โทรจิต...สะกิดรัก

ตอนที่ 10 : เจ็ตสกีสื่อรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    18 เม.ย. 64

 

 

“ไม่ไหวแล้ว ! ทำไมรสชาติมันเผ็ดจัดจ้านแบบนี้  ขอน้ำผมด่วนเลย”  ธามเมธีทำหน้าซู้ดปากด้วยความเผ็ด  หลังจากเขาเพิ่งรับประทานส้มตำปูปลาร้า ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเผ็ดร้อนและแซ่บนัวสุด ๆ  ซึ่งทิพยดาเป็นคนสั่งเมนูนี้กับเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารข้างทางริมทะเลแห่งหนึ่ง  ระหว่างที่เขาขอตัวไปเข้าห้องน้ำ
                      “ค่ะ ๆ นี่ค่ะ”  หนูญ่ารีบยื่นแก้วน้ำให้เขาอย่างไม่รีรอ
                      ภายในไม่กี่อึดใจ  คุณธามก็ดูดน้ำจากแก้วจนหมด
                     “เอาน้ำมาทั้งขวดเลย  หนูญ่า ผมต้องการน้ำ” เขาเอ่ยกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงร้อนรน
                     แล้วชายหนุ่มก็ยกน้ำมาซดทั้งขวด  จนเจ้าหล่อนได้ยินเสียงกลืนน้ำดังเอื๊อก !  น้ำสีขาวจาง ๆ ไหลเป็นทางลงสู่ปลายคางของเขา  และค่อย ๆ ไหลต่ำลงไปเรื่อย ๆ ผ่านลำคอลงไปใต้ร่มผ้าหยดแล้วหยดเล่า...ซึ่งดูเผิน ๆ ก็คล้ายกิริยาของคนทั่วไปที่ต้องการดื่มน้ำเพื่อแก้เผ็ด
                     ทว่าหนูญ่ากลับกับเบิกตาโตด้วยความตกตะลึง  เธอต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่มองต่ำลงไปกว่าปลายคางมนของธามเมธี เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเวลาผู้ชายดื่มน้ำดูเซ็กซี่เพียงไหน...และจู่ ๆ ความร้อนวูบวาบก็
ไหลวนทั่วสรรพางค์กายของเธอขึ้นมากะทันหัน !
                     “คุณไม่ทานแล้วเหรอ  หนูญ่า” เขาขมวดคิ้วเมื่อสบตากับเธอ  แล้วถามขึ้นอย่างฉงนฉงาย
                    “หนูญ่า...อิ่มแล้วค่ะ”  ใช่สิ แค่เธอเห็นภาพสุดเซ็กซี่ของเขา เธอก็  อิ่ม   ไปถึงเช้าแล้ว
                     จู่ ๆ ทิพยดาก็ลุกพรวดขึ้นทันที  ด้วยขณะนี้ฮอร์โมนเพศหญิงซึ่งกำลังเดือดพล่าน  อาจทำให้เธอหน้ามืดตามัว  จนอาจเผลอปลุกปล้ำเขาก็เป็นได้
                    “คุณจะไปไหนเหรอ หนูญ่า”  ชายที่ทำให้เธอ  คลุ้มคลั่ง  ถามขึ้นทันควัน
                   “หนูญ่าจะไปเดินชายทะเลสักหน่อยอะค่ะ”  ทิพยดาตอบ หวังว่าวิธีนี้จะช่วยดับ  ความคิดบ้า ๆ  ของเธอไปได้บ้าง
                   “งั้นก็ตามใจหนูญ่าละกันครับ  ผมจะรอหนูญ่าอยู่ที่นี่”  อีกฝ่ายไม่ขัด
                   หลังจากตำรวจสาวเดินออกมาได้สักพัก  เธอก็พยายามสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ พยายามสลัดภาพชายหนุ่มหน้าตาคร้ามคม ที่ดูดีไปทุกกระเบียดนิ้ว ออกไปจากสมองของเจ้าหล่อน ก่อนที่หนูญ่าจะเห็นทะเล
เปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม  ซึ่งบ่งบอกว่าดวงอาทิตย์ได้ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว
                   ส่วนนักธุรกิจหนุ่มที่ยังคงนั่งรอในร้านอาหาร  ก็อดขำกับอาการเหม่อลอยแปลก ๆ ของทิพยดาไม่ได้...ชายหนุ่มไม่คิดเลยว่าผู้หญิงอย่างเธอจะคลั่งไคล้เขาได้ขนาดนี้...ช่างน่าเอ็นดูจริง ๆ...

