ห้วงฝัน อันธการ

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    2 ธ.ค. 61

ตอนที่ 1

                ในห้องนอนอันเงียบสงบ เสียงนาฬิกาจากมือถือยังคงทำหน้าที่ปลุกเจ้าของห้องขี้เซาให้ตื่นขึ้นมาเหมือนทุกวัน ขวัญอดกลั้นความอ่อนเพลียลุกขึ้นจากเตียงคว้ามือถือปิดเสียงปลุก พลางเบนสายตาไปมองบางสิ่งใกล้ๆ ด้วยแววตาที่หม่นลง

                บนโต๊ะข้างเตียง นอกจากโคมไฟ หนังสือและของกระจุกกระจิกแล้วยังมีกรอบรูปตั้งอยู่ด้วย ภาพนั้นเป็นภาพคู่ของสองบัณฑิตที่กอดคอกันหันมายิ้มให้กล้องอย่างมีความสุข ภาพของเขากับชิน....

                ตลอดเวลาสามปีที่คบกันมา แม้ว่าพวกเขาจะมีภาพความทรงจำที่งดงามแค่ไหน แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าตอนนี้ชินได้จากไปแล้ว...

หลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญสั่นประสาทในตอนนั้น นี่ก็ผ่านมาสามปีแล้ว ถึงเขาจะหนีเอาตัวรอดมาได้ก็จริง แต่ถึงอย่างนั้นขวัญก็ยังลืมเรื่องราวพวกนั้นไม่ได้สักที มันฝังลึกลงไปในจิตใจและตามหลอกหลอนแม้กระทั่งในความฝัน...

เขากะพริบตาทีหนึ่งเพื่อกลบกลืนความรู้สึกมากมายให้หายไปแล้วลุกขึ้นจากเตียงเพื่อดำเนินกิจวัตรประจำวันอย่างเฉื่อยชา... ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าแต่อีกไม่นานนี้เขากำลังจะหลุดออกจากวังวนน่าเบื่อของการเป็นพนักงานกินเงินเดือนสักที

นอกจากโรคฝันร้ายที่ตามทรมานเขามาหลายปี อีกโรคที่เป็นก็คือโรคกระเพาะสาเหตุก็คือเขาตื่นสายจนกินข้าวเช้าไม่ทัน และยังต้องดื่มกาแฟทุกวันเพื่อไม่ให้สลบไประหว่างทำงานก็เลยปวดท้องอยู่บ่อยๆ แต่ปัญหาเหล่านั้นก็ไม่ได้กระทบกับหน้าที่การงานของเขาแต่อย่างใด

ที่บริษัท... นอกจากจะเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาบุคลิกดี น่าเชื่อถือแล้ว การเป็นคนยิ้มยาก พูดน้อย ไม่ชอบสุงสิงกับคนอื่นกลับกลายเป็นจุดเด่นได้เหมือนกัน แต่ถึงจะมีสาวๆ มาชื่นชอบเขาอยู่มาก แต่เขากลับไม่สนใจใครเป็นพิเศษ

หลังจากเคาะเวลาทำงานเรียบร้อยชายหนุ่มก็เดินไปยังห้องทำงาน ระหว่างทางมีเพื่อนร่วมงานที่มาถึงในเวลาไล่เลี่ยรีบวิ่งตามมาจนทัน

“พี่ขวัญ...สงสัยเมื่อคืนดูบอลดึกแน่เลยถึงได้ตาโหลขนาดนี้” คำถามซอกแซกมาพร้อมรอยยิ้มสดใสอันคุ้นเคยของเจ้าตัว ชีวินเป็นคนอัธยาศัยดี มีชีวิตชีวา ขี้เล่น  แต่ข้อเสียก็คือชอบสอดรู้สอดเห็นจนน่ารำคาญไปหน่อย แม้พักหลังๆ ขวัญจะเริ่มชินแล้วก็เถอะแต่ก็ยังอดถอนหายใจสั้นๆ อย่างเบื่อหน่ายไม่ได้

