โทรจิต...สะกิดรัก

ตอนที่ 4 : สวยสะกด (จิต)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    2 เม.ย. 64

 

 

 

วันรุ่งขึ้นในห้องประชุมกว้างของโรงแรมภาคินธานี  ธามเมธีกวาดสายตาไปรอบ ๆ  วงโต๊ะประชุมตัวยาว  พลางกล่าวเปิดการประชุม
                      “ในงานครบรอบสี่สิบปีของโรงแรม  ทางเราจะใช้สถานที่ของโรงแรมในกรุงเทพฯ  ย่านบางเขน ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของครอบครัว ที่คุณธีระกับคุณธดาภรณ์ บิดาและมารดาของผมสร้างมาด้วยกันกับมือ...”  
ผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ  ไม่เคร่งเครียดเท่าใดนัก 
                      “ทางเราจะมีการจัดนิทรรศการในการบริการต่าง ๆ  ของโรงแรม  โดยเราจะพาแขกผู้มีเกียรติ์เดินชมห้องต่าง ๆ  ภายในโรงแรม  และมีการจัดนิทรรศการอาหาร ให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศของโรงแรมเรา
อีกด้วย  เพื่อให้กลุ่มลูกค้ามีความมั่นใจว่า  โรงแรมในเครือภาคินกรุ๊ปนั้นเป็นโรงแรมที่อยู่ในมาตรฐานชั้นเยี่ยมอย่างแท้จริง...อืม...แต่ที่พิเศษกว่านั้น...”  เขาทำท่าเกาคางครุ่นคิด 
                    “อ้อ...เราจะนำเข็มกลัดโลหะที่มีตรา  ดอกเบญจมาศ   อันเป็นสัญลักษณ์ของโรงแรมเรา  และมีชื่อของโรงแรมอยู่ในเข็มกลัดด้วย  โดยทางเราได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว  และจะนำมาแจกจ่ายเป็นของที่ระลึกให้กับแขกผู้มีเกียรติ์  ลูกค้า และสื่อมวลชนทุกท่านที่มาร่วมงานแถลงข่าว” ธามเมธีอธิบายอย่างละเอียด
                     “เป็นความคิดที่ดีมากเลยนะครับ  เรื่องแจกเข็มกลัดดอกเบญจมาศกับทุกคนที่มาร่วมงานแถลงข่าว  ลูกค้าจะได้ประทับใจโรงแรมเรา  ผมชอบความคิดของคุณนะ...คุณธามเมธี”  กรรมการบริหารคนหนึ่งเอ่ยปากชม
                     “แล้วจำนวนเข็มกลัดจะเพียงพอสำหรับแขกทุกคนเหรอคะ  ไหนยังต้องแจกให้นักข่าวอีกหลายสำนักอีก  ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณแย่เหรอคะ”  กรรมการคนหนึ่งไม่เห็นด้วย
                     “เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมได้คุยกับหัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์เรียบร้อยแล้ว...ผมมีเพื่อนที่ทำงานด้านนี้อยู่  แถมสินค้าคุณภาพดี  ราคาก็ย่อมเยา”  เจ้าของโรงแรมหนุ่มยืนยันเป็นมั่นเหมาะ
                     เมื่อผู้บริหารสูงสุดรับประกันมาขนาดนี้แล้ว  มีหรือผู้บริหารคนอื่นจะกล้ามีปากเสียง !
