงรายอยู่  และมีชายหนุ่มหลายคนยืนอยู่ในห้อง
                        “ขอโทษค่ะ ฉันเข้าห้องน้ำผิดค่ะ” หนูญ่าว่า  พลางยกมือไหว้ปลก ๆ ด้วยความเขินอาย
                        “หนูญ่า  มาทำอะไรที่นี่ครับ”  ซีอีโอหนุ่มถามด้วยความดีใจ 
                        “หนูญ่ามาทำคดีสำคัญแถวนี้ค่ะ  เลยแวะมากินข้าวเย็นที่นี่  ก่อนกลับกะจะเข้าเข้าห้องน้ำสักหน่อย  แต่ดั๊น...เข้าห้องน้ำผิดน่ะสิคะ” ตำรวจสาวอธิบายเสียงอุบอิบ  “หนูญ่านี่แย่จริง ๆ เลย”
                        “อย่าโทษตัวเองสิครับ  หนูญ่า คนเรามันผิดพลาดกันได้ครับ” คุณธามว่า  พลางพาผู้กองสาวออกจากห้องน้ำชายไปอย่างรวดเร็ว

 

“พอหนูญ่าเข้ามาที่ร้านนี้  ก็เห็นคุณธามนั่งกินข้าวอยู่กับเลขาสาวของคุณแล้วค่ะ”  ทิพยดาเปิดประเด็น  แววตาจับผิดอย่างเห็นได้ชัด
                        “ที่ผมมากินข้าวกับคุณภาวันนี้  เพราะผมต้องการล้วงความลับจากเธอว่าเกี่ยวข้องกับคนร้ายหรือเปล่า  โดยการสะกดจิต  เหมือนที่หนูญ่าเคยทำนั่นละ  ผมคิดกับคุณภาแค่เพื่อนจริง ๆ นะครับ”  ชายหนุ่มพูดความจริง
                        “แล้วตอนนี้เลขาคุณอยู่ไหนแล้วล่ะคะ ?”  เธอแกล้งเชิดหน้าใส่เขา
                        “กลับไปแล้วครับ พอดีคุณภาบอกว่ามีธุระด่วนครับ”
                        “แล้วคุณสะกดจิตเธอได้หรือเปล่าคะ ?”  ม่านตาของหนูญ่าขยายใหญ่ขึ้นทันที
                       “ผมยังไม่ได้สะกดจิตคุณภาครับ  เพราะผมไม่กล้าทำ  เธอเองก็เป็นเหมือนเพื่อนผมคนหนึ่ง...แต่ผมรู้ความลับที่คุณภาซ่อนไว้หมดแล้วนะครับ”  สีหน้าและน้ำเสียงของธามเมธีแลดูลำบากใจ
                       “แล้วคุณธามรู้ความลับเธอได้ยังไงคะ  เธอยอมบอกคุณเองเหรอ ?”
                       “ไม่ใช่ครับ ผมยังไม่ได้คุยกับคุณภาเรื่องนี้เลย แต่ผมได้ยินเสียงความคิดของเธอ ตอนที่เธอขอปลีกตัวไปคุยโทรศัพท์ด้านนอกอะครับ”
                       “สรุปว่าเธอเกี่ยวข้องกับคนร้ายไหมคะ ?”  แววตาและน้ำเสียงของเธอดูกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด
                       “ไม่เกี่ยวครับ คุณภาไม่เกี่ยวข้องกับคนร้ายเลย แต่ความลับของเธอก็ทำให้ผมขนพองสยองเกล้าไม่น้อยเลย”  เขาเอ่ยเสียงสั่น
                      “ความลับอะไรเหรอคะ ?”
                      “คือ...ทำใจให้ดี ๆ ก่อนครับ  หนูญ่า” ธามเมธียังไม่กล้าเอ่ยให้หญิงสาวฟัง
                      “อย่ามัวลีลาสิคะ  คุณธาม หนูญ่าเป็นตำรวจนะคะ  อย่าลืมสิ...ไม่ว่าเรื่องอะไร...หนูญ่าก็ไม่หวั่นหรอกค่ะ”  ทิพยดาเอ่ยด้วยความมั่นใจ
                      “โอเคครับ หนูญ่า  คือ...คุณภา  เธอเป็นคนวางแผนฆ่าเลขา ฯ คนเก่าของผมครับ”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น