                ก็เมื่อคืนหลังจากสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายพงศ์ขวัญก็ตาค้างขึ้นมา พลิกซ้ายพลิกขวาอยู่เป็นชั่วโมงกว่าจะหลับลงได้ ดังนั้นขอบตาจะโหลบ้างก็ไม่แปลกนี่นา

                 “พี่ไม่ชอบดูบอล โคตรเกลียดเลยด้วย” เขาตอบด้วยเสียงขุ่นมัวเล็กน้อย ถ้าเป็นคนทั่วไปคงคิดว่าเขากำลังหงุดหงิดแล้วถอยฉากไป ทว่ากับอีกฝ่ายกลับมองเมินไปได้อย่างง่ายดายแล้วถามต่อ

 “งั้นก็ฟังเดอะช็อคอ่ะ?” อีกฝ่ายยังไม่วายเดาสุ่ม ระหว่างเดินเบียดเข้ามาชิด ขวัญสูงราวๆ 175 ซม. เมื่อยืนเทียบกันชีวินก็มีส่วนสูงที่ไม่แตกต่างนัก

“พี่ไม่เชื่อเรื่องงมงาย”

“อะไรอ่ะ? โคตรเย็นชาเลย”

“แทนที่จะเอาเวลามาพิจารณาหน้าคนอื่น กลับไปตั้งใจทำงานดีว่าไหมวิน เดี๋ยวก็โดนบ่นอีกหรอก”

“ไม่เห็นจะกลัว... เจ้านายคนใหม่ของเราใจดีจะตายไป” อีกฝ่ายตอบกลับยิ้มๆ

พงศ์ขวัญหลุบตาเล็กน้อยเมื่อคิดถึง “เจ้านายใหม่”

“นายก็เลยเหลิงสินะ?”

“เฮ้อ... พี่ก็อายุมากกว่าผมแค่สองปี ทำไมขี้บ่นยังกับคนแก่นะ” คนอายุน้อยกว่าบ่นกระเง้ากระงอด พงศ์ขวัญได้แต่ส่ายหน้าขันๆ ที่อีกฝ่ายยังทำตัวเหมือนเด็กทั้งๆ ที่อายุก็ปาเข้า 24 ปีแล้ว ชายหนุ่มแสร้งทำหูทวนลมไม่สนใจเสียงนกเสียงกาแล้วตรงดิ่งไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง

บริษัทที่เขาทำงานอยู่เป็นไฟแนนซ์ปล่อยกู้สารพัด รับจำนองหมดทั้งบ้าน รถ ที่ดิน หรือแม้แต่ขายผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้า เมื่อสองสามเดือนก่อนพงศ์ขวัญเพิ่งใช้สิทธิพิเศษของพนักงานกู้เงินมาเกือบล้าน กะว่าจะเอาไปลงทุนทำธุรกิจส่วนตัวบางอย่าง ถ้าไปได้สวยก็จะลาออก และนั่นก็ทำให้เขาได้รู้ความลับสกปรกอีกอย่างของบริษัทด้วย…

                แค่ฝันร้ายคล้ายจะยังไม่ระทึกขวัญเพียงพอ พอตกบ่ายก็เกิดเหตุระทึกยิ่งกว่าคือมีคนปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วขู่ว่าจะโดดลงมาฆ่าตัวตาย พนักงานส่วนหนึ่งที่งานไม่เร่งรีบและมีสายเลือดไทยมุงพากันเกาะกลุ่มออเต็มพื้นด้านล่างเพื่อจับตาดูสถานการณ์ ที่จริงพงศ์ขวัญไม่อยากเป็นหนึ่งในในนั้น แต่เพราะคนอื่นๆ พากันออกไป แล้วชีวินก็ลากแขนเขาไปด้วยทำให้ความคิดที่จะสะสางงานเป็นหมันไปโดยปริยาย

