โทรจิต...สะกิดรัก

ตอนที่ 11 : วิชา ่สะกดจิต ่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    19 เม.ย. 64

 

 

เมื่อร่างของธามเมธีพ้นประตูรั้วออกไปเพียงไม่กี่ก้าว  ไฮโซหนุ่มก็พลันรู้สึกเจ็บแปลบที่บ่าข้างขวา  ราวกับมีอะไรบางอย่างมากระแทกเขาอย่างจัง
                      โอ๊ก !
                      แรงปะทะนั้นทำให้ชายหนุ่มล้มลงไปกับพื้นอีกครั้ง  เขารีบหันขวับไปยังด้านหลังก็พบไม้หน้าสามหล่นอยู่ในบริเวณนั้น
                      ชายผู้เคราะห์ร้ายสั่นสะท้านไปทั่วสรรพางค์กาย  เมื่อเขาเห็นชายชุดดำวิ่งโร่เข้ามาหาเขา  สมองของคุณธามพยายามคิดหาทางเอาตัวรอด  ฉับพลันเขาก็กะพริบตาพลางขยับนิ้วโป้งไปกระทบกับนิ้วนางให้เกิดเสียงดังเปาะ !
                     ...ไม้หน้าสาม จงย้อนกลับไปกระแทกที่หัวของไอ้คนร้ายเดี๋ยวนี้ !... 
                    ไม่กี่อึดใจ  เจ้าวัตถุดังกล่าวก็ค่อย ๆ ขยับ  และลอยขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว  ก่อนจะพุ่งไปยังทิศทางที่ชายร่างยักษ์ยืนอยู่  พร้อม ๆ กับเสียงร้องของมัน
                    “โอ๊ย !” 
                    ชายหนุ่มลืมตามองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า...เห็นคนร้ายนอนหมดสติอยู่ที่พื้น  เลือดไหลออกมาจากศีรษะ
                    เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก  ที่  พลังจิต   ของเขายังใช้การได้ดีอยู่  ไม่อย่างนั้นเขาคงถูกชายใจเหี้ยมจับตัวไปแล้ว...
                    ทว่าซีอีโอหนุ่มก็โล่งใจได้ไม่นาน  เมื่อมีใครบางคนเอาผ้าอะไรบางอย่างมาโปะที่ใบหน้าของเขา  พร้อมกับที่จมูกของเขาได้กลิ่นฉุนแปลก ๆ  เข้าใจชัด  มันคือยาสลบนั่นเอง !
                   “หยุดนะ !  ปล่อยคุณธามเดี๋ยวนี้”  หญิงสาวคนหนึ่งแผดเสียงใส่คนร้าย
                   แต่คนร้ายอีกคนซึ่งเป็นชายร่างเพรียว  กลับไม่ยอมปล่อยชายหนุ่มไปง่าย ๆ  เธอจึงเล็งปืนไปที่หน้าผากของมัน
                   ปัง !
                  แม่นอย่างกับจับวาง  ลูกตะกั่วเจาะเข้าไปที่หว่างคิ้วของคนร้าย  จนมันสิ้นใจคาที่ !
                  “นะ...หนูญ่า” ธามเมธีปรือตามองคนที่มาช่วยเหลือเขา ก่อนที่จะสลบไปเพราะฤทธิ์ยา
                  ส่วนจ่าเกรียงไกรซึ่งเป็นคู่หูของผู้กองสาวก็รีบจับชายร่างใหญ่อีกคนที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้น  ขึ้นรถตำรวจไปส่งโรงพยาบาล  และควบคุมตัวมันไว้ไม่ให้หนีไปไหนได้

 

ภายในห้องที่เงียบสงบ  เปลือกตาของธามเมธีค่อย ๆ เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความยินดีของทุกคน...