 

เสียงโทรศัพท์มือถือของทิพยดาดังขึ้น  เธอซึ่งกำลังขับรถพาธามเมธีกลับกรุงเทพ ฯ  จึงจอดรถข้างทางเพื่อกดรับสาย
                  “ว่ายังไงจ๊ะ ผู้กองคนสวย  ตอนนี้อยู่ที่ไหน  ทำอะไรอยู่จ๊ะ”  ปลายสายพูดอย่างเอาใจ
                  “เอ่อ...ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครคะ ?”  หญิงสาวย่นหน้าผากด้วยความงุนงง
                  “แหม...จำผมไม่ได้เหรอครับ  ผมชิดชัย เพื่อนที่อยู่ข้างบ้านคุณไงครับ” คนตอบเก๊กเสียงหล่อ
                  “จำไม่ได้ และไม่เคยคิดจะจำด้วยค่ะ แค่นี้นะคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ก่อนที่จะกดตัดสาย ฝ่ายนั้นก็พูดแทรกขึ้นมา
                  “ถ้าผมมีเบาะแสของ  แก๊งนันทิ  จะบอกคุณคนสวยล่ะครับ  คุณจะว่ายังไง” 
                 “หา !  ว่ายังไงนะ คุณอย่ามาล้อเล่นกับฉันนะคะ มันไม่ตลกเลย”  หญิงสาวลองหยั่งเชิง
                 “ผมพูดจริง ๆ นะครับ  ถ้าคุณอยากรู้ว่าใครเป็นหัวหน้าแก๊ง  ตัวจริง  ล่ะก็ มาหาผมที่...เอ...ที่ไหนดีนะ”  ปลายสายชักโยกโย้
                “จะที่ไหน เวลาไหน  ก็ว่ามา  ฉันพร้อมเสมอ !”  มือปราบสาวชักฉุน เพราะเธอไม่ได้ยินเสียงความคิดของชายคนนี้แต่อย่างใด
                “โอเคครับ คุณคนสวย  อีกสามวัน  มาเจอกันที่...อ๊ากกก!”  อีกฝ่ายร้องเสียงหลง  สัญญาณขาดหายไปโดยพลัน !
                 ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาวโทร. กลับไปยังเลขหมายเดิม  แต่ปรากฏว่าไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย...
                “บ้าจริง !”  หนูญ่าสบถเสียงดังลั่น  มืออันบอบบางกุมศีรษะด้วยความกลัดกลุ้ม
                บอดี้การ์ดสาวพยายามจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง  ก่อนจะหักพวงมาลัย  ขับรถออกสู่ถนนเบื้องหน้า
               “หนูญ่า เป็นยังไงบ้างครับ  ไหวไหม  เห็นหน้าคุณดูซีด ๆ”  ธามเมธีถามอย่างห่วยใย
              ...น้ำเสียงนุ่มทุ้มของเขา  เป็นดั่งน้ำเย็นที่ชโลมจิตใจของหญิงสาวให้คลายจากความเร่าร้อนดั่งไฟแผดเผา…
              “นะ...หนูญ่าไม่เป็นไรค่ะ”  ตำรวจสาวแสร้งทำสีหน้ายิ้มแย้ม  “สงสัยฉันคงง่วงมั้งคะ”  เธอพูดกลั้วหัวเราะ
              “หนูญ่าไม่ต้องมาโกหกผมเลยครับ  อย่าลืมสิครับ ว่าผมอ่านความคิดของผู้หญิงได้ทุกคนนะ” เขาเอ่ยเสียงขรึม
              “หนูญ่ารู้ค่ะ ว่าคุณธามเป็นห่วง แต่หนูญ่ายังไหวค่ะ” ทิพยดาแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง
              “ถ้างั้นผมขับเองดีกว่าครับ  หนูญ่าไปนอนพักเถอะ”  ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วทุ้มฟังนุ่มนวล
              “ไม่เป็นไรค่ะ  หนูญ่าขับไหว สบายมาก”  คนที่ทำหน้าที่  สารถี  ปฏิเสธพัลวัน ใบหน้าของเจ้าหล่อนพลันร้อนผะผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไว้ไม่อยู่  แล้วสักพักตำรวจสาวก็นึกอะไรขึ้นมาได้
             “เออ จริงสิคะ !  ถ้าหนูญ่าลองตามสัญญาณมือถือของนายชิดชัยอะไรนั่นดู  เราอาจจะเจอเบาะแสอะไรเพิ่มเติมก็ได้ค่ะ”     

