โทรจิต...สะกิดรัก

ตอนที่ 12 : สถานะแฟน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    20 เม.ย. 64

 

 

ร่างของหนูญ่านิ่งงันราวกับคนใบ้ขึ้นมากะทันหัน  เมื่อธามเมธีมองมาที่เธอด้วยสายตาเว้าวอนอย่างรอคอยคำตอบ 
                      “เรามาเป็นแฟนกันนะ  หนูญ่า”
                หัวใจของทิพยดาพลันบีบรัดอย่างรุนแรง  บอกไม่ได้ว่าเธอรู้สึกดีขนาดไหน  ความลังเลยังคงก่อกวนในใจของเจ้าหล่อน  ใจหนึ่งก็อยากตอบตกลงเป็นแฟนกับเขาใจจะขาด  ส่วนอีกใจก็คิดว่ามันจะเร็วเกินไปไหมที่จะคบกัน  แต่สุดท้ายเธอก็ปล่อยตัวเองให้ล่องลอยไปกับความต้องการของหัวใจ
                      “ตกลงค่ะ  หนูญ่าจะเป็นแฟนกับคุณธาม  ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป”  ตำรวจสาวคลี่ยิ้มอวดฟันขาวราวไข่มุก
                      ชายหนุ่มรีบคว้าร่างบางมากอดแทบจะทันทีที่เธอเอ่ยจบ  ก่อนก้มลงดูดซับคำพูดของหญิงสาวด้วยริมฝีปากรูปกระจับของเขา...เป็นจูบที่นุ่มนวลละมุนละไมยิ่งนัก...
                      วินาทีนี้เขาต้องการให้เธอรับรู้ถึงความรู้สึกที่มีอย่างมากล้นในหัวใจ...สัมผัสถึงความหวานที่เขาตั้งใจมอบให้ผู้หญิงที่เขารักเพียงคนเดียว
                   ทั้งสองต่างไม่ได้ยินเสียงอะไร  นอกจากเสียงลมหายใจของกันและกัน  ทิพยดาหลับตาพริ้ม  เธอรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังอยู่ในนิทราอันแสนหวาน  จนไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย  ความวาบหวามที่ได้รับทำให้เจ้าหล่อนเผลอเบียดกายเข้าหาเขาอย่างไม่ทันรู้ตัว
                      เมื่อรับรู้ได้ถึงแรงปรารถนาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  ธามเมธีก็เรียกสติของตัวเองกลับคืนมา...และถอนริมฝีปากออกจากเธออย่างอ่อนโยน
                     “ผมขอบคุณนะ หนูญ่า  ที่ยอมตกลงเป็นแฟนกับผม...ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้หนูญ่าเสียใจเป็นอันขาดเลยครับ”  ถ้อยคำหนักแน่นอันเปี่ยมไปด้วยความจริงใจทำให้หญิงสาวรู้สึกเต็มตื้นอย่างบอกไม่ถูก
                     และเจ้าหล่อนก็ทำในสิ่งที่ชายหนุ่มคาดไม่ถึง  เมื่อเธอไล้ปลายจมูกลงบนแก้มของนักธุรกิจหนุ่มสองข้าง  พลางสูดกลิ่นแก้มของเข้าไป
                     “ฮึ...หนูญ่านี่เจ้าเล่ห์เหมือนกันนะ  หอมแก้มผมสองข้างเลย  เอาเปรียบกันนี่นา”  เขายื่นปากอย่างแสนงอน
                    “เอาเปรียบกันยังไงคะ  คุณธาม คุณจูบหนูญ่า  หนูญ่าหอมคุณกลับ...ไม่โกงนะคะ”  สีหน้าและน้ำเสียงของเธอแลดูสดใส  ราวกับดอกไม้แรกแย้มก็ไม่ปาน
                    ธามเมธีกุมมือทิพยดาไว้  แล้วพาหญิงสาวออกมาที่ระเบียง  พลางบุ้ยใบ้ให้เธอแหงนมองพระจันทร์ครึ่งดวงที่ลอยเด่นอยู่กลางนภา 
                    “ผมว่าตอนนี้ความรักของเราส่องสว่างเจิดจ้า  เช่นเดียวกับแสงของจันทราในยามนี้เลยเนอะ”
                    “ใช่ค่ะ  วันนี้พระจันทร์สวยมาก  ถึงแม้จะมีเพียงครึ่งดวง  ก็เหมือนกับความรักของเราสองคนนะคะ  ที่เริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป  ไม่เร่งเร้า...หนูญ่าว่าความรักแบบนี้ละที่ยั่งยืนและจะอยู่กับเราไปได้ตลอดค่ะ”
                   “ครับ ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”  ชายหนุ่มแย้มยิ้ม  พลางสบสายตาเธอด้วยความรัก
                   “ผมสัญญาว่าในระหว่างที่ผมกับหนูญ่าเป็นแฟนกัน  ผมจะไม่ทำอะไรเกินเลยกับหนูญ่า  นอกจาก  หอม   หรือ  จูบ   เท่านั้นครับ”
                  “หนูญ่าเชื่อคุณธามค่ะ”  เธอว่าพลางเข้าไปสวมกอดเขาจากด้านหลัง  สร้างความอบอุ่นให้เกิดขึ้นในหัวใจ
                  ...เธอเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลกเลยละ  ที่ได้รักผู้ชายคนนี้...

