ห้วงฝัน อันธการ

ตอนที่ 6 : 5 ฝากฝัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 ธ.ค. 61

-5-

                ดวงชะตาของขวัญคงกำลังตกต่ำ ทั้งๆ ที่เคยต่อแขนให้ตัวเองอยู่บ่อยๆ ปกติก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่ครั้งนี้มันกลับบวมขึ้นมา ถ้าไม่ใช่เพราะเขาต่อแขนไม่ดีเองก็คงเพราะใครบางคนเล่นพิเรนทร์มัดเขานั่นแหละ!

                เอาเถอะ ยังไงก็มีเรื่องดีอยู่บ้างตรงที่ข้าวต้มไม่มียาพิษใส่อยู่ พ่อครัวจำเป็นก็กลับไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วด้วย ทำให้เขานอนหลับสบายทั้งคืนจนตื่นสายโด่ง ไหนๆ ก็สายแถมแขนก็บวมเขาเลยโทรไปลางานซะเลย

                หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วเดินลงไปที่ชั้นล่าง คิดว่าจะไม่มีตัวอันตรายคอยหลอกหลอนที่ไหนได้กลับมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญรออยู่อีกคน... คราวนี้ไม่เพียงแต่ชะงักเท้าด้วยความตกใจ เขาถึงกับมองซ้ายมองขวาหาอาวุธป้องกันตัวเลยทีเดียว...

                พวกคนนิสัยไม่ดีมักหูดีเหมือนกันหมด ขวัญยังไม่ทันพบเจออาวุธเหมาะมือ ฝ่ายนั้นก็พลิกตัวหันมามองเขาแล้ว ชายคนนั้นยังมีหน้ายิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร

                “ตื่นแล้วเหรอครับ อาหารเช้าพร้อมนานแล้ว เชิญที่โต๊ะได้เลย”

                เทียบกันกับเตชัสแล้ว อัญนพค่อนข้างสุภาพ ยิ้มง่าย มองเผินๆ ก็ดูเหมือนเป็น “คนดี” มากกว่าเจ้านายอยู่หน่อย แต่สำหรับคนที่ถูกทำร้ายจนไหล่หลุดแล้ว ฝ่ายหลังค่อนข้างโหดร้ายจนขวัญรู้สึกขยะแขยงมากกว่ากันเยอะ  

                “นายมาทำไม?”

                “บอสสั่งให้เอาอาหารเช้ามาเสิร์ฟ แล้วก็ให้พาคุณไปหาหมอด้วย”

                “นายคิดว่าฉันจะยอมขึ้นรถไปกับนาย?”

                “ไม่รู้สิครับ รถของคุณบุบ คงต้องส่งซ่อมหลายวัน ระหว่างนี้ผมก็เลยมาขับรถให้”

                “เหอะ! ฉันไม่จำเป็นต้องให้คนป่าเถื่อนอย่างนายขับรถไปส่งหรอก มีหวังความดันขึ้นจนตายก่อนพอดี หรือแบบนี้ก็ดี? ป่วยตายมันคงจะจัดการง่ายกว่าแบบอื่น?”

                “โถ... คุณขวัญครับ ไม่ต้องระแวงผมมากนักก็ได้ คุณเป็นคู่ขา เอ๊ย ไม่ใช่สิคู่รักของเจ้านายผม ผมจะทำร้ายคุณได้ยังไง มีหวังบอสได้ฆ่าผมตายสิ”  

                “ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีหรอก คนอย่างพวกคุณ มีอะไรที่ไม่กล้าบ้างล่ะ?”

                “ลองคิดดูดีๆ สิว่าถ้าพวกเราคิดร้ายกับคุณจริงๆ คุณจะมีโอกาสได้ยืนด่าผมฉอดๆ อย่างนี้ไหม? คุณชัสน่ะจริงใจ... โอ๊ะ!”