 

ในระหว่างที่ชายหญิงทั้งสองลงจากรถเบนซ์  เพื่อตามหาสัญญาณจีพีเอสของเป้าหมาย  ก็กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับพวกเขา
              ฟิ้ว !
              กระสุนปริศนาซึ่งยิงมาจากระยะไกล  เฉี่ยวผ่านติ่งหูของทิพยดาไป จนเสียงของกระสุนผ่าอากาศแทรกเข้าไปในหูอย่างชัดเจน  เธอรีบหันขวับไปยังที่มาของเสียงนั้น
              เจ้าของปืนกระบอกนั้นเป็นหญิงสาวในชุดสีดำ  สวมหมวกไหมพรมปกปิดใบหน้า  รูปร่างสมส่วน หนูญ่าจึงรีบคว้ามืออันแข็งแกร่งของคุณธามวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต !  จนเมื่อทั้งสองคนขึ้นรถเรียบร้อยแล้วสายตาพลันเหลือบแลเห็น
นักฆ่าหญิงขี่รถจักรยานยนต์ไล่กวดตามหลังรถยนต์คันหรูของพวกเขามาอย่างกระชั้นชิด !
             “คุณธามคะ ก้มต่ำไว้  เดี๋ยวคุณจะถูกลูกหลง !”  หญิงสาวเอ่ยกับชายหนุ่มด้วยความเป็นห่วง
             คนร้ายสาวขับมอเตอร์ไซค์มาตีคู่กับยานพาหนะของตำรวจหญิง  คนที่ตกเป็นเป้า  ไม่ยอมให้ผู้ปองร้ายตามมาได้ทัน  เธอจึงเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นจนแซงหน้ารถจักรยานยนต์ของมือปืนได้ในที่สุด...
           ยานพาหนะของทั้งสองฝ่ายไล่กวดกันจนมาถึงชายหาดริมทะเลแห่งหนึ่ง  ในจังหวัดชลบุรี  ร้อยตำรวจเอกหญิงทิพยดา  ไดอานา  ตัดสินใจก้าวลงจากรถ  ทว่าหางตาของเธอเหลือบเห็นหญิงชุดดำเดินย่างสามขุมหวังเข้ามาสาดกระสุนใส่ตน ตำรวจสาวจึงผลักประตูรถออกไปกระแทกกับศีรษะของนักฆ่าเข้าอย่างจัง  ก่อนผู้ถูกตามล่าทั้งสองคนจะวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว  และรีบขึ้นเรือสปีดโบ๊ทออกจากฝั่งอย่างเร็วที่สุด !

