ศึกสงครามเทพอสูร

ตอนที่ 15 : บทที่ 14: การทดสอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    12 ธ.ค. 61



บทที่ 14 : การทดสอบ


ชีวิตของคนเราก็มีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี ชีวิตของผู้ใหญ่เมื่อมีเรื่องที่ประสบความสำเร็จก็ต้องมีเรื่องที่ล้มเหลว ส่วนชีวิตของนักเรียนคือมีเรื่องเรียนก็ต้องมีเรื่องสอบเลื่อนชั้นปี แม้แต่คนของหน่วยปราบอสูรเองก็ต้องมีการทดสอบฝีมือด้านการต่อสู้ด้วย แน่นอนว่านักเรียนที่มีพลังพิเศษนั้นก็ต้องถูกทดสอบเช่นกัน

นักเรียนชมรมปราบอสูรแห่งโรงเรียนมิยาจิเองก็กำลังเตรียมตัวในการทดสอบความสามารถของพวกเขาที่จะถูกทดสอบอีกไม่นาน แม้แต่พวกสึนะและไอจิเองก็ต้องเตรียมตัวการทดสอบในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน


"เอาละทุกคน~!! เตรียมตัวพร้อมสำหรับพรุ่งนี้หรือยัง~!!" มิวะถามเพื่อนๆในทีมทุกคน

"ฉันพร้อมอยู่แล้วละ" ยามาโมโตะตอบ

"พร้อมแบบสุดขั้ว!!!" เรียวเฮตอบแบบฉบับของตัวเองแบบทุกที

"ไม่พร้อมก็แปลกแล้วล่ะนะ มิวะ" มิซากิตอบทั้งที่เธอยังอ่านหนังสืออยู่

"แต่ประเด็นคือเจ้ารีบอร์นจะทดสอบพวกเราแบบไหนต่างหากเล่า~?" สึนะรู้สึกได้ดีเสียเลยเมื่อรู้ว่ารีบอร์นจะเป็นคนที่ทดสอบพวกเขา

"ไม่ต้องห่วงหรอกสึะโยชิ อาจารย์รีบอร์นเขาคงไม่ทดสอบโหดอะไรอย่างนั้นหรอก..." เซร่าปลอบสึนะไม่ให้รู้สึกกลัวการทดสอบในครั้งนี้

"ก็ไม่แน่หรอกนะ" คนที่เอ่ยประโยคเมื่อกี้นี้ก็ไม่ใช่ใครอีกนอกจาก...

"รีบอร์นโพล่มาตอนไหนเนี่ย!!" สึนะถาม แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรและเอ่ยต่อว่า "โยโซร่าช่วยบอกทุกคนในห้องนี้ให้รู้ด้วยนะ" เมื่อรีบอร์นสั่งเสร็จก็ไปทำธุระของตัวเองต่อ และความสนใจก็ตกมาอยู่ที่โยโซร่าแทน

"ทุกคนเตรียมตัวเก็บของสำภาระของตัวเองให้เรียบร้อยนะ และมาเจอกันที่โรงเรียนตอน 07:00 น.นะ~" โยโซร่าบอกด้วยใบหน้าที่ยิ้มแบบทุกที

"แล้วทำไมพวกเราต้องเก็บของด้วยล่ะ คุณโยโซร่า?" สึนะถาม







เวลา 09:16 น.

"ตกลงจะมาทดสอบพวกเรากลางป่าเนี่นนะ~!!!" สึนะรู้เหตุผลทันทีที่มาถึงสถานที่ที่จะมาทำการทดสอบพวกเขา


และไม่ใช่แค่รีบอร์นเท่านั้นที่จะมาทดสอบพวกเขา แต่ยังมีคนจากหน่วยปราบอสูรอีก 4-5 คน จากทางถนนหลักพวกเขาก็ต้องเดินเข้าไปด้วยเท้าอีก 30 นาทีถึงจะถึงที่หมายของพวกเขา แต่การเดินทางไกลของพวกเขานั้นก็ไม่ได้ง่ายดายเสียเลย เพราะทางเท้านี้มีป่ารกเต็มไปหมดเต็มทางเดินและการเดินทางไกลนี้ก็ไม่ใช่แค่ต้องแบกสำภาระของตัวเองเท่านั้นยังต้องแบกสำภาระที่รีบอร์นสั่งให้แบกนี่อีกแถมน้ำหนักของสำภาระที่รีบอร์นจัดเอาไว้นั้นก็ไม่ใช่น้อยๆเลยด้วย