ปึ่ก!!  ยังไม่ทันพูดได้จบประโยค ขวัญก็โยนของใกล้มือไปโดนหัวคนพูดซะแล้ว โชคดีที่เป็นแค่กระปุกครีมทาผิวที่เขาวางทิ้งไว้ตอนรีบๆ ฝ่ายถูกกระทำเลยแค่หัวปูดไม่ถึงกับเลือดตกยางออก

“กลับไปเลย... ถ้าไม่อยากเจ็บตัวไปมากกว่านี้ ฝากบอกเขาด้วยว่าถ้าอยากจะฆ่าฉันก็ให้มาเอง ไม่ต้องส่งคนอื่นมา”

ดูท่าทางแล้วเจ้าของบ้านจะฝังใจว่าพวกเขาคิดร้ายต่อตัวเองแบบหยั่งรากลึกจริงๆ อัญนพทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนใจอย่างหนักอกทอดเสียงปลอบ

“หลายๆ อย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดเสมอไปหรอกนะ”

                “เช่นอะไรบ้างล่ะ?”

                “เช่นไม่มีใครอยากฆ่าคุณ หรือคุณอาจจะไม่ได้หนีไปได้สามปี แต่บอสปล่อยคุณไปสามปีต่างหาก”

                “ถ้าอย่างนั้น... ทำไมถึงเพิ่งโผล่มาตอนนี้ล่ะ?”

                “เพราะมันสมควรแก่เวลา”

                ขวัญไม่เข้าใจคำตอบ แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นคนที่เขาเกลียดเข้าไส้ แค่ใบหน้าก็ไม่อยากเห็น ดังนั้นจึงไม่อยากถามต่อไปอีกจึงได้ตัดบท “ฉันจะไปหาหมอเอง นายกลับไปซะ”

                “แต่ว่า...”

อัญนพชะงักไปเล็กน้อยกลืนน้ำลายลงคอเมื่อขวัญส่งสายตาข่มขู่และพยายามควานมือหาอาวุธชิ้นใหม่ เขาไม่มีทางเลือกนอกจากตัดสินใจถอยออกมาตามที่อีกฝ่ายไล่แต่ยังไม่วายกล่าวทิ้งท้าย

“กับข้าวที่อยู่บนโต๊ะนั่น บอสเป็นคนทำเอง ยังไงคุณกินซะหน่อยนะ”

เพล้ง!! แก้วเฉียดแก้มเขาไปนิดเดียวก่อนจะตกแตก คราวนี้อัญนพไม่กล้าลีลาอีกต่อไป เขารีบเผ่นออกมาจากบ้านทันที

หลังจากระบายโทสะจนหอบแล้ว ขวัญก็ได้แต่เสียใจที่ต้องมาเก็บกวาดเศษแก้วที่ตัวเองปาทิ้งด้วยตัวเอง พอเช็ดถูจนสะอาดดีแล้วเขาก็เดินไปล้างมือที่ซิงค์ ระหว่างนั้นเองก็โดนกลิ่นหอมของอาหารยั่วยวนให้น้ำลายไหล

“แค่คำเดียวคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง...” เขาปลอบใจตัวเองก่อนจะหย่อนก้นลงที่เก้าอี้แล้วตักกับข้าวใส่ปาก

“อื้ม....” สามปีผ่านมาแล้วรสมือผู้ชายคนนั้นไม่เคยตกเลยจริงๆ  

จากคำแรกก็มีคำที่สอง คำที่สาม พริบตาเดียวข้าวก็หมดจาน...

ถ้ายังทำอาหารมาให้แบบนี้บ่อยๆ ต่อให้ในอาหารไม่มียาพิษ... แต่สักวันเขาอาจจะตายด้วยโรคอ้วนก็ได้นะ!

.

เสียงประตูดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะเปิดออก เจ้าของห้องซึ่งใส่สูทเต็มยศนั่งอยู่ท่ามกลางเอกสารมากมายกองเต็มโต๊ะ เตชัสเหลือบตามองผู้มาใหม่อย่างเฉยชาทว่าพอเห็นวัตถุสีขาวแปะอยู่ที่หน้าผากเด่นสะดุดตา เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“หัวไปโดนอะไรมานพ?”

“ขวดครีมครับ”

“ขวัญเหรอ?”