ชายหนุ่มไม่อยากให้มีเรื่องเหตุร้ายเกิดขึ้นก็จริงแต่เขาไม่ชอบทำตัวเด่นเป็นฮีโร่เที่ยวช่วยเหลือคนอื่นไปทั่วอยู่แล้ว เพราะหากเสนอตัวเข้าช่วยแล้วช่วยไม่ได้อาจจะกลายเป็นความผิดของเขาไปแทน เขาจึงได้แต่ยืนเงียบๆ ดูสถานการณ์

ในระหว่างที่หน่วยเจรจายังไม่มานั้นเอง คนที่รับบทฮีโร่กลับกลายเป็นชีวิน ชายหนุ่มรุ่นน้องแย่งโทรโข่งมาถือไว้เองแล้วพยายามเกลี้ยกล่อมลูกหนี้สติหลุดที่ปีนขึ้นไปที่ระเบียงชั้น 7 รายนี้อย่างใจเย็น

“ลงมาเถอะลุง... ตายไปมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอก ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไป”

“ไม่ต้องมากล่อม ก็พวกแกไม่ใช่เหรอที่ส่งจดหมายมาทวงทุกเดือน ยังไม่พอ ไหนจะให้คนมาขู่ทำลายข้าวของ ไหนจะบอกว่าจะฟ้องล้มละลาย พวกแก!! พวกแกบีบบังคับฉันทั้งนั้น”

ได้ฟังสิ่งที่เจ้าทุกข์พูดออกมาแล้วคนข้างล่างก็ได้แต่พากันถอนใจ ต่อให้เขาไม่ได้อยู่ฝ่ายทวงหนี้ แต่ก็พอจะเดาได้ว่าวิธีการทวงหนี้ของที่นี่คงโหดใช่ย่อย มิเช่นนั้นจะมีคนจนตรอกถึงขั้นมากระโดดตึกตายที่นี่หรือ?

ถึงแม้ชีวินจะเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด แต่การยอมรับแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายกระโดดลงมาจริงๆ ก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดี ก็เขากลัวผีจะตายไป แค่ที่เดินวนเวียนอยู่ทุกวันหรือที่ฟังคนอื่นเล่ามาก็มากพอแล้ว จะปล่อยให้มีผีเพิ่มขึ้นอีกตัวเขาคิดว่าคงยอมไม่ได้ ดังนั้นนอกจากชะงักไปเล็กน้อยแล้วเขาก็ได้แต่ส่งยิ้มหวานหยดย้อยแล้วพูดต่อทันที

“โอเค ถ้าทางเราทวงโหดไปก็ขอโทษด้วย มันก็แค่วิธีการเท่านั้นเอง ที่จริงมันไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอก ถ้าลุงไม่มีจริงๆ มันก็รอมชอมกันได้ ก็แค่ขอไกล่เกลี่ยเพิ่มงวดผ่อน ดอกเบี้ยเท่าเดิม ขอแค่ลุงลงมาก่อนผมจะช่วยพูดกับท่านประธานให้ก็ได้ ผมกับเขาน่ะซี้ย่ำปึ้กกันดี เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อย ไม่จำเป็นที่ลุงต้องมาตายกับปัญหาแค่นี้หรอกนะ”

ชีวินพูดน้ำไหลไฟดับตามประสานักขายยอดเยี่ยม รวมถึงสกิลปากอันอัปความตอแหลมาเต็มตั้งแต่ไหนแต่ไร เขาใช้เวลาอันยาวนานโน้มน้าวจิตใจคนฟังอย่างไม่ย่อท้อ ส่วนความพยายามของเขาสัมฤทธิ์ผลหรือไม่น่ะหรือ?