"โอ๊ย~หนักมากเลย~!!! เจ้ารีบอร์นขนอะไรมากนักหน่าเนี่ย~!?" สึนะบ่นเพราะเขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว

"รุ่นที่ 10 ครับ ถ้าเหนื่อยเดี๋ยวผมแบกให้นะครับ" โกคุเดระอาสาจะช่วยสึนะแบกสำภาระของรีบอร์นให้

"ม..ไม่ต้องหรอกโกคุเดระคุง!!" สึะรู้สึกเกร็งใจ (แค่นี้โกคุเดระคุงก็หนักจะแย่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ!?)

"เอ๊ะ!? ซุยเซเซกิแล้วสำภาระที่รีบอร์นบอกให้ทุกคนแบกมาน่ะอยู่ไหนเหรอ?" สึนะถามด้วยความสงสัยเพราะเขาเห็นซุยเซเซกิแบกมาแค่สำภาระของตัวเอง

"อยู่กับคุณไอจิค่ะ" ซุยเซเซกิตอบพลางใช้นิ้วชี้ชี้ไปที่ไอจิที่อยู่ข้างหน้าพวกเขาไปไกลได้ไม่เท่าไร

"ขอบใจนะไอริ ที่แบ่งน้ำให้น่ะ" ไอจิกล่าวขอบคุณคนที่เป็นแฝดน้องของเขา

"ไม่เป็นไรหรอกไอจิ" ไอริรับขวดน้ำมาจากไอจิและเริ่มเดินต่อ


ทั้งสึนะและโกคุเดระต่างช็อคกับพลังของไอจิที่ยังมีแรงเหลือมากขนาดนี้ แค่น้ำหนักกระเป๋าใบเดียวยังหนักตั้ง 40 กิโลกรัมแล้ว แต่ไอจิกลับแบกกระเป๋าทั้ง 2 ใบของรีบอร์นได้แบบสบายๆแบบนี้


เมื่อมาถึงคนจากหน่วยปราบอสูรคนหนึ่งก็ออกคำสั่งให้นักเรียนทุกคนไปทำตามภาระกิจที่เขาสั่งคือ นักเรียนชายไปกางเต็นท์และไปเขียนวงเวทย์เขตบาเรียขึ้นมา ส่วนนักเรียนหญิงไปทำอาหารกลางวัน


เวลา 20:24 น.


"เอาละทุกคนฟังคำสั่งให้ดีนะ ในป่าแห่งนี้จะมีตะเกียงอยู่ทั้งหมด 4 อันในป่า และในป่าแห่งนี้เองก็มีพวกปีศาจอยู่เยอะ แต่พวกมันจะเป็นพวกปีศาจระดับต่ำมันจะไม่ฆ่าพวกเธอจนถึงตายหรอกแต่พวกมันสามารถทำให้พวกเธอบาดเจ็บได้เช่นกัน ดังนั้นการทดสอบในครั้งนี้ทุกคนจะต้องนำตะเกียงออกมาจากป่าแห่งนี้ให้ได้!! เข้าใจคำสั่งใช่มั๊ย!!?" หนึ่งในคนของหน่วยปราบอสูรออกคำสั่งนักเรียนที่จะทำการทดสอบได้เข้าใจ

"ครับ!!!/ค่ะ!!!" ทุกคนขานรับคำสั่ง

"เอาละมีใครสงสัยอะไรมั๊ย!?" หนึ่งในคนของหน่วยปราบอสูรคนเดิมถามขึ้นมาอีกครั้งเพื่อที่จะได้แน่ใจว่าทุกคนพร้อมที่จะทำการทดสอบครั้งนี้หรือไม่?