                  “ตาธามเป็นยังไงบ้าง  แม่กับพ่อเป็นห่วงมากเลยรู้ไหม”  ธดาภรณ์กับธีระลุกขึ้นจากเก้าอี้  พลางขยับไปยืนใกล้ ๆ  บุตรชายคนโต
                  “แม่  พ่อ !  ชายหนุ่มรีบเด้งตัวขึ้นมาจากเตียง ก่อนจะส่งยิ้มให้กับบุพการีทั้งสองด้วยความยินดี
                 “พี่ธามเป็นยังไงบ้างคะ  เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นที่บ้านได้ยังไง”  ธีรฉัตรโพล่งถามพี่ชายด้วยความกังวล
                 “ใช่ครับ มันกล้าบุกมาถึงที่บ้านแบบนี้ สงสัยต้องมีคนในบ้านเป็นสายให้กับพวกมันแน่ ๆ”  ธีธัชขบกรามจนเป็นสันนูน
                 “ว่าแต่ตาธามเถอะ  ไม่เจ็บตรงไหนแน่นะ”  ผู้เป็นมารดาว่า  พลางยื่นมือไปสัมผัสแก้มใสของธามเมธีอย่างห่วงใย
                “ไม่ครับ ผมสบายดี แค่เจ็บและมึนหัวนิดหน่อยครับ” ชายหนุ่มคลำป้อย ๆ บริเวณศีรษะที่มีผ้าพันอยู่  เนื่องจากเขาถูกคนร้ายเหวี่ยง  จนหน้าผากไปกระแทกเข้ากับรั้วบ้าน
                เมื่อพูดถึงอาการของตนเอง  ก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงใครบางคน
               “แล้วหนูญ่าล่ะครับ  ผมจำได้ว่าหนูญ่ามาช่วยผมจากคนร้าย  ตอนที่ผมถูกโปะยาสลบน่ะครับ”
               “อ๋อ...พี่หนูญ่าเพิ่งออกไปเมื่อกี้เองค่ะ ตั้งแต่เกิดเรื่องเธอก็คอยเฝ้าพี่ธามอยู่ไม่ห่างเลยนะ  จนเมื่อแน่ใจว่าพี่ธามปลอดภัยแน่ ๆ แล้ว  เธอจึงกลับไปทำงานค่ะ”  ธีรฉัตร  เป็นคนตอบ
               “ต้องขอบคุณฝ้ายด้วยนะ  ที่เป็นคนโทรศัพท์ไปหาหนูญ่าให้มาช่วยตาธามได้ทันเวลาน่ะ”  ฝ้ายที่ธีระเอ่ยถึงคือ  ชื่อของเด็กรับใช้ภายในบ้าน  ผู้ซึ่งรู้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง  “ไม่รู้ว่าสองคนนี้ไปขอเบอร์. กันตอนไหนเนอะ”
               “คงเป็นตอนที่หนูญ่ามาส่งพี่ธามที่บ้านเมื่อคราวก่อนนั่นละ  เทียราเห็นสองคนนั้นคุยกันอยู่พักหนึ่งค่ะ”  น้องสาวของธามเมธีเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
               “เป็นโชคดีของพี่ที่หนูญ่ามาช่วยพี่ได้ทันเวลาพอดี  ไม่อย่างนั้นป่านนี้พี่คงถูกคนร้ายจับตัวไปไหนต่อไหนแล้ว”  เพียงเอ่ยถึงความหวาดกลัวก็กลับมาเกาะกินหัวใจของธามเมธีอีกครั้ง
            “ไม่เป็นไรนะ มันผ่านไปแล้ว  อย่าไปคิดถึงมันอีกเลย”  ทั้งมารดา บิดา  น้องชายและน้องสาว ต่างโผเข้าไปกอดร่างสูงเพรียวที่นั่งอยู่บนเตียง  ก่อนจะกระชับวงแขนให้แนบแน่นยิ่งขึ้น เสมือนส่งผ่านความห่วงใยไปให้กับคนที่เพิ่งเสียขวัญ

 

ทิพยดานำตัวชายร่างยักษ์ที่บาดเจ็บไปรักษาตัวที่เซฟเฮาส์ของเพื่อนเธอ  โดยมีคนรู้เรื่องนี้เพียงไม่กี่คน  คือ เกรียงไกร  วาสิฏฐีหรือหมวดวิว และตำรวจอีกสองสามคน 
                  “นายเมฆา ได้ให้การอะไรเพิ่มเติมบ้างหรือยัง ?”  ทิพยดาหมายถึงชื่อของคนร้ายที่ทำร้ายคุณธาม 
                  “ยังเลยครับ ผู้กอง...มันไม่ยอมเปิดปากพูดอะไรเลย”  ตำรวจนายหนึ่งเอ่ย  พลางส่ายหน้าอย่างหมดหวัง
                 “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจัดการเอง”  ผู้กองสาวว่า 
                  หญิงสาวเคาะประตูเพื่อให้คนข้างในรับรู้  จากนั้นก็หมุนลูกบิดเดินเข้าไปหาคนร้ายที่นอนอยู่บนเตียง
                 “ว่ายังไง เมฆา  อาการบาดเจ็บเป็นอย่างไรบ้าง”  หนูญ่าถามตามมารยาท
                 “ก็ดีขึ้นนิดหน่อยครับ  คุณตำรวจ” ชายหนุ่มตอบสั้น ๆ 