                    “อ้อ...งานครบรอบของโรงแรมในปีนี้ ผมอยากให้พวกคุณเตรียมการแสดงบนเวทีเอาไว้ด้วย จะได้เสริมสร้างความประทับใจให้กับกลุ่มลูกค้าของเรามากขึ้น”  ชายหนุ่มสั่งการเสียงขรึม
                    “ให้นักร้องหรือดารามาร้องเพลงบนเวทีไหมคะ  คนจะได้สนใจมากขึ้น”  ผู้บริหารคนหนึ่งเสนอ
                    “แต่ผมว่าเอาเป็นคนธรรมดาที่ร้องเพลงเพราะ  มาร้องบนเวทีจะดีกว่านะครับ”  ผู้บริหารอีกคนเห็นต่าง
                    “หรือเราจะให้พนักงานของเราที่หน้าตาหล่อหรือสวย  มาแสดงความสามารถพิเศษให้แขกผู้มีเกียรติ์เกิดความประทับใจ  จะดีกว่านะครับ...ถือเป็นการโปรโมตโรงแรมเราไปในตัวด้วย”  กรรมการอีกคนเห็นไปอีกทาง
                    “ดิฉันก็เห็นด้วยนะคะ  คุณธามเมธี  ที่จะให้พนักงานของเรามาแสดงบนเวทีน่ะค่ะ”  กรรัมภา  เลขาฯ ส่วนตัวของผู้บริหารหนุ่มเสนอความคิดเห็น  ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อของหญิงสาวระบายยิ้มออกมาเล็กน้อย
                    “อืม...ผมว่าความคิดที่ให้พนักงานโรงแรมของเรามาแสดงความสามารถพิเศษบนเวทีเนี่ย  น่าสนใจดีนะ ผมชอบความคิดของคุณ...เอาตามนี้เลยแล้วกัน”  ธามเมธีพยักหน้าอย่างพึงพอใจ 
                    “เอาละ  วันนี้เลิกประชุมได้” 

 

ทิพยดาและเกรียงไกรได้รับคำสั่งจากสารวัตรบารมี   ให้เป็นหัวหน้าในการนำกำลังตำรวจเข้าไปคุ้มกันรถยนต์ของกลางหลายคันที่ถูกเก็บไว้ในตู้คอนเทนเนอร์  โดยหัวหน้าแก๊งนันทิซึ่งยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด  มันสั่งให้ลูกน้องทำการโจรกรรมรถยนต์  และเตรียมการที่จะส่งออกรถเหล่านั้นไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อทำการแยกชิ้นส่วนขายอีกต่อหนึ่ง  แต่แผนการของพวกมันกลับล่มอย่างไม่เป็นท่า  เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจากดีเอสไอวางแผนจับกุมพวกมันได้เสียก่อน  ดังนั้นตอนนี้ของกลางจึงตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ซึ่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทั้งสองคนต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ของกลางถูกผู้ร้ายแย่งชิงไประหว่างทาง
                   และสิ่งที่ทิพยดากลัวก็เป็นจริงขึ้นมาจนได้  เมื่อจู่ ๆ รถซึ่งบรรทุกของกลางกลับเซไปเซมาบนท้องถนน ด้วยคนขับพยายามประคองรถอย่างสุดความสามารถ  แต่ด้วยฤทธิ์ยาสลบทำให้สายตาพร่ามัว  ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะดับมืดลง  คนที่โดนวางยารวบรวมสติเฮือกสุดท้ายจอดรถข้างทางได้อย่างปลอดภัยและหมดสติในที่สุด
                   ร่างของคนหมดสติถูกมือหนาของชายที่นั่งข้างคนขับลากลงจากรถ  และชายฉกรรจ์อีกคนซึ่งซ่อนตัวอยู่ด้านหลังก็ย้ายมานั่งที่เบาะคนขับ  ทิพยดาเห็นดังนั้นจึงตะโกนด้วยเสียงอันดังก้อง  พลางจ่อปืนให้ผู้ร้ายทั้งสองหยุดอยู่กับที่
                   ทันใดนั้นก็มีมีดเล่มหนึ่งเฉี่ยวผ่านติ่งหูของตำรวจสาวไป  จนเสียงของวัตถุแล่นผ่านแทรกเข้าไปในหูอย่างชัดเจน  เธอรีบหันขวับไปยังที่มาของมีดเล่มนั้น  เจ้าของมีดเป็นหญิงสาวในชุดสีดำ  สวมหมวกไหมพรมปกปิดใบหน้า  
