Fic lost child (TchallaxErick) - รีไรท์ -

ตอนที่ 12 : Lost child ep12 (รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 302
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    27 เม.ย. 61

ไม่ต้องกังวลนะ ผมอยู่กับเขา เอริคพิมพ์ข้อความแจ้งองครักษ์คนอื่น เพราะรู้ดีว่าข้าปลอดภัยดี พรุ่งนี้ค่อยมารับของทีชาล่าไม่ได้ทำให้รู้สึกคลายกังวลสักเท่าไร

.

‘ขอบคุณสวรรค์ ฝากฝ่าบาทด้วยนะ’ เธอส่งข้อความกลับมาอย่างรวดเร็ว เขาเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า ก่อนมองทัศนียภาพอันคุ้นเคย หลังจากเดินทางมาได้ สักชั่วโมง มหารหนุ่มก็เริ่มเดาออกว่าจุดหมายปลายทางของทีชาลาครั้งนี้ คือบ้านเกิดของเขา

.

‘โอ๊คแลนด์’   เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามในบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก เมืองแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย  ให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมเช่น โรงละครที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกาอย่างโรงละครพาราเม้าท์  ศาลากลางซึ่งมีสิ่งมหัศจรรย์สมัยใหม่อย่างศูนย์อวกาศและวิทยาศาสตร์ชาโบต์  ทะเลสาบเมอร์ริทซึ่งเป็นสำรวจเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศ และเขตชอปปิ้งอย่างแจ็คลอนดอนสแควร์

.

แต่เมื่อมีด้านที่สวยงามย่อมมีด้านที่มืด รายงานประจำปีของของหน่วยงาน FBIสหรัฐอเมริกา เผยว่าเมืองที่มีสถิติอาชญากรรมจี้ปล้นมากที่สุดประจำปี 2012คือเมืองโอ๊คแลนด์ และอัตราเฉลี่ยอาชญากรรมการปล้นที่เกิดขึ้นในโอ๊กแลนด์นั้นเป็น 2 เท่าของเมืองใหญ่ๆในรัฐแคลิฟอร์เนีย และในปี2013 นิตยสารท่องเที่ยว Conde Nast Traveler ได้เปิดโพลสำรวจพบว่าเมืองโอ๊คแลนด์ได้รับการโหวตจากชาวสหรัฐด้วยกันว่า เป็นเมืองอันดับ3ของโลกที่ไม่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว

.

นอกจากนี้เพราะโอ๊คแลนด์มีชุมชนคนผิวสีขนาดใหญ่อาศัยอยู่ กระแสความตึงเครียดทางเชื้อชาติระหว่างชาวอเมริกันผิวสีกับตำรวจผิวขาวก็มีมากในเมืองนี้ หลายครั้งชาวผิวสีในเมืองโอ๊คแลนด์รู้สึกว่าได้รับการกดขี่ในปี 1966 นายฮิววี่ นิวตัน กับ บอบบี้ เสียล์ ได้ก่อตั้ง ‘พรรคเสือดำเพื่อการปกป้องตนเอง’ของคนผิวสีขึ้น แม้ในตอนจบ กลุ่มดังกล่าวจะถูกปราบโดยองค์กรติดอาวุธของรัฐ วีรกรรมการต่อสู้อย่างกล้าหาญเพื่อสิทธิพลเมืองของกลุ่มพรรคเสือดำก็ได้ถูกจารึกในประวัติศาสตร์   แต่ต่อให้ชาวผิวสีจะได้รับสิทธิเสรีภาพมากขึ้น แต่สงครามระหว่างชาวผิวสีกับเจ้าหน้าที่ก็ยังคงคุกครุ่นในเมืองแห่งนี้  ก่อนเข้าโรงเรียนนายเรือเอริคก็ซัดเจ้าหน้าที่ตำรวจไปหลายรายอยู่เหมือนกัน

.

