โทรจิต...สะกิดรัก

ตอนที่ 6 : อึ้ง ทึ่ง ว้าว !

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    8 เม.ย. 64

 

 

 

ธามเมธีรอฟังคำตอบจากหญิงสาวอย่างใจจดใจจ่อ  เขาเห็นเธอลังเลอยู่นาน  ก็เริ่มใจเสีย จนเมื่อทิพยดาเอ่ยกับเขาว่า
                  “หนูญ่าว่าคุณธามควรจะเปลี่ยนคำถามใหม่นะคะ ?”
                 “หือ !  ทำไมเหรอครับ”  ชายหนุ่มฉงน
                 “ก็คุณธามควรจะถามหนูญ่าว่า  เรามาลองทำความรู้จักกันให้มากขึ้นกว่านี้ไหม  น่าจะดีกว่านะคะ”  เจ้าหล่อนว่า พลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ผู้บริหารหนุ่ม
                 “หนูญ่า !”  ธามเมธีเบิกตาโตอย่างตกตะลึง   “นี่คุณตอบตกลงผมแล้วใช่ไหม ?”
                 “ยิ่งกว่าใช่อีกค่ะ”  ตำรวจสาวพยักหน้า  “ฉันจะลองศึกษาดูใจกับคุณค่ะ  แต่ระหว่างเราจะไม่มีอะไรเกินเลยกันนะคะ”  เจ้าหล่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส
                 “ครับ ผมก็คิดไว้แบบนั้นอยู่แล้ว  เพราะเราสองคนเพิ่งรู้จักกันไม่นานเอง  ถ้าผมขอหนูญ่าเป็นแฟนเลยมันจะเร็วเกินไปน่ะครับ”  สีหน้าและแววตาของเขาแลดูอ่อนโยน
                ไม่พูดเปล่า ชายหนุ่มยังกุมมือเธอไว้ด้วยความนุ่มนวล แววตาบ่งบอกถึงความจริงใจที่มีต่อหญิงสาวอย่างชัดเจน  “ผมจะไม่ทำให้หนูญ่าผิดหวังในตัวผมเป็นอันขาดครับ”
                 ทิพยดารู้สึกอิ่มเอมในหัวใจ  เมื่อได้ยินคำพูดและการกระทำของเขา
                 ...เขาเป็นผู้ชายคนแรกที่เธออยู่ด้วยแล้ว  รู้สึกปลอดภัย และมีความสุขมากเหลือเกิน... 

 