                 “สรุปว่านายจะยอมบอกฉันได้หรือยัง  ว่าใครเป็นคนที่จ้างนายให้มาลักพาตัวคุณธามเมธีไป ?” เจ้าหล่อนคาดคั้น
                 “เอ่อ...คือ...”  อีกฝ่ายอึกอัก
                 “ทำไมล่ะ มันให้เงินนายเยอะใช่ไหม”  ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาวชักฉุน
                 “ผมไม่รู้”  มันตอบ
                 “นายจะไม่รู้ได้ยังไง  อย่ามาโยกโย้นะ  ถ้านายไม่ยอมบอก  แกจะต้องรับโทษไปคนเดียวเลยนะ  เจ้านายของแกก็จะลอยหน้าลอยตาทำชั่วต่อไป”  หญิงสาวลุกขึ้น  พลางกระแทกโต๊ะด้วยความโมโห
                 ทว่าอีกฝ่ายก็ยังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้  พลางจ้องมองเธอด้วยสายตาท้าทาย  จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง  คนร้ายก็ยังไม่ยอมปริปากอะไรออกมาอีกเช่นเคย  จนหนูญ่าถึงกับกุมขมับเลยทีเดียว 
                ...เห็นทีเธอต้องใช้วิธีนี้เสียแล้ว... 
                 เจ้าหล่อนเอานิ้วโป้งของเธอมาสัมผัสกับนิ้วกลางพร้อมกับกะพริบตา  เป็นจังหวะเดียวกับที่นิ้วเกิดเสียงดังเปาะพอดี !
                ...จงบอกทุกอย่างที่นายรู้มาให้หมด  ไอ้เมฆา  ฉันจะบอกให้ทางตำรวจกันตัวนายไว้เป็นพยาน...
                “ตกลงครับ ผมจะให้ความร่วมมือกับทางตำรวจ มาเป็นพยานให้คุณครับ  ผู้กอง”  จู่ ๆ มันก็ยอมง่าย ๆ  เสียอย่างนั้น ราวกับเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งเวลาให้พูดก็ไม่ปาน
                “หา ! นายพูดจริงเหรอ”  ทิพยดาถึงกับตะลึงกับคำพูดของชายหนุ่ม
                “จริงครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงยอมผู้กองง่าย ๆ...จู่ ๆ ก็รู้สึกเห็นด้วยกับเหตุผลของผู้กองเสียอย่างนั้น  ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมคิดไว้แล้วว่าจะไม่ให้ข้อมูลกับทางตำรวจเด็ดขาด  แปลกจริง ๆ”
                “สรุปคือนายจะไม่เปลี่ยนใจ  ใช่ไหม ?”  หนูญ่าถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
                “ไม่เปลี่ยนใจแน่นอนครับ  ผมพูดคำไหนก็ต้องคำนั้น”  ผู้ที่ยอมมาเป็นพยานเอ่ยอย่างหนักแน่น
                “ดี  งั้นนายบอกฉันได้ไหมว่าใครที่เป็นคนบงการให้นายมาจับตัวคุณธามเมธีไป”  สายตาของตำรวจสาวบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นและจริงจังอย่างเห็นได้ชัด
                “ผมไม่รู้จักคนที่บงการหรอกครับ  เพราะไม่มีใครเคยเห็นหน้าของท่าน”  เมฆาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
               “แล้วอย่างนี้มันจะโทร.  มาสั่งงานแกได้ยังไงล่ะ ?” หญิงสาวผู้มีเลือดของชาวตะวันตกอยู่ครึ่งหนึ่งถามด้วยความใคร่รู้
               “ท่านจะติดต่อผ่านทางโทรศัพท์มือถือครับ  โทร. มาแต่ละครั้งเบอร์ไม่เคยซ้ำกันเลย”
               “อืม...มันคงเปลี่ยนซิมมือถือทุกครั้งน่ะสิ”  ทิพยดาคาดเดา
               “ผมแค่ทำตามคำสั่งของท่านเฉย ๆ   แต่ไม่รู้ว่า ท่าน  เป็นใครมาจากไหนครับ”  ชายที่นอนอยู่บนเตียงยังยืนยันคำเดิม
               “ดีมาก  เมฆา  ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่นะ  บางทีข้อมูลจากนาย  อาจจะสาวไปถึงตัวการใหญ่ก็ได้” ตำรวจหญิงฝ่ายสืบสวนยิ้มอย่างพึงพอใจ  พลางขอเบอร์โทร. ของเจ้านายเมฆาเพื่อหาทางตรวจสอบว่าแท้จริงแล้ว
ต้นสายติดต่อมาจากที่ไหนกันแน่
              ...ความหวังในการเข้าถึงตัวผู้ที่คิดร้ายต่อคุณธามใกล้ความจริงเข้ามาทุกทีแล้ว...