พอพวกเขาเดินทางมาถึงโอ๊คแลนด์ก็เริ่มเย็นพอดี เอริคกวาดตามองรอบกาย มีหลายอย่างเปลี่ยนไปจากที่เขามาครั้งสุดท้าย เมืองมีความเจริญมากขึ้น อย่างเห็นได้ชัดจน กลายเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อย่างเช่นอู่ต่อเรือ รวมไปถึงโรงงานผลิตรถยนต์ ภาพเขียนบนกำแพงที่เขาเคยสร้างสวรรค์ไว้ตรงใต้สะพานลอย ตอนนี้ถูกสีขาวทากลบเรียบร้อยแล้ว

.

“นั่นนายจะพาฉันไปไหนน่ะ”

.

“ก็…แวะทานข้าวไง”

.

เจ้าถิ่นถอนหายใจยาวๆ

.

“ไม่เอาร้านนี้ ร้านนี้หรูแค่ด้านนอก อาหารรสชาติธรรมดา แถมเจ้าของร้านแม่งตัวเหยียดสีผิว พนักงานในร้านไม่มีคนผิวสีสักคน ถ้าจะหาอะไรกินไปร้านราคาถูก บรรยากาศดี แถวริมน้ำดีกว่า มานั่งหลังนี่มา เดี๋ยวผมขับพาไปเอง” เอริคตบเบาะหลังรถเบาๆเป็นเชิงบอกให้สลับที่นั่งกันและทีชาล่าก็ทำตามแต่โดยดี

.

“นั่งเบาะหลังตรงกลางนะ ถ้ามีปัญหาอะไรพื้นที่กันชนมันกว้างกว่าบริเวณอื่น” เอริคหันมาสั่งเสียงดุ ร่างสูงแอบยิ้มกริ่มเมื่อเห็นท่าทางน่ารักของเจ้าบ้าน พอขับผ่านไปตามสถานที่ต่างๆ เอริคค่อยๆเล่าเรื่องราวของตัวเองให้เขาฟัง ทีชาล่าเองก็ตั้งฟังเรื่องราวเหล่านั้นอย่างตั้งใจ

.

“ตรอกตรงนั้นตอนเด็กฉันมาบ่อย เมื่อก่อนมีร้านขายขนมปังราคามิตรภาพอยู่ แต่ตอนดึกๆถ้าไม่จำเป็นเวลามาอย่าเดินผ่าน มิจฉาชีพมันเยอะเพราะไฟข้างทางมันชอบเสีย บ้านร้างตรงโน้นก็อันตรายทุกคืนวันศุกร์บางทีจะมีคนมาปาร์ตี้เสพยากัน”

.

“ครั้งแรกเลยนะ”

.

“ฮะ?”

.

“ครั้งแรกเลยที่เจ้ายอมเล่าเรื่องของเจ้าให้พี่ฟัง ปกติพี่เป็นคนเล่าอยู่ฝ่ายเดียวตลอดเลย วันนี้เพิ่งเคยได้ฟังเจ้าเล่าบ้าง ฟังแล้วสนุกดี เล่าต่อสิ”  เอริคเมินคำขอเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายของตัวเอง แต่ยิ่งเงียบก็ยิ่งรู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นแอบจ้องเขาจากด้านหลังชัดเจนขึ้น อดีตนักฆ่าชื่อดังเลยยอมยกธงขาวแพ้ไป เพราะอย่างน้อยให้มีเสียงพูดคุยสักหน่อยแก้เก้อก็ยังดี

.

“เดี๋ยวเลี้ยวข้างหน้านี่ก็ถึงแล้ว ร้านที่จะไปเป็นร้านของเพื่อนเก่าฉันเอง ร้านมันตั้งทำเลไม่ค่อยดีสักเท่าไร ถ้าไม่ได้มากับคนท้องถิ่นล่ะก็หลงทางชัวร์ๆ แต่วิวแม่น้ำถ้ามองจากตรงนั้นสวยนะ เหล้าสุรามีครบ กับแกล้มก็เลิศ” บอดี้การ์ดหนุ่มสาธยาย ทีชาล่าเองก็เห็นด้วย เพราะตัวร้านเป็นร้านเล็กๆตั้งอยู่ห่างออกมาจากบริเวณที่มีร้านค้าอาหารขึ้นต่อเนื่องกัน  ไฟในร้านก็สลัวดูไม่ค่อยน่าดึงดูดนักท่องเที่ยวสักเท่าไร แต่พอเปิดประตูเข้าไปทุกโต๊ะกลับมีคนจับจองเต็มไปหมด

.