รูปร่างสมส่วน  กำลังจะใช้มีดแทงไปที่ตำรวจสาวอีกครั้ง  แต่เธอหลบได้ทัน  และใช้เท้าเตะมีดที่อยู่ในมือของผู้ร้ายจนกระเด็นไปไกล
                   ทั้งคู่สลับกันรุกและรับอย่างดุเดือด  แต่กำลังและฝีมือของผู้ร้ายเหนือกว่า  ตำรวจสาวจึงเสียที  ถูกหญิงชุดดำใช้หมัดชกเข้าไปที่ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็ม ๆ  และถีบเข้าที่อกอย่างแรง  จน  ผู้ถูกเล่นงาน  ล้มลงไปนอนกับพื้น  ผู้ได้เปรียบ
ไม่รอช้า รีบควักมีดอีกเล่มที่เหน็บไว้ข้างเอวตรงเข้าไป  หวังเชือดคอผู้กองสาว
                  แต่ทิพยดาพลิกตัวหลบคมมีดได้อย่างเฉียดฉิว  พลางเตะไปที่ข้อพับขาของหญิงชุดดำ  จนฝ่ายนั้นลงไปคุกเข่ากับพื้น  ตำรวจหญิงอาศัยจังหวะนั้นอัดกำปั้นเข้าที่ใบหน้าของผู้ร้ายสาวสามสี่ที  ก่อนจะตวัดขาเตะเข้าที่ก้านคอ  จนอีกฝ่ายสลบเหมือดไปทันใด !  ตำรวจสาวจึงรีบใส่กุญแจมือผู้ซึ่งเพลี่ยงพล้ำอย่างไม่รอช้า
                  ทางด้านของจ่าเกรียงไกรก็ยิงต่อสู้กับผู้ร้ายอย่างดุเดือดไม่แพ้กัน  เขาสอยผู้ร้ายร่วงไปสองสามคน  จนพวกของมันที่เหลือถึงกับนั่งตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวเลยทีเดียว
                  กลับมาที่ฝั่งของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาว  ทิพยดารีบซิ่งมอเตอร์ไซค์ไล่ตามรถบรรทุกของกลางไปอย่างกระชั้นชิด  เธอจึงหยิบปืนที่ซ่อนไว้ใต้เข็มขัด  แล้วลั่นไก  ทันใดนั้นลูกตะกั่วสีเงินก็พุ่งออกจากรังเพลิง  ก่อนจะเข้าไปที่ล้อของรถบรรทุกอย่างจัง 
                    ปัง !  ปัง !  ตูม !
                   สิ้นเสียงปืน ก็ได้ยินเสียงยางระเบิดดังสนั่น  ทำให้รถจอดนิ่งอยู่กับที่  สายตาคู่สวยก็เหลือบไปเห็นชายร่างกำยำสองคนกระโดดลงจากรถ  และวิ่งปร๋อออกไปอย่างไม่คิดชีวิต  ทิพยดาเห็นพวกมันกำลังจะหลบหนี  เธอจึงเธอกระโดดไปยังสะพาน  แล้วลงมือหักคอชายฉกรรจ์คนหนึ่งจากด้านหลัง  และหยิบปืนขึ้นมาลั่นไกเข้าไปที่หัวไหล่ข้างขวาของชายร่างกำยำอีกคน  จนเลือดสีแดงดังแสงทับทิมไหลทะลักออกมาจากบาดแผลของมัน !
                   “โอ๊ย !”  ผู้ร้ายร้องเสียงหลง  และทรุดเข่าลงไปกับพื้น
                   “อย่าขัดขืน !  ไม่งั้นฉันจะระเบิดสมองแกทิ้งซะ”  เจ้าหล่อนตะคอกเสียงดัง  พลางจ่อปืนไปยังศีรษะของมัน  คนที่ถูก  ปืน  จ่อจึงยอมศิโรราบแต่โดยดี
                   “แกจะบอกฉันได้ไหมว่า  ใครเป็นคนสั่งให้พวกแกมาชิงของกลางไป !” สาวเจ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  ทว่าใบหน้ากลับขึงขังอย่างเห็นได้ชัด  
                   แต่แล้วก็มีกระสุนนัดหนึ่งพุ่งเข้ามาที่หัวใจของมันจากทางด้านบนของตึกสูง  คนถูกยิงชักกระตุก  และแน่นิ่งไปในบัดดล ! 
                   ...หัวหน้าแก๊ง คงส่งสไนเปอร์มาเก็บลูกน้องของมันที่ทำงานพลาดสินะ...
                    ตำรวจหลายคนรีบหันกระบอกปืนไปยังทิศทางของมือปืนซุ่มยิง  แต่ทว่าคนร้ายปริศนาได้หายตัวไปแล้ว !