 

เสียงปรบมือดังเกรียวกราวเมื่อทิพยดาเดินออกมาจากห้องพักของเมฆา   เนื่องจากตำรวจคนอื่นเห็นภาพการสอบปากคำระหว่างตำรวจสาวกับคนร้ายที่เป็นพยานสำคัญ
                “ขอเสียงปรบมือให้กับผู้กองทิพยดาของพวกเราอีกครั้งด้วยครับ  ที่สามารถทำให้นายเมฆา  ยอมมาเป็นพยานให้กับทางตำรวจได้”  เกรียงไกรเอ่ย พลางปรบมือให้ตำรวจคู่หูอีกรอบหนึ่ง
                “ใช่ค่ะ พี่หนูญ่าเก่งมาก ๆ เลย  ไว้ว่าง ๆ  พี่สอนวิชา  สะกดจิต  ให้วิวบ้างสิคะ ?”  วาสิฏฐีว่า  พลางเกาะแขนทิพยดาราวกับเด็กอยากได้ของเล่นชิ้นใหม่
                “สะกดจิต ?”  ผู้กองหนูญ่าแกล้งทำเป็นงุนงง
                “ก็ที่ผู้กองดีดนิ้ว  สะกดจิตไอ้เมฆายังไงล่ะครับ”  ตำรวจนายหนึ่งเสริมขึ้น
               “ไม่ใช่แค่ดีดนิ้วอย่างเดียว  ฉันเห็นผู้กองกะพริบตาพร้อมกันด้วย”  ลูกน้องอีกคนช่างสังเกต
               “โห ! ดีดนิ้วและกะพริบตาพร้อมกัน...นี่เป็นวิธีสะกดจิตแบบใหม่หรือนี่”  หมวดวิวเอ่ยด้วยความ  ทึ่ง  จัด
               “เอ่อ...ตอนนั้นฝุ่นมันเข้าตาน่ะ  เลยต้องกะพริบตา”  หนูญ่าแถไปตามเรื่อง 
               “แหม !  ไม่ต้องแก้ตัวเลย ผู้กอง...แล้วถ้าอย่างนั้นทำไมถึงต้องดีดนิ้วล่ะครับ”  ตำรวจคนหนึ่งไม่เชื่อ
               “เอ้อ...ยอมรับก็ได้  ฉันแค่จะลองดีดนิ้วสะกดจิตคนร้ายดูอะ  เผื่อมันจะได้ผล”  เมื่อถูกต้อนให้จนมุม  เจ้าหล่อนก็ต้องยอมรับอย่างเสียไม่ได้ 
               “ว่าแล้วไงว่าผู้กองใช้วิธีสะกดจิต”  จ่าเกรียงไกรพูดไปพลาง  พยักหน้าไปพลาง  “คราวหน้าผู้กองลองใช้วิธีนี้อีกสิครับ  เผื่อมันจะได้ผลอีก”
               “อ้อ...อย่างนี้ต้องเรียกว่า  สวยสะกด...จิต  ครับ”  ตำรวจคู่หูยังไม่วาย  พูดประโยคเด็ดทิ้งท้าย
               “ประโยคนี้เคยมีคนพูดแล้วนะ  จ่า อย่าพูดซ้ำเลย”
               “ถ้าผมเดาไม่ผิด ต้องเป็นคุณธามที่เคยพูดประโยคนี้กับผู้กองแน่เลย...ใช่ไหมครับ”  ตำรวจชายวัยกลางคนเอ่ยอย่างรู้ทัน
               “ไม่ต้องรู้สักเรื่องได้ไหม  จ่า”  หนูญ่าค้อนควัก
               “มีใครอยากเห็นผู้กองหนูญ่าของเราใส่ชุดแต่งงานบ้างยกมือขึ้น”  ลูกทีมคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
               เมื่อมีคนพูดเช่นนี้ ตำรวจชายหญิงเกือบทุกคนก็ยกมือขึ้นแทบจะพร้อมกัน  เป็นผลให้แก้มของทิพยดาแดงแจ๋ราวกับลูกมะเขือเทศโดยที่เธอไม่ทันรู้ตัว
               “พูดบ้าอะไรน่ะ ฉันกับเขาเพิ่งจะลองศึกษาดูใจกันเอง”  หญิงสาวที่ถูกแซวโพล่งขึ้นมาอย่างลืมตัว