 

เกลียวคลื่นสาดซัดเสียงกึกก้อง สร้างฟองพรูสีขาวทิ้งท้ายตามทิศทางของการขับเคลื่อน  ท่ามกลางเจ็ตสกีลำอื่นที่ขับเลี้ยวไปมาอย่างสนุกสนาน  ทว่ามีเรือสปีดโบ๊ทลำหนึ่งแล่นตะบึงมาด้วยความเร็ว  ตามมาด้วยเจ็ตสกีที่ไล่กวดตามมาติด ๆ 

                   ปัง !
                 ลูกตะกั่วซึ่งพุ่งออกจากปลายกระบอกโลหะ  เฉียดผิวหนังบริเวณหน้าผากแล้วถากเส้นผมหลายเส้นของหญิงสาวขาดปลิวกระจาย 
                 ...เฮ้อ !  เกือบเป็นผีเฝ้าทะเลไปแล้ว  ยายหนูญ่า !...
                 “หนูญ่าเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ?”  ธามเมธีจับหน้าผากของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาวด้วยความเป็นห่วงจับใจ
                 “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ  แค่ผมขาดไปหลายเส้นก็เท่านั้นเอง”  เธอพูด พลางจับปอยผมที่แหว่งขาด
                 “ผมเป็นห่วงหนูญ่ามากนะ” ชายหนุ่มจับเนื้อตัวหญิงสาวอย่างจะให้แน่ใจว่าเธอไม่เป็นอะไรแน่ ๆ 
                 ...ธามเมธีรู้สึกว่าหัวใจของเขาเกือบแตกสลาย  ถ้าผู้หญิงตรงหน้ามีอันเป็นไปขึ้นมาจริง ๆ !...
               ธามเมธีหวนนึกถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา  ขณะที่นักฆ่ากำลังเล็งกระบอกโลหะมาทางทิพยดา  เขารีบดีดนิ้วและกะพริบตาพร้อมกันทันที  แล้วใช้  พลังจิต  ขัดไกปืนของผู้ร้ายเอาไว้แน่น  ส่งผลให้ปลายกระบอกปืนเบี่ยงออกเล็กน้อย  ลูกกระสุนจึงไม่เจาะเข้าไปที่หน้าผากของหญิงสาว ! 
                ...เขาช่วยชีวิตหนูญ่าได้ทันเวลาพอดี !...
               เมื่อหญิงชุดดำขับเจ็ตสกีมาตีคู่กับเรือสปีดโบ๊ทของตำรวจสาว  คนร้ายก็ได้จังหวะกระโดดเข้าไปในเรือของพวกเขา  ธามเมธีพยายามคว้าต้นแขนของมือปืนเพื่อจับทุ่ม  แต่ฝ่ายนั้นเหมือนจะรู้ทัน  ชายหนุ่มจึงทำไม่สำเร็จ 
              ผู้กองสาวอาศัยจังหวะที่ศัตรูต่อสู้กับชายหนุ่ม  ใช้เท้าถีบร่างของนักฆ่าสาว  จนศีรษะของมันไปกระแทกเข้ากับพวงมาลัย  แต่คนร้ายสาวก็ใช้ข้อศอกถองเข้าที่ท้องน้อยของหนูญ่า  และต่างฝ่ายก็ชักปืนออกมาพร้อมกัน  พลางจ้องตากันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ !
               “มอบตัวซะเถอะ !  แกยังมีโอกาสกลับตัวกลับใจนะ”  ตำรวจหญิงฝ่ายสืบสวนพยายามเกลี้ยกล่อม
               ฝ่ายนักฆ่าสาวแสยะยิ้ม  พลางควักมีดที่เหน็บไว้ข้างเอวหวังจะแทงผู้กองสาว  แต่อีกฝ่ายเอี้ยวตัวหลบได้ทัน และเตะมีดในมือของหญิงชุดดำกระเด็นตกไปในทะเล 