 

หลังจากธามเมธีบอกกับทุกคนในครอบครัวว่า  เขากับหนูญ่าเป็นแฟนกันแล้ว  คนที่รับรู้ข่าวดีนี้ต่างดีใจกันยกใหญ่  เพราะในที่สุดบุตรชายคนโตก็มีแฟนกับเขาสักที
                  สองหนุ่มสาวคุยกันแล้วว่าพวกเขาจะไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันหนึ่งอาทิตย์  โดยให้เลขา ฯ ส่วนตัวของชายหนุ่มจองห้องพักให้พวกเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยธามเมธีกับทิพยดาจะเดินทางไปกับรถเก๋งสีดำสนิทที่มีกระจกกันกระสุน  และมีตำรวจซึ่งเป็นลูกทีมของผู้กองสาวประมาณห้าคนติดตามไปด้วย  เพื่อความปลอดภัยของเขาและเธอ 
                    อย่างไรก็ตามการไปของทั้งสองจะต้องเป็นความลับ  นอกจากบิดา มารดา  น้องชายและน้องสาวของผู้บริหารหนุ่ม  และกรรัมภาแล้ว  จะไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาอยู่ต่างจังหวัด  แต่คนอื่นจะเข้าใจว่าทุกคนยังอยู่ที่บ้าน
                    “คุณกรรัมภา เลขา ฯ ของคุณ  เธอกลับจากการไปเยี่ยมแฟนที่ป่วยอยู่ต่างจังหวัดแล้วเหรอคะ”  ทิพยดาชวนคุณธามคุยระหว่างที่นั่งรถไปด้วยกันในเวลาเช้าตรู่ของวันศุกร์
                   “ใช่ครับ หนูญ่า  แฟนของเธออาการดีขึ้นมากแล้ว”
                   “หนูญ่าต้องขอโทษคุณธามด้วยนะคะที่เคยเข้าใจคุณกรรัมภาผิด  คิดว่าเธอเป็นคนร้ายที่จะฆ่าคุณน่ะค่ะ”  หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่ว
                   “ไม่เป็นไรหรอกครับ  ผมรู้ว่าที่หนูญ่าทำทุกอย่างก็เพราะเป็นห่วงผม”  เขาปรายตามองเจ้าหล่อนด้วยแววตาหวานเชื่อม  ซึ่งผู้กองสาวก็สบตาเขาด้วยแววตาหวานซึ้งไม่ต่างกัน...
                  การเดินทางใช้เวลาเกือบทั้งวัน  เพราะเส้นทางที่จะขึ้นดอยค่อนข้างแคบ  พวกเขาต้องลัดเลาะไปในป่า  ข้ามลำห้วย  กว่าจะขึ้นมาถึงรีสอร์ตเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง  ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย  พระอาทิตย์ก็ตกดินพอดี  โดย
รีสอร์ตแห่งนี้  ไม่ได้เป็นกิจการในเครือภาคินกรุ๊ปของครอบครัวธามเมธีแต่อย่างใด  ด้วยทั้งสองไม่ต้องการให้คนร้ายรู้พิกัดของพวกเขา