               “นั่นไง  ว่าแล้วเชียว !”  หมวดวิวดีดนิ้วดังเปาะ 
               แต่จู่ ๆ ลูกทีมคนหนึ่งก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาขึ้นมากะทันหัน  “น่าเสียดายนะครับ ตอนนี้ทีมเรายังขาดหมวดภูมินทร์อีกคนหนึ่งครับ”  ลูกทีมคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
             “พูดถึงหมวดภูมินทร์  ฉันมีเรื่องจะบอกทุกคน ฉันรู้สึกไม่ไว้ใจเขาสักเท่าไร...เพราะฉะนั้นห้ามบอกเรื่องที่ซ่อนของพยานปากสำคัญกับหมวดภู  และคนของหน่วยเราที่ไม่ได้อยู่ที่นี่  ตอนนี้เด็ดขาดนะ”  หัวหน้าสาวกำชับลูกน้องทุกคน  โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย
             ซึ่งเหตุผลที่ทิพยดาไม่ไว้ใจหมวดภูมินทร์ ก็เพราะเธอเคยได้ยินเสียงความคิดของเขาที่อยากให้เธอตาย  เพื่อเขาจะได้มาแทนที่หล่อน  และเป็นคนที่สารวัตรบารมีไว้วางใจให้ทำงานสำคัญ ๆ บ้าง  ดังนั้นจึงมีโอกาสสูง  ที่ภูมินทร์จะเป็นสายให้กับผู้ร้าย
              “ในหน่วยเรามีเกลือเป็นหนอนอย่างนั้นเหรอ !”  เกรียงไกรสบถออกมาด้วยความแค้นใจ
              “ตอนนี้ฉันก็ยังไม่อยากปรักปรำใครหรอกนะ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะมีคนของเราเป็นหนอนบ่อนไส้” สีหน้าของทิพยดาเริ่มเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด 
              แต่แล้วเธอก็ปรับสีหน้าให้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง  “เราอย่าไปคิดถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงเลยเนอะ  สู้อยู่กับปัจจุบันให้มีความสุขดีกว่า  อย่างวันนี้ที่พวกเรามีข่าวดีที่ได้เบาะแสสำคัญของคนร้ายซึ่งคิดไม่ดีต่อคุณธามเมธีไง”

 

ห้องนอนของธามเมธีถูกตกแต่งไว้อย่างเรียบง่ายและทันสมัย  พื้นที่ภายในห้องกว้างมาก  มีโทรทัศน์จอแบนขนาดกลางวางอยู่หน้าเตียง  ยิ่งไปกว่านั้นยังมีห้องน้ำอยู่ในตัวด้วย  สภาพของห้องรวมถึงเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นยังดูใหม่เอี่ยม  เพราะมีแม่บ้านคอยมาทำความสะอาดเป็นประจำ
                 “เราต้องแบ่งเขตแดนการนอนกันให้ชัดเจน”  ชายหนุ่มพูดเสียงเฉียบ พลางให้คนรับใช้ยกเตียงเก่าของเขาที่อยู่ในห้องเก็บของมาวางที่อีกฟากหนึ่งของห้องนอน  จนทิพยดาถึงกับหัวเราะร่วน
                 “จะยกเตียงมาให้วุ่นวายทำไม  หนูญ่าไปนอนห้องข้าง ๆ  ดีกว่า บ้านคุณธามมีตั้งหลายห้องนะคะ”“แล้วถ้าคนร้ายมันบุกเข้ามาฆ่าผม  หรือมาจับผมไปกลางดึก  หนูญ่าจะมาช่วยผมทันเหรอ”  คุณธามทำตาปริบ ๆ  ผสมปิ๊ง ๆ
                 “ก็...”  เธออึกอัก