               ทั้งคู่สลับกันรุกและรับอย่างดุเดือด  จนกระทั่งฝ่ายนักฆ่าเสียที  ถูกตำรวจหญิงใช้กำปั้นอัดเข้าไปที่ใบหน้าซึ่งสวมหมวกไอ้โม่งอยู่เต็ม ๆ และถีบเข้าที่อกอย่างแรงจนล้มลงไปนอนกับพื้นเรือ  ก่อนจะใช้เท้ากระทืบที่ท้องน้อยของผู้ร้าย
จนสุดแรงเกิด !
               “แกหนีไปไหนไม่รอดแล้ว !”  หนูญ่าว่า  พลางหยิบกุญแจมือขึ้นมาจากช่องใต้เข็มขัด
               แต่ขึ้นชื่อว่าผู้ร้ายคงจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ  แน่ !  คนที่กำลังจะถูกใส่กุญแจมือ  เอื้อมไปหยิบเศษแก้วที่อยู่ข้าง ๆ  หวังจะแทงขาอ่อนของทิพยดา !
              โชคดีที่สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของธามเมธีคว้าปากกาที่เขาพกติดตัวมา แทงเข้าไปที่ข้อมือของไอ้มือปืนจนเลือดสีแดงฉานของมันไหลทะลักออกมา !  หนูญ่าไม่รอช้ารีบกระชากหมวกไอ้โม่งออกจากใบหน้าของคนร้าย 
ใบหน้าสีน้ำผึ้งนวลเนียนนั้นช่างดูงดงามเหลือเกิน  อายุของเธอไม่น่าจะเกินยี่สิบห้า 
            ...น่าเสียดายที่หญิงสาวคนนี้เลือกทางเดินผิด !..
            “นางทิพยดา !  จะฆ่าฉันก็ฆ่าเลยสิ”  นักฆ่าสาวผู้มีใบหน้างดงามพูดด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว  แววตาชิงชัง
            “เราไม่เคยมีความแค้นต่อกันนี่”  ตำรวจหญิงเอ่ย
            “แกเป็นศัตรูกับผู้มีพระคุณของฉัน  ก็เท่ากับว่าเป็นศัตรูกับฉันด้วย”  มันคำราม
            “น้องจ๊ะ ฟังพี่ให้ดีนะ  ผู้มีพระคุณของน้องเป็นคนไม่ดี  ทำธุรกิจผิดกฎหมาย  พี่ก็ต้องจับมาลงโทษสิ”  หนูญ่าใช้น้ำเย็นเข้าลูบ  “ทางที่ดี...พี่ว่าน้องให้ความร่วมมือกับทางตำรวจดีกว่านะ”
            “ไม่ !  แกไม่ใช่พี่ฉัน  ไม่ต้องมาล้วงความลับจากฉันเลย  เสียเวลาเปล่า”  หญิงสาวผู้เลือกทางเดินผิดเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
             จังหวะนั้นคนร้ายสาวเหลือบไปเห็นปืนพกหล่นอยู่ตรงนั้นพอดี  จึงรีบพลิกตัว พลางจ่อปืนไปที่หน้าอกของทิพยดา และลั่นกระสุนดังปัง !
             “หนูญ่า ระวังงง !”  นักธุรกิจหนุ่มตะโกนสุดเสียง  พลางปรี่เข้าไปดึงตัวตำรวจสาวออกมาให้พ้นจากวิถีกระสุน  จนร่างของชายหนุ่มซ้อนทับกับร่างของหญิงสาว
             มือปราบสาวรีบคว้าปืนพกอีกกระบอกซึ่งหล่นอยู่ข้างตัว  หวังจะยิงเข้าที่กลางหน้าผากของผู้ร้ายสาว  แต่ฝ่ายนั้นเอี้ยวตัวหลบได้ทัน  และจะสาดกระสุนใส่เธอกับคุณธาม !