"ขอโทษนะคะ คือว่า...ทำไมมีไม้ขีดไฟแค่อันเดียวล่ะคะ?" ซุญเซเซกิยกมือถาม

"มันมีดอกไม้ไฟขนาดเล็กอยู่ดอกหนึ่งใช่มั๊ย? นั้นแหละคือทางเลือกของพวกเธอนะ" รีบอร์นบอกให้ทุกคนรู้ถึงเหตุผลที่มีไม้ขีดไฟเพียงแค่ก้านดียว

"ทางเลือกอะไรของนายน่ะรีบอร์นอธิบายให้เข้าใจกว่านี้ให้เข้าใจหน่อยได้มั๊ยเนี่ย~?" สึนะบอกให้รีบอร์นช่วยขยายความให้คนอื่นเข้าใจมากกว่านี้อีกหน่อย

"ลองคิดดูนะพวกนายต้องใช้ไม้ขีดหนึ่งอันเพื่อที่จะตะเกียงใช่มั๊ย? แล้วถ้าพวกนายต้องการจุดพลุเพื่อส่งสัญญาขอความช่วยเหลือล่ะ? ต้องคิดดีๆก่อนที่พวกเธอจะใช้ด้วยนะ~" รีบอร์นพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเจ้าเล่ห์แบบสุดๆ

"ห๊า~!!!" ทุกคนไม่อยากจะเชื่อกับวิธีวัดใจของผู้ทดสอบแบบนี้



เวลา 21:00 น. 

ทุกคนเริ่มไปประจำจุดสตาร์ทของตัวเองในบริเวณเส้นขอบบาเรียที่เขียนขึ้นและแน่นอนว่าทุกคนต้องแยกย้ายกันไปตามจุดต่างๆที่เขากำหนดมาให้ และเมื่อคนจากหน่วยปราบอสูรคนหนึ่งได้ให้สัญญาณเริ่มการทดสอบทุกคนก็ออกตัววิ่งเข้าไปในป่าทันที


ไควิ่งเข้าไปในป่าโดยเขาใช้สัญชาตญาณของเขานำทางให้เขาในความมืดในป่าแห่งนี้ 


"กรี๊ด~!!!" ระหว่างที่ไคกำลังวิ่งอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงกรี๊ดของใครบางคนดังมาจากทางขวามือของเขา ไคตัดสินใจที่จะวิ่งไปตามเสียงนั้นดู และเมื่อไปถึงเขาก็พบกับไอริที่นอนหมดสติอยู่พร้อมกับฝูงแมลงผีเสื้อกลางคืนที่บินอยู่เต็มไปหมดรอบตัวเธอ ฝูงแมลงผีเสื้อกลางคืนพวกนี้ไม่ใช่ฝูงแมลงผีเสื้อกลางคืนทั่วไป แต่มันเป็นปีศาจระดับ 1 ที่กินเลือดของมนุษย์และสัตว์ต่างๆเป็นอาหาร ไควิ่งไปตรงจุดที่ไอริอยู่และใช้ไฟของเขาแผดเผาฝูงแมลงผีเสื้อกลางคืนพวกนั้นจนหมดสิ้น 

และเมื่อไคเผาพวกฝูงแมลงผีเสื้อกลางคืนจนหมดก็รีบวิ่งเข้าไปดูอาการของไอริทันที


"ไอริ!? ไอริ!? ไอริตื่นสิ!!" ไคช้อนลำตัวท่อนบนขึ้นมาแนบอกและเขย่าร่างของเธอเบาๆเล็กน้อยเพื่อเรียกสติของเธอให้กลับมา และจากที่ไคเรียกชื่อเธออยู่สักพักหนึ่งไอริก็เริ่มปริตาขึ้นมาอย่างช้าๆ

"ไคคุง..." ไอริเรียกชื่อของคนที่อยู่ตรงหน้าเธอ

"ไอริ เธอไม่เป็นอะไรแล้วนะ ไม่ต้องกลัวอะไรแล้วล่ะ" ไคพยายามพูดปลอบไอริเพื่อที่เธอจะได้ไม่รู้สึกกลัวอะไรมาก

"ขอบคุณนะ...ไคคุง..." ไอริกล่าวคำขอบคุณไค

"ว่าแต่เถอะไอริ ก่อนหน้าที่ฉันจะเข้ามาช่วยเธอน่ะ เธอเปิดไฟฉายใช่มั๊ย?" ไคถามและไอริก็พยักหน้าเป็นการให้คำตอบ

"ไอริเธอไม่รู้หรือยังไงว่าพวกฝูงแมลงผีเสื้อกลางคืนน่ะมันชอบพุ่งเข้าหาแสงไฟในเวลากลางคืนนะ!?" ไคถามไอริ