                คุณธามพาหนูญ่าชมทิวทัศน์สองข้างทาง  ชายหนุ่มเห็นตำรวจสาวสูดกลิ่นดินกลิ่นหญ้าด้วยความรู้สึกสดชื่น  อีกทั้งยังได้ยินเสียงนกหรือแมลงแข่งกันส่งเสียงเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณอีกด้วย  จนทั้งสองขึ้นไปยังบ้านเรือนไม้แบบโบราณ  หากปัจจุบันทางรีสอร์ตได้ดัดแปลงเป็นร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหาร  เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศแบบพื้นบ้านของชาวเหนือแท้ ๆ
                  เมื่อชายหญิงทั้งสองเข้าไปยังที่พักเรียบร้อยแล้ว  ชายหนุ่มก็แทบอยากจะกระโจนลงไปนอนบนเตียงทันที  ทว่าทิพยดากลับโพล่งขึ้นมาเสียอย่างนั้น
                  “คุณธามต้องไปอาบน้ำก่อนค่ะ”
                 “นอนเลยไม่ได้เหรอครับ  ผมง่วงมากเลย” เขาบ่นพึมพำ  ทว่าสักพักชายหนุ่มก็นึกขึ้นได้ว่าเขาต้องนอนห้องเดียวกับหนูญ่า  จึงรีบเด้งตัวขึ้นมาจากที่นอน  “โอเคครับ ผมอาบน้ำก็ได้”
                 “หนูญ่าอาบก่อนเถอะครับ”  เขาผายมือให้หญิงสาว
                 “ไม่เป็นไรค่ะ คุณธามอาบก่อนเลย”
                 “เอาอย่างนั้นเหรอหนูญ่า...ก็ได้ครับ”  ธามเมธีว่า ก่อนที่จะเข้าไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ
                 หลังจากทั้งสองทำความสะอาดร่างกายของตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว  มือใหญ่ของซีอีโอหนุ่มก็ลูบเรือนผมของเธอแผ่วเบา  ก่อนที่จมูกโด่งได้รูปจะค่อย ๆ เคลื่อนไปแตะลงบนแก้มอันนุ่มนิ่มของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาว
อย่างอ่อนโยน
                 หญิงสาวช้อนสายตามองเขา  ก่อนที่เธอจะเป็นฝ่ายเงยหน้าประทับจุมพิตลงที่ริมฝีปากของเขาเสียเอง  จนเขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง  ก่อนจะเผยอปากตอบรับจุมพิตของเจ้าหล่อนที่ทาบทับลงมา...
                 “คราวนี้คุณธามหอมหนูญ่า  ส่วนหนูญ่าก็จูบคุณธามกลับบ้าง...สลับกันค่ะ”  น้ำเสียงและแววตาของเธอแลดูสดใส 
                “นับเป็นจูบราตรีสวัสดิ์ที่ทำให้ผมมีความสุขมากเลยครับ  หนูญ่า...”  เขาคลี่ยิ้มกว้างด้วยความรู้สึกอิ่มเอมในหัวใจ
                “กู๊ดไนท์ คิซ  ค่ะ  คุณธาม”  เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานปานจะหยด  ก่อนที่จะเห็นเขาลุกขึ้นไปปิดไฟ  แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงเดียวกันและดึงร่างบางเข้าสู่อ้อมกอด 
                สองฝ่ามือสอดประสานแนบแน่น  พร้อมกับสายตาสองคู่ที่ประสานกันนิ่ง  และหลับใหลไปในอ้อมกอดของกันและกัน  โดยที่ไม่มีอะไรเกินเลยไปมากกว่านั้น...