“ครับ โดนไล่ตะเพิดกลับมา”              

“ช่วยไม่ได้นะ นายทำกับเขาไว้เยอะนี่ ไหนจะทำไหล่หลุด แถมยังยิงขาด้วย”

“ขาน่ะ ผมไม่ได้เป็นคนยิงซะหน่อย ส่วนแขน... คุณก็รู้ว่าตอนนั้นเขาปากแข็งแค่ไหน ถามอะไรก็ไม่ตอบ... ผมจำเป็นต้องใช้ไม้แข็ง... อีกอย่างกระชากไหล่ก็ยังดีกว่าหักกระดูกนะ”

ถ้าขวัญมาได้ยินเข้าละก็คงอยากจะตะโกนถามว่า ‘มันดีกว่ากันตรงไหน!’ ส่วนเตชัสก็พอจะเข้าใจความคิดลูกน้องคนสนิทอยู่บ้างว่าข้อต่อหลุดยังแค่เข้าเฝือก แต่ถ้าทำให้กระดูกแตกจะต้องผ่าตัดรักษายุ่งยากกว่ากัน แต่พวกเขาไม่ได้คิดถึงปัญหาในระยะยาว...

เมื่อวานนี้ชายหนุ่มไม่ได้ดึงแขนขวัญรุนแรงอะไรนักแค่อยากจะรั้งไว้ไม่ให้วิ่งหนี แต่ฝ่ายนั้นกลับไหล่หลุดง่ายๆ เขาเองยังค่อนข้างตกใจ  

“ไม่ต้องแก้ตัวหรอก พูดไปก็เท่านั้นแหละ ผ่านมาตั้งสามปีแล้ว ถึงเสียใจก็แก้ไขอะไรไม่ได้อยู่ดี”

“หรือผมควรจะแกล้งยอมถูกแทงสักสองสามแผลดีล่ะครับ?”

“หึ... ลองดูสิ ถ้าไม่กลัวตายจริง” เตชัสตอบพลางอมยิ้มน้อยๆ เห็นรอยยิ้มของเจ้านายแล้วอัญนพจึงกล้าหัวเราะตอบเพราะในใจก็นึกเห็นด้วย

ในตอนนั้นขวัญแค่ขู่ ไม่ได้คิดจะฆ่าเจ้านายเขาจริงๆ ถ้าคิดจะหลบเจ้านายของเขาก็ย่อมหลบได้เพียงแต่เขายอมถูกแทงเพื่อให้อีกฝ่ายยกโทษให้ แต่ไม่คิดว่าจะมีบางอย่างผิดแผนทำให้ต้องห่างกันไปตั้งสามปี 

แต่ในทางกลับกันถ้าเป็นตัวเขาเอง ประเมินจากแผลที่หน้าผากนี้แล้ว ถ้าเขาไม่หลบมีดละก็... มีหวังไปยมโลกแน่ๆ

“ตกลงรู้หรือยังว่าขวัญกู้เงินไปทำอะไร?”

“เห็นว่าจะเอาไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ก็ไม่เห็นจะติดต่ออะไรกับใครเป็นพิเศษ”

“แล้วเงินยังอยู่ไหม?”

“ไม่อยู่แล้วครับ เท่าที่ตรวจสอบผู้รับโอนเป็นผู้หญิง”

“ผู้หญิง? แน่ใจนะว่าไม่ใช่ไอ้หมอนั่น”

“ยังไม่แน่ใจเลยครับว่าเกี่ยวข้องอะไรกันหรือเปล่า เพราะที่สืบมาได้ก็มีแค่ชื่อ หน้าตาหรือประวัติยังไม่ทราบแน่ชัด”

“แล้วหนึ่งล่ะ? เคลื่อนไหวอะไรบ้าง?”

                “ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนะครับ”

“อืม งั้นก็สืบต่อไปแล้วกัน...”

“รับทราบ...”

                “ฉันจะไปต่างประเทศสักอาทิตย์ ระหว่างนี้ฝากดูแลขวัญด้วยแล้วกัน”

                “ได้ครับ”

                “แล้วก็... จัดการเจ้าเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่ชอบมาวนเวียนรอบๆ ด้วย”

                “ให้ฆ่าทิ้งเหรอครับ?”