                “ไหนหนูญ่าบอกว่าจะเฝ้าผมตลอดทั้งคืน  จะไม่ปล่อยให้ผมคลาดสายตาคุณเลยไง  เพราะไม่รู้ว่าคนร้ายอยู่ใกล้ตัวผมมากแค่ไหน”  เขาทำหน้าง้ำ
                “ก็ใช่ค่ะ แต่หนูญ่าเฝ้าอยู่ห้องข้าง ๆ ก็ได้นี่คะ ถ้ามีอะไรคุณก็เรียกหนูญ่าทาง  โทรจิต  ได้อยู่แล้ว”
                “แต่ถ้าผมเรียกแล้วหนูญ่าไม่ได้ยินเสียงความคิดของผมล่ะ  ผมไม่ตายก่อนเหรอ” 
                “คงไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ  คุณธาม” หนูญ่าตอบอ้อมแอ้ม 
                “หรือว่าหนูญ่าอยู่ใกล้ผม  แล้วกลัวอดใจไม่ไหวละสิ”  ใบหน้าคร้ามคมโน้มลงไปหาหญิงสาวโฉมสะคราญที่นั่งอยู่บนเตียง
               “คุณธาม !”  เธอแว้ดใส่ด้วยความตกใจ
               “ผมไม่ทำอะไรคุณหรอกครับ  หนูญ่า...คุณเชื่อใจผมได้นะ  ถ้าไม่เชื่อก็ลองอ่านใจผมดูสิ” ว่าพลางดึงมือบางของเจ้าหล่อนมาวางบนหน้าอกข้างซ้ายของเขาอย่างนุ่มนวล
                แล้ววงหน้าสวยละมุนของเธอก็เป็นสีระเรื่อขึ้นมา ไม่เพียงเท่านั้นหูของเจ้าหล่อนก็แดงซ่านขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย
                ชายหญิงทั้งสองตกอยู่ในภวังค์ชั่วครู่  ธามเมธีคิดจะประทับจุมพิตอันหวานหวามลงบนเรียวปากอันอวบอิ่มของตำรวจสาว  ทว่าความเป็นสุภาพบุรุษก็ย้ำเตือนเขาว่า  ไม่ควรทำเช่นนั้น  เพราะพวกเขาเพิ่งจะศึกษาดูใจกัน  เขาควรจะ
ให้เกียรติ์เธอมากกว่านี้
                คิดได้ดังนั้น ชายหนุ่มจึงผละจากทิพยดา  แล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อยืดคอกลมสีแดงตัวหนึ่ง  กางเกงสามส่วนสีน้ำตาล  และผ้าขนหนูผืนหนาที่พับวางเอาไว้  ก่อนจะจ้ำอ้าวเข้าไปในห้องน้ำอย่างรวดเร็ว  ทิ้งให้หญิงสาว
ขำกับกิริยาท่าทางของเขาที่พยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ล่วงเกินเธออย่างสุดความสามารถ  เพราะหนูญ่าสามารถอ่านความคิดและเข้าใจความรู้สึกของชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี  
              …เขาเป็นสุภาพบุรุษจริง ๆ…

 

ธามเมธีเปิดประตูห้อง  พร้อมกับถือไอศกรีมรสวานิลลามาให้ทิพยดาหนึ่งถ้วย 
               “คุณธามเอาไอติมมาให้หนูญ่าทำไมเหรอคะ”  เจ้าหล่อนเอียงคอด้วยความสงสัย
               “ก็เมื่อกี้บนโต๊ะอาหาร  ผมสังเกตว่าหนูญ่าอยากกินไอติมอีกถ้วย  แต่เกรงใจไม่กล้าขอเพิ่ม  ผมเลยหยิบมาให้หนูญ่าบนห้องนี้ละ”  ชายหนุ่มยิ้มละมุนให้เธอ
              …เขาเป็นผู้ชายที่น่ารักมากเลย   รู้จักสังเกตว่าเธอชอบหรือไม่ชอบอะไรด้วย...   