             หญิงสาวจึงหยิบเศษแก้วในบริเวณนั้นขว้างไปที่มือปืนชุดดำ  แม่นอย่างกับจับวาง !  เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกมาจากลำแขนของศัตรู  ก่อนที่ตำรวจสาวจะยิงเข้าที่หัวไหล่ของนักฆ่าสาวอีกครั้ง  นัดนี้เข้าเป้าอย่างจัง  ปืนที่มันถืออยู่ร่วงหล่นจากมือ  ก่อนที่ร่างของคนถูกยิงจะตกลงไปในทะเล ! 
             ชายหญิงทั้งสองถอนหายใจด้วยความโล่งอก 
           ...นับเป็นครั้งที่สี่แล้วที่พวกเขาได้เผชิญสถานการณ์อันตรายร่วมกัน...
           “เราปลอดภัยแล้วค่ะ  คุณธาม” 
           แก้มของธามเมธีร้อนผะผ่าว  หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากทรวงอก  เมื่อเขาได้ยลโฉมของตำรวจสาวในระยะประชิด !
         วินาทีนั้นสายลมโบกพลิ้ว  จนเผยให้เห็นเส้นผมดัดลอนของหญิงสาวแผ่สยายออกมา เขาปัดปอยผมของเธอที่ตกลงมาระหน้าผากกลับไปทัดข้างใบหูอันน่ายวนใจอย่างแผ่วเบา  ใบหน้าของเธอคมหวานอย่างคนที่มีเลือดชาวตะวันตกผสม  ผิวหน้าก็เนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ  โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องสำอาง  อีกทั้งดวงตาอันสดใสเป็นประกายของเจ้าหล่อน  และริมฝีปากสีเชอร์รีอันอวบอิ่มนั่นอีก  ดังนั้นจึงทำให้เขาไม่สามารถละสายตาไปจากเธอได้ !
           กระทั่งสายตาของชายหนุ่มเลื่อนลงมาที่ต้นแขนของตำรวจสาว  เขาก็ต้องผงะด้วยความตกใจ
          “หนูญ่า ! คุณถูกยิง” 
          เธอหันมาสำรวจร่างกายตนเอง  พลางทำสีหน้าเรียบเฉย  ราวกับไม่ได้บาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
         “แผลแค่นี้ไกลหัวใจค่ะ  หนักกว่านี้หนูญ่าเจอมาหมดแล้ว...คุณธามไม่ต้องเป็นห่วงหนูญ่าหรอกค่ะ”  ประโยคท้าย  ‘คนที่ถูกยิง  พูดเสียงหวานปานจะหยด  ฟังแล้วชายหนุ่มถึงกับใจละลาย
         ไม่เพียงแต่ธามเมธีเท่านั้นที่รู้สึกแบบนี้  ทิพยดาก็รู้สึกไม่ต่างกัน  เธอพินิจดวงหน้าคร้ามคมของชายหนุ่ม  คิ้วของเขาบางละเอียด  นัยน์ตาคมกริบ จมูกโด่งเป็นสัน ผิวพรรณดูสะอาดสะอ้าน  อีกทั้งร่างกำยำของเขา  ยิ่งทำให้เธอ
คลิบเคลิ้มระคนขวยเขินไม่น้อย...
          แต่ผู้ที่ทำลายภวังค์ความคิดนั้นให้หลุดลอยไป  กลับเป็นผู้บริหารหนุ่มที่เอ่ยขึ้นว่า
         “เรือสปีดโบ๊ทเสียหายหมดแล้ว  แล้วเราจะขึ้นฝั่งได้ยังไงล่ะครับ”
         หนูญ่าชี้ไปที่เจ็ตสกีลำหนึ่ง  คาดว่าคงเป็นของคนร้าย  สภาพยังใช้การได้อยู่
         “ไปกันครับ”  ชายหนุ่มจูงมือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สาวที่บาดเจ็บเล็กน้อยไปยังเจ็ตสกีลำที่พวกเขาเอ่ยถึง