                เตชัสขมวดคิ้วพลางหรี่ตามองอย่างตำหนิพลางเอ่ยประชด            “ถ้านายแน่ใจสองร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าขวัญจะจับไม่ได้ว่าเป็นฝีมือพวกเราน่ะนะ”              

                “แล้ว... ถ้าจับได้ล่ะ?”

                “ก็เตรียมตัวตามไปเป็นศพที่สองแล้วกัน” หลังจากได้ยินเสียงแหบต่ำอันน่าสะพรึงกลัวของเจ้านายแล้ว ลูกน้องก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบ

เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แถมเอากระดูกมาแขนคอแท้ๆ

แบบนี้ใครจะกล้าเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงกันล่ะ?

.

                หลังจากอัญนพกลับไปแล้วขวัญก็นั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาล ตอนแรกที่รู้ว่ารถต้องซ่อมอีกหลายวันเขาก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้างเพราะต้องเปลืองเงินนั่งแท็กซี่ไปทำงาน ต่อให้เตชัสจะกรุณาส่งคนขับรถกิตติมศักดิ์มาให้ก็เถอะ แต่สาบานได้เลยว่าเขายอมเดินซะดีกว่าขึ้นรถไปกับหมอนั่น! ทว่าพอออกจากโรงพยาบาลโดยที่มีผ้าคล้องแขนมาด้วยก็ได้แต่ทำใจว่าต่อให้มีรถ เขาก็คงขับเองไม่ได้อยู่ดี

                ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ไม่มีใครมากวนอีกเลย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว โชคดีอีกอย่างคือแถวบ้านเขาไม่ได้หาของกินยากจึงไม่ถึงกับอดตาย

                เช้าวันจันทร์ เขายังคงไปทำงานอย่างขยันขันแข็งพร้อมผ้าพยุงแขนเหมือนคนแขนหักทั้งๆ ที่ความจริงไม่ได้เข้าเฝือกเพียงแค่พันผ้าไว้เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นเหล่าเพื่อนร่วมงานต่างตกใจแล้วเข้ามาถามไถ่อาการอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แต่คนที่ตกใจจนตาถลนและดูจะเป็นห่วงเป็นใยมากที่สุดก็ไม่พ้นชีวินไปได้ ยิ่งห่วงมากยิ่งถามมากจนน่ารำคาญเหมือนอย่างเคย

                “หกล้มน่ะ ลงผิดท่าไปหน่อยเลยข้อต่อหลุด” ขวัญโกหกไป

                “โห เป็นหนักนะเนี่ย วันก่อนเห็นพี่โทรมาลางานบอกว่าปวดแขน ผมยังนึกว่าไม่เป็นอะไรมาก ไม่คิดว่าจะหิ้วเฝือกมาขู่แบบนี้”

                “ไม่ได้เข้าเฝือก... นี่พันผ้าไว้เฉยๆ เพราะหมอไม่อยากให้ขยับแขนมาก ไม่ได้กระดูกแตกหรือแขนหักอะไรหรอก”

                “แล้วต้องพันไว้นานไหม?”

                “หมอบอกสองอาทิตย์ แต่ร่างกายพี่ฟื้นฟูเร็ว คงใส่ไว้ไม่ถึงหรอก”

                “ดื้อ....”

                “หึๆ คงงั้นมั้ง ใครๆ ก็พูด”

                “จริงสิ... วันศุกร์พี่ขาดงานคงยังไม่รู้ คือว่าคุณเลขาคนที่มอบรางวัลให้ผมจะเข้ามาดูแลสาขานี้เป็นพิเศษด้วยนะ”

                “อัญนพน่ะเหรอ?”