สามวันต่อมา  ธามเมธีพาธีระ ธดาภรณ์  ธีธัช  และธีรฉัตร เข้ามาในห้องของเขาซึ่งอยู่ชั้นบนสูงสุดของโรงแรมภาคินธานี  ทุกคนอดชื่นชมกับภาพตรงหน้าไม่ได้  เพราะสภาพห้องและข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นยังดูใหม่เอี่ยม  ห้องที่เขาอยู่จัดว่า
หรูทีเดียว  ห้องรับแขกกว้างมาก  จัดโซฟาเป็นรูปตัวแอล  รวมถึงโทรทัศน์จอแบนเครื่องใหญ่ติดอยู่ที่ผนัง  ส่วนห้องนอนมีถึงสองห้อง  แต่ละห้องนั้นกว้างพอควร  และมีห้องน้ำอยู่ในตัวด้วย  พื้นกระเบื้องในห้องน้ำยังดูแวววาว  แทบไม่มีคราบดำติดอยู่เลย
                  ธีระเบนสายตาไปที่รูปถ่ายครอบครัวซึ่งติดอยู่บนฝาผนังในห้องนอน  โดยภาพซ้ายมือคือธีระ  ผู้เป็นบิดา ขวามือ  คือธดาภรณ์  ผู้เป็นมารดา ส่วนตรงกลางสามคน  คือ  ธามเมธี ธีธัช  และธีรฉัตร  ลูก ๆ ทั้งสามคนของพวกเขา
นั่นเอง 
                  “โห !  ตาธามกับตาทิว ล้อหล่อ  ดูเหมือนพระเอกละครมากเลย !  ส่วนยายเทียรา  ก็ตัวเล็ก ผมดำยาวสลวย  ดูน่ารัก  สดใสดี”  ธดาภรณ์ภูมิใจกับรูปลักษณ์ของลูก ๆ  ทั้งสาม 
                 “เห็นลูก ๆ แล้วก็คิดถึงพ่อกับแม่ของเราเนอะ” ธีระหมายถึง  ปู่  ย่า ตา  ยาย  ของลูกทั้งสามคน 
                 “ใช่  คุณตา  เสียไปตั้งแต่พ่อกับแม่แต่งงานกันได้เพียงปีเดียวด้วยโรคหัวใจ...ส่วนคุณปู่จากไปกะทันหันตอนตาธามอายุได้ห้าขวบน่ะ เพราะประสบอุบัติเหตุโดนรถกระบะพุ่งชนอย่างแรง  พลเมืองดีรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล
อย่างเร่งด่วน  แต่ก็ยื้อชีวิตท่านไว้ไม่ได้  ท่านจากไปโดยที่ไม่ได้สั่งเสียแม้แต่คำเดียว”  เธอพูด พลางหันไปมองสามีและลูก ๆ 
               “แล้วคุณยายของเราน่ะลาจากโลกนี้ไปตอนตาทิวอยู่ประถมปลายน่ะ  ท่านเสียชีวิตด้วยโรคหอบหืด  หลังจากเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลได้เพียงสามวันเท่านั้น  แม่ยังจำได้นะ ตาธามไปทันดูใจคุณยายพอดี  เอ...รู้สึกว่าตอนนั้นตาธามจะอยู่ชั้นมัธยมต้นนะ  ใช่มั้ย ตาธาม”
                 “ใช่ครับ คุณแม่”  ธามเมธีตอบเสียงนุ่ม
                 “ส่วนคุณย่าของลูก ๆ  น่ะ ตอนนี้โกนหัวบวชชีอยู่ที่วัดป่าในต่างจังหวัด  ท่านบวชตั้งแต่ตาธามเข้ามหาวิทยาลัยแล้วไม่สึกออกมาอีกเลย”  ผู้เป็นมารดาเอ่ย
                 “แสดงว่าพวกเราทั้งสามคนหน้าตาคล้ายปู่  ย่า ตา  ยาย  มากเลยใช่ไหมคะ”  ธีรฉัตรถามอย่างใคร่รู้
                 “ใช่ ตาธามกับแม่หน้าเหมือนคุณยาย ส่วนตาทิวกับพ่อหน้าเหมือนคุณปู่ แล้วยายเทียร่าก็หน้าเหมือนคุณย่า”
                “คุณพ่อ คุณแม่  รู้หรือเปล่า  ว่าทำไมคุณย่าถึงบวชชีล่ะคะ”  บุตรสาวคนเล็กถามไม่หยุด
                 “ก็แม่กับพ่อบอกพวกเราตั้งหลายครั้งแล้วนี่ว่า  คุณย่าท่านเบื่อชีวิต  เลยละทิ้งทางโลก  ออกแสวงหาทางพ้นทุกข์  เพราะคุณปู่  ซึ่งเป็นคู่ชีวิตของท่าน  ก็เสียชีวิตไปนานแล้ว ”  พี่ชายคนโตเอ่ยกับน้องสาว
                “พี่ธาม  เทียราถามพ่อกับแม่นะ  ไม่ได้ถามพี่สักหน่อย”  เจ้าหล่อนค้อนปะหลับปะเหลือก
               “ใจเย็น ๆ น่า  พี่ธาม  ยายเทียรา อย่าทะเลาะกันเลย”  ธีธัช  บุตรชายคนรองต้องมา  ห้ามทัพ
                ธามเมธีเหลือบมองนาฬิกาข้อมือของตนเอง  พบว่าเป็นเวลาดึกพอสมควรแล้ว  จึงพูดกับทุกคนว่า 
               “ผมว่าพวกเราเข้านอนกันดีกว่าครับ  ดึกแล้ว” 
               “อ้าว !  แล้วไม่อาบน้ำก่อนเข้านอนเหรอ”  น้องนุชสุดท้องกระเซ้าคนตรงเวลา
              “ไม่อาบ !  โดยเฉพาะเธอน่ะ  ยายเทียรา ไม่ต้องอาบน้ำแล้ว”  พี่ชายคนโตยื่นหน้ามาใกล้น้องสาว
              “ทำไมล่ะ ?”  คนอายุน้อยที่สุดในครอบครัวฉงนสนเท่ห์
              “ก็เธอซักพ่อ แม่  หลายเรื่องไง  ถามโน่นถามนี่ ตัวของเธอคงสะอาดเอี่ยมอ่องไปทั้งร่างแล้วละ”
              “เหรอคะ พี่ธาม  คนที่ถูก  ซัก  คือพ่อกับแม่นะคะ  เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ต้องอาบน้ำคงไม่ใช่เทียราแล้วละค่ะ”
              “ยายเทียรา !  เดี๋ยวเถอะ” ธามเมธีเริ่มพูดไม่ออก
              “เอาละ ๆ อาบน้ำ  เข้านอนกันได้แล้ว  พี่น้องคู่นี้กัดกันเป็นประจำเลย”  ผู้เป็นมารดาส่ายหน้าอย่างระอาแกมเอ็นดู
             “เทียราขอนอนห้องเดียวกับพ่อ  แม่ นะคะ...ส่วนพี่ธามกับพี่ทิว ก็นอนห้องเดียวกันไปเลย” น้องนุชสุดท้องพูด  พลางแลบลิ้นใส่พี่ชายคนโต
             “มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนี่นา”  ธามเมธีทำสีหน้าทะเล้นใส่น้องสาว