                   “ผู้กองครับ !  ผู้หญิงชุดดำที่ผู้กองใส่กุญแจมือไว้  หนีไปแล้วครับ”  ตำรวจนายหนึ่งเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงร้อนรน
                   “ว่าไงนะ !  แล้วนายปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง” หญิงสาวผู้มีเลือดของชาวตะวันตกอยู่ครึ่งหนึ่ง  สบถอย่างหัวเสีย
                   “ผมขอโทษครับ ผู้กอง  คนร้ายสาวมันไม่ธรรมดาจริง ๆ  อัดผมและตำรวจอีกสองคนซะน่วมเลย”   ใบหน้าของคนพูดเหยเกด้วยความเจ็บปวด  ขณะรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นกับหัวหน้าสาว
                   “ไม่เป็นไร พวกนายทำดีที่สุดแล้ว”  เจ้าหล่อนปลอบใจลูกทีม  “แล้วรถยนต์ของกลางยังอยู่ครบไหม ?”
                   “ยังอยู่ครบทุกคันครับ  ผู้กอง”  ตำรวจหนุ่มรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
                   “ดี ! ถือว่าภารกิจครั้งนี้ยังไม่ล้มเหลวซะทีเดียว”   หนูญ่าพูดไปพลาง  พยักหน้าไปพลาง
 

“สวัสดีจ๊ะ  คนสวย”   หมวดภูมินทร์ ลูกทีมคนหนึ่งของทิพยดาพยายามก้อร่อก้อติกตำรวจสาวฝ่ายประชาสัมพันธ์
                เมื่อผู้กองหนูญ่าเห็นภาพนั้นจากระยะไกล  เธอก็รู้สึกขัดใจไม่น้อย  เจ้าหล่อนจึงเอานิ้วโป้งของเธอมาสัมผัสกับนิ้วกลาง  แล้วจังหวะนั้นหญิงสาวก็กะพริบตาพอดี  เพราะมีฝุ่นเข้าที่ตาของเธอ  ซึ่งจังหวะที่เธอกะพริบตาเพื่อไล่ฝุ่นนั้น  เป็นจังหวะเดียวกับที่นิ้วเกิดเสียงดังเปาะพอดี !
                 …จงหยุดป้อสาวสักที  ไอ้หมวดภูมินทร์  รีบกลับไปทำงานของตัวเองเดี๋ยวนี้...  ทิพยดาพูดในใจ
               ราวกับผู้หมวดจอมกะล่อนได้ยินคำสั่งของเธอในใจอย่างนั้นละ  จู่ ๆ เขาก็รีบเอ่ยขอโทษหญิงสาวคนนั้นที่ทำให้เสียเวลา  แล้วพูดกับตัวเองดัง ๆ  จนทิพยดาซึ่งอยู่ไกลกว่าเขาประมาณหกเมตรยังได้ยินว่า  “ฉันต้องรีบกลับไปทำงาน  ฉันต้องรีบกลับไปทำงาน  หยุดจีบสาวได้แล้ว”   ชายหนุ่มพูดคำนั้นซ้ำไปมาหลายครั้ง  ราวกับถูก  สะกดจิต  อยู่อย่างนั้นละ... 
                  จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือของภูมินทร์  ทำให้หนูญ่าถึงกับตกตะลึงอยู่ไม่น้อย ! 