                “ช่าย... พี่ขวัญความจำดีจัง”

                ขวัญไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ทว่าใบหน้าเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย

                ว่าไปแล้วบอสใหญ่ที่มีกิจการล้นมืออย่างเตชัส แม้แต่จะเข้ามาที่สำนักงานใหญ่ยังยาก แน่นอนว่าย่อมไม่สามารถทำตัวเป็นคนว่างงานจนตามเฝ้าดูเขาได้ตลอดจะส่งคนอื่นมาแทนก็ไม่แปลก ทว่าการที่ส่งอัญนพมาทำหน้าที่นั้น ทำให้เขาไม่สบายใจเลย

                แน่ละ ต้องให้มาเจอตัวอันตรายในที่ทำงานอย่างนี้ทุกวัน อย่าว่าแต่ฝันร้ายเลย เกรงว่าเขาจะนอนไม่หลับเสียมากกว่า...

.

                เพราะมีเรื่องกังวลใจ ขวัญเลยทำงานช้ากว่าปกติ แต่เพราะกลายเป็นคนแขนเดียวเลยไม่มีใครกล้าบ่น หมดเวลางานก็ถูกห้ามไม่ให้ทำโอที เลยได้กลับบ้านตรงเวลาเป๊ะ  

                ชีวินยังคงมีน้ำใจไมตรีให้เขาเสมอ พอรู้ว่าเขานั่งแท็กซี่มาก็อาสาไปส่ง ทั้งสองเดินออกจากห้องทำงานแล้วตอนที่มารตามมาผจญ

“คุณขวัญ... ให้ผมไปส่งนะ?”

                ขวัญค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อยจึงเลิกคิ้วทันทีที่ได้ยินการขันอาสานั้น แต่พอหันไปเจอหน้าคนเรียกร่างกายกลับถอยร่นออกไปเป็นวา พลางส่งสายตาหวาดระแวงอย่างไม่ปิดบัง

                บนหน้าผากของอัญนพยังคงมีผ้าก็อตซ์ติดอยู่เลย ถึงอย่างนั้นแล้วเขาก็ยังหน้าด้านมาวุ่นวายกับขวัญอีก แบบนี้เรียกว่า “ไม่เข็ด” ใช่ไหม?

                แม้ในใจจะมีอคติเต็มล้นทว่าตอนนี้อยู่ในสถานที่ทำงาน ดังนั้นตำแหน่งหน้าที่ของเขาต่ำกว่าทำให้ไม่สามารถโต้ตอบอย่างเสียมารยาทได้ มีเพียงยิ้มแข็งๆ พลางตอบว่า “ไม่เป็นไรครับ วินอาสาจะไปส่งผมแล้ว”

                “อ้อ... บ้านคุณวินไปทางไหน?” แทนที่จะรับทราบแล้วถอยฉากไปแต่โดยดี อัญนพกลับหันไปถามบุคคลที่สามเสียอย่างนั้น  

                ชีวินที่ยืนเงียบพอเห็นอีกฝ่ายหันมาคุยด้วยก็ยิ้มแย้มตอบอย่างเป็นกันเองทันที

                “บ้านผมเหรอ? อยู่แถว..... ส่วนคอนโดอยู่....”

                ขวัญได้ยินชีวินตอบแล้วอดจะหมั่นไส้ไม่ได้ มีอย่างที่ไหนไปบอกข้อมูลส่วนตัวเขาเยอะขนาดนั้น ไม่รู้ซะแล้วว่ากำลังพูดกับยักษ์หน้ายิ้มอยู่แท้ๆ

                “อืม... จะว่าไป นั่นไปคนละทางเลยนี่ครับ”

                “เอ๊ะ คุณรู้ด้วยเหรอว่าบ้านพี่ขวัญอยู่ไหน ทำไมรู้ว่าไปคนละทางกับคอนโดผมล่ะ?” ทีเรื่องแบบนี้ชีวินกลับหัวไวขึ้นมาเขียว

                “ไม่ใช่แค่รู้หรอกครับ เคยไปบ่อยๆ ด้วย”

                ชีวินตีหน้าฉงน พลางหันมามองขวัญอย่างงงๆ เหมือนจะถามว่าพวกเขาทั้งสองมีความสัมพันธ์ล้ำลึกกันตั้งแต่ตอนไหน ทำไมไม่คิดจะเล่า! ขวัญเผลอกำมือแน่นกัดฟันกรอดๆ อย่างเคียดแค้น ครั้นช้อนตาขึ้นมาถลึงใส่อัญนพถึงได้หุบยิ้มแล้วอธิบายต่อ    “สมัยก่อนเคยอยู่ละแวกบ้านเดียวกันก็เลยสนิทกันน่ะครับ”

