ห้วงฝัน อันธการ

ตอนที่ 5 : บทลงโทษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ธ.ค. 61

-4-


                ย้อนกลับไปประมาณสามปีก่อน สถานที่เกิดเหตุคือห้องครัวในฝันของบรรดาเหล่าเชฟ

                ขวัญที่ถูกใครบางคนไล่ต้อนกำลังจนตรอกที่มุมหนึ่งของครัว เขาหันซ้ายหันขวาแล้วคว้ามีดปลายแหลมเล่มหนึ่งขึ้นมาได้จึงใช้สองมือกุมไว้แล้วชี้กลับไปในท่าเตรียมพร้อมจะต่อสู้

                “อย่าเข้ามา ไม่งั้นผมแทงจริงๆ ด้วย”

                แม้จะขู่ไปแล้วก็ตาม ทว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะหวั่นเกรง เขาย่างเท้าเข้ามาทีละก้าวด้วยในหน้าเรียบสนิท

                “แน่ใจเหรอว่าเธอจะกล้าทำ?” คำถามนั้นมีทำนองสบประมาทอยู่ในที

                “แน่ใจสิ!”

คำตอบที่ได้ทำให้มุมปากคนถามยกขึ้น แววตาที่ดุดันคล้ายจะฉายความรู้สึกบางอย่างออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะกลืนหายอย่างรวดเร็วไปจนแทบสังเกตไม่เห็น สองเท้าที่ก้าวเข้ามากลับว่องไวจนเหมือนวิ่ง

ความหวาดกลัวว่าถ้าถูกจับได้แล้วจะต้องถูกขังไว้ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันก็กระหน่ำเข้าหา ชั่วขณะที่กำลังตกใจขวัญหลับตาลงแล้วขยับมือไปโดยไม่รู้ตัว แล้วก็รู้สึกได้ว่าของในมือไปกระทบอะไรบางอย่างเข้า ตามด้วยร่างหนาหนักที่ทิ้งตัวลงกอดเขาไว้

เขาปล่อยมือจากมีด สิ่งที่ติดมือมาคือรอยเลือด และกลิ่นคาวจางๆ ขวัญแทบไม่เชื่อสายตาว่าตัวเองลงมือแทงคนตรงหน้าไปแล้วจริงๆ

“คุณชัส...”

เขาไม่ได้ตั้งใจเลยสักนิดและคิดว่าแค่การแกว่งมีดมั่วซั่วแค่นี้ ฝ่ายตรงข้ามน่าจะหลบได้ง่ายๆ ด้วยซ้ำ ยกเว้นก็แค่อีกฝ่ายไม่ได้คิดจะหลบเลยต่างหาก

เตชัสขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะความเจ็บแต่แล้วก็ระบายยิ้มขื่นๆ ออกมา

“หึ... ฉันเชื่อแล้วว่านายอยากไปจริงๆ”

ขวัญหน้าเสียพยายามขืนตัวออก

“ผม... ผมจะเรียกรถพยาบาลให้” ขวัญบอกด้วยเสียงสั่น แต่อีกฝ่ายยังคงกอดเขาไว้แน่น

“ไม่ต้องหรอก...”

“พี่ชัส... พี่ชัส...” มีใครบางคนตะโกนเรียกอยู่ห่างๆ ขวัญไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ทั้งโล่งใจทั้งหวาดกลัว

“มีคนมา...”

พลั่ก! จู่ๆ เตชัสที่หอบหายใจรวยรินก็ผลักขวัญออก ทำให้เขาเห็นเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากปากแผลเต็มตา มีดยังคงปักคาอยู่ที่ช่วงท้อง

                “ไปซะ!! แล้วอย่ากลับมาให้เห็นหน้าอีก”

                “คุณชัส... ผมไม่ได้ตั้งใจนะ”

                “ฉันบอกให้ไปไง!!” เสียงตะคอกทำให้ขวัญตกใจกว่าเก่า อยากจะพูดอะไรมากกว่านี้ทว่าอีกฝ่ายกลับไล่เขาอีกครั้ง “รีบไปซะตอนนี้ดีกว่า... เพราะถ้าฉันตาย นายจะกลายเป็นฆาตกร แต่ถ้ารอด... ฉันต้องจับนายฉีกเป็นชิ้นๆ แน่”

