สตรีนี้มีนามว่าซวนหลิน

ตอนที่ 3 : บทที่ 3 OMG. มันคือความเป็นจริง1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 พ.ค. 63

       แคว้นหม่า เป็นแคว้นที่ตั้งอยู่ทิศตะวันตกทิศเหนือติดกับ แคว้นเหลียง ทิศใต้ติดกับ แคว้นมู่ ส่วนทิศตะวันออกติดกับทะเลซึ่งจะมีชาวต่างชาติเดินทางมาค้าขายและเจริญสัมพันธไมตรีด้วย ถึงแม้ทั้งสามแคว้นจะไม่ถูกกันแต่เรื่องการค้าย่อมทำให้ทั้งสามแคว้นยอมเปิดโลกกว้างให้แก่การค้าในประเทศของตนและบริเวณเขตแดนที่ติดกัน แคว้นหม่าปกครองโดยจักรพรรดิหม่าเฟยฉี ซึ่งขึ้นครองราชย์ตั้งแต่อายุได้14หนาวปกครองบ้านเมืองมายาวนานร่วม 20 กว่าปีแล้ว หม่าเฟยฉีมีพระอนุชาร่วมสายเลือดเดียวกันคือ หม่าเฟยเทียน ซึ่งมียศเป็นชินอ๋องและพ่วงท้ายด้วย ตำแหน่งแม่ทัพรักษาการแผ่นดิน ด้วยหม่าเฟยฉีต้องการแบ่งอำนาจครึ่งหนึ่งให้กับพระอนุชาเพราะมีพี่น้องร่วมสายเลือดของบิดาเดียวกันแต่คนละมารดาที่หมายจะเอาบัลลังก์ ซึ่งได้เฟยเทียนเป็นเหมือนเงาที่คอยดูแลปูทางความปลอดภัยให้พี่ชายตนเองได้ปกครองบ้านเมืองอย่างราบรื่น หม่าเฟยเทียนเป็นบุรุษหน้าตาดุดัน ไว้หนวดเครา ร่างกายบึกบึนตัวสูงราวหกฉื่อ(ประมาณ180ซม.)เป็นคนเงียบขรึม ไม่ชมชอบสตรี แสดงท่าทีรังเกียจทุกครั้งที่พระเชษฐาประทานสาวงามให้   จึงมีข่าวลือหนาหูว่าแม่ทัพหม่าชมชอบไม้ป่าเดียวกัน

 การค้าเป็นสิ่งที่แคว้นหม่าให้ความสำคัญมากเนื่องด้วยสามารถหาซื้อข่าวหรือเรื่องราวที่อยากรู้ผ่านพ่อค้าที่เดินทางไปค้าขายในแต่ละแว่นแคว้นได้ ฮ่องเต้จึงต้องการผูกพันธะไว้กับตระกูลซุน

         ตระกูลซุนเป็นตระกูลที่สืบทอดอาชีพพ่อค้ามาหลายชั่วอายุคนจนมาถึงรุ่นที่ 4  ซุนเย่ พ่อค้าที่มีอิทธิพลมากในเมืองหลวงแคว้นหม่าเพราะมีเส้นทางค้าขายมากและมีอำนาจในการค้าขายถึง7 ส่วนโดยมากเป็นของตระกูลซุน ซุนเย่เดินทางค้าขายไปทั่วทุกถิ่นแต่ก็มีภรรยาแค่คนเดียวนั้นก็คือเจียวลู่หลานหรือซุนฮูหยินซึ่งมีบุตรทั้งหมดด้วยกันเพียงสามคน

 

     บุตรคนแรกเป็นบุตรีมีนามว่า ซุนเฉียวเหยา นับว่าเป็นสาวงานคนหนึ่งในเมืองหลวงแคว้นหม่า ซึ่งถอดแบบความงามมาจากมารดา เมื่อ5ปีก่อนได้ถวายตัวเป็นพระสนมของจักรพรรดิเฟยฉี ปัจจุบันเป็นพระสนมชั้นเฟย นามว่าซุนลี่เฟย เนื่องด้วยจักรพรรดิเฟยฉีต้องการผูกอำนาจทางการค้าไว้ส่วนหนึ่งจึงทำให้ต้องรับเฉียวเหยามาเป็นสนมเพิ่ม เฉียวเหยาจึงจำใจก้าวเข้าสู่วังวนของการแก่งแย่งอย่าเลี่ยงไม่ได้ ในวังหลังอันมืดมนมากด้วยเล่ห์กลของบรรดาเหล่าสนมอนุภรรยาของฮ่องเต้