                โกหก!! ฉันเคยไปสนิทกับคนอย่างนายตั้งแต่เมื่อไร!! ขวัญคิดในใจอย่างโมโห

                “คุณขวัญ” อัญนพถือวิสาสะยื่นหน้าไปกระซิบบางอย่างที่ข้างหู “กลับกับผม เพื่อนของคุณจะปลอดภัยกว่านะครับ”

                เพียงเท่านั้นดวงตากลมโตก็ถลึงกว้างกว่าเก่า ได้แต่กัดริมฝีปากอย่างขุ่นแค้น

                “เอาไงพี่ขวัญ” ชีวินค่อนข้างสับสนกับท่าทีของทั้งสองฝ่ายจึงหันมาถาม

                “พี่กลับกับเขาก็ได้” แม้น้ำเสียงจะฟังเหมือนไม่เต็มใจ แต่เมื่อตัดสินใจแล้วชีวินก็ไม่อาจจะคัดค้าน “งั้น... พี่ขวัญก็กลับกับคุณเลขา...”

                “นพครับ” อัญนพช่วยแก้ให้ เป็นการแนะนำตัวเองอ้อมๆ อีกครั้ง

                “ครับ กลับกับคุณนพก็แล้วกันนะ”

                ขวัญถอนใจเฮือกหนึ่งแล้วเดินนำไป พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่กระแทกเท้าอย่างหงุดหงิดตามอารมณ์โกรธเกรี้ยวในตอนนี้ อัญนพหันไปยิ้มหวานให้ชีวินทีหนึ่งก่อนจะเดินตามหลังขวัญไปในระยะพอดีๆ ไม่ห่างและไม่ชิดจนเกินไป มองแล้วเหมือนเดินตามเจ้านายมากกว่าตามลูกน้อง

                ขวัญและอัญนพเดินไปถึงลิฟต์แล้วทว่าชีวินยังยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเหมือนสมองยังสับสนตามไม่ทัน ใช้เวลาชั่วอึดใจในการตั้งสติ ขณะนั้นเองมีใครคนหนึ่งมายืนข้างๆ เขา ชีวินจึงหันไปมองพบว่าเป็นธารานั่นเอง

                “อ้าว คุณธารา... กำลังจะกลับเหรอครับ?”

                “ครับ แต่คงมาช้าไปนิด ไม่งั้นก็อยากจะอาสาไปส่งคุณขวัญเหมือนกัน”

                ชีวินยิ้มเจื่อนนึกสงสารอีกฝ่ายขึ้นมา

                “เอ่อ... ไม่ต้องเสียใจหรอกนะครับ”

                “หือ... เรื่องอะไรเหรอครับ?” ธาราถามกลับซื่อๆ ชีวินไม่เคยรู้สึกเกลียดตัวเองที่เป็นคนปากไวเท่านี้มาก่อนเลย ต่อให้รู้สึกสงสารแต่ยิ่งปลอบจะยิ่งทำให้คนฟังเสียใจกว่าเดิมหรือเปล่าเนี่ย...

                “ก็เรื่องพี่ขวัญกับคุณเลขา” ชีวินพูดอ่อยๆ

                “อ๋อ... ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ถ้าพวกเขารักกันจริงผมก็ดีใจด้วยนะ” ธาราตอบพลางส่งยิ้มจริงใจ พลอยทำให้ชีวินรู้สึกชื่นชมเขามากขึ้นไปอีก

                ความรัก ความจริงใจ ความหวังดี เขามีหมด ที่ขาดก็แค่โอกาสและความกล้าเท่านั้น...

                อย่าเพิ่งยอมแพ้นะครับ ผมจะเป็นกำลังใจให้คุณเอง!

.