แววตาเจ็บแค้นที่ส่งกลับมาทำให้เขารู้ว่านั่นไม่ใช่แค่คำขู่ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะอยู่หรือตาย ชีวิตเขาก็ต้องพบแต่หายนะทั้งนั้น ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องทำตามที่อีกฝ่ายแนะนำคือรีบหนีออกมาทางหลังบ้าน

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพาตัวเองซึ่งเสื้อผ้าเปื้อนเลือดหลบหนีออกไปจากที่นั่น เขาหนีหัวซุกหัวซุนกลับไปเก็บของใช้จำเป็นที่บ้าน โชคดีพอมีทองเหลืออยู่นิดหน่อย พอเอาไปขายเลยได้เงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

หลังจากที่หนีออกมาได้ขวัญเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของแม่ แล้วหนีไปอยู่ที่ต่างจังหวัดเพื่อฟังข่าวคราว ครึ่งปีต่อมาถึงได้กลับมาที่กรุงเทพ เขารู้สึกแปลกใจเหมือนกันที่ไม่มีทั้งหมายจับและการตามล่า เสมือนกับว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงความฝันที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง... สามปีผ่านมาเขายังคงใช้ชีวิตตามปกติ

                แต่คนเราเวลาทำผิด ต่อให้รอดพ้นการพิพากษาใดๆ มาได้แต่สิ่งที่ยังคงติดตามไปก็คือความจริงที่ยังคงหลอกหลอน ดังนั้นเขาจึงมีอาการวิตกกังวล เป็นโรคซึมเศร้าและฝันร้ายติดๆ กันเป็นเวลายาวนาน

                จนกระทั่งถึงตอนนี้... ฝันร้ายกำลังจะกลายเป็นจริงแล้ว

                .

                จากความผิดที่ตัวเองเกือบจะฆ่าเขาให้ตายไปแล้วครั้งหนึ่งนั้น... ขวัญรู้ตัวดีว่ามันหนักกว่าที่คำขอโทษคำเดียวจะไถ่ถอนทุกอย่างได้หมด  ถึงจะรู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังไม่อยากตายอยู่ดี...

กึก! ประตูรถถูกเปิดออกอีกครั้ง ตามด้วยการหนีเอาตัวรอดอย่างเร่งด่วน ทว่าความพยายามก็ไร้ผล บอดี้การ์ดสองคนเข้ามาล็อกตัวเขาไว้ทั้งๆ ที่ยังหนีไม่พ้นระยะสองเมตรด้วยซ้ำ ลงท้ายก็เลยโดนลากกลับมาที่รถตามเดิม...

                 “พวกนายไปได้ ไว้ต้องการแล้วจะโทรไป”

                สั่งการลูกน้องด้วยเสียงขรึมๆ เสร็จ ตัวบอสใหญ่ก็ปิดประตูรถแล้วเดินอ้อมมาประจำยังที่นั่งคนขับ ตอนวิ่งหนีขวัญรีบมากจนแม้แต่กุญแจรถยังเสียบคาไว้อยู่เลย รถของเขาจึงออกตัวอย่างง่ายดาย

                “ไปเที่ยวไหนกันดี?” ถามโดยไม่หันมามองเลยด้วยซ้ำ      

                “ผมอยากกลับบ้าน” เขาตอบเสียงเศร้าๆ หันไปมองข้างรถก็เห็นคนของเตชัสยืนคุมเชิงอยู่ข้างๆ คงกะจะรอให้พวกเขาออกรถไปก่อนถึงจะยอมแยกย้ายตามคำสั่ง

แปลว่า... ถึงขวัญจะดื้อด้านวิ่งหนีอีกก็เท่านั้นแหละ ยังไงก็เสียเวลาเปล่าอยู่ดี

                “ที่บ้านก็ดี... จะได้มีแค่เรา”

                หึ! จะได้ฆ่าเขาง่ายๆ ไม่มีคนรู้เห็นหรือไง? ขวัญกำลังสติแตกเลยมองโลกในแง่ร้ายสุดๆ

                ตอนนี้รถเคลื่อนที่ออกมาจากลานจอดรถของบริษัทระยะหนึ่งแล้ว ขวัญหมุนคอกลับไป รอจนไม่เห็นบอดี้การ์ดของคนข้างกายแล้วเขาก็ยื่นมือไปจับพวงมาลัยรถ