 

ทิพยดารู้สึกตื่นตาตื่นใจกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า  ดวงตาอันแสนงดงามเหลือบแลรูปปั้นพระแม่ธรณีบีบมุ่นมวยผม  อยู่กลางลานน้ำพุอันกว้างใหญ่  แสงไฟในบริเวณโรงแรมสะท้อนเข้าไปในน้ำพุ  จนเกิดประกายวิบวับ  
ดูเพริศแพร้วยิ่งนัก...
                ภายในโรงแรม  เจ้าหล่อนเห็นรูปภาพวิถีชีวิตของชาวไทยสมัยโบราณในหลาย ๆ อิริยาบถ  แขวนอยู่บนฝาผนังบริเวณแผนกต้อนรับ  มีรูปดอกเบญจมาศแกะสลักอยู่ในเนื้อไม้บนฝาผนัง  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโรงแรม  รวมทั้งห้องสมุดที่ให้ลูกค้าเข้าไปอ่านหนังสือได้  และมีโซฟาให้นั่งเล่นด้วย  เธอยุรยาตรไปรอบ ๆ โรงแรม หางตาก็แวบเห็นสระว่ายน้ำอันใหญ่โต  และมีต้นไม้นานาพันธุ์อยู่รอบบริเวณ  ดูเจนตาเจนใจไม่น้อยทีเดียว 
                  หนูญ่าเดินสำรวจไปเรื่อยเปื่อย  จนมาหยุดยืนที่ระเบียงชั้นสามของโรงแรม  สายตามองทิวทัศน์เบื้องหน้าในยามราตรี  วันนี้พระจันทร์เต็มดวง  หมู่ดาวส่องแสงพริบพราวบนท้องฟ้าสีหมึก  เธอแหงนมองดวงจันทร์และแสงดาวอย่างสบายอกสบายใจ  พลางสูดลมหายใจรับอากาศบริสุทธิ์ด้วยอารมณ์แจ่มใส  สีหน้าบ่งบอกถึงความสุขที่ล้นปรี่
                จะไม่ให้มีความสุขได้อย่างไรเล่า  ก็เธอได้ใกล้ชิดกับคุณธามมากขึ้น  เนื่องจากหล่อนต้องมาเป็นบอดี้การ์ดดูแลความปลอดภัยให้กับชายหนุ่มซึ่งถูกผู้ไม่หวังดีลอบปองร้าย  และเหตุผลอีกข้อหนึ่งคือ  ไฮโซหนุ่มกับเธอตกลงที่จะ
ศึกษาดูใจกัน  ทำความรู้จักนิสัยใจคอของกันและกันให้มากขึ้น  ถึงแม้พวกเขาทั้งสองจะยังไม่ได้อยู่ในสถานะแฟนหรือคนรักก็ตาม 
               ...แค่นี้เธอก็สุขใจแล้วละ...

 