                  “เป็นไปได้ยังไง  เราแค่ดีดนิ้วและกะพริบตาพร้อมกัน  พลางคิดในใจให้หมวดหยุดแอ๊วสาว  และรีบกลับไปทำงานทันที  หมวดก็ดันทำตามที่เราคิดทุกอย่างเลย...คงเป็นเรื่องบังเอิญแหละมั้ง”  ตำรวจหญิงฝ่ายสืบสวนยังไม่อยาก
ปักใจเชื่อว่าตนเองสามารถ  ‘สะกดจิต  ผู้ชายให้ทำตามคำสั่งของเธอได้
 

ในตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้น  เธอก็ได้รับมอบหมายจากสารวัตรบารมีให้ทำคดีใหม่  และให้ไปเป็นบอดี้การ์ดเพื่อปกป้องบุคคลวีไอพีท่านหนึ่ง
                   “คุณต้องไปคุ้มครองนักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่ง เขาเป็นเจ้าของโรงแรมในเครือชื่อดังของเมืองไทย”  ผู้บังคับบัญชาของเธอว่า  พลางส่งรูปภาพของ  นักธุรกิจดังกล่าว  ให้ตำรวจสาวดู
                    เมื่อทิพยดาเห็นภาพของชายหนุ่มแวบเดียว  เจ้าหล่อนก็จำเขาได้ทันที
                    “คุณธามเมธี ภาคินวงศ์ !”  หนูญ่าเบิกตากว้างออกมาด้วยความตกใจ   “เขาถูกสะกดรอยตามจากใครบางคนใช่ไหมคะ ?”  ผู้กองสาวรู้  เพราะครั้งแรกที่เธอเจอเขา  คุณธามก็ถูกคนแอบสะกดรอยตามอยู่  จนเขาเข้าใจผิดคิดว่า
คนคนนั้นจะเป็นเธอเสียอีก
                   “ใช่แล้ว  คุณธามเมธีเขาบอกว่าเขารู้จักกับเธอ  จึงย้ำว่าต้องเป็นผู้กองทิพยดาเท่านั้น  ที่จะมาทำคดีนี้ได้  และปกป้องเขาจากคนร้าย”
                   “โอเคค่ะ  สารวัตร  ฉันยินดีรับผิดชอบคดีนี้เองค่ะ”  สาวเจ้ารับปากด้วยความเต็มใจ
                   “ถึงคุณธามเมธีจะไม่เจาะจงว่าต้องเป็นผู้กองเท่านั้นน่ะ  ผมก็ยังจะเลือกคุณให้ทำคดีนี้อยู่ดี”   ผู้บังคับบัญชายิ้มเอ็นดู
                   “ขอบคุณค่ะ สารวัตร  ที่ไว้วางใจดิฉัน”  เจ้าหล่อนลาผู้เป็นเจ้านาย   พลางหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
                  …ในยามนี้หัวใจของเธอเบ่งบาน  และรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก  ที่จะได้เห็นหน้าของนายธามนั่นบ่อยขึ้น...
 

ภายในห้องอาหารของโรงแรมภาคินธานี  ที่ย่านบางเขน (กรุงเทพ ฯ)  เป็นห้องโถงกว้าง  โล่งโปร่ง  มีโต๊ะกับเก้าอี้ให้ลูกค้ามานั่งรับประทานอาหารมากพอสมควร  และมีบันไดให้ลูกค้าขึ้นไปชั้นสองด้วย  ในกรณีที่เป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  หรือวันหยุดยาวที่มี  คนเยอะ  จนห้องอาหารชั้นล่างไม่มีโต๊ะว่าง
                    ธามเมธีเลือกนั่งริมกระจกที่มองออกไปเห็นน้ำพุขนาดใหญ่ชัดเจน  และมีต้นไม้เขียวครึ้มอยู่เต็มไปหมด  ยิ่งเวลานี้พระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า  มองเห็นลำแสงสุดท้ายของตะวันเลือนเป็นเงา  ช่างเป็นภาพที่
เพลินตาเพลินใจยิ่งนัก...
                หลังจากผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมสั่งอาหารกับบริกรเรียบร้อยแล้ว  เขาก็ต้องสะดุดตากับผู้หญิงร่างสูงโปร่งคนหนึ่งที่เกล้าผมมวยสูงแบบสบาย ๆ  ไม่เนี้ยบมาก  เผยให้เห็นศีรษะของเจ้าหล่อนที่ทุยสวย  ชวนให้ชายหนุ่มตกอยู่ในภวังค์ชั่วแวบ  เธอผู้นั้น  คือร้อยตำรวจเอกหญิงทิพยดา  ไดอานา  นั่นเอง...