                “ขวัญ จะทำอะไร?” เตชัสถามเสียงดุพยายามยื้อพวงมาลัยไม่ให้หมุนไปตามแรงดึง ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมปล่อยมือจากพวงมาลัยรถทำให้รถส่ายไปมาเหมือนงูเลื้อยกระทั่งไปชนกับขอบกั้นโครมใหญ่รถจึงหยุดลง ทั้งสองผละจากกันเพราะแรงกระแทก แต่โชคดีที่ความเร็วไม่มากทำให้นอกจากอาการฟกช้ำ ทั้งสองก็ไม่มีอาการบาดเจ็บร้ายแรง

                “เป็นบ้าแล้วหรือไง!! ไม่ใช่แค่จะฆ่าฉัน แต่นายจะฆ่าตัวตายไปด้วยรู้หรือเปล่า?” เตชัสตะคอกเสียงดัง

                ขวัญไม่สนใจฟัง... พอตั้งสติได้และเห็นว่ารถหยุดแล้วเขาก็รีบปลดล็อกประตูแล้วเปิดออกไปอีกครั้ง

                “โธ่เว้ย!” เตชัสสบถตามมาคำหนึ่งก่อนจะเริ่มวิ่งไล่จับอีกฝ่ายด้วยตัวเอง

ขวัญวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ด้วยความที่ผอมบางและไม่ค่อยออกกำลังกายวิ่งไม่ไกลก็เจ็บสีข้างแล้ว ส่วนผู้ล่าที่ร่างกายแข็งแรง ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ถึงตัวเหยื่อ ฝ่ายนั้นคว้าแขนขวาของขวัญแล้วดึงให้หยุด แม้ว่าไม่ตั้งใจกระทำรุนแรงแต่กระดูกไหล่ก็ลั่นดังก๊อบ ชายหนุ่มหยุดวิ่งทันที

 สามปีก่อนมีคนทำไหล่เขาหลุด แม้ว่าจะได้รับการรักษาทันที ทว่ายังต้องพักฟื้นระยะหนึ่ง แต่ตอนนั้นเขากลับไม่ได้ดูแลแขนตัวเองให้ดี กระดูกเลยประสานไม่ดีนัก หลังจากนั้นแม้ว่าไม่ถึงกับพิการแต่ไม่สามารถเล่นกีฬาหนักๆ ได้ เพราะถ้าโดนกระแทกแรงๆ หรือแม้แต่ขยับผิดจังหวะไหล่ก็จะหลุดซ้ำอีก

เตชัสไม่ได้ตั้งใจจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บ พอสังเกตเห็นใบหน้าเหยเกกับอาการแปลกๆ ของอีกฝ่ายก็ขมวดคิ้วอย่างกังวล “เป็นอะไร เจ็บไหล่เหรอ?”

ขวัญไม่ได้ตอบ เขากำลังรวบรวมความกล้า แล้ววางมือที่หัวไหล่จากนั้นต่อไหล่ให้ตัวเองทั้งๆ อย่างนั้น

ตอนไหล่หลุดก็เจ็บ ตอนต่อก็ยิ่งเจ็บ ขวัญกัดปากตัวสั่นระริก กำมือแน่นเพื่อกดความทรมานทำเอาคนที่อยู่ข้างๆ รู้สึกทึ่งขึ้นมา

                “บ้าเลือดไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ” เขาเอ่ยพลางส่ายหัวอย่างระอาแต่แล้วก็ระบายรอยยิ้มบางๆ “แต่เพราะเป็นแบบนี้นี่แหละนะ ฉันถึงชอบ”

                .              

                ที่พยายามมาทั้งหมดเสียเปล่าแท้ๆ ยอมลงทุนทำรถตัวเองพังแล้วก็ยังหนีไม่พ้นอยู่ดี แถมไหล่ยังเจ็บอีก ขวัญอยากจะร้องไห้จริงๆ

                เตชัสโทรตามลูกน้องมาจัดการรถที่บุบจากนั้นกระชากลากถูขวัญขึ้นลีมูซีนคันหนึ่งไปแทน คราวนี้ต่อให้มีใครสักคนตายไประหว่างทาง รถก็คงไม่จอดจนกว่าจะถึงที่หมายใช่ไหม?