"ฉันขอโทษนะไคคุง...ก็ฉันน่ะไม่รู้น่ะว่ามันจะเป็นแบบนี้น่ะ..." ไอริกล่าวคำขอโทษต่อไคกับความโง่เขลาของเธอแต่ไคเขาไม่ถือสาอะไร และพวกเขาก็เริ่มออกเดินกันต่อท่ามกลางความมืดมิดแห่งนี้โดยปราศจากแสงใดๆในการนำทางพวกเขา

ระหว่างทางที่พวกเขากำลังเดินทางท่ามกลางความมืดอยู่นั้นพวกเขาก็พบกับเพื่อนๆในทีมของพวกเขาทุกคน(ยกเว้นโซเนีย)ในความมืดมิดแห่งนี้ 


"ว่าไงทุกคนหลงทางเหมือนกับฉันและมิซากิจังเหรอ?" มิวะเอ่ยถามทุกคน

"แกเองก็หลงทางเหมือนกันไม่ใช่หรือไง!?" โกคุเดระย้อนถามมิวะทันที

"ว่าแต่ทุกคนยังไม่เจอตะเกียงกันเลยใช่มั๊ยครับ?" ไอจิเอ่ยถามเพื่อนๆทุกคนเรื่องตะเกียง และคำตอบที่ได้ก็คือยังไม่มีใครเจอตะเกียงที่ว่ามาเลย แต่...

"ความจริงฉันเจอตะเกียงที่ไอจิคุงพูดมาด้วยนะ~" โยโซร่าบอกพร้อมกับยิ้มให้กับทุกคน

"จริงเหรอครับ!! คุณโยโซร่าแล้วตะเกียงนั้นอยู่ไหนเหรอครับ!?" สึนะรีบเอ่ยถามทันทีที่ได้ยิน

"ความจริงแล้ว...ฉันแบกมาคนเดียวไม่ได้น่ะ ทุกคน~" โยโซร่ายิ้มแบบฟืนๆแบบสุดๆเมื่อสึนะเอ่ยถามหาตะเกียงนั้น

"หมายความว่ายังไง'แบกมาคนเดียวไม่ได้' น่ะโยโซร่า?" มิซากิถาม

"ก็..." โยโซร่าไม่รู้ว่าควรจะอธิบายให้ทุกคนรู้อย่างไรดี







"น..เนี่ยเหรอ...? ตะเกียง? โยโซร่าจัง" มิวะถามเพราะเขาไม่แน่ใจในสิ่งที่เห็นเสียเท่าไร

"ใช่..." โยโซร่าตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มเหมือนอย่างเคย แต่...

"นี่...มันใช่ตะเกียงจริงๆเหรอ...?" ไอจิเองก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่ามันใช่สิ่งที่พวกเขากำลังตามหาจริงๆหรือเปล่า?

"ตะเกียงบ้าอะไรเนี่ย~!? ทำไมมันถึงใหญ่ขนาดนี้ล่ะ!?" สึนะบ่น เพราะสิ่งที่ทุกคนเห็นนั้นก็คือ ตะเกียงที่ทำมาจากหินและมาขนาดความสูงถึง 160 ซม. และความกว้างในแต่ละด้าน 120 ซม. แต่สิ่งนี่ไม่ได้เรียกว่าตะเกียงแต่มันมีชื่อเรียกว่า....

"แบบนี่มันไม่ใช่ตะเกียงหรอก มันเรียกว่า'โคมไฟหิน' มากกว่า" ไคบอก

"ก็พอจะเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมรุ่นพี่โยโซร่าถึงบอกว่า 'แบกมาคนเดียวไม่ได้' แล้วล่ะ" ยามาโมโตะเองก็ไม่รู้จะหาคำพูดอะไรมาพูดในตอนนี้แล้ว?

"ก็แสดงว่าการทดสอบนี่ไม่ใช่ให้มีทดสอบผ่านรายบุคคล แต่เป็นการทดสอบความสามัคคีของทุกคนในกลุ่มกับการต่อสู้ และการเอาตัวรอดของพวกเราด้วยสินะ" โกคุเดระลองคาดคำนวณของความเป็นไปได้ของการทดสอบในครั้งนี้

"แต่อย่างน้อยก็จะได้แก้ปัญหาเรื่องไม้ขีดได้แล้วหนึ่งเรื่องนะ" อิชิดะบอกพร้อมกับจุดไม้ขีดของเขาและโยนเข้าไปข้างในคบเพลิงนั้น 