 

        บุตรคนที่สองเป็นบุตรชาย นามว่า ซุนไป่หาน เป็นบุรุษหน้าตางดงามว่ากันว่างามกว่าสนมในวังหลวงของจักรพรรดิเฟยฉีเสียอีก ไป่หานเริ่มต้นทำการค้าเมื่ออายุ13 หนาวจนตอนนี้อายุได้20 หนาว บรรดาคุณหนูมากมายต่างหว่านเสน่ห์ให้กับไป่หานด้วยอยากเป็นสะใภ้ตระกูลซุนตระกูลที่ทำการค้าร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวง แต่ไป่หานก็ได้หาสนใจกับหญิงสาวพวกนั้นไม่

 

      เมื่อ18 ปีก่อน ซุนฮูหยินได้เดินทางลงใต้เพื่อไปไหว้พระที่เขาอู๋ไกว้ ในระหว่างทางขึ้นเขาก็ได้พบกับเด็กทารกเพศหญิงถูกทิ้งในห่อผ้าเก่าคร่ำครึกแต่ดูแล้วยังสะอาด จึงได้นำเด็กคนนั้นมาเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรม นามว่า ซุนจิวฮวา เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาก็เป็นที่รักใคร่ของบรรดาบ่าวไพร่ทั้งหลาย จนทำให้บ่าวไพร่บางคนในจวนคิดว่าจิวฮวาเป็นคุณหนูรองในสายเลือดเดียวกันกับตระกูลซุน ชาวบ้านที่ได้พบเจอกับคุณหนูรองจิวฮวา บ้างก็ว่างามราวกับเทพธิดามาจุติ บวกกับนิสัยของคุณหนูรองจิวฮวาเป็นคนอ่อนโยน มีเมตตา เพียบพร้อมไปด้วยความเป็นกุลสตรี ทั้งยังเก่งเรื่องการคำนวณเงินในร้านตระกูลซุนอีกด้วย จึงเป็นที่หมายปองของเหล่าบุรุษทั้งน้อยใหญ่

 3 ปีให้หลังที่ซุนฮูหยินพบทารกและให้นามว่าคุณหนูจิวฮวา ก็ให้กำเนิด บุตรคนที่สามเป็นบุตรีนามว่า ซุนซวนหลิน งดงามไม่ได้เท่าพี่สาว เป็นคุณหนูที่ไม่เหมือนคนปกติทั่วไปแม้ว่าซุนฮูหยินจะหาหมอมารักษามากมายเท่าไหร่ก็ไม่มีหนทางที่จะรักษาให้หาย อาการคล้ายเด็กสาวหนาวแต่ด้วยวัยที่มากขึ้นอาการเหล่านั้นก็ไม่ได้หายไปเลย มีนิสัยเหมือนเด็กสาม หนาว แต่ด้วยอายุจริงๆแล้วก็จะย่างเข้าวัยปักปิ่นแล้ว แต่กระนั้นซุนฮูหยินก็รักบุตรสาวคนนี้มากถึงแม้จะไม่ปกติเหมือนคนอื่นและไม่เป็นที่โปรดปรานของบิดาก็ตาม ผู้เป็นบิดานั้นรักใคร่ในตัวคุณหนูสามคนนี้มากแต่เมื่อได้สามหนาวและรู้ว่าไม่ปกติเหมือนกับเด็กสาวคนอื่นๆก็พลอยทำให้ซุนเย่ไม่ชอบบุตรสาวคนนี้ บ่าวไพร่ทั้งหลายในจวนก็ไม่กล้าปริปากเรื่องคุณหนูเล็กของตระกูลซุนที่ไม่ปกติเหมือนคุณหนูคนอื่นๆเพราะกลัวที่จะถูกโบยร้อยครั้งพร้อมถูกไล่ออกจากจวนตระกูลซุนถ้าทนไม่ไหวการโบยร้อยครั้งก็เหมือนการนำความตายมาสู่ตนแต่เป็นการตายที่แสนทรมานกว่าจะหมดสิ้นลมหายใจ ทำให้คุณหนูสามคนนี้ไม่เป็นที่รู้จักของคนในหมู่มาก เพราะประมุขในบ้านซุนเย่นั้นไม่ชอบบุตรสาวที่ใช้การคนนี้มิได้ถึงสั่งให้ไปอยู่ที่ท้ายจวนซึ่งค่อนข้างไกลจากจวนใหญ่พอสมควร ถึงแม้ว่าภรรยามารดาของซวนหลินขอร้องอ้อนวอนเพียงไรด้วยกลัวบุตรสาวมีภัยอันตรายห่างอยู่ไกลหูไกลตาของตน แต่เจียวลู่หลานก็คิดไปในทางที่ดีนี้อาจจะทำให้บุตรสาวอยู่ในที่ที่ปลอดภัยไม่มีใครรู้จัก เพราะการดำเนินชีวิตเป็นพ่อค้านั้นก็ใช่ว่าจะราบรื่นเสียเสมอไปมีคนมากกมายที่จ้องจะซ้ำเติมทำร้ายเมื่อเราล้มนั้นก็เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ คือ อำนาจ กระนั้นก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รับรู้ว่าจิวฮวาไม่ใช่บุตรสาวแท้ๆของซุนฮูหยินและซุนเย่ แต่กระนั้นซุนเย่ก็รักบุตรสาวบุญธรรมคนนี้มากกว่าบุตรสาวที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่ตนไล่ไปอยู่ท้ายจวน