ลีมูซีนคันนี้ค่อนข้างกว้าง มีแผงกั้นคนขับเพื่อความเป็นส่วนตัวของเจ้าของรถ ตอนแรกพวกเขาก็นั่งหันหน้าเข้าหากันนิ่งๆ กระทั่งคนขับรถปิดประตูให้ ดวงตาคมดุก็ยังจ้องมองไปยังคนตรงหน้า คนโดนจ้องรู้สึกแปลกๆ จนไม่กล้าสบสายตา

รถเคลื่อนตัวอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางบรรยากาศเงียบงันอึมครึม และเริ่มอันตรายขึ้นอีกเมื่อเจ้าของรถขยับตัวเข้าหา ขวัญขยับตัวหนีอัตโนมัติ ทว่าดูเปล่าประโยชน์สำหรับพื้นที่แคบๆ นี้ ทำให้ถูกรัดตัวไว้อย่างรวดเร็ว

                ชายหนุ่มยิ้มร้ายพลางเชยคางเรียวขึ้นมามองหน้า บังคับจับมือขวัญมาวางที่เอว ทำให้ปลายนิ้วรู้สึกได้ถึงรอยแผลเป็นที่นูนขึ้นตรงสีข้าง

“ยังจำรอยรักที่นายฝากไว้ได้หรือเปล่า?” ขวัญมือสั่นน้อยๆ เพราะรู้สึกได้ถึงกระแสความเกรี้ยวโกรธในคำพูดนั้นได้

“ตอนนั้นผมแค่ขู่... ไม่ได้คิดจะฆ่าคุณจริงๆ หรอกนะ” ขวัญพยายามแก้ตัว ตอนนั้นมันฉุกละหุกมากไม่ทันได้ขอโทษด้วยซ้ำ

                “ฉันจะไม่ขอโทษในสิ่งที่ตัวเองทำ และไม่คิดจะยกโทษให้สิ่งที่เธอทำด้วย ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นแหละ”

                เขากดเสียงต่ำ ใช้กรงเล็บบีบแก้มขวัญให้หันมาเผชิญหน้า จึงเห็นแววตาหวาดผวาเกรงกลัวในแววตาอีกฝ่ายได้ชัดเจน เขาก้มลงจุมพิตอย่างหนักหน่วงคล้ายบทลงโทษของคดีอุกฉกรรจ์ ขณะเดียวกันนั้นนิ้วมือก็ป้วนเปี้ยนลูบคลำไปตามยอดอกใต้เสื้อเชิ้ตของอีกฝ่าย

                “อย่า...” ขวัญวิงวอนเบาๆ พยายามปัดมืออีกฝ่ายออก

                เตชัสกลับคว้ามือขวัญกดไว้ที่กระจกหน้าต่าง พลางดึงเนกไทออกจากคอด้วยสีหน้าถมึงทึง

ถึงแม้รถจะกำลังวิ่งอยู่ด้วยความเร็วระดับหนึ่ง... ซึ่งคล้ายกับห้องปิดตายที่ต่อให้ขวัญมีปีกก็บินหนีไม่ได้ ซ้ำเขายังถูกทับไว้แบบนี้ แต่เพียงเพราะเขายังปัดมืออีกฝ่ายออกได้ เจ้าของรถจึงอาจจะคิดว่ายังปลอดภัยไม่พอสินะถึงได้เอาเนกไทมัดมือเขาไว้ด้วย

                “คุณชัส... ผมเจ็บแขน” ขวัญวิงวอนเบาๆ

                “เสียใจด้วย แต่นายทำตัวเองทั้งนั้น.... ทำเอาฉันมีอารมณ์ขึ้นมาเลย”

ขวัญกัดปากพลางเบ้หน้าขัดใจ... ไม่ทันได้หายใจหายคอเสื้อตัวบางที่ห่อหุ้มกายก็ถูกกระชากออกจนกระดุมกระเด็นออกไปทีเดียวสองเม็ด ตามมาด้วยเรียวปากที่จูบไล่ไปตามแผ่นอกบางอย่างตะกรุมตะกราม ร่างกายถูกลูบไล้ขบกัดเหมือนกระดูกแสนหวานที่สมควรถูกแทะ   

ที่สุดแล้วเข็มขัดก็ถูกปลดออก กางเกงนอกกางเกงในถูกโยนทิ้งเหมือนขยะไร้ค่า ท่อนขาเปลือยถูกแยกออก

“อย่า... อึก...” 