 

เกรียงไกรสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างเมื่อมองผ่านกระจกมองหลังของรถยนต์แล้ว  เห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขับจี้กระชั้นตามหลังมา  เมื่อเปิดไฟให้ทาง  รถจักรยานยนต์นั้นกลับไม่ยอมแซง  พลางเล็งปลายกระบอกปืนมาที่รถ
                 ปัง!
                 คนร้ายลั่นกระสุนใส่ทันที เป็นจังหวะเดียวกับที่เกรียงไกรเหยียบเบรกชะลอความเร็วแล้วหักพวงมาลัยหลบ  ทำให้กระสุนปืนเฉียดรถฝั่งที่เขานั่งไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด !
                 วาสิฏฐีหยิบปืนออกมา  พลางลดกระจกหน้าต่างลง แล้วยิงเข้าไปที่ล้อหน้าของมอเตอร์ไซค์จนมันเสียหลัก  จ่าร่างอ้วนจึงอาศัยโอกาสนั้นเลี้ยวรถออกไปนอกเส้นทางโดยไม่รอช้า
                 เส้นทางที่เลี้ยวมาเป็นทางเปลี่ยว  ที่แย่กว่านั้นคือมีรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งโผล่พรวดออกมาดักหน้า  จนเกรียงไกรต้องเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน
                “เราจะทำยังไงกันดี  หมวดวิว”  คนซึ่งทำหน้าที่ขับรถพูดละล่ำละลัก
                คนขับมอเตอร์ไซค์เดินย่างสามขุมเข้ามาที่ตัวรถ  โดยที่มันยังสวมหมวกกันน็อกไว้ที่ศีรษะ  เผยให้เห็นร่างสมส่วนของหญิงสาวชุดดำที่เล็งปลายกระบอกปืนมายังกระจกหน้ารถ  แล้วสั่ง
                “ทุกคนลงมาจากรถเดี๋ยวนี้ !”
                ตำรวจทั้งสองจึงค่อย ๆ  ก้าวลงมาจากรถ 
               “วางปืนลง !”  ผู้ร้ายสาวสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ  ฟังแล้วรู้สึกหนาวเยือกไปทั่วสรรพางค์กาย
               มันสอดส่ายสายตาหาใครบางคน  พลางโพล่งกึ่งโวยวาย
              “นางผู้กองทิพยดาหายไปไหน ?”
              “เป้าหมายของแกคือพี่หนูญ่าอย่างนั้นเหรอ”  ผู้หมวดสาวถามกลับ
              “ฮึ ๆ เป้าหมายของฉันคือตำรวจทุกคนที่มายุ่งกับแก๊งนันทิต่างหากเล่า...แต่นางทิพยดาหรือหนูญ่าอะไรนั่นเป็นคนที่ฉันจะต้องแก้มือ  เพราะฉันเคยต่อสู้กับมันแล้วแพ้...ถูกมันยิงตกทะเล  เกือบเอาชีวิตไม่รอดแน่ะ...แต่ฉันเป็น
คนดวงแข็ง  ไม่ยอมตายง่าย ๆ หรอก”   สีหน้าของนักฆ่าสาวถมึงทึงอย่างเห็นได้ชัด
               ได้ยินดังนั้นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทั้งสองก็ถึงบางอ้อทันที   จำได้แล้วว่าสตรีตรงหน้านี้คือนักฆ่าสาวของแก๊งนันทิ    ที่เคยพยายามฆ่าทิพยดากับธามเมธีที่ชลบุรีนั่นเอง...
              “ถ้าอย่างนั้นคราวนี้ฉันจะฆ่าลูกน้องของนางหนูญ่าก่อนละกัน”  หญิงชุดดำเอ่ยด้วยดวงตาวาวโรจน์ดั่งไฟแห่งขุมนรก  พลางระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น  และทิ้งปืนในมือเช่นกัน
             “นางผู้กองของแกคงเสียใจน่าดู...ถ้าต้องสูญเสียลูกน้องฝีมือดีถึงสองคน”
              คำสบประมาทแกมดูแคลนนั้น  ทำให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาวหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว  เธอขบกรามจนนูนเป็นสัน  ระเบิดอารมณ์คุกรุ่นที่ปะทุอยู่ภายในออกมา  และเป็นฝ่ายโรมรันรุกนักฆ่าสาวทันที