เอาเถอะ... ถึงแม้ว่าลุงแกจะไม่ได้ยินยอมลงมาด้วยตัวเอง แต่การดึงความสนใจจนทีมช่วยเหลือเข้าไปช่วยได้ทันก็ผ่านไปด้วยดีละนะ

+++++++++

“เจ๋งใช่มะ พี่ขวัญ” เจ้าของผลงานบรรลือลั่นรีบคุยโวทันทีหลังจากที่เสร็จงานนอกแล้วพากันเดินเข้าตึกไปสะสางงานในต่อ

                พงศ์ขวัญมีเพียงรอยยิ้มจางๆ พยักหน้าน้อยๆ อย่างรักษากิริยา ต่อให้นึกชื่นชมก็ไม่คิดจะชมให้อีกฝ่ายรู้สึกเหลิงหรอกไม่งั้นเจ้าเด็กนี่คงพูดมากไม่หยุดแน่

                “เห็นแก่ที่ผมทำความดีวันนี้พี่ควรพาไปกินอะไรอร่อยๆ สักมื้อนะ”

                คนฟังหัวเราะในลำคอ ไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าความดีที่ช่วยลูกหนี้โดดตึกนั่นมันเกี่ยวข้องอะไรกับเขากันล่ะ?”

                “ถ้าจะมีใครสักคนต้องเลี้ยงขอบคุณนาย? ไม่น่าจะใช่พี่นะ”

                “ชิ... ขี้งก” ชีวินบ่นอยู่ใกล้ๆ แบบตั้งใจให้คนข้างๆ ได้ยิน

“จริงสิ  นี่เราไปซี้กับท่านประธานตอนไหน?”

“ซี้ที่ไหนล่ะ หน้ายังไม่เคยเห็นเลย”

                ขวัญส่งสายตาระอาใจให้เขาทำให้ชีวินเบะหน้า

                “โธ่... มีคนพยายามจะเอาหัวโหม่งพื้นโลกอยู่ตรงหน้าทั้งคนใครจะมาสนว่าพูดจริงไม่จริง ถึงผมจะไม่รู้จักเขาแต่คนที่น่าจะสนิทจริงๆ ก็ใช่ว่าไม่มีนี่นา ใช่ไหมครับคุณธารา?” ชีวินหันไปถามใครบางคนที่เดินตามมาด้วยน้ำเสียงคล้ายประจบประแจง

พงศ์ขวัญจึงพลอยหันคอมองตามด้วยความประหลาดใจเพราะไม่รู้ตัวเลยว่าอีกฝ่ายมาอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไร

ชายหนุ่มที่เดินตามพวกเขามาคือหัวหน้างานคนใหม่ชื่อธารา เพิ่งย้ายมาเป็นผู้จัดการเมื่อสองเดือนก่อน ว่ากันว่าธาราเป็นลูกพี่ลูกน้องกับบอสใหญ่ซึ่งโผล่มาที่นี่นานๆ ครั้ง

นี่ถ้าหากว่าชีวินนินทาอีกฝ่ายโดยไม่รู้ว่าเจ้าตัวมาอยู่ข้างหลังละก็พวกเขาสองคนคงปั้นหน้าไม่ถูก แต่ดูเหมือนว่ารุ่นน้องของเขาจะใจกล้าหน้าด้านกว่าที่คิด

พูดถึงเขาทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาเดินตามมาข้างหลังเนี่ยนะ เชื่อเขาเลย

                ธาราส่งยิ้มกำกวม ไม่ตอบคำถามที่อีกฝ่ายสงสัยทว่ากลับตอบสนองข้อเรียกร้องก่อนหน้าแทน

                “เอางี้ดีกว่า ถ้าเย็นนี้ว่างให้ผมเลี้ยงขอบคุณสำหรับวีรกรรมวันนี้ก็แล้วกัน ดีไหม?”

                “ดีสิครับ... ต่อให้ไม่ว่างผมก็จะแคนเซิลทุกนัดให้เลย” ชีวินตอบรับอย่างไม่เกรงใจ ซึ่งก็สมกับนิสัยร่าเริงเข้ากับคนง่ายของเขาอยู่หรอก แต่การชวนของคุณธาราต่างหากที่แปลก...

                ช่างเถอะ ต่อให้ไม่ใช่เจ้าของบริษัทแต่เป็นญาติกัน งานยิบย่อยพวกนี้ก็ทำแทนกันได้อยู่หรอกมั้ง...