 

เสียงลมพัดอื้ออึง  พร้อมกับน้ำทะเลที่สาดกระเซ็นระหว่างที่เจ็ตสกีแล่นอยู่บนพื้นน้ำ  มือเรียวของหญิงสาวหน้าหวานได้โอบเอวของชายหนุ่มผู้เป็นสารถีอย่างนุ่มนวล หัวใจของเธอพลันสั่นไหวเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดกับเขา  รู้สึกอบอุ่นเมื่อใบหน้างามละไมสัมผัสกับแผ่นหลังอันแข็งแกร่งของบุรุษตรงหน้า เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับมือปราบสาวมาก่อนเลยในชีวิต...
                     เช่นเดียวกับผู้ซึ่งทำหน้าที่ขับเจ็ตสกี  โลหิตของเขาไหลพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย  หัวใจอ่อนยวบอย่างควบคุมไว้ไม่อยู่  ใบหน้าร้อนวูบวาบขึ้นมาทันใดยามที่มือบางของหนูญ่าสัมผัสกับร่างกายของเขา...
                     หรือไฟแห่งราคะของชายหญิงทั้งสองจะลุกโชนขึ้นมา !
                     จนธามเมธีเอ่ยขึ้น  ทำลายภวังค์ความคิดของทั้งสองลงโดยพลัน
                    “หนูญ่า คุณรู้ตัวไหมว่าคุณเป็นผู้หญิงที่น่าค้นหามากเลยนะครับ...เวลาจับผู้ร้ายดูห้าวหาญ  แข็งแรง เข้มแข็ง  แต่พอเวลาปกติ  คุณก็ดูเป็นผู้หญิงน่ารัก  อ่อนหวาน ร่าเริง  สดใส...แม้จะชอบกวนประสาทอยู่บ่อย ๆ ก็ตาม”  เขาชมจาก
ใจจริง 
                   “ขอบคุณค่ะ คุณธาม  สำหรับคำชม”  เธอพูดเสียงใสราวกับระฆังเงิน  “รู้ไหมว่าทำไมหนูญ่าชอบพูดจากวนประสาทคุณธามคะ”
                   “กวนผมแล้วมันสนุกนักหรือไงครับ  หนูญ่า”
                  “ใช่ค่ะ สนุกมากเลย...คุณธามเองก็ยังเคยกวนประสาทหนูญ่าเลย”  ว่าพลางหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างชอบใจ
                  “หนูญ่าชอบทะเลไหม ?” 
             “ชอบมากเลยค่ะ พอหนูญ่ามองทะเลแล้วรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และสมองปลอดโปร่งด้วย ยิ่งได้สูดกลิ่นอายทะเลเข้าไปด้วยนะ ฟินนนเว่อร์ค่ะ” คนชอบทะเลเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริง ใบหน้าคมสวยของเธอเจือไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสดใส
                  “ผมก็ชอบทะเลมากเหมือนกัน  ผมชอบความเวิ้งว้างของผืนน้ำ  มองไปแล้วรู้สึกสบายตาสบายใจ  ให้ความรู้สึกโล่ง  โปร่ง สดชื่น และถ้าได้สูดกลิ่นอายทะเลเข้าไปในปอดด้วยนะ  ฟิ๊นนนฟิน” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
                  “นี่เราสองคนมีอะไรเหมือนกันหลายอย่างเลยนะคะเนี่ย !”  เธอแซวคนขับเจ็ตสกีเสียงสูง
                 “ผมก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน”  เขาเอ่ยสั้น ๆ พลางยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก
                  ทะเลสีฟ้าครามกำลังจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู ด้วยรสความรักของทั้งคู่ที่กำลังก่อตัวในเวลานี้ ! 

 

รุ่งอรุณของวันต่อมา  คุณธามและหนูญ่าก็มาถึงกรุงเทพ ฯ โดยสวัสดิภาพ
                  “ตอนนี้หนูญ่าขอตัวกลับไปทำงานก่อนนะคะ เดี๋ยวตอนเย็นจะกลับมาอารักขาคุณธามที่บ้านนะคะ”  ทิพยดายิ้มน่ารัก
                  “ใช้คำว่า อารักขา   เลยเหรอครับ หนูญ่า...ฟังแล้วดูห่างเหินจัง” ชายหนุ่มหน้างอ
                  “อ้าว !  แล้วจะให้ใช้คำว่าอะไรเหรอคะ ?”  เจ้าหล่อนย่นจมูกเล็กน้อย
                  “ก็ใช้คำว่า มาหาด้วยความคิดถึง   จะดีกว่านะครับ”  คุณธามยิ้มพราย
                  “แหวะ...หวานจนเลี่ยนเลยค่ะ”  เธอแซว “ไปก่อนนะคะ  คุณธาม”  ผู้กองสาวว่า พลางโบกมือลาคนในความคุ้มครองของเธอ ไม่วายหันมาส่งสายตาหวานให้เขา  ก่อนที่จะก้าวขึ้นรถของจ่าเกรียงไกรไป