“เอาน่า... แผลแค่นี้ไม่ทำให้ตายได้หรอก” 

“ได้โปรด... ปล่อยผมไปเถอะ” 

“ถ้าทำให้ฉันพอใจแล้ว... นายจะเป็นอิสระเองแหละ” เขาบอกพลางกดจูบลงมาที่ริมฝีปากของขวัญเพื่อปิดกั้นถ้อยคำคัดค้านที่ไร้สาระ

....

....

บางทีขวัญก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมคนเราไม่สามารถตายได้ด้วยความเจ็บปวดเพียงเท่านี้ ถึงทุเรศไปหน่อยแต่ก็น่าจะทรมานน้อยกว่าแบบอื่น เลือดก็ไม่กระเด็นเลอะเทอะ... อีกอย่างถ้าหากเขาตายไปทั้งๆ แบบนี้ต่อให้อีกฝ่ายยังไม่หายโกรธก็คงทำอะไรไม่ได้แล้ว ต่อให้จับเอาร่างของเขาที่หมดลมหายใจไปสตาร์ฟแช่แข็งเก็บไว้ หรือเอาไปทรมานทีหลังเขาก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอีก...

 ทว่าเพราะเขายังคงหายใจอยู่แม้จะอ่อนแรงเพียงไร อีกฝ่ายก็คงจะถือว่าเป็นเพียงบทลงโทษหนึ่งที่ยังไม่สาสมพอ แล้วตามจองเวรเขาต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุดถูกไหม?

 “ขวัญ...” เสียงเรียกนั้นฟังดูกระเส่าเล็กน้อย ขณะที่ป้อนลิ้นของตัวเองเข้าปาก พลางตวัดเกลียวลิ้นส่งมอบจุมพิตดูดดื่ม 


ตอนนี้ขวัญเลิกต่อต้านไปแล้ว เพราะช่วงเวลาที่เจ็บที่สุดมันผ่านมาแล้วจึงได้แต่เลยตามเลย อย่างไรก็ตามภายหลังความเจ็บปวดจนสติแทบจะขาดหายยังพอมีกระแสความสุขสมเจือปนอยู่บ้าง ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายเสียทีเดียว

 ถึงยังไงนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับพวกเขา เพียงแค่ถ้าเป็นเมื่อก่อนอีกฝ่ายคงจะนุ่มนวลมากกว่านี้สักหน่อยตามมาดผู้ใหญ่ใจดีที่เสแสร้งหลอกเขามาระยะหนึ่ง ผิดกับตอนนี้ที่ความจริงทุกอย่างเปิดเผยเลยไม่ต้องเก็บงำความร้ายกาจ

ก็มัจจุราชที่ไหนจะสวมบทเทวดาแสนดีได้ตลอดเวลากันล่ะ?


ระยะเวลาผ่านไปพักใหญ่... ฝ่ายหนึ่งยังคงตักตวงความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง อีกฝ่ายหนึ่งกลับเหมือนตุ๊กตาเล็กๆ ที่ถ่านอ่อน เพียงขยับไปตามที่อีกฝ่ายนำทางก็เหมือนจะกินแรงเกินไปแล้ว ในขณะที่คนตรงหน้ากลับเหมือนม้าหนุ่มที่ทำเท่าไรก็ไม่พอสักที

                เตชัสไม่ใช่คนขี้เหร่... ต่อให้วันๆ ทำหน้าตายเหมือนผีดิบ หรือการยิ้มแต่ละทีก็เหมือนสยดสยองเหมือนคิดจะฆ่าคนอยู่ตลอดเวลา แต่ใช่ว่าจะไม่เนื้อหอม ต่อให้มีแต่คนกลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้แต่ด้วยอำนาจเงินของเขาคิดว่าไม่น่าขาดแคลน แต่ทำไมพอมาเจอกันกลับทำเรื่องอย่างว่าอย่างเป็นเอาตายราวกับออกทะเลไม่ขึ้นฝั่งสักหลายปีอย่างนี้ก็ไม่รู้...