              “ขอบคุณนะคะ คุณธาม”  เธอยิ้มสดใส  เผยให้เห็นฟันงามเรียงสลอนเหมือนข้าวโพดพันธุ์ดี
              “อร่อยไหม หนูญ่า”
              “อร่อยมากค่ะ เนื้อวานิลลานุ่มละมุน  แถมหวานเย็นชื่นใจอีกต่างหาก”
               เมื่อเธอซัดของหวานในถ้วยหมดแล้ว  ก็เอ่ยกับเขาว่า
              “คุณธามคะ รู้ไหมว่าหนูญ่าเคยมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง  เราเคยทำร้านไอติมด้วยกันสมัยเรียนมัธยมน่ะค่ะ”
              “เหรอครับ”  ม่านตาของเขาขยายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
              แล้วหนูญ่าก็ตัดสินใจเล่าความหลังของเธอกับอดีตเพื่อนคนหนึ่งให้ไฮโซหนุ่มฟัง
              เมื่อสิบสามปีที่แล้ว  ทิพยดาในอดีตกับหญิงสาววัยกำดัดคนหนึ่งกำลังต้อนรับลูกค้าในร้านไอศกรีมแห่งหนึ่งอย่างมีความสุข
              ถ้าเราขายดีอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ มีหวังได้เป็นเศรษฐีแน่นอน’  หนูญ่าในอดีตเป็นคนเอ่ย  พลางปรายตาไปยังเพื่อนของเธอ 
             อย่าเพิ่งหวังอะไรมากเลย  ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ  หญิงสาวอีกคนเอ่ยอย่างอ่อนโยน
             ขอบคุณเธอมากนะ  พร  ที่ร่วมกันสร้างร้านนี้กับฉัน 
             เราโชคดีนะ  ที่ได้มาเป็นเพื่อนกัน’  ผู้หญิงที่ชื่อ  พร  ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวราวไข่มุก
             เราจะเป็นเพื่อนกันอย่างนี้ตลอดไปนะ  ทั้งสองโผเข้ากอดกัน  ก่อนจะกระชับวงแขนให้แนบแน่นยิ่งขึ้น เสมือนส่งผ่านความรักและความหวังดีที่เพื่อนมีให้กัน 
             ฉันชอบไอติม  กินแล้วมันเย็น  สดชื่นดี แถมอร่อยอีกด้วย  หญิงสาวในอดีตยิ้มให้เพื่อนอย่างสดใส 
             อื้อ...ก็หนูญ่าชอบอากาศเย็น ๆ นี่เนอะ   
           ทว่าสองปีผ่านไป พรนัชชา  เพื่อนสนิทของเจ้าหล่อน  กลับเป็นหนี้พนัน จนถึงกับยักยอกเงินในร้านไปผลาญในบ่อนอยู่บ่อยครั้ง  จนกระทั่งสถานการณ์ในร้านย่ำแย่  พวกเธอจึงทะเลาะกันอย่างรุนแรง  สุดท้ายทิพยดาจึงไล่พรนัชชาออกจากการเป็นหุ้นส่วนของร้าน  ซึ่งเธอก็โกรธหนูญ่ามาก  และประกาศตัดขาดความเป็นเพื่อนกับทิพยดานับตั้งแต่นั้นมา  ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานร้านไอศกรีมของหนูญ่าก็ต้องปิดตัวลง  เพราะเธอดูแลร้านคนเดียวไม่ไหว...