“เฮ้ เอริคว่าไงพวกไม่ได้เจอกันตั้งนาน สบายดีไหมเพื่อน ” ชายหัวล้านรูปร่างท้วมเดินกระโผลกกระเผลกเข้ามาทักทาย ขาขวาของเขาถูกตัดจนเหลือแค่ตอเหนือเข่าเพราะถูกสะเก็ดระเบิดที่กลุ่มอัลกออิดะฮ์วางไว้ แต่ชายวัยกลางคนก็ไม่ได้ดูทุกข์ใจหรือจมปลักกับอดีต เขายังยิ้มและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย โดยมีเบี้ยเลี้ยงจากรัฐช่วยเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง

.

“เออ ก็เรื่อยๆ น่ะมัลคอม เจ้าบ๊อบบี้ไม่อยู่เหรอ”ชายหนุ่มผิวสีเอ่ยถามถึงเจ้าเยอรมันเชเพิร์ด นักเก็บกู้ระเบิดขวัญใจของหน่วย พลางกวาดตามองหาไปรอบๆ

.

“อยู่สิ แต่เดี๋ยวนี้ บ๊อบบี้มันแก่แล้ว วันๆเอาแต่นอน  แล้วนี่แกมากับใครล่ะนั้น”

.

“อ้อ นายจ้าง”

.

“พี่ชายครับ” พวกเขามองสบตากันชั่วครู่  “หมายถึงเป็นทั้งสองอย่างครับ เป็นนายจ้างเขา และเราก็นับถือกันเหมือนพี่น้องด้วย”

.

“โอ้ววว ได้เจ้านายดูดีนี่ มาๆ โต๊ะริมระเบียงยังมีว่างอยู่โต๊ะหนึ่ง  อยากกินอะไรสั่ง เหล้าฟรีเลยฉันเลี้ยงไม่อั้น”

.

“ฉันขอเมนูเดิม แล้วพี่เอาอะไร?”

.

“เอาเหมือนเจ้านั้นแหละ”

.

“งั้นเอาเหมือนเดิมสองที่” เอริคสั่งก่อนเดินไปจับจองโต๊ะกินข้าวริมระเบียง แสงไฟจากตัวเมืองส่องสะท้อนผิวแม่น้ำ สายลมเย็นๆพัดผ่านเข้ามากระทบผิว เสียงดนตรีดังคลอเสริมบรรยากาศ เอริคทอดสายตามองไกลออกไปยังอีกฝั่ง เนื้อวัวย่างหมักซอสพริกไทยดำสุกกำลังพอดีถูกยกมาเสิร์ฟพร้อมเบียร์สดรสละมุน

.

“เดี๋ยวนี้มีนักการเมืองใหม่มาทำงานแล้วเหรอ โอ๊คแลนด์เลยดูดีขึ้นเยอะ คนจรจัดก็ไม่ออกมาเดินเพ่นพ่าน ขยะในแม่น้ำก็แทบไม่เห็นเลย กำแพงก็ทาสีใหม่” เอริคถามมัลคอมขณะกระดกแก้วเบียร์ขึ้นมาจิบ

.