“ในระหว่างที่ฉันกำลังกอดนาย ยังจะเหม่อลอยไปคิดถึงใครได้อีก?” คำถามที่ลอยอยู่เหนือหัวคล้ายเจืออารมณ์กรุ่นโกรธ ยังไม่ทันที่ขวัญจะได้เอ่ยปฏิเสธออกไปไหล่เปลือยก็ถูกขบกัดจนแทบจมเขี้ยว

“อ๊า...” ขวัญร้องครางออกมาเบาๆ พยายามจะไม่ให้เสียงนั้นปนเสียงสะอื้นที่น่าสมเพช

 เขาหลับตาลงขับไล่น้ำตาสายหนึ่งลงมาเงียบๆ  

                เขาไม่อยากคิดหรือสงสัยอะไรแล้ว... ต่อให้ผิดหรือไม่ผิด ถ้าอีกฝ่ายอยากหาเรื่องเขา เขาก็หลีกเลี่ยงโต้แย้งไม่ได้อยู่แล้วนี่ เพราะงั้น... อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ

อย่างน้อยรถคันนี้ก็มีแผงกั้นคนขับ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็คงไม่มีใครได้ยิน และฟิล์มก็น่าจะหนาพอจะกันสายตาคนภายนอกให้ไม่เห็นภาพน่าอายเหล่านี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือแรงโทสะที่ระบายออกในรูปแบบของราคะ 

                และเผื่อว่าถ้าหากทำร้ายเขาจนพอใจแล้วอีกฝ่ายอาจจะเปลี่ยนใจไม่อยากฆ่าเขาขึ้นมาก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง... ก็ถือว่าโชคเข้าข้างเขาแล้วละนะ

.

                ค่ำคืนที่เลวร้ายหวนกลับมาอีกครั้ง ขวัญถูกผู้ชายคนนั้นจับขึงมัดไว้อย่างแน่นหนา ผิวกายเปล่าเปลือยสะท้อนแสงไฟดูงดงามน่าค้นหา ใบหน้านิ่งสนิทซีดเซียวเย็นชาราวกับซากศพใช้สายตามาดร้ายจับจ้องมาทางเขา

                เขาถูกฆ่าอีกแล้ว ถูกจ้วงแทงด้วยมีดแหลมคมกริบ เรือนร่างขาวละเอียดย้อมด้วยสีแดงจนทั่ว

                ลิ้นแดงสดแลบเลียไปตามโลหิตที่ชุ่มโชก เจ้าของใบหน้านิ่งสนิทระบายรอยยิ้มแสยะยกขึ้นมาราวกับกำลังชิมน้ำหวานรสถูกปาก ขวัญดิ้นรนเฮือกสุดท้ายก่อนที่วิญญาณจะแตกดับ จากนั้นจึงสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับน้ำตาที่อาบแก้ม มือบางจนเห็นเส้นเลือดสีเขียวชัดเจนยกขึ้นปิดหน้า ไหล่กระเพื่อมขึ้นลงเพราะแรงหอบ ลำคอแห้งผากเป็นผุยผง

                ห้องนอนมืดสนิท เงียบสงัดปราศจากผู้คน เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าว่าตัวเองกลับบ้านมาได้ยังไง

เป็นไปได้ไหมว่าเขาอาจจะฝันร้ายอีกแล้ว...

แต่วัดจากสภาพร่างกายที่อ่อนเพลียนี้แล้ว ถึงอย่างไรก็ไม่น่าจะแค่ฝันไปได้

เขาตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียง เท้าเปลือยก้าวช้าๆ อย่างอ่อนแรงลงบันไดบ้านเพื่อไปหาน้ำดื่มข้างล่าง เขาเปิดไฟระหว่างทางเพื่อให้เดินสะดวก จากนั้นเลี้ยวอ้อมไปยังครัว แต่ทั้งๆ ที่ความมืดเกาะกินไปทั่วทั้งบ้าน ทว่าห้องครัวกลับเป็นที่เดียวที่มีแสงสว่าง ซ้ำยังมีเสียงกุกกักดังออกมาอีกด้วย เขารู้สึกไม่ปลอดภัยทว่าความอยากรู้อยากเห็นก็เป็นฝ่ายชนะจึงฝืนเดินต่อไปจนถึงทางเข้าครัว

ภาพที่ปรากฏคือด้านหลังของผู้ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง ช่วงเอวผูกสายผ้ากันเปื้อนกำลังสาละวนทำอะไรบางอย่างอยู่หน้าเตา ขวัญชะงักเท้า ยืนนิ่งเหมือนถูกจับแช่แข็ง ทั้งๆ ที่นั่นไม่ได้ใช่ภาพแปลกตาเลยสักนิด