แต่ระหร่างที่อิชิดะกำลังหันกลับมาหาเพื่อนๆนั้น โคมไฟหินนั้นก็ขยับตัวและเมื่อมันมองเห็นไอริมันก็วิ่งพุ่งเข้าใส่ทันที ไอจิกำลังจะเสกดาบออกมาแต่ก็ถูกมิซากิใช้กระดาษอะไรบางอย่างที่มีขนาดใหญ่ไม่เท่าฝ่ามือและมีตัวหนังสือเขียนอะไรบางอย่างเขียนอยู่นั้นไปแปะติดที่ตัวของโคมไฟหินนั้นเสียก่อน ไอริถึงกับเข่าอ่อนที่เจอเหตุการณ์เมื่อกี้นี้ ไอจิก็เข้าไปดูอาการน้องสาวฝาแฝดของเขาทันที


"สงสัยงานนี้จะไม่ง่ายซะแล้วสิ~" มิวะพูด

"ว่าแต่คุณมิซากิ กระดาษเมื่อกี้มันอะไรเหรอค่ะ?" เซร่าถาม

"มันคือยันต์น่ะ" มิซากิตอบ

"นี่คุณมิซากิพกมาด้วยเหรอครับเนี่ย..." สึนะถาม มิซากิก็พยักหน้าแทนเป็นการตอบเพราะเมื่อมิซากิใช้ยันต์แปะไปที่อสูรตัวนี้แล้วก็ต้องท่อนบนคาถาต่อเพราะยันต์ที่เธอพกมานั้นเป็นยันต์ที่จะต้องคอยร่ายคาถาอยู่ตลอดเพราะถ้าเธอหยุดร่ายคาถาเมื่อไรอสูรตัวนี้ก็จะขยับตัวอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นตอนนี้เธอจะต้องพูดคุยกับเพื่อนๆให้น้อยที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้

"แล้วมีใครพอจะรู้มั๊ยว่าพวกเราจะแบกเจ้านี่กลับไปที่แค้มยังไง?" เซร่าถามทุกคน 


โกคุเดระมองไปรอบๆเพื่อสำรวจสิ่งที่อาจจะช่วยพวกเขาในการทดสอบในครั้งนี้ จนกระทั่งโกคุเดระก็หันไปเห็นเกวียนที่อยู่หลังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆกับโคมไฟหินเข้าและเขาก็คิดแผนอะไรบางอย่างขึ้นมาได้


แผนที่โกคุเดระวางไว้ก็คือ ให้โยโซร่ากับไอริค่อยส่องไฟฉากนำทางให้ทุกคน ส่วนไค มิวะ และยามาโมโตะคอยป้องกันทุกคนจากฝูงแมลงผีเสื้อกลางคืนให้ ส่วนไอจิกับเรียวเฮช่วยกันแบกโคมไฟหินนี้ขึ้นเกวียนแล้วลากมันไป ส่วนสึนะ เซร่า มิซากิ ซุยเซเซกิ และชินโกคอยจับโคมไฟนี่เอาไว้ไม่ให้มันหล่นจากเกวียน(พอดีไม่มีเชือกให้พวกเขาค่ะ) ส่วนโกคุเดระและอิชิดะก็ค่อยดันข้างหลังเกวียนเอาไว้


"จะวิ่งให้เร็วจนไปถึงแค้มแบบสุดขั้วเลย~!!" เรียวเฮตะโกนบอกให้ทุกคนรู้ ทุกคนก็รู้สึกเหนื่อยใจกับนิสัยของเรียวเฮเป็นอย่างมาก


ทุกอย่างก็ผ่านมาได้อย่างลาบลื้นไปได้ด้วยดีจนดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาขัดขวางพวกเขาได้อีกแล้ว จนกระทั่ง...






โป๊ก!!!