“โธ่ นักการเมืองจะเป็นใครก็โกงเหมือนกันทั้งนั้นแหละ ที่เมืองดูดีขนาดนี้ก็เพราะมีพวกชาววากันด้ามาช่วยปรับปรุงเมืองด้านสาธารณูปโภคต่างๆ ส่วนที่ไม่เห็นคนจรจัดไม่ใช่ไม่มีนะ เพียงแค่มีการจัดสรรที่อยู่เป็นหลักแหล่งให้ พร้อมทั้งส่งเสริมการสร้างงานสร้างอาชีพให้ พอเมืองดูดีปัญหาอาชญากรลดลง ธุรกิจการท่องเที่ยวก็ครึกครื้น ขนาดทำเลของร้านฉันห่วยขนาดนี้ ลูกค้ายังเต็มร้านทุกวัน” มัลคอมหัวเราะ พลันมองไปรอบๆ เอริคก็เพิ่งสังเกตเห็นเป็นครั้งแรกว่าผู้คนรอบข้างของเขากำลังหัวเราะอยู่

.

“นี่คือสิ่งที่พี่อยากให้ผมเห็นเหรอ?”เขาถาม ทีชาล่าอมยิ้มเขาแตะนิ้วบนริมฝีปากเบาๆเป็นเชิงบอกให้เงียบเสียงลง

.

“อาจใช่ แต่ไม่ได้เป็นทั้งหมดของเรื่องที่เราจะคุยกัน”

.

“คุย? ”

.

“เรื่องที่เราบอกให้พี่คิดมากๆไง” กว่าจะรู้ตัวมือของทีชาล่าก็เคลื่อนมากอบมือของเขาเอาไว้ หัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ นึกแล้วก็อยากขอบคุณที่โต๊ะในร้านเต็มไม่เช่นนั้นถ้าอยู่ในที่ที่มีแสงไฟสว่าง ทีชาล่าคงสังเกตเห็นว่าหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำไปทั่ว

.

“อ้อ ก็...ไม่เป็นไรมั้ง ช่างมันเถอะ ตอนนี้ผมไม่ได้โกรธอะไรแล้ว เมื่อเทียบกับเรื่องระเบิดปลอม”บอดี้การ์ดหนุ่มตอบปัด

.

“ไม่เอา ไม่ช่างสิ อุตส่าห์ได้มีโอกาสคุยกันทั้งที เวลา โอกาส และคำพูดเมื่อเสียไปแล้ว จะไม่ย้อนกลับมานะ ถ้าเมื่อกลางวันเป็นระเบิดจริง บางทีเราคงไม่ได้มานั่งอยู่ด้วยกันตรงนี้”

.

“พี่แค่อยากคุยให้เคลียร์ ไม่ว่าเจ้าเชื่อหรือไม่ ตั้งแต่อายุ11ปี พี่คิดถึงเรื่องคนนั้นมาโดยตลอด ไม่ว่าตื่นหรือหลับ เขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพี่มานานกว่าที่เขารู้ตัวเสียอีก ถ้าไม่มีเขา พี่คงไม่สามารถก้าวมาได้ถึงตรงนี้ เพราะอยากเจอเขามาตลอด พี่เลยพยายามพิสูจน์ให้เทพีเห็นว่าพี่เป็นแอลฟ่าที่ดีพอจะดูแลคนสำคัญ”

.

เอริคเบนสายตาหลบ ทว่าเขาก็ยังสัมผัสได้ถึงความจริงใจซึ่งส่งผ่านมาทางน้ำเสียง จังหวะดนตรีเริ่มชะลอลง  ชายหนุ่มด่าสาปแช่งนักดนตรีประจำคลับที่บังอาจมาเล่นเพลงรักในเวลาแบบนี้

.

There's a laugh in my eyes (ดวงตาผมเปี่ยมไปด้วยความสุข)
There's a waltz in my walk (ผมก้าวเดินไปตามจังหวะวอลซ์)
And it's been such a long time (ช่างเนิ่นนานเหลือเกิน)
Since there was hope in my talk
(ที่ผมไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความหวังเช่นนี้)
If you never knew What it is that's new
(ถ้าคุณยังไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดผมถึงเปลี่ยนไป)
It's you(โปรดรู้ไว้ว่าเป็นเพราะคุณ)
.