 

หลังจากทิพยดาสะสางคดีที่ค้างอยู่เสร็จแล้ว  เธอก็ตัดสินใจขับรถมาที่โรงแรมภาคินธานี  เพื่อมาหาธามเมธีทันที
                   เมื่อหญิงสาวย่างเท้าเข้าไปยังประตูโรงแรม  เจ้าหล่อนได้ตัดสินใจเดินเข้าห้องน้ำเพื่อสำรวจความเรียบร้อยของตนเองเสียก่อน  ทันทีที่เธอยืนอยู่หน้ากระจก  หญิงสาวดึงยางรัดผมออก  พลางสะบัดศีรษะ  จนเส้นผมดัดลอน
ที่ยาวเลยติ่งหูลงไปพันรอบลำคอระหง  เจ้าหล่อนจัดการมัดผมเป็นมวยสูงแบบไม่ตึงจนเกินไป  ทำให้ทรงผมดูสวยเก๋เป็นธรรมชาติดี 
                   ทิพยดาพินิจใบหน้าของตนเองในกระจก  พบว่าหน้าของเธอมัน  ตำรวจหญิงจึงล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายของตนเอง  พลางหยิบกระดาษซับมันมาซับใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของเธอ  และโปะรองพื้นเข้าไปที่หน้า  เพื่อปิดบัง
รอยฟกช้ำจากการต่อสู้กับผู้ร้ายในวันนี้
                  เจ้าหล่อนรู้สึกพึงพอใจในตนเองเป็นอย่างมาก  ถึงแม้ช่วงนี้ผิวของเธอจะดูคล้ำลงไปถนัดตาจากการต่อสู้กับคนร้ายกลางแจ้ง  แต่ก็ยังดูนวลลออ  น่าพิสมัยไม่น้อย  ยิ่งดวงตาที่คมสวย  แฝงไว้ด้วยความสดใส  อีกทั้งจมูกของเธอที่โด่งได้รูป  ผิวแก้มอันนุ่มนิ่มน่ารักน่าหยิก  และริมฝีปากที่อวบอิ่มของเธอ  อันมีเสน่ห์ดึงดูดหนุ่ม ๆ  ให้อยากลิ้มลองความหวานจากเรียวปากสีเชอร์รีของเจ้าหล่อนกันทั้งนั้น...
                  เมื่อตำรวจสาวพราวเสน่ห์ก้าวเข้ามายังห้องอาหาร  เจ้าหล่อนก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ  ด้วยสายตาของเธอสบเข้ากับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำล่ำสันที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร  เขามีตาสองชั้น  คิ้วบางละเอียดเรียงกันเป็นแนวนอน
อย่างสวยงาม  ผมของเขาสีดำเรียบเนี้ยบ  ชายผู้นั้น  คือผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมแห่งนี้...คุณธามเมธี  ภาคินวงศ์...
 

ธามเมธีและทิพยดาทักทายกันตามประสาคนรู้จักกัน  ทันทีที่ชายหญิงทั้งสองเดินเข้ามาใกล้กัน  ปากกาของชายหนุ่มที่หน็บไว้ในกระเป๋าเสื้อพลันร่วงหล่นสู่พื้น  เจ้าของปากการีบก้มลงไปเก็บวัตถุขนาดจิ๋วอย่างรวดเร็ว  ทว่าเป็นจังหวะ
เดียวกับที่มือเรียวยาวของหญิงสาวได้สัมผัสกับมืออันแข็งแกร่งของชายหนุ่มด้วยความบังเอิญ !
                   ชายหนุ่มรู้สึกราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านจากมือของเธอมาสู่มือของเขา  หัวใจพลันกระตุกวูบขึ้นมาทันใด  ร่างกายสั่นเทิ้มเล็กน้อย  ใบหน้าร้อนผะผ่าวอย่างห้ามตนเองไม่อยู่ 
                   เขาเกิดความรู้สึกแบบนี้กับยายหนูญ่าอีกแล้ว...
                  เมื่อผู้บริหารหนุ่มผินหน้ามาทางหญิงสาว  เป็นจังหวะที่ใบหน้าของชายหญิงทั้งสองหันเข้าหากันพอดิบพอดี  ดวงตาคมกริบประสานกับดวงตาคู่สวย  จมูกของทั้งคู่เกือบจะชนกัน  ธามเมธีและทิพยดาต่างตกอยู่ในภวังค์...ห้องที่
แอร์เย็นเฉียบกลับไม่รู้สึกหนาวแม้แต่น้อย  ตรงกันข้ามบรรยากาศในห้องกลับอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก  ราวกับโลกทั้งใบเป็นสีชมพูที่มีเพียงเขาและเธอเท่านั้น...