 

 

 

 

ศาลาโมลี่ 

“ แม่ว่าจะไปไหว้พระที่ทางใต้ของเมืองเจ้าไปกับแม่ไหมฮวาเอ๋อร์” ในศาลามีหญิงต่างวัยสองคนกำลังนั่งจิบน้ำชาชมบุปผาในฤดูวสันต์กันอย่างเพลินเพลิน ผู้เป็นแม่ที่รักจิวฮวาดั่งลูกแท้ๆเอ่ยถามบุตรสาวขึ้น

“ถ้าท่านแม่อยากไปข้าจะรีบจัดการบัญชีในร้านให้เสร็จ ท่านจะออกเดินทางเมื่อใด” ผู้เป็นบุตรสาวตอบรับคำชวนของมารดาอย่างทันท่วงที ช่วงนี้ก็ไม่น่ามีอะไรให้ห่วงถ้าตนจะไม่ได้เข้าไปดูแลร้านสักสองสามวัน

“ เจ้าทำงานเก่งและยังขยันอีก แม่ไม่แปลกใจเลยถ้าพ่อจะรักเจ้ามากฮวาเอ๋อร์”

“ มิได้ท่านแม่ ข้าแค่อยากช่วยแบ่งเบาภาระพวกท่าน พี่หญิงใหญ่ก็ต้องแต่งเข้าไปเป็นนางสนมข้องเกี่ยวกับกิจการเรื่องเงินๆทองๆนี้มิได้ พี่ไป่หานก็ต้องเดินทางค้าขายอยู่บ่อยครั้ง กว่าจะกลับเมืองหลวงก็นานที ส่วนน้องเล็กข้าก็สงสารนางยิ่งนัก ข้าอยากให้นางเป็นปกติเหมือนหญิงสาวทั่วไปข้าจึงต้องช่วยพวกท่านทำงานก็เท่านั้น ”

“ แม่เข้าใจ เจ้ามีใจอยากช่วยแบ่งเบาภาระในตระกูลซุน ถ้าซวนเอ๋อร์น้องของเจ้าเก่งได้สักครึ่งหนึ่งของเจ้าได้แม่ก็คงมิต้องเป็นห่วง  ”ซุนฮูหยินพูดออกมาด้วยดวงตาแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเคราะห์กรรมใดซัดโถมทำให้บุตรสาวคนเล็กต้องเกิดมาผิดปกติ

“ ท่านแม่อย่าร้องไห้เลย ครั้งนี้ไปทำบุญที่วัดทางใต้ของเมือง พาน้องซวนเอ๋อร์ไปด้วยถือเป็นการพาออกไปชมทิวทัศน์ข้างนอกจวนด้วยดีหรือไม่”  จิวฮวาวางจอกน้ำชาและเข้าไปปลอบผู้เป็นมารดาไม่ให้ร้องไห้ออกมา ถึงแม้ตนเป็นพี่สาวของซวนหลินก็อดสงสารน้องสาวคนสุดท้องไม่ได้ ซ้ำยังโดนบิดารังเกลียดจนไม่อยากให้อยู่รกหูรกตาถูกขับไล่ไปอยู่ทางจวนที่มิค่อยมีคนเฉียดเข้าไปในเขตท้ายจวนเลยแม้บ่าวรับใช้ก็ยังไม่ค่อยอยากจะอย่างเท้าเข้าไปใกล้ เพราะที่บริเวณนั้นมีป่ารกชัฏ บางครั้งตนก็พาบ่าวรับใช้ชายไปตามล่าอสรพิษที่บริเวณจวนของน้องสาวที่อาศัยอยู่กับบ่าวรับใช้อีกสองคนเพื่อที่จะได้ไม่ถูกงูเงี้ยวเขี้ยวขอกัดบ้างก็แอบให้คนรับใช้ไปถางหญ้าไม่ให้รกชัฏ ด้วยความเป็นก่วงในความปลอดภัยของน้องสาว