"โอ๊ย~ ไอจิ!! คุณพี่ชาย!! หยุดกันทำไมเหรอ~!? โอ๊ย~!!" สึนะถามเพราะจู่ๆไอจิกับเรียวเฮก็หยุดวิ่งกันต่อเสียเฉยๆโดยไม่บอกกล่าวจนศีรษะของสึนะโขกเข้ากับโคมไฟหินที่สึนะกำลังช่วยจับเข้าอย่างจังจนจมูกแดงเหมือนพินอคคิโอ้แล้ว (นี่มันเจ็บนะเนี่ย!! คุณนานะ!! อย่าทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นนะ!! :สึนะบ่น)

"เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ไอจิ" ไอริถาม

"สะพาน..." ไอจิเอ่ยเพียงแค่นั้นและทุกคนก็ชะโงกหน้ามาดูก็พบว่าสาเหตุที่ไอจิกับเรียวเฮต้องหยุดวิ่งก็เพราะว่าทางข้างหน้านี้มีสะพานไม้เก่าที่ผุพังมากแล้วอยู่ตรงหน้าของพวกเขา ทั้งไอจิและเรียวเฮไม่มั่นใจเรื่องน้ำหนักของเกวียนที่สะพานไม้นี้จะรับน้ำหนักได้มากน้อยแค่ไหน? แต่มันไม่ได้มีแค่นั้นเพราะข้างใต้สะพานนั้นยังมีแม่น้ำไหลผ่านและแม่น้ำนี้ไม่ใช่แม่น้ำตามธรรมชาติ แต่มันเป็นแม่น้ำที่มีสีแดงฉานดุจดั่งเลือดของมนุษย์แถมในช่วงที่แม่น้ำน้ำไหลไปตามแรงลมนั้นคลื้นของมันยังมีใบหน้าของคนโพล่ขึ้นมาเป็นบางช่วงยิ่งเพิ่มความน่ากลัวให้กับแม่น้ำแห่งนี้เข้าไปอีก

แต่โยโซร่าที่เห็นเพื่อนของเธอไม่กล้าที่จะข้ามสะพานมาก็เป็นผู้ไปทดสอบความแข็งแรงของสะพานให้ว่าสะพานนี้มันแข็งแรงดี แต่ทุกคนก็ไม่มีใครกล้าที่จะข้ามสะพานี้อยู่ดียิ่งเรื่องที่จะพูดถึงเรื่องที่ถ้าพวกเขาจะต้องเดินลุยน้ำที่มีสีแดงเหมือนเลือดแทนที่จะข้ามสะพาผุพังนี้อีกก็ยิ่งไม่มีใครคิดจะทำแน่นอน


"โทคุระฉันยืมหอกของเธอก่อนได้หรือเปล่า?" ไคถามมิซากิดูและเธอก็พยักหน้าเป็นการให้คำตอบเชิงว่าเธอให้ไคยืมหอกของเธอได้


เมื่อไครับหอกมาจากมิซากิก็นำหอกของเธอไปวางลงไปในแม่น้ำสีเลือดนั้นเพื่อที่เขาจะวัดความลึกของแม่น้ำสายนี้


"เฮ๊ย!! ไคนายทำอะไรน่ะ!!" มิวะไม่พอใจที่ไคเอาอาวุธของมิซากิมาทำให้เปื้อนน้ำสีแดงในแม่น้ำนี้เสียเลย และไคก็ส่งหอกคืนมิซากิไป และไคก็บอกวิธีการที่พวกเขาทุกคนจะข้ามสะพานกับแม่น้ำนี้ให้ฟังคือ ก่อนอีกจะต้องยกโคมไฟหินนี้ลงจากเกวียนก่อน และให้มิวะก็พาไอริขึ้นมาบนบ่าของมิวะไปและให้ยืนรออยู่กลางแม่น้ำนี้ ส่วนมิซากิก็คอยรอสัญญาณจากทุกคน ก่อนที่เธอจะแกะยันต์ออกจากโคมไฟหินนี้ ว่าทุกคนข้ามสะพานไปจนถึงฝั่งตรงข้ามกันหมดแล้ว ส่วนทุกคนที่เหลือก็ข้ามไปรอมิวะ มิซากิ และไอริที่ฝั่งตรงข้ามกันก่อน แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่นิดหน่อยคือ...


"นี่~ถามจริง...นี่ฉันต้องให้ไอริจังขึ้นขี่คอฉันแล้วต้องเดินลุยน้ำนี้เหรอ~?" มิวะถามแบบเหมือนเด็กน้อยที่กำลังโดนรังแกอยู่ยังไงยังงั้นเลย(ก็ในแม่น้ำนี้มันดูน่ากลัวจนน่าขนลุกเลยนะ คุณนานะ!!:มิวะ)


ไคก็พอจะเดาได้ว่ามิวะคงไม่อยากจะรับหน้าที่นี่แน่ๆจึงหันไปมองคนอื่นแทนแต่ก็ไม่มีใครอาสาเลยแม้แต่คนเดียว สรุปคนที่ต้องทำหน้าที่นี่คือ...