เขาจำได้ดีกว่าอีกฝ่ายชอบเข้าครัว แม้ว่าตัวเองจะงานยุ่งแค่ไหน ยังหาเวลาทำมื้อค่ำเองทุกๆ สามวัน แถมที่บ้านหลังนั้นก็มีอุปกรณ์ทำครัวครบครันทันสมัย ไม่เหมือนบ้านของเขาที่แทบไม่ค่อยมีของใช้อะไรมากนักตามประสาชายโสดทั่วไป

“หิวแล้วใช่ไหม? นั่งลงก่อนสิ” พ่อครัวจำเป็นพูดขึ้นมาโดยไม่หันมามองเขาเลย เขาอาจจะได้ยินเสียงฝีเท้าก็เป็นได้

“คุณยังไม่ไปอีกเหรอ?” ขวัญถามออกมาด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง

“ถ้าไปแล้วก็ไม่เห็นน่ะสิ” ชายหนุ่มตอบกวนๆ พยายามเปิดตู้หยิบถ้วย จากนั้นหันไปเปิดหม้อเล็กๆ ที่เตา ควันร้อนลอยฟุ้งออกมาพร้อมกลิ่นหอมของอาหารอบอวลเตะจมูก

ไม่นานเกินรอ... เขาหันกลับมาพร้อมชามข้าวต้มในมือ

ขวัญพิจารณาลายดอกไม้สีหวานบนผ้ากันเปื้อนนั่นแล้วรู้สึกว่าไม่เข้ากับคนใส่อย่างแรงแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ยังคงจ้องมองอีกฝ่ายอย่างระแวงเหมือนตัวอันตรายคนหนึ่ง ยิ่งพ่อครัวตัวอันตรายเดินเข้ามาใกล้ เขาก็ยิ่งถอยเท้าออกห่างกว่าเดิมเข้าไปอีก

“เลิกลีลาแล้วมานั่งได้แล้ว!!” เคร้ง! เสียงจานกระเบื้องกระแทกโต๊ะกินข้าวตามด้วยเสียงตวาด เสียงตะคอกอันดุดันทำเอาขวัญสะดุ้งเฮือก “คิดจริงๆ เหรอว่าแค่โต๊ะกินข้าวนี่มันช่วยป้องกันนายได้น่ะฮึ!”

                คำถามตามมาด้วยคำตอบ ร่างสูงใหญ่ก้าวขาฉับๆ ตามมาจับแขนเขาไว้แล้ว

“จะกินดีๆ หรือจะมาทวนความทรงจำฉากรักในห้องอาหารกันดีล่ะ?”

คำถามทำให้ใบหน้าคนฟังร้อนผ่าวขึ้นมาและพยายามหลบสายตาอัตโนมัติ แค่ตอนนี้เขาก็หมดแรงจนแทบก้าวขาไม่ไหว อย่าให้ต้องทรมานร่างกายมากไปกว่านี้อีกเลย!

เห็นสีหน้าแดงระเรื่อนั้นแล้วอีกฝ่ายกระตุกริมฝีปากอย่างพอใจ ไม่ถึงนาทีต่อมาเขาก็สามารถกดไหล่ขวัญให้นั่งลงบนเก้าอี้ ส่วนตัวเองกลับหย่อนก้นลงบนโต๊ะอาหารในระยะประชิด

                “เอาละ เด็กดี กินข้าวซะนะ” น้ำเสียงของเขาเย็นยะเยือก เรียวปากฉีกออกเหมือนภูตผี

                ขวัญมองหน้าเขาสลับกับชามข้าวที่อยู่ตรงหน้า แม้หน้าตาของมันจะดูน่ากินแต่ขวัญก็ยังไม่วางใจอยู่ดี สีหน้าจึงหวาดหวั่นเสมือนถูกบังคับให้ดื่มยาพิษ

                เห็นท่าทีกระบิดกระบวนแบบนั้นแล้วพ่อครัวรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาอีก

“กินไปเถอะ ไม่ตายหรอก” เขาบอกด้วยน้ำเสียงคล้ายรำคาญใจพลางโน้มคอต่ำลงมาแทบจะชนกับใบหน้าของขวัญอยู่แล้ว “ก็ประติมากรรมที่ขยับไม่ได้... ต่อให้สวยก็จริงแต่ค่อนข้างไร้ประโยชน์ ว่างั้นไหม?”


++++++++++


ขอโทษที่หายไปหลายวัน เลิฟซีนมันแต่งยากอ่ะนะ 

อ่านแล้วฝากคอมเม้นตฺ์เป็นกำลังใจด้วยนะคะ 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1 ความคิดเห็น