ในวันงานครบรอบสี่สิบปีของโรงแรมภาคินธานี  ธามเมธีมีสีหน้าเบิกบาน  มีความสุข เมื่อกลุ่มลูกค้าต่างชื่นชอบการจัดนิทรรศการทั้งการบริการต่าง ๆ  ของโรงแรม  ที่ได้มาตรฐาน และฝีมือการทำอาหารที่อร่อยอย่างไม่มีที่ติของเชฟฝีมือดีในโรงแรม  ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมชมงานเป็นอย่างยิ่ง  ทุกอย่างเกือบจะราบรื่น  ไม่มีอุปสรรคใด ๆ  
                   จนกระทั่ง...ถึงเวลาที่พนักงานของโรงแรมต้องมาแสดงความสามารถพิเศษบนเวทีให้แขกผู้มีเกียรติ์ได้รับชม 
                   “หา !  ว่าไงนะ พนักงานหญิงที่จะมารำเดี่ยวบนเวที เกิดอุบัติเหตุตกบันไดที่คอนโด ฯ เมื่อเช้านี้ จนต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเลยเหรอ” ผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมโพล่งออกมาด้วยความตกใจ  หน้าซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด
                   “ใช่ค่ะ คุณธาม แล้วก็ไม่มีพนักงานคนอื่นในโรงแรมที่ร่ายรำได้สวยงามเหมือนกับพนักงานหญิงคนที่ได้รับบาดเจ็บเลยค่ะ”  กรรัมภา เลขาฯ ส่วนตัวของผู้บริหารหนุ่มรายงานด้วยความลำบากใจ
                   ในขณะที่ทุกคน มืดแปดด้าน กับปัญหาที่เกิดขึ้น  กลับมีเสียงหนึ่งซึ่งเปรียบเหมือนแสงสว่างส่องมาลงมาในอุโมงค์ที่แสนมืดมนอนธการ จุดประกายความหวังให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านความมืดไปได้
                  “เอ่อ...ขอโทษนะคะ  ถ้าพวกคุณไม่รังเกียจ ฉันขอขึ้นไปรำบนเวทีแทนได้มั้ยคะ...คือฉันเคยรำตอนสมัยมัธยมนะคะ  คุณครูก็ชมว่าฉันรำสวยมากค่ะ”  เสียงนั้นเป็นของทิพยดา  ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากธามเมธีเท่าใดนัก
                 “โอเคครับ หนูญ่า ความหวังสุดท้ายของผมอยู่ที่คุณแล้วนะครับ”  แววตาของธามเมธีสานสบกับดวงตาหวานของหญิงสาวด้วยความคาดหวัง  หวังว่าทิพยดาจะเป็นนางฟ้าที่มาแก้ไขปัญหาให้กับเขาได้...
                 ...เอาน่า เมื่อไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว เขาก็ต้องลองเสี่ยงดู…
 

ทิพยดาในชุดนางรำที่แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างสวยงาม  เจ้าหล่อนสามารถแสดงความภาคภูมิใจออกมาทางท่ารำได้อย่างอ่อนช้อย  งดงาม จนสายตาของผู้ชมทั้งหลายต่างมองมาที่เธอด้วยความชื่นชม  โดยเฉพาะธามเมธีที่ไม่สามารถละสายตาไปจากนางรำบนเวทีที่ระบายยิ้มน้อย ๆ  อยู่ที่เรียวปากอันอวบอิ่มได้แม้แต่วินาทีเดียว...
                 ...หนูญ่า !  เธอเป็นผู้หญิงที่น่าค้นหาจริง ๆ  เธอมีทั้งความกล้าหาญ  มุ่งมั่น เข้มแข็ง  น่ารัก  ร่าเริง และอ่อนหวานในคน ๆ เดียวกัน...เจ้าหล่อนทำให้เขาทึ่งได้ตลอดเวลาจริง ๆ...
                 หลังจบการแสดง เสียงปรบมือจากผู้ชมดังเกรียวกราวไปทั่วห้อง  สื่อมวลชนต่างรุมถ่ายภาพตำรวจสาวในชุดนางรำกันยกใหญ่ สร้างความปรีดาให้กับธามเมธีและทิพยดาเป็นอย่างมาก  รวมถึงพนักงานของโรงแรมทุกคนด้วย

 