น้ำเสียงของนักร้องชายทุ้มต่ำอย่างมีเสน่ห์น่าค้นหา ทว่าเสียงร้องเพลงที่เอริคได้ยินอย่างแจ่มชัด กลับเป็นเสียงของทีชาล่าซึ่งกำลังฮัมเพลงคลอไปกับจังหวะเพลง เสียงของทีชาล่าเพราะกว่าที่เขาเคยคิด อาจไม่ใช่เสียงที่เพราะที่สุด แต่เป็นเสียงที่ทำให้ใจเขาสั่นระรัว

.

‘Cause when your hands are in mine (เพราะเมื่อเรากุมมือกัน)
You set a fire that everyone can see
(คุณได้จุดประกายแห่งความหวังให้ผมเห็น)
And it's burning away , Every bad memory
(ประกายนั้นได้เผาทำลายความทรงจำอันเลวร้ายไปจนหมดสิ้น)
To tell you the truth (ผมขอสารภาพตรงนี้)
If it's something new (ว่าที่ผมกลายเป็นคนใหม่ได้)
Baby it's you (ก็เพราะคุณ)
It's you in the morning Yeah .It's you in the night
(เพราะมีคุณในยามทิวาและมีคุณในยามราตรี)
A beautiful angel came down.To light up my life
(เทวดาผู้งดงามได้ลงมาจุติ ทำให้ชีวิตของผมสว่างไสว)

.

“ก็...ก็…ถ้า…คิดแบบนั้นได้ก็ดีแล้ว ยินดีกับโอเมก้าผู้โชคดีด้วยล่ะกัน”

.

“เหรอ…ถ้าคนนั้นเขาคิดว่าตัวเองโชคดีด้วยก็ดีสิ แล้วเรารู้คำตอบรึยังว่าทำไมถึงต้องเป็นที่นี่ตอนนี้”

.

“ไม่รู้” เขาปฏิเสธเสียงแผ่ว มือหนาบีบมือเขาเบาๆ เป็นเชิงเรียกให้เงยหน้าขึ้นมาสบตา ทว่าเอริคอายเกินกว่าจะทำเช่นนั้น ทำไมผู้ชายเซ่อๆแบบนี้ ถึงสามารถทำให้กังวลจนเสียสติ และรู้สึกมีความสุขได้มากขนาดนี้

.

Where nothing's too hard to say
(ไม่มีอะไรยากเกินจะพูดมันออกมา)
And nothing's too hard to do
(และไม่มีอะไรยากเกินกว่าจะลงมือทำ)
Never too much to go through
(ไม่มีสิ่งใดยากเกินกว่าจะฟันฝ่า)
To tell you the truth
(ผมขอสารภาพกับคุณตรงนี้)
If it's something new (ว่าที่ผมกลายเป็นคนใหม่ได้)
Baby it's you (ก็เพราะคุณ)
It's you in the morning Yeah .It's you in the night
(เพราะมีคุณในยามทิวาและมีคุณในยามราตรี)
A beautiful angel came down.To light up my life
(เทวดาผู้งดงามได้ลงมาจุติ ทำให้ชีวิตของผมสว่างไสว)

.

หลังมื้ออาหารเย็น พวกเขาเดินเล่นกันไปตามริมแม่น้ำ ต่างฝ่ายไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมา เพราะเพียงแค่ไออุ่นซึ่งส่งผ่านมือของกันและกันก็ได้แทนคำบอกรักนับล้านประโยค ทีชาล่าเชยคางคนตรงหน้าให้หันกลับมาสบตา เขาโน้มตัวไปด้านหน้า เพื่อมอบจุมพิตกับคนสำคัญ เป็นจูบที่เนิบนาบ อ้อยอิ่ง คล้ายกับทั้งคู่กำลังตกอยู่ใต้บ่วงเสน่หาของกันและกัน ไม่มีความดุดัน เร้าร้อน หรือมีราคะเข้ามาเจือปน  มีเพียงแค่ความรู้สึกของสองคนสองคนซึ่งข้ามผ่านมายาคติและความแค้น

.