 

ระหว่างที่วาสิฏฐีกำลังต่อสู้กับคนร้ายตัวต่อตัวอยู่  รถจักรยานยนต์อีกคันก็แล่นมาจอดหลังรถยนต์ของเกรียงไกร  ก่อนที่ร่างกำยำของชายคนหนึ่งที่ยังคงสวมหมวกนิรภัยไว้บนศีรษะจะก้าวลงมาจากยานพาหนะ  ชายคนนั้นจ่อปืนเล็งไปที่
จ่าร่างอ้วน  วัยราวสี่สิบต้น ๆ 
             คนที่กำลังตกเป็นเป้าต้องเอี้ยวตัวหลบปลายกระบอกปืนด้วยหัวใจที่เต้นระทึก  จนกระสุนเจาะเข้าที่บ่าด้านซ้ายอย่างจัง  เกรียงไกรอาศัยจังหวะที่มือปืนกระหยิ่มยิ้มย่องเตะปืนในมือของมันจนร่วงหล่นสู่พื้น และใช้กำปั้นชกที่ใบหน้าของคนร้ายอย่างสุดแรงเกิด  ทว่าคนที่ถูกชกกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย  ชายที่สวมหมวกกันน็อกใช้กำปั้นชกเข้าที่ดั้งจมูกของคู่ต่อสู้  จนเลือดกำเดาสีแดงฉานไหลออกมา ก่อนจะใช้เท้าถีบที่หน้าอก และชกเข้าที่ท้องของตำรวจชั้นผู้น้อยเข้าเต็มรัก  จนคนถูกอัดทรุดฮวบลงไปกับพื้น
                  มือปืนเตะเข้าไปที่ชายโครงของร่างที่งอก่องอขิงอยู่บนพื้น  พลางใช้เท้าเหยียบที่บ่าซ้ายของเกรียงไกรซึ่งบาดเจ็บจากการถูกยิง  จนเขาถึงกับร้องครางด้วยความเจ็บปวด
                  “อ๊ากกก !”
                 “ฮึ !  จบสิ้นกันสักทีนะ”  นักฆ่าหัวเราะอย่างผู้ชนะ  พลางจ่อปืนเล็งไปที่ศีรษะของคนที่ร้องครวญคราง
                 แต่เกรียงไกรไม่ยอมให้พญามัจจุราชเอาชีวิตไปได้ง่าย ๆ  เขาใช้ขาเตะไปที่ต้นขาของผู้ร้าย  จนอีกฝ่ายเสียหลักล้มลงกับพื้น 
                จังหวะนั้นตำรวจชั้นผู้น้อยหยิบปืนที่หล่นอยู่แถวนั้นขึ้นมา  ประจวบเหมาะกับที่  มือปืนใจโหด  หันมาทางเขาพอดิบพอดี  ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จึงสาดกระสุนเข้าที่ชายโครงด้านขวาของอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง  จนเลือดของมันไหลทะลักออกมา  คนที่เสียทียังไม่ยอมแพ้  มือที่สั่นเทาหยิบมีดซึ่งเหน็บไว้ข้างเอวหวังจะแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจ  แต่จ่าเกรียงไกรไวกว่า  เขายิงเข้าที่หน้าอกคนร้ายหนึ่งนัด  และยิงตัดขั้วหัวใจปลิดชีวิตมือปืนหนุ่มได้สำเร็จ !