                “คุณขวัญก็ไปด้วยนะครับ” เจ้าภาพหันมาบอกเขา ส่งยิ้มเชิญชวนอย่างเป็นมิตร

“เอ่อ... ไม่รบกวนดีกว่าครับ วันนี้ผมเหนื่อยๆ ไม่อยากขับรถไกล” ตามมารยาทแล้วเขาไม่ควรปฎิเสธทว่าเมื่อคืนเขานอนน้อย กว่าจะเลิกงานก็เย็นมากแล้วสิ่งที่คิดถึงตอนนี้ไม่ใช่อาหารค่ำราคาแพงแต่เป็นหมอนนุ่มๆ เตียงอุ่นๆ ต่างหากเล่า  

                “บ้านพี่ขวัญก็อยู่ไม่ไกล ผมไปส่งเองก็ได้น่า ไปด้วยกันนั่นแหละดีแล้ว” ชีวินขันอาสาออกมาเสียเอง

“งั้นตกลงตามนี้ เอาเป็นว่าพวกเราเจอกันหลังเลิกงานนะ” ส่วนธาราก็ไม่รอฟังแล้วว่าพวกเขาจะคุยกันว่ายังไงเดินเลี่ยงเข้าห้องทำงานไปก่อนเป็นการมัดมือชกให้เขาปฏิเสธไม่ได้

“เห็นพี่เป็นคนเห็นแก่กินหรือไง? พอมีของฟรีก็ชวนไป พี่ไม่อยากเป็นก้างขวางคอนะ”

อันที่จริงนอกเหนือจากความง่วงนอนแล้ว เหตุผลที่พงศ์ขวัญไม่อยากร่วมสังสรรค์ด้วยก็คือไม่อยากเป็นก้างขวางคอใคร ต่อให้ชีวินจะไม่เคยบอกเขาตรงๆ มาก่อนแต่เรื่องที่ชื่นชอบเจ้านายคนใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เดาได้ยากอยู่ดี...

ก็แววตาคนเราไม่สามารถโกหกได้นี่นา

“ก้างอะไรกัน ผมว่าคุณธาราเขาน่าจะชอบพี่ขวัญต่างหาก”

“ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ?”

“ผมเห็นเขาชอบมองพี่อยู่ตลอดเลย...”

“ที่รู้ก็เพราะว่าเราก็แอบมองเขาเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?”

ชีวินเม้มปากน้อยๆ ไม่ได้ตอบรับออกมาตรงๆ แก้มขาวขึ้นสีจางๆ อย่างจนใจ ทำให้พงศ์ขวัญอดรู้สึกเอ็นดูไม่ได้

“บางที... เขาอาจจะกำลังมองว่าใครอู้งานอยู่ก็ได้นะ ระวังตัวไว้เถอะ!”

++++++++++++

                ถึงแม้ไม่ได้อยากไปแต่ก็ไม่กล้าผิดนัด... หลังเลิกงานแล้วพงศ์ขวัญก็ติดรถชีวินไปยังร้านอาหารที่ตกลงกันไว้ ขวัญกับชีวินสั่งอาหารคนละอย่างสองอย่างตามมารยาท ในเมื่อมีคนพามาแล้วก็ต้องกินแต่ก็ไม่ถึงกับถล่มยับจนเจ้าภาพล่มจม ธารากลับเป็นฝ่ายสั่งนู่นสั่งนี่มาเพิ่มจนกับข่าวเต็มโต๊ะ

                ปกติพงศ์ขวัญเป็นคนเงียบขรึม พูดน้อยอยู่แล้ว ถ้าหากไม่ใช่เพราะชีวินเป็นคนพูดเก่งและเข้ากับคนง่ายก็คงไม่สนิทสนมกันขนาดนี้ ดังนั้นหากไม่มีใครคุยกับเขาก่อนเขาก็ไม่ชอบเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนา จึงได้แต่ฟังสองหนุ่มคุยกันเพียงอย่างเดียว

                “จะว่าไปแล้ว... ผมนับถือคุณจริงๆ เลยนะที่พยายามเกลี้ยกล่อมลุงคนนั้นตั้งเป็นชั่วโมง” ธาราหันไปชื่นชมชีวิน

“แหม... ผีที่บริษัทเราดุจะตายไป แค่ที่มีอยู่ก็ไม่อยากทำโอทีแล้ว ไม่มีเพิ่มอีกดีที่สุด”

                “จริงเหรอครับ? คุณวินเคยเจอ?”