เอริคค่อยๆหลับตาลง เขาดึงคอเสื้อของทีชาลาให้เข้ามาใกล้มากขึ้น   แล้วเผยอริมฝีปากขึ้นรับจูบจากพระราชา  รสหวานแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก  เรียวลิ้นอุ่นชื้นตวัดเกี่ยว ความรู้สึกมากมายเอ่อล้นออกจากอก จังหวะหัวใจของทั้งคู่เต้นประสานกัน โดยมีดาราเบื้องบนร่วมเป็นสักขีพยาน

.

So if I get to grow old (หากผมแก่ตัวไป)
With many years behind me (ไม่วาเวลาจะผ่านพ้นสักเท่าไร)
There's only one thing I want (สิ่งเดียวที่ใจผมปรารถนา)
One thing I need beside me (หนึ่งเดียวที่ผมอยากให้อยู่เคียงข้าง)
For all that you are (ทุกอย่างที่คุณเป็น)
For everything you do (ทุกสิ่งที่คุณทำ)
For all that you've done  (ทุกอย่างที่คุณได้ทำ)
Just for showing me the truth(ได้บอกความจริงให้ผมได้รู้)
It's you It's you (ว่าเป็นเพราะคุณ)
Baby it's you (ที่รัก เป็นคุณมาโดยตลอด)

.

มนุษย์ผู้ตามหารักไม่ใช่ตามหาผู้แกร่งอย่างเท่าเทียมหรือเหนือกว่า พวกเขาเพียงแค่ต้องส่วนเติมเต็ม โดยไม่ได้สนว่าเป็นแอลฟ่า เบต้าหรือโอเมก้า ร่างสูงถอนริมฝีปากออกจากผู้เป็นที่รัก ดวงตาของพวกเขาสบกันเนิ่นนาน ก่อนคนร้ายปากแข็งจะยอมสารภาพแรงจูงใจออกมา

.

“สุขสันต์วันเกิด เอริค สตีเวนส์ ขอบคุณที่เจ้าเกิดมา  ขอบคุณที่ช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้ เจ้าอาจรู้จักพี่เพียงแค่ไม่นาน แต่สำหรับพี่ ....เจ้าคือลมหายใจของพี่มาโดยตลอด....”

.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

20 ความคิดเห็น

  1. #8 MaLifeSuckz (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 10:05
    เอ้า เพิ่งรุ้ว่าลงใน dek-d ด้วย มีที่คอมเม้นต์ล่ะ 55555555
    #8
    1
    • #8-1 NancyChinamon(จากตอนที่ 12)
      15 เมษายน 2561 / 14:16
      เพิ่งทดลองเล่นเด้กดีเองขอรับ ><
      #8-1
  2. #7 ชื่อช้อยค่ะ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 19:53
    งั้นก็รีบไปง้อเร็วเข้า จะง้อยังน๊าาาาาาาาา อยากรู้จักเลยยยยยยยยยย อีริคหึวก็พูดไปก็ได้นะ ยังไงฝ่าบาทก็พร้อมง้อแบบถวายหัวอยู่แล้วววววววว
    #7
    2
    • #7-1 NancyChinamon(จากตอนที่ 12)
      13 เมษายน 2561 / 21:08
      ><ต้องรอดูต่อไปค่ะว่าฝ่าบาทง้อยังไง อิอิ
      #7-1
    • #7-2 ชื่อช้อยค่ะ(จากตอนที่ 12)
      27 เมษายน 2561 / 19:55
      สรุปก็คือพามาเดท+วันเกิดน้องเลยกุเรื่องขึ้นมา .นี่มองแรงกับความหวานจนมดถล่มโรงงานน้ำตาล เหมือนเบาหวานจะขึ้นตาเลยค่ะ
      #7-2
  3. #6 imaiairo3 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 19:28
    ฝ่าบาทจะง้อน้องยังไงน้าาาาาาา
    #6
    1
    • #6-1 NancyChinamon(จากตอนที่ 12)
      13 เมษายน 2561 / 21:09
      นั้นน่ะสิ ฝ่าบาทง้อยังไงนะ ต้องติดตามตอนต่อไปค่ะ แฮ่><
      #6-1