 

ทางด้านหมวดวิวที่กำลังต่อสู้กับนักฆ่าสาวอย่างดุเดือด  ตำรวจสาวเป็นฝ่ายเสียท่าให้กับผู้ร้าย  ถูกหญิงชุดดำเตะเข้าที่ปลายคาง จนเสียหลักล้มลงไป  ฝ่ายที่ได้เปรียบหยิบมีดสั้นออกมา  หมายจะเข้าไปแทงมือปราบสาว
                   แต่วาสิฏฐีไม่ยอมให้นักฆ่าปลิดชีวิตได้ง่าย ๆ  เธอหยิบก้อนหินในบริเวณนั้น  ปาใส่ศีรษะของ หญิงใจโหด  อย่างแรง จนอีกฝ่ายเซไปเล็กน้อย มีดสั้นที่ถืออยู่ร่วงหล่นจากมือ  ผู้หมวดสาวยันกายขึ้นมาจากพื้น  ก่อนจะเตะเข้าไปที่
ข้อพับขาทั้งสองข้างของคนร้าย จนฝ่ายนั้นลงไปคุกเข่ากับพื้น
              ทว่านักฆ่าสาวแกร่งกว่าที่คิด  มันใช้กำปั้นอัดเข้าที่ขาอ่อนทั้งสองข้างของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาว  จนเธอเสียหลักล้มลงไป  หญิงชุดดำอาศัยจังหวะที่เจ้าหล่อนเสียที  คลานไปหยิบมีดสั้นที่หล่นอยู่บนพื้น  แต่คนร้ายก็ทำไม่สำเร็จ  เพราะวาสิฏฐีรีบลุกขึ้นมา  พลางใช้เท้าเหยียบที่มืออันบอบบางของหญิงชุดดำ
                   “บอกมา  หัวหน้าของแก๊งนันทิ  คือเสี่ยพินิจใช่ไหม”  หมวดวิวตะคอกอย่างโกรธเกรี้ยว
                   ฝ่ายนั้นไม่ยอมตอบ  แต่กลับหัวเราะอย่างผู้ชนะ
                  “แกไม่มีวันจับฉันเข้าคุกได้หรอก  นางตำรวจหน้าโง่”
                  สิ้นคำของคนร้าย มอเตอร์ไซค์อีกคันที่แล่นมาทางด้านหลังก็เล็งปากกระบอกปืนมาที่ตำรวจสาว  แต่ผู้ที่กำลังตกเป็นเป้ากระโดดหลบวิถีกระสุนได้อย่างทันท่วงที !
                 “บ๊ายบาย ครั้งนี้แกรอดตัวไป  แต่ครั้งหน้าอย่าหวังว่าจะรอด...ฝากความคิดถึงไปถึงพี่หนูญ่าของแกด้วยนะ”  หญิงชุดดำโบกมือลาอย่างยียวน

 

“ครั้งนี้  จ่าอย่าบอกพี่หนูญ่านะว่าวันนี้เราสองคนถูกลอบทำร้ายน่ะ”  ผู้หมวดสาวเอ่ยกับเกรียงไกร
                 “ผมไม่บอกผู้กองหรอกครับ  เดี๋ยวผู้กองกับคุณธามจะหมดสนุกกันพอดี  เห็นว่าเพิ่งจะตกลงเป็นแฟนกันด้วย...คู่นี้เคมีเข้ากั๊น...เข้ากันเนอะ...ว่าไหมหมวด”  ประโยคสุดท้ายเขาเอ่ยเสียงสูงอย่างยียวน
                 “ใช่เลยค่ะจ่า  พี่หนูญ่ากับคุณธามดูเหมาะสมกันมาก ๆ เขาสองคนคงเกิดมาเป็นคู่แท้กันเนอะ”  เจ้าหล่อนพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย
                 “ผู้กองอุตส่าห์ไว้ใจให้เราสองคนทำงานแทนขนาดนี้  อย่าทำให้ผู้กองผิดหวังเด็ดขาดเลยนะ”  ตำรวจชายวัยกลางคนผู้ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่เอ่ย
                 “แน่นอนค่ะ” หญิงสาวเอ่ยอย่างหนักแน่น พลางทำท่าตะเบ๊ะอย่างไม่จริงจังนัก 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น