เช้าวันต่อมา  รถม้าตระกูลซุนได้เคลื่อนตัวออกจากจวนก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อมุ่งหน้าไปยังวัดตงไต๋ทางใต้ของเมืองหลวงภายในรถม้าจิวฮวานั่งตรงข้ามกับมารดาและน้องสาวต่างสายเลือดอย่างซวนหลินที่นอนหนุนตักของมารดาตั้งแต่รถม้ายังไม่เคลื่อนตัว การไปไหว้พระกันสามคนแม่ลูกจึงไม่ค่อยมีบ่าวไพร่ติดตามมาเยอะมีเพียงชายวัยกลางคนที่คุมม้าและสาวใช้ของซุนฮูหยินที่นั่งอยู่ข้างคนขับม้าอีกหนึ่งคน รถม้าวิ่งผ่านสองข้างทางที่เป็นบ้านเรือนของชาวบ้านสามัญจวบจนสองข้างทางเริ่มเป็นป่าเขาลำเนาไพรร่มเงาแมกไม้เป็นต้นใหญ่อายุราวร้อยปีจนในที่สุดรถม้าเริ่มชะลอความเร็วลงบ่งบอกว่าใกล้ถึงที่หมายแล้วรถม้าจึงหยุดลงหน้าวัดตงไต๋ที่มีป้ายชื่อติดไว้ขนาดใหญ่อยู่ตรงทางเข้าใช้เวลาในการเดินทางสองชั่วยาม การจะขึ้นไปบนยังอารามเพื่อไปหาไต้ซือฉงไช่นั้นต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกสามร้อยขั้น ว่ากันว่าไต้ซือฉงไช่นั้นดูดวงแม่นราวกับตาเห็นกล่าวว่าท่านเป็นเทพเซียนมาจุติในโลกมนุษย์ดังนั้นซุนฮูหยินจึงตัดสินใจมาวัดนี้เพื่อดูดวงให้บุตรสาวคนเล็กอย่างซวนหลิน

“ หลินเอ๋อร์ตื่นได้แล้วลูก ถึงวัดแล้ว” ซวนหลินที่ถูกมารดาปลุกให้ก็งัวเงียลืมตาตื่นขึ้นมา ส่วนจิวฮวานั้นลงจากรถม้าตั้งแต่มาถึงแล้วและเดินขึ้นไปรอยังอารามด้านบนแล้ว 

“ มาเช็ดหน้าให้สดชื่นก่อน แม่พาเจ้านั่งรถม้ามานอกจวนแทนที่เจ้าจะตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เจ้าไม่เคยพบกลับหลับเสียได้ ขากลับเจ้าห้ามนอนเด็ดขาด ”ซุนฮูหยินอดตำหนิบุตรสาวคนเล็กไม่ได้ที่มีนิสัยชอบนอนตื่นสายจนเคยตัวว่าพลางก็เช็ดหน้าให้บุตรสาวอย่างบรรจงถึงแม้บุตรสาวจะอยู่ในอาการงัวเงีย

หลังจากซุนฮูหยินเช็ดหน้าให้บุตรสาวเรียบร้อยแล้วจึงลงจากรถม้าจูงมือบุตรสาวเดินขึ้นบันไดเพื่อไปยังอารา,

“ ดีใจที่พบท่านอีกครั้งไต้ซือ”