             “แล้วตอนนี้หนูญ่าได้ข่าวคุณพรนัชชาบ้างหรือเปล่าครับ”
             “ตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นหนูญ่าก็ไม่ได้ข่าวคราวของเธออีกเลยค่ะ”  ผู้กองสาวเอ่ยเสียงเศร้า  “แต่หนูญ่าก็อดคิดไม่ได้นะคะว่า  ถ้าวันนั้นหนูญ่าไม่ไล่พรออกไปจากร้าน  เราก็คงกลับมาเป็นเพื่อนกันได้เหมือนเดิม”
             “เรื่องมันผ่านมานานแล้วนะครับ  หนูญ่า อย่าไปคิดถึงมันเลย”  เขาเอ่ย  พลางแตะมือของเจ้าหล่อนเบา ๆ 
             “หนูญ่าครับ คือ...ตั้งแต่เล็กจนโต คุณอยู่คนเดียวมาตลอดเลยเหรอครับ” ธามเมธีจงใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนา  เพื่อไม่ให้เธอคิดถึงเรื่องในอดีต
             “อ๋อ...ใช่ค่ะ พ่อกับแม่ของหนูญ่าประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต  ตั้งแต่หนูญ่ายังจำความไม่ได้เลยค่ะ”  แววตาของเธอไหววูบเล็กน้อย  เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ 
            …ซวยแล้ว  ตาธามเอ๊ย  คิดจะเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อให้เธอรู้สึกดีขึ้น  เรื่องใหม่กลับเศร้ากว่าเสียนี่  ไม่น่าเลยเรา...
            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ  คุณธาม...หนูญ่าอยากเล่า”  เธอเอ่ยกับชายหนุ่ม  เมื่อได้ยินเขาโทษตัวเองในใจ 
           “หนูญ่าทราบประวัติของพ่อกับแม่จากบ้านเด็กกำพร้าน่ะค่ะ  ว่าพ่อหนูญ่าเป็นคนไทย  ชื่อ ‘รุตม์  ทำงานรับจ้างทั่วไป  ส่วนแม่เป็นชาวนอร์เวย์  ชื่อ  แมรี่  เป็นตำรวจอยู่ที่ประเทศนอร์เวย์  เธอมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย  แล้วมาพบรักกับคุณพ่อ  ทั้งสองจึงแต่งงานกัน  และลงหลักปักฐานอยู่ที่ประเทศไทย  น่าเสียดายนะคะที่ท่านทั้งสองอายุสั้นไปหน่อย...”
            “หลังจากพ่อกับแม่เสีย  ก็ไม่มีญาติพี่น้องคนไหนมารับหนูญ่าไปเลี้ยงดูเลย  หนูญ่าจึงถูกส่งตัวไปที่บ้านเด็กกำพร้าค่ะ...จนหนูญ่าโตพอที่จะดูแลตัวเองได้  หนูญ่าจึงตัดสินใจออกมาจากที่นั่นค่ะ”
            “แสดงว่าที่หนูญ่ามาเป็นตำรวจ  เพราะมีแม่เป็นแบบอย่างนี่เอง”  เขายิ้มกว้างอย่างชื่นชม 
            “ก็ส่วนหนึ่งค่ะ แต่ที่หนูญ่าเลือกเรียนตำรวจก็เป็นเพราะความชอบของหนูญ่ามากกว่าค่ะ  เป็นตำรวจหญิงดูเท่ดีนะคะ  ว่าไหม”
            “ใช่ครับ หนูญ่าดูสวย  เก่ง  และเท่มากเลยครับ” 
            สักพักน้ำตาของหญิงสาวก็คลอหน่วยโดยไม่รู้ตัว  ด้วยความคิดถึงบิดามารดาของเธอจับใจ  แล้วทิพยดาก็ซบลงไปที่แผ่นอกอันแข็งแรงของชายหนุ่ม  เขาจึงอ้าแขนออกกว้างเพื่อปลอบประโลมเจ้าหล่อน...
             ตึ้กตั้ก ๆ !
             จู่ ๆ หัวใจของคุณธามก็สั่นสะท้านขึ้นมา รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าคร้ามคม...จนเขาอยากหยุดเวลาตรงนี้เอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้
            หนูญ่าเองก็รู้สึกอิ่มเอมในหัวใจ  เมื่อมีผู้ชายที่ชื่อธามเมธีอยู่เคียงข้าง  เธอมั่นใจว่าเขาจะไม่มีวันทำให้เธอเสียใจอย่างแน่นอน  แต่ถึงอย่างไรก็ตามเธอก็ต้องให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความรักระหว่างเธอกับเขาด้วย
            ทว่าประโยคต่อมาของคุณธามกลับทำให้ทิพยดาถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว  
           “หนูญ่าครับ คุณจะรังเกียจไหมถ้าผมจะขอเปลี่ยนสถานะจาก  คนที่ศึกษาดูใจกัน  มาเป็น  แฟน หนูญ่า  น่ะครับ ?” 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น