                “ไม่เคยเจอเองแต่ก็ได้ยินมาหลายเรื่องนะ คุณธาราอยากฟังไหม?” พอมาถึงตรงนี้ ขวัญที่ทนฟังชีวินเล่าเรื่องผีในบริษัทวนไปมาหลายรอบก็ถึงกับต้องกระแอมขึ้นขัด

                “ฮึ่ม... พอเลยวิน พวกเราไม่ใช่พี่ป๋องนะจะได้อยากฟังเรื่องผีอ่ะ”

                “รู้น่า... พี่ป๋องไม่ได้หน้าตาดีอย่างพี่ซะหน่อย ต่อให้บางวันจะตาโหลเหมือนกันก็เถอะ” ถูกกระเซ้าว่านอนน้อยจนขอบตาดำแล้ว พงศ์ขวัญอดจะค้อนให้อีกฝ่ายไม่ได้จริงๆ

                “พวกคุณนี่สนิทกันดีนะครับ”

                “ดีใจจังที่คุณเห็นว่าเป็นแบบนั้น ถึงผมจะคิดว่าตัวเองสนิทกับพี่ขวัญสุดๆ แต่ก็รู้ว่าพี่ขวัญไม่ค่อยอยากสนิทกับผมเท่าไรอ่ะนะ” ชีวินตอบกลับยิ้มๆ

                พงศ์ขวัญรู้สึกทึ่งจริงๆ ที่ชีวินตรงไปตรงมาขนาดนั้น ถ้านินทาลับหลังก็ว่าไปอย่างแต่พูดแบบนี้ต่อหน้าเจ้าตัวนี่เหลือเชื่อจริงๆ

                “การทำตัวลึกลับ มีลับลมคมใน เข้าถึงยากมันก็ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งเหมือนกันนะ” ธาราพลอยผสมโรงไปด้วย คราวนี้ขวัญก็หมดถ้อยคำจะโต้แย้งแล้ว มันเหมือนกันว่าเขาพาตัวเองมาโดนยำยังไงไม่รู้...

                “จะว่าไปก็จริง ถ้าพูดถึงคนลึกลับอีกคนที่ผมอยากรู้จักมากๆ เลยก็คือท่านประธานใหญ่ของเรา” และแล้วชีวินผู้ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเป็นที่สุดก็เปิดประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมาอีก

                “ไม่ใช่ว่ารู้จักดีอยู่แล้วเหรอครับ เห็นพูดว่าซี้กัน..” ธาราเองก็ได้ยินที่ชีวินโม้เหมือนกัน

                “โธ่ ผมก็โม้ไปอย่างนั้นแหละครับ” ชีวินยิ้มเขินๆ “แต่คุณธาราต้องรู้จักอยู่แล้วใช่ไหมครับ ท่านเป็นยังไงบ้างน่ะ เล่าให้ฟังหน่อยสิ”

                ชีวินส่งรอยยิ้มสดใส สายตาแสดงความอยากรู้อยากเห็นอย่างไม่ปิดบัง แต่กลับไม่ดูน่าเกลียดเลย

                “รู้จักก็จริง แต่ไม่ค่อยสนิทหรอก เพราะเป็นแค่ญาติห่างๆ กันเฉยๆ  พี่... เอ่อ..ท่านประธานก็ทำธุรกิจหลายอย่างครับ  ทั้งพวกอสังหา ห้างสรรพสินค้า ไฟแนนซ์ที่เราทำงานแล้วก็โรงพยาบาล”

                “โรงพยาบาล?” ขวัญพลั้งปากทวนคำเบาๆ ทว่าแววตาที่แปลกไปทำให้คนในโต๊ะหันมามอง

                “ใช่ เป็นเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งด้วย... แปลกใจอะไรเหรอครับ?” ธาราหันมาถาม