“ หามิได้ ประสกอุตส่าห์เดินทางมาอย่างยากลำบาก บุตรสาวท่านคนนี้ใช่ไหม ส่วนบุตรสาวอีกคนของท่านกำลังขอพรอยู่ทางด้านโน้น ”เมื่อเดินทางมาถึงหน้าอารามก่อนจะเข้าไปขอพรทั้งสองแม่ลูกพบปะกับไต้ซือตงไต๋ว่ากันว่าไต้ซือท่านนี้มีอายุหลายร้อยปีแต่รูปกายนั้นคงไว้เหมือนคนแก่อายุเจ็บสิบปีและยังมีตาทิพย์ที่สามารถเห็นอนาคตคนได้ พูดคุยกันได้สักพักซุนฮูหยินก็พาซวนหลินเข้าไปกราบพระขอพร มีจิวฮวาที่คอยเตรียมธูปให้ หลังจากไหว้พระขอพรเสร็จซุนฮูหยินก็ให้จิวฮวาพาซวนหลินไปเดินเล่นส่วนตนนั้นจะไปพบไต้ซือตงไต๋อีกครั้ง

“ ประสกคงห่วงบุตรสาวคนเล็กมาก ” ไต้ซือเห็นใบหน้าที่เศร้าหมองยามซุนฮูหยินมองไปที่บุตรสาวคนเล็กก็พอจะเดาออกบ้างแต่การที่ล่วงรู้อนาคตและบอกกล่าวให้ผู้อื่นล่วงรู้ไปด้วยมันก็จะไม่เป็นผลดีต่อตัวเองอีกด้วย ดังนั้นก็คงได้แต่บอกอ้อมๆไว้ให้ทราบได้เท่านั้น

“ ไต้ซือท่านมีวิธีไหนบ้างที่จะให้หลินเอ๋อร์ของข้ามีชีวิตปกติเหมือนหญิงสาวคนอื่นๆ” ซุนฮูหยินถามไต้ซืออย่างมีความหวัง

“ไม่ช้านานเดี๋ยวนางก็จะเปลี่ยนไปจากเดิม ข้าบอกประสกได้เพียงเท่านี้”

“จริงหรือเจ้าค่ะ  ” ซุนฮูหยินได้ยินประโยคที่ออกมาจากปากไต้ซือผู้ที่ตนศรัทธาก็พลอยทำให้มีความหวังมากขึ้นไปอีก

 

 

ทางด้านจิวฮวาที่พาซวนหลินมาเดินเล่นที่ศาลาด้านล่างใกล้ทางบันไดฝั่งขวาที่มีหมู่แมกไม้ใหญ่สูงลมพัดผ่านเย็นสบายทำให้อารมณ์นั้นพลอยเบิกบานไปด้วย

“ หลินเอ๋อร์พี่ว่าบรรยากาศดีมากเลย เจ้ารอพี่อยู่ที่นี่ก่อนพี่จะไปบอกให้สาวใช้นำขนมมากินที่ศาลานี้ ” ซวนหลินจึงพยักหน้ารับรู้ และนั่งรอพี่สาวที่ศาลา สายตากวาดมองทิวทัศน์รอบศาลา ต้นไม้มีใบสีเขียวขจี เสียงนกต่างๆพากันแซ่ซ้องร้องเกี้ยวพาราสีกันไปมา สายลมที่พัดผ่านทำให้ซวนหลินที่ไม่เคยได้ออกมายังนอกจวนเพลินเพลินไปกับบรรยากาศ

“เหมียว เหมียว ” เสียงแมวร้องทำให้ซวนหลินรีบหันไปตามเสียงที่ได้ยิน  ปรากฎว่าเป็นแมวสีขาวขนปุยที่อยู่ในป่าถัดเข้าไป แมวสีขาวขนปุยมองมายังซวนหลินด้วยตาที่กลมโต ทำเอาซวนหลินชื่นชอบไม่น้อย จึงค่อยๆเดินเข้าไปหามันเพราะกลัวแมวจะตื่นตกใจหนีไปเสียก่อน พอซวนหลินเข้าไปใกล้แมวสีขาวนั้น จึงค่อยๆยื่นมือไปช้อนตัวมันช้าๆแต่แมวสีขาวขนปุยก็กระโดดหนี ให้ห่างจากมือของอีกฝ่าย และส่ายหาง หันหน้ามาทางเด็กสาวเป็นสัญลักษณ์เชิญชวนให้ตามมันไปซวนหลินจึงเดินตามแมวสีขาวขนปุยตัวนั้นไป

“ เจ้าเหมียว จะไปไหน ” ซวนหลินวิ่งตามไปโดยหารู้ไม่ว่าทางข้างหน้านั้นเป็นเส้นทางที่ลื่นชัน หากคนไม่ชำนาญเส้นทางเดินไม่ดีก็อาจจะทำให้ลื่นไถลลงไปกลางภูเขาได้ 

0 ความคิดเห็น