ทั้งวันพนักงานของโรงแรมต่างทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ  คอยดูแลต้อนรับแขกวีไอพี  ลูกค้า และสื่อมวลชนที่มาร่วมงาน  ยิ่งมีการแสดงรำไทยของหนูญ่าบนเวทีด้วยแล้ว  ทำให้ผู้ชมทุกท่านติดตาตรึงใจเป็นอย่างมาก  ปิดท้ายด้วย
การถ่ายรูปร่วมกับแขกผู้มีเกียรติ์ลงโปรโมตในวงการข่าวธุรกิจ  และทางโซเชียลเน็ตเวิร์คต่อไป
                   “ผมขอบคุณหนูญ่ามากนะครับ  ที่มาดูแลความปลอดภัยให้กับงานของโรงแรมวันนี้...และมาแสดงรำไทยแทนพนักงานของผมที่อยู่ในโรงพยาบาลด้วยครับ”  สีหน้าและน้ำเสียงของธามเมธีเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ
                   “ด้วยความยินดีค่ะ  คุณธาม เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนอยู่แล้ว”  ทิพยดาเอ่ยเสียงใสราวกับระฆังเงิน
                  “แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสาวสวยมารำไทยนี่  ผมเพิ่งเคยเห็นนะครับ”  กระแสเสียงสำเนียงของชายหนุ่มอ่อนโยน  พลางยิ้มพราย  “หนูญ่าครับ  ผมมีอะไรจะให้คุณครับ”  เจ้าของโรงแรมหนุ่มว่า  พลางล้วงอะไรบางอย่างออกมาจาก
กระเป๋าเสื้อสูท
                  “นะ...นี่มัน เข็มกลัดโลหะ ที่ทางโรงแรมของคุณนำมาแจกจ่ายเป็นของที่ระลึกให้กับแขกทุกคนในงานนี่คะ”  เจ้าหล่อนถึงกับเบิกตาโตอย่างตกตะลึง  เมื่อได้เห็นตรา  ดอกเบญจมาศ  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโรงแรมในเครือ
ภาคินกรุ๊ป  และมีชื่อของโรงแรม  เด่นสะดุดตาอยู่ใต้ดอกเบญจมาศ...สวยจับใจเธอยิ่งนัก”
                 “ใช่ครับ ผมตั้งใจเอามาให้หนูญ่าเลยนะ คิดเสียว่าเป็นของที่ระลึกจากผมแล้วกันนะครับ...นะ  นะ นะ” น้ำเสียงของชายหนุ่มออดอ้อนราวกับเด็ก ๆ ฟังแล้วตำรวจสาวก็อดที่จะเอ็นดูไม่ได้
                 “โอเคค่ะ หนูญ่ารับไว้ก็ได้...ขอบคุณนะคะ คุณธาม”  ทันทีที่ทิพยดาจะเอื้อมมือไปหยิบเข็มกลัดจากมือของธามเมธี มือหนากลับหดกลับอย่างรวดเร็ว พลางเอ่ยว่า
                 “ผมเป็นคนใส่เข็มกลัดนี้ให้กับหนูญ่าดีกว่า”  สีหน้าของชายหนุ่มทะเล้นเล็กน้อย
                 “มะ...ไม่เป็นไรค่ะ  หนูญ่าติดเองได้”  หญิงสาวละล่ำละลัก
                 ทว่าธามเมธีหาได้สนใจกับคำปฏิเสธของเธอไม่  เขาลงมือติดเข็มกลัดให้เธอลงบนเสื้อยืดสีดำ  (หลังจากที่เจ้าหล่อนถอดชุดนางรำออกหลังจากถ่ายรูปโปรโมตโรงแรมเสร็จแล้ว) อย่างรวดเร็ว ถึงแม้วันนี้เธอจะไม่ได้ใส่ชุดตำรวจ 
แต่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาวก็มีป้ายเจ้าหน้าที่แขวนไว้ที่ลำคอระหง  ซึ่งก็ดู  เท่  ไปอีกแบบ        
               “ขอบคุณค่ะ คุณธาม” หลังจากชายหนุ่มติดเข็มกลัดให้ตำรวจสาวเรียบร้อยแล้ว  แววตาของทิพยดาก็ไหววูบ มือบางสั่นระริก  จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  ด้วยไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์หวั่นไหวที่ปะทุออกมาจากจิตใจได้แล้ว  
ยิ่งเมื่อเธอได้พินิจใบหน้ารูปไข่อันขาวสะอาดสะอ้าน  อีกทั้งรูปร่างที่สูงเพรียวของเขาด้วยแล้ว  ตำรวจสาวพราวเสน่ห์อย่างเจ้าหล่อนก็อยากจะ  ละลาย’  ไปเป็นส่วนหนึ่งของเขาเลยทีเดียว
               ...หรือว่านี่จะเป็นพรหมลิขิต...  หญิงสาวคิด
               “ไม่ใช่พรหมลิขิตหรอกครับ  ที่คุณได้มาอยู่กับผมวันนี้  เป็นเพราะ ธามลิขิต  ต่างหากล่ะครับ”  ธามเมธีซึ่งได้ยินเสียงความคิดของเจ้าหล่อน ยื่นหน้าไปแนบชิดกับใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของทิพยดา  จนหน้าผากของทั้งคู่เกือบจะ
ชิดกัน  พลางเอ่ยกับตำรวจสาวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม  “ถ้าผมไม่ให้หนูญ่ามาดูแลความปลอดภัยในงานวันนี้  เราสองคนก็คงไม่ได้มาคุยกันอย่างนี้หรอกครับ” 
               “คุณธามก็...คุณพูดแบบนี้  หนูญ่าเขินจะแย่อยู่แล้ว”  เมื่อดวงตาคู่สวยประสานเข้ากับดวงตาดำขลับของบุรุษตรงหน้า  วินาทีนั้นหญิงสาวพลันรู้สึกตื่นเต้นและซาบซ่านในหัวใจ  จนอยากหยุดเวลาตรงนี้เอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่
จะทำได้
               ส่วนผู้บริหารหนุ่มเองก็รู้สึกบีบรัดในหัวใจ  จนเขาไม่สามารถควบคุมหัวใจเจ้ากรรมให้เต้นในจังหวะปกติได้
               ...ท่าทางเขาจะเป็นเอามากนะเนี่ย !... 
               แต่ชายหญิงทั้งสองหารู้ไม่ว่า  มีคนคนหนึ่งที่แอบดูพฤติกรรมของพวกเขาอยู่ห่าง ๆ  ซึ่งบุคคลปริศนานั้นก็คือ  กรรัมภา เลขานุการของธามเมธีนั่นเอง !  
               แววตานั้นไม่ได้เคียดแค้นหรือชิงชังแต่อย่างใด  ทว่าแววตากลับฉายชัดถึงความรู้สึกผิด...ซึ่งเป็นความผิดที่เลขา ฯ สาวปกปิดเจ้านายของเธอเอาไว้มานานหลายปี...