"เอาล่ะ...ไปเลยนะ โอ๊ย~!! ไอริอย่าดึงผมสิ!!" ไคที่พาไอริขึ้นบ่าเขาเกิดร้องเจ็บขึ้นมาเพราะไอริที่อยู่บนบ่าของเขาก็ดึงผมไคอยู่

"หื้อ~ ก็มันสูงนี่น่า" ไอริที่อยู่บนบ่าไคบอกเหตุผลที่เธอต้องดึงรั้งศีรษะของไคไว้เพื่อที่เธอจะได้มีที่ยึดเกาะจะได้ไม่ตกลงไป


ไคก็เดินลงมาในแม่น้ำนี้จนถึงตรงกลางของแม่น้ำและตะโกนบอกมิซากิให้รู้ และเมื่อมิซากิแกะยันต์ที่ติดบนตัวของโคมไฟหินแล้วก็รีบวิ่งไปที่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำโดยการข้ามสะพานไป และเมื่ออสูรโคมไฟหินนี้มันเห็นไอริที่อยู่บนบ่าของไคก็รีบวิ่งตามลงมาทันที ไคก็รีบวิ่งพาไอริข้ามฝั่งไปจนเท้าของเขาก็ไปติดอะไรบางอย่างเข้า เมื่อไคเห็นว่ามันเริ่มเข้ามาใกล้พวกเขาแล้ว ไคไม่มีทางเลือกจึงต้องโยนไอริไปที่ริมฝั่งของแม่น้ำที่พวกเขากำลังจะไปแทน และเมื่อไอริถูกโยนมาจนถึงริมฝั่งแม่น้ำแล้วเจ้าอสูรโคมไฟหินนี้ก็กระโดดข้ามเหนือศีรษะของไคไปและตัวมันก็กระโดดลงมาในเกวียนที่พวกเขามาวางรออยู่แบบพอดี และมิซากิก็รีบแปะยันต์ไว้ตามเดิมและเริ่มร่ายคาถาจากนั้นอสูรโคมไฟหินนี้ก็กลับมาเป็นโคมไฟหินธรรมดาเหมือนเดิม และเมื่อไคขึ้นมาจากแม่น้ำนี้ได้แล้วทุกคนก็ต่างก็พากันคิดว่าทุกอย่างจะจบแล้ว แต่...


"เอาล่ะ~ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วงั้นพวกเราก็กลับ-" อิชิดะที่เอามือมาเท้าเสาประตูของสะพานอยู่นั้น จู่ๆก็เหมือนเขาจะเอนตัวไปตามเสาประตูของสะพานเสียเฉยๆ ใช่...เสาประตูของสะพานและสะพานนั้นได้พังทลายลงพร้อมกับกระดาษบางอย่างที่ปลิวลงมาหลังจากที่เสาประตูของสะพานและสะพานพังลงไม่นาน และกระดาษนั้นมันก็คือยันต์ที่เอาไว้ป้องกันพวกปีศาจและอสูรนั้นเอง

และก็ได้มีอะไรบางอย่างขึ้นมาจากผืนน้ำจากในแม่น้ำนั้น และมันก็คือ...



///////////////////////////

สวัสดีค่ะกลับมาพบกับนานะกันอีกครั้งหนึ่งแล้วนะคะ ตอนนี้ก็เป็นตอนที่พวกเขากำลังจะได้พบกับศัตรูของพวกเขาแล้วนะคะ แต่เรื่องนี้ก็จะมีเรื่องเหนือความคาดความหมายของพวกเขาเกิดขึ้นกับพวกเขาด้วยอย่างแน่นอนค่ะ

สำหรับตอนนี้นานะต้องขอตัวไปแต่งตอนต่อไปก่อน และกลับมาพบกับนานะใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

28 ความคิดเห็น

  1. #16 Ting0616563257 (@Ting0616563257) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 19:42

    เนื้อหาเหมือนในเมะเรื่อง"บลูเอ็กซ์โซซิส"(ถูกมั้ย?)เลยคะเราไม่ได้ดูแล้วแต่ก็จำฉากนี้ได้คะ
    ปล.รออ่านตอนต่อไปอยู่นะค่าาา~!!!^0^
    #16
    0