                ห้านาทีต่อมา ขวัญนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ที่เบาะหลังทางด้านซ้ายของรถ เบียดติดประตูชนิดที่ว่าถ้าออกไปนอกกระจกได้คงทำไปแล้ว

“เบียดชิดประตูขนาดนั้นระวังตกนะครับ”

“แค่ก้าวเท้าขึ้นรถคันนี้มาได้ก็เฉียดตายไปแล้วครึ่งตัว จะไปกลัวอย่างอื่นทำไม?”

“ผมจะพาคุณไปส่งบ้าน ไม่ได้พาไปฆ่าซะหน่อย” เจ้าของรถตอบเสียงกลั้วหัวเราะ จากนั้นจึงเคลื่อนรถออกจากที่จอดอย่างนิ่มนวล

“ผมไม่รู้หรอกว่าพวกคุณต้องการอะไร แต่ถ้ากล้าแตะต้องวินละก็ เราได้เห็นดีกันแน่”

ได้ยินคำขู่แล้วอัญนพก็เผลออมยิ้ม พลางสงสัยว่าถ้าขวัญคิดว่าตัวเองจะถูกลวงไปฆ่าจริงๆ แล้วคนที่ตายไปแล้วจะมาแก้แค้นอะไรได้อีก หรือขวัญคิดว่าตายแล้วจะเป็นผีมาหลอกพวกเขากันล่ะ?

“หัวเราะอะไร?” ได้ยินคำถามด้วยเสียงดุๆ แล้วอัญนพอดคิดไม่ได้ว่า

บางครั้ง “เมียเจ้านาย” ก็เอาใจยากกว่าเจ้านายเสียอีก!

“ผมเองไม่ได้ชอบความรุนแรงอะไรหรอกนะ แต่บอสสั่งให้ผมดูแลคุณอาทิตย์นึง ถ้าผมไม่จัดการอะไรสักอย่างแล้วคุณโดนมือดีฉกไป คนที่ซวยก็คือผมจริงไหม ดังนั้นถ้าไม่อยากให้คนอื่นลำบาก คุณก็แค่อยู่ห่างๆ ผู้ชายคนอื่นไว้ มันก็จะดีกับพวกเราทุกคน”

                “ให้ดูแลอาทิตย์นึง? แล้วเขาไปไหนล่ะ? หรือว่างานยุ่ง?”

                “ใครครับ บอสเหรอ?” อัญนพแกล้งถามโง่ๆ  

                ขวัญชะงักไปนิดหนึ่งพลางนึกอยากกัดลิ้นตัวเองที่เผลอถามถึงใครคนนั้นซะได้ จะมองสบตาคนขับผ่านกระจกก็เขินๆ เลยได้แต่เบนหน้ามองไปนอกหน้าต่างแทน

                อัญนพพยายามอั้นยิ้ม แสร้งตอบอย่างเป็นธรรมชาติ “ตอนนี้บอสไปต่างประเทศน่ะ แต่เอาไว้ผมจะบอกท่านนะว่า คุณคิดถึง”

                ขวัญกระแอมในลำคอเบาๆ แล้วตอบไม่เต็มเสียงนัก “เอ่อ... ที่ถามก็เพราะว่าโล่งใจที่ไม่ได้เจอ ไม่ได้แปลว่าคิดถึงนะ”

                “อืม... แน่ใจเหรอครับว่าจะให้ผมพูดแบบนี้จริงๆ”

                 ขวัญเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างฉงน “ทำไม?”

                “ท่าทางคุณจะความจำสั้นไปหน่อยเลยลืมไปว่าถ้าบอสโกรธขึ้นมา... คุณเองนั่นแหละที่ต้องลำบาก”

                คล้ายคนฟังจะเข้าใจความหมายของคนพูด สีหน้าจึงแสดงความกังวลขึ้นมาเล็กน้อย

                คนขับพอจะคาดเดาความรู้สึกของคนข้างหลังได้จึงถามต่อยิ้มๆ

                “งั้นพบกับครึ่งทาง ผมจะเรียนท่านว่าคุณถามถึงก็แล้วกันนะ”

                “อยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะ!” 


+++++++++

1 ความคิดเห็น