 

สายลมพัดโชยเข้ามาในบริเวณสนามหญ้าหน้าคฤหาสน์ของครอบครัวภาคินวงศ์  ธามเมธีกำลังเอนตัวลงนอนบนเก้าอี้ไม้ชมบรรยากาศยามราตรี  ดวงจันทราส่องสว่างพร่างพรายบนท้องฟ้าสีหมึก  ช่างเป็นค่ำคืนที่เงียบสงบเหลือเกิน  เขามองพระจันทร์อย่างมีความสุขล้นปรี่  และรู้สึกเย็นตาเย็นใจยิ่งนักเมื่อละสายตามามองน้ำพุที่ค่อย ๆ  ไหลลงมาอย่างช้า ๆ...   ผู้เป็นบุตรชายคนโตของครอบครัว  สูดลมหายใจรับอากาศบริสุทธิ์เข้ามาจนเต็มปอด  สมองปลอดโปร่งปราศจากความวิตกกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น
              สักพักบรรยากาศในบริเวณนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท  ชายหนุ่มเหลียวมองรอบกาย  แต่ก็ไม่พบใครนอกจากความว่างเปล่า  เขาจึงสวมวิญญาณนักวิ่งทีมชาติ  รีบออกไปหาแสงสว่างภายนอกทันที  แต่วิ่งเท่าไรก็ยังไม่เจอทางออกเสียที  จนกระทั่งสายตาอันคมกริบปะทะเข้ากับลำแสงสีขาวนวล  ธามเมธีเห็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดสีขาวโรยตัวลงมาตามแสงสว่าง  และแสงนั้นก็ค่อย ๆ ส่องสว่างยิ่งขึ้น  ราวกับว่ามีนางฟ้าลงมาจากสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน  จากนั้นดวงตาของชายหนุ่มพร่ามัวไปชั่วขณะ พอเขาเปิดเปลือกตาขึ้นมา ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือหญิงสาวผู้หนึ่ง ซึ่งมีใบหน้าเล็กอันสวยหวานและจิ้มลิ้มอย่างเห็นได้ชัด  หน้าตาออกไปทางฝรั่ง ๆ  หน่อย ดวงตาของเธอสดใสเป็นประกาย  รูปร่างสูงเพรียวและหุ่นดีมาก ! 
                เธอผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหน  แต่เป็นตำรวจสาวสุดสวยที่ชื่อ  ทิพยดา ไดอานา  หรือหนูญ่า  นั่นเอง 
               “อ้าว !  หนูญ่า คุณมาทำอะไรที่นี่ล่ะครับ แต่งตัวซะสวยเลย”  ธามเมธีกล่าวทัก
               “มาหาคุณยังไงล่ะคะ  คุณธาม”
               “หนูญ่าหมายความว่ายังไงเหรอครับ ?”  เขาเลิกคิ้วด้วยความสงสัย 
               “ก็...คุณเป็นผู้ชายที่...หล่อชะมัด  ตาก็คม คิ้วก็สวย  จมูกก็โด่ง  แถมปากยังเป็นกระจับอีก...หัวใจของหนูญ่าเต้นไม่เป็นส่ำแล้วค่ะ”  หญิงสาวว่า  พลางค่อย ๆ เยื้องย่างมาหาเขา  ชายหนุ่มตกใจจึงถอยกรูดไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว
                สักพักชายหนุ่มก็มองเห็นร่างของเจ้าหล่อนซ้อนเป็นสองร่าง  สามร่าง สี่ร่าง  และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ราวกับเธอมีเวทมนตร์  สามารถแยกร่างได้อย่างนั้นแหละ ! 
                ร่างแยกของหญิงสาวค่อย ๆ เคลื่อนใกล้เข้ามา โอบรัดร่างของชายหนุ่มเอาไว้ไม่ให้หนีไปไหนได้ !
               “มามะ มาให้หนูญ่าจูบซะดี ๆ” แววตาของเจ้าหล่อนซุกซน พลางยื่นหน้ามาใกล้ชายหนุ่ม จนได้ยินเสียงลมหายใจของเขาชัดเจน
               “อย่า !”  เขาพูด พลางเอามือปัดป่ายไปมา  ขณะที่ตำรวจสาวก็กระตุกยิ้มอย่างหื่น ๆ  “เป็นผู้หญิงทำแบบนี้มันดูไม่งามนะ  คุณ  ไม่ !”