                  “ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ  หนูญ่า  ผมเนี่ยซุ่มซ่ามจริง ๆ เลย...ปากกาด้ามนิดเดียว ยังทำตกได้”  เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล  จนกระตุกหัวใจ  คนฟัง  ให้เคลิบเคลิ้มได้ไม่น้อย
                  “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ  คุณธาม เรื่องแค่นี้เอง  เล็กน้อยมาก”   เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานปานน้ำผึ้ง  ทำให้ชายหนุ่มหัวใจอ่อนยวบเลยทีเดียว
                  “เอ่อ...หนูญ่าครับ  มากินข้าวโต๊ะเดียวกับผมนะ...จะได้คุยเรื่องคดีของผมด้วย  หนูญ่าคงรู้เรื่องที่หัวหน้าคุณบอกแล้วสินะ”   หนุ่มหล่อถามเพื่อความแน่ใจ
                  “อ๋อ  หนูญ่ารู้แล้วค่ะ  สารวัตรบอกฉันเมื่อตอนบ่ายแล้ว”  สาวสวยมากเสน่ห์พยักหน้า   “ได้ค่ะ ฉันจะกินข้าวโต๊ะเดียวกันกับคุณ”  น้ำเสียงของหญิงสาวเรียบเฉย  แต่แววตากลับแพรวพราวด้วยความยินดี
                 ...ทำไมเธอถึงดีใจขนาดนี้นะ  ไม่เข้าใจตัวเองเลย...!
 

ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้ร่วมโต๊ะอาหารกัน  ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นที่เคาน์เตอร์ของโรงแรมเสียก่อน
                 “คุณค่ะ  แหวนของฉันหายไปค่ะ  ต้องมีพนักงานคนใดคนหนึ่งของคุณแอบขโมยแหวนที่อยู่ในห้องพักแน่ ๆ เลยค่ะ”   หญิงวัยกลางคนโวยวายเสียงดังลั่น  โดยที่ข้างกายของหล่อนก็มีชายคนหนึ่งยืนกอดอกด้วยสีหน้าที่ไม่ต่างกัน
                 “ใจเย็น ๆ ครับ  คุณลูกค้า...เดี๋ยวทางโรงแรมจะจัดการให้ครับ”   บริกรชายของโรงแรมเอ่ยอย่างใจเย็น
                 “มีเรื่องอะไรกันเหรอครับ ?  ผม...ธามเมธี  เป็นเจ้าของโรงแรมครับ  มีอะไรบอกผมโดยตรงได้เลยครับ”   ผู้บริหารหนุ่มซึ่งทราบเรื่องจากบริกรในห้องอาหาร  ก็รีบมาที่บริเวณแผนกประชาสัมพันธ์อย่างรวดเร็ว  และทิพยดาก็ขอตาม
ออกมาด้วย
                 “ก็พนักงานของคุณน่ะสิคะ  ริอาจเป็นขโมย  เอาแหวนของฉันไปค่ะ”
                 “จริงเหรอครับ  คุณหาแหวนคุณทั่วหรือยังครับ  บางทีอาจจะหล่นอยู่ตรงมุมไหนของห้องก็ได้ ?”  คุณธามเอ่ย
                 “ฉันหาทั่วแล้วจริง ๆ ค่ะ  แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ...”   เจ้าของแหวนส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง   “ฉันแค่ถอดแหวนมาทำความสะอาด  แล้ววางไว้บริเวณอ่างล่างหน้าในห้องน้ำเอง  แล้วฉันก็ออกจากห้องไปพร้อมกับน้องชายฉัน  
โดยที่ฉันลืมแหวนไว้ในห้องน่ะค่ะ”
                “น้องชายของคุณเป็นคนหยิบแหวนไปหรือเปล่าครับ ?” ธามเมธีสงสัย
                “นี่คุณกล่าวหาน้องชายฉันว่าเป็นขโมยหรือคะ !” หล่อนโพล่งออกมา
                “ไม่ใช่นะครับ  ผมแค่สันนิษฐานน่ะครับ”  ชายหนุ่มอธิบาย
                “ไม่รู้ล่ะ  ยังไงคุณก็ต้องเอาผิดกับพนักงานของคุณให้ได้ค่ะ  ไล่มันออกไปเลยยิ่งดี”  เจ้าของแหวนสะบัดเสียงใส่หนุ่มเจ้าของโรงแรม
                “โอเคครับ  ถ้าพนักงานผมผิดจริง  ผมก็จะลงโทษตามกฎหมายครับ”  นักธุรกิจหนุ่มเอ่ยด้วยความหนักแน่น
                ขณะที่บรรยากาศในโรงแรมกำลังตึงเครียด  จู่ ๆ แสงแห่งความหวังก็ส่องลงมาหาธามเมธีจนได้  เมื่อเสียงความคิดของชายคนหนึ่งซึ่งเป็นน้องชายของหญิงวัยกลางคน  ดังเข้ามาในสมองของทิพยดา
               ...ไอ้พี่หน้าโง่เอ๊ย !  ฉันเป็นคนหยิบแหวนไป  ยังไม่รู้ตัวอีก  งั้นก็ดี !  ฉันจะได้เอาแหวนไปขาย  เอาเงินไปใช้หนี้เสียที...