 

ธามเมธีเดินผิวปาก  ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี  ทว่าขณะที่นักธุรกิจหนุ่มกำลังจะจับลูกบิดประตูเพื่อเข้าไปภายในบ้าน  ก็มีวัตถุบางอย่างจากด้านหลังพุ่งตรงผ่านหัวของเขาไปอย่างเฉียดฉิว !
                   ความตกใจทำให้ชายหนุ่มหกล้มเข่ากระแทกพื้น  เขารีบพยุงตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว  แต่ก็สายไปเสียแล้วเมื่อคนร้ายโผล่มาเอาปืนจ่อที่หัวของเขาเรียบร้อยแล้ว !
                   แววตาของมันภายใต้หน้ากากสีดำฉายชัดถึงความพึงพอใจที่ต้อนเขาไว้ได้
                  “หมดเวลาเล่นซ่อนหาแล้ว...คุณธามเมธี”  ชายคนร้ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
                 “แกจะฆ่าฉันทำไม”  ชายหนุ่มผู้โชคร้ายถามมันไปตรง ๆ
                 “ดีใจด้วยนะ ที่คราวนี้นายสั่งไม่ให้ฉันฆ่าแก...ไม่งั้นเมื่อกี้สมองแกกระจุยไปแล้ว”
                 “นายแกต้องการอะไรจากฉัน”  ธามเมธีพยายามต่อรอง
                 “แกไม่มีสิทธิ์ต่อรองอะไรทั้งนั้น...เดินไปขึ้นรถ...เร็วสิ...ไป !”  ผู้ร้ายคำราม  พลางกดปากกระบอกปืนเข้าไปที่ขมับขวาของเขา
                ธามเมธีอาศัยจังหวะที่มันเผลอ รีบกระทุ้งศอกเข้าที่ท้องน้อยของคนร้าย  พลางจับข้อมือของมันซึ่งกำลังถืออาวุธอยู่  กระแทกเข้ากับกำแพงบ้านอย่างแรงสามสี่ครั้ง  จนปืนร่วงหล่นสู่พื้น  ก่อนที่เขาจะใช้เท้าเตะมันไป  เพื่อไม่ให้ชายชุดดำใช้มันทำร้ายเขาได้อีก                   
            และชายหนุ่มก็คว้าเศษหินก้อนใหญ่ซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นแล้วฟาดเปรี้ยงเข้าไปที่ศีรษะของชายคนร้ายอย่างแรง  โลหิตสีแดงไหลทะลักออกมาจากบาดแผลของมัน  ชายหนุ่มอาศัยจังหวะที่คนชุดดำเสียทีเร่งฝีเท้าหนีสุดชีวิต  ทว่าจู่ ๆ
 เสื้อของเขาก็ถูกกระชากอย่างแรงจากด้านหลัง  คนถูกจู่โจมพยายามขืนตัวอย่างสุดความสามารถ  แต่ก็ไม่อาจสู้แรงของคนร้ายได้อยู่ดี  จนร่างของชายหนุ่มผู้น่าสงสารปลิวไปกระแทกเข้ากับรั้วบ้านดังเปรี้ยง !
                “ฤทธิ์เยอะจริง ๆ !”  น้ำเสียงและแววตาของมันฉายแววขุ่นขึ้ง  พลางหอบหายใจถี่กระชั้นด้วยความเหน็ดเหนื่อย
                ธามเมธีขบกรามแน่น  พลางกระแทกเข่าเข้าที่ร่างของมันที่กำลังเดินเข้ามาหาเขาจนสุดแรง  เมื่อเห็นคนร้ายกุมกึ่งกลางลำตัวด้วยความเจ็บปวด  เขาก็รีบลุกขึ้นและวิ่งผ่านประตูรั้วออกไป 
                โอ๊ก !

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น