 

“นี่  ตาธาม เป็นอะไรหรือเปล่า !”  ธดาภรณ์ ผู้เป็นมารดาเขย่าตัวบุตรชายคนโตด้วยความตกใจ
                เฮือก !
               ชายหนุ่มสะดุ้งตื่น  เหงื่อกาฬไหลพลั่กเต็มใบหน้า
               “นี่เราฝันไปหรือเนี่ย”  ธามเมธีบ่น พลางพ่นลมหายใจออกมาดังพรืด
               “เป็นอะไรหรือเปล่า”  ผู้เป็นมารดา บิดา  และน้องทั้งสองคน  ถามชายหนุ่มด้วยความเป็นห่วง
              “ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ  แค่ฝันร้ายเฉย ๆ”
              …ฝันร้ายหรือฝันดีกันแน่นะ...  เขาคิด
              “โห !  เมื่อกี้พี่ธามร้องเสียงดังมาก  จนเทียราและทุกคนสะดุ้งตื่นหมดเลย”  ธีรฉัตรเอ่ยขึ้น
             “ใช่ ๆ  ผมก็ได้ยินเหมือนกัน”  ธีธัชยืนยันด้วยอีกคน
             “โห !  หน้าของพี่ธามแดงแจ๋อย่างกับมะเขือเทศเลย  พี่ฝันถึงใครอยู่หรือเปล่าคะ”  น้องนุชสุดท้องยิ้มขำ
             ซึ่งบิดา  มารดา  และน้องชายคนรองของธามเมธี  ต่างก็คิดเหมือนกับธีรฉัตร  ก็อาการมันฟ้องเสียขนาดนี้  จะให้คิดไปในทางใดได้ละ !   
             “พูดบ้าอะไรของเธอน่ะ  ยายเทียราตัวแสบ เดี๋ยวนี้เราชักพูดเพ้อเจ้อขึ้นทุกวันแล้วนะ”  ธามเมธีส่งเสียงดุกลบเกลื่อน 
             “ไม่มีอะไรหรอกครับ  ทุกคนไปนอนต่อเถอะครับ”  ว่าพลางล้มตัวลงนอน  หันหลังให้กับทุกคนทันที  และต่างคนต่างก็แยกย้ายกลับไปพักผ่อนในห้องของตนเองตามเดิม

 

ทางฝั่งของทิพยดา  เธอก็สะดุ้งตื่นกลางดึกในเวลาเดียวกันกับชายหนุ่ม  หญิงสาวลุกไปเข้าห้องน้ำ  พลางส่องกระจกพินิจใบหน้าของตนเอง  ก็พบว่า ‘วงหน้างามละไม’  กลับมีริ้วแดงซ่านปรากฏอยู่ชัดเจน
               ...ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะฝันว่า  เธอเป็นผู้หญิงที่  หื่น’  มาก ๆ ถึงขนาดจะทำมิดีมิร้ายคุณธามได้เลยน่ะ...
               “นี่ฉันคงไม่ใช่โรคจิตหรอกนะ !” เจ้าหล่อนบ่นพึมพำกับตนเอง “ทำไมฉันต้องฝันถึงตานั่นด้วยนะ  ไม่เข้าใจจริง ๆ”
               ในขณะนี้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาวต้องรับผิดชอบทั้งคดีแก๊งโจรกรรมรถยนต์รายใหญ่  และคดีคนร้ายที่คิดจะเอาชีวิตของธามเมธีไปพร้อม ๆ กัน  จนเธอเผลอฟุบหลับไปในเวลาใด  ก็ไม่อาจรู้ได้...
               ...คนที่ไม่หวังดีต่อคุณ  เป็นใครกันแน่นะ...  ตำรวจสาวลูกครึ่งใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มอย่างใช้ความคิด   