               ตำรวจสาวพราวเสน่ห์ได้ยินเช่นนั้น  จึงคิดวิธีช่วยชายหนุ่มออก  ซึ่งก็มีอยู่วิธีเดียวเท่านั้น  นั่นก็คือ  
               ...การสะกดจิต !...
               หนูญ่าไม่รอช้า  รีบดีดนิ้วและกะพริบตาพร้อมกันทันที  เพื่อให้ชายวัยกลางคนทำตามคำสั่งของเธอ
               ...จงพูดความจริงว่านายเป็นคนหยิบแหวนของพี่สาวเธอไป  เพราะจะเอาเงินไปใช้หนี้  และหยิบแหวนออกมาให้ทุกคนได้เห็นพร้อมกัน  เดี๋ยวนี้ !...
               สิ้นคำสั่งของตำรวจสาว  หัวขโมยตัวจริงก็เผยตัวออกมาทันที
              “ฉันเป็นคนหยิบแหวนของพี่ไปเอง  เพื่อจะเอาเงินไปใช้หนี้”  ดวงตาของเขาเลื่อนลอย  ราวกับหุ่นยนต์อัตโนมัติที่ถูกตั้งเวลาให้พูดก็ไม่ปาน  พลางล้วงมือไปที่กระเป๋ากางเกง  และหยิบแหวนของพี่สาวออกมาทันที
              “นี่มันแหวนของฉันนี่  แกเป็นคนเอาไปเหรอ  ไอ้น้องเลว !”  เมื่อคนเป็นพี่เห็นแหวนแค่แวบเดียวเท่านั้น  ก็รู้ทันทีว่าแหวนวงนั้นเป็นของหล่อนอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  เธอจึงกระหน่ำทุบไปที่ต้นแขนของน้องชายรัว ๆ ด้วยความโมโห
              “เอ่อ...ดิฉันต้องขอโทษทุกคนด้วยนะคะ  เป็นเรื่องเข้าใจผิดค่ะ”  เจ้าของแหวนเอ่ยอย่างละล่ำละลัก  พลางลากตัวน้องชายเจ้าปัญหาไป  เคลียร์  กันต่อในห้องทันที
              ธามเมธีเป่าปากออกมาด้วยความโล่งอกที่ปัญหาทุกอย่างจบลงด้วยดี  “ขอบคุณหนูญ่ามาก ๆ เลยนะ  ที่มาช่วยเคลียร์ปัญหาให้ผม  ไม่งั้นโรงแรมผมเสียชื่อเสียงแน่ ๆ...ผมไม่ยักรู้เลยนะ ว่าหนูญ่าสามารถ  สะกดจิต  คนให้ทำตามคำสั่ง
ได้ด้วย” 
              “หนูญ่าสะกดจิตได้แค่ผู้ชายเท่านั้นค่ะ  เหมือนกับที่หนูญ่าอ่านความคิดของผู้ชายได้นั่นแหละ”  เธอยิ้มด้วยความภูมิใจ
              “นี่สินะ  ที่เรียกว่า   ่สวยสะกด…จิต ่   น่ะครับ...ผมเพิ่งรู้ที่มาวันนี้เอง”  ธามเมธีพูดทีเล่นทีจริง  พลางหัวเราะออกมาเบา ๆ
             “โอ้โห !  คุณธามถึงกับตั้งฉายาให้หนูญ่าเลยเหรอคะ เนี่ย”  สาวเจ้าเสน่ห์ยิ้มเขิน ๆ
             “ใช่ครับ”  เขายิ้มมุมปาก  “เราไปกินข้าวที่ห้องอาหารกันต่อดีกว่าครับ  หนูญ่า” 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น