 

ร้อยตำรวจเอกหญิงทิพยดา  ไดอานา เป็นหัวหน้าในการนำกำลังตำรวจเข้าไปจับกุมนายเตโช  สมุนคนหนึ่งของเสี่ยพินิจซึ่งได้ทำการโจรกรรมรถยนต์หลายคัน  และนำไปไว้ที่โกดังขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงราย  เพื่อทำการแยกชิ้นส่วนไปขายให้กับลูกค้า  อีกทั้งยังนำรถหรูหนีภาษีไปเก็บไว้ที่ตู้คอนเทนเนอร์ในละแวกใกล้เคียงด้วย
                 ตำรวจสาวกับลูกทีมของเธอกระชับปืนพกไว้อย่างแนบแน่น  พลางค่อย ๆ เยื้องย่างเข้าไปในโกดังขนาดใหญ่แห่งหนึ่งอย่างเงียบกริบที่สุด
                  ปัง !
                  เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้น  ตำรวจนายหนึ่งถูกยิงเข้าที่หัวไหล่ซ้าย  ก่อนที่เจ้าหน้าที่ทุกคนจะหาที่กำบัง  และยิงกระสุนโต้ตอบกันไปมา  ขณะนั้นเองสายตาเฉียบคมของผู้กองสาวก็เหลือบไปเห็น  นายเตโช  กำลังพยายามหลบหนี
                  “ไอ้เตโช ! มอบตัวเถอะ  แกหนีไม่รอดหรอก”  ทิพยดาแผดเสียงดังก้อง
                  “จะมอบตัวให้โง่เหรอ  ไม่มีทาง”  ผู้ร้ายยังไม่ยอมแพ้
                  ตำรวจนายหนึ่งจึงยิงเปิดทางให้  ทิพยดา’  ตามขึ้นไปจับกุมผู้ร้ายที่เธอหมายหัวเอาไว้  แต่ระหว่างที่เจ้าหล่อนกำลังวิ่งขึ้นบันได  ก็มีชายหนุ่มร่างกำยำราวกับนักมวยปล้ำ  มาดักหน้าไว้ 
                  สวบ ! 
                  นักมวยปล้ำชกที่ใบหน้าสวยหวานของเธอเข้าอย่างจัง  ปืนพกร่วงหล่นลงกับพื้น  คนเสียทีเซไปทางด้านหลัง  แล้วใช้เท้าถีบที่ท้องของผู้ร้าย  แต่ฝ่ายนั้นไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด  กลับเดินย่างสามขุมตรงมาหาผู้กองสาว  แล้วยกตัว
หญิงสาวขึ้นไปหวังจะทุ่มลงกับพื้นด้วยแรงมหาศาล  ทว่า  ผู้ได้เปรียบ  กลับต้องชะงักกึก  เมื่อ
                   เพล้ง !
                  ร่างกำยำที่หวังจะทุ่มตำรวจสาวรู้สึกเจ็บแปลบที่ศีรษะ  และมีโลหิตสีแดงฉานไหลออกมาเป็นสาย  ร่างของตำรวจหญิงจึงหลุดออกจากหนุ่มร่างยักษ์
                 “รีบไปเถอะ  ผู้กอง  ไปจับตัวไอ้เตโชมาให้ได้  เราจะได้มีหลักฐานเอาผิดแก๊งนันทิเสียที  เดี๋ยวทางนี้ผมจัดการเอง”  จ่าเกรียงไกรพูดด้วยท่าทีร้อนรน
                 “ขอบใจมาก  จ่า”
                 ทิพยดาตามขึ้นไปจนถึงชั้นสองของโกดัง  เธอค่อย ๆ เล็งปืนไปรอบบริเวณ  สักพักก็รู้สึกแน่นมากเหมือนมีใครมาบีบรัดลำคอ  ปืนคู่กายตกลงสู่พื้นทันที
                 “ทำได้แค่นี้เองเหรอ  ผู้กองสาวสุดสวย  คิดว่าจะเก่งกว่านี้ซะอีก”  เตโชพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ  พลางจ่อปืนเข้าที่ขมับขวาของเธอ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น