                “เปล่าครับ” แม้จะปฏิเสธกลับไปทว่าแววตาคู่นั้นยังคงสั่นไหวเล็กน้อย

เพราะถ้าพูดถึงโรงพยาบาล ก็พลอยทำให้นึกถึงเลือด ศพ และการแยกชิ้นส่วนของร่างกายตามมาด้วย

ครั้งหนึ่งมีคนเคยบอกกับเขาว่า

“รู้หรือเปล่าว่าอวัยวะของคนเรามีมูลค่า ว่ากันตามจริงก็ขายได้เกือบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นเส้นผม กระจกตา ไต ปอด ตับ โครงกระดูก เลือด หรือแม้แต่ผิวหนัง... ”

“แต่...การซื้อขายอวัยวะมัน... ผิดกฎหมาย...” เสียงของเขาตะกุกตะกักเล็กน้อย

               “ก็จริง... แต่วิธีนี้ทำให้ฉันช่วยคนใกล้ตายให้รอดไม่รู้กี่คนแล้ว”

               “ช่วยคน? ก็ช่วยแค่เฉพาะคนรวยเท่านั้นไม่ใช่เหรอ”

                .

.

                “....ขวัญ.... พี่ขวัญ” ชีวินเรียกซ้ำ ยื่นหน้าเข้ามามอง

                “ฮะ?” ขวัญที่เพิ่งตื่นจากภวังค์หันไปเลิกคิ้วถาม

                “พี่เป็นอะไรรึเปล่า... อยู่ดีๆ ก็เหม่อ”

                “โทษที... พี่ง่วงน่ะ... พี่ขอไปห้องน้ำหน่อยนะ” ขวัญตอบเลี่ยงๆ จากนั้นลุกขึ้นจากโต๊ะ

                ระหว่างที่เดินออกไปนั้นธาราก็ลุกตามมาพอดี เจ้านายเดินมาเคียงแล้วถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย

                “มีปัญหาอะไรกับโรงพยาบาลหรือเปล่าครับ พอพูดถึง คุณก็หน้าซีดเลย”

                “อ๋อ... แค่นึกขึ้นมาได้ว่าลูกหนี้ของบริษัทเราต้องบริจาคร่างกายด้วย ตอนแรกรู้สึกว่ามันแปลก... แต่พอรู้ว่าบอสใหญ่เป็นเจ้าของโรงพยาบาลก็คิดว่าสมเหตุสมผลดี”  เรียกว่าใช้ประโยชน์จากลูกหนี้ได้ทุกอย่างเลยทีเดียว

การที่เขาเซ็นสัญญากู้ยืมเงินเมื่อสองเดือนก่อนทำให้ทราบว่านอกจากสัญญากู้ยืมเงินแล้วบริษัทยังบังคับให้ผู้กู้เซ็นเอกสารบางอย่างเพิ่มเติมอีกนั่นคือประกันชีวิต รวมถึงกรอกเอกสารแสดงความจำนงในการบริจาคร่างกายด้วย

                “คุณคงคิดว่าบริษัทเราโหดร้ายหน้าเลือดสินะ? แต่ที่จริงนั่นเป็นเงื่อนไขที่มีไว้สำหรับลูกหนี้ที่กู้เงินเกิน 7 แสนขึ้นไปเท่านั้น ถ้าไม่อยากทำก็แค่ลดจำนวนเงินที่จะกู้ลงก็เท่านั้นเอง”

                “ถึงไม่ต้องบริจาคร่างกายแต่ก็ยังต้องทำประกันชีวิตอยู่ดีนี่นา”

                “ก็แค่ลดความเสี่ยงในกรณีที่ผู้กู้หนีปัญหาอย่างในวันนี้เท่านั้นเองครับ” เขาหมายถึงกรณีที่ลูกหนี้ฆ่าตัวตาย

                “อันที่จริงคุณไม่ต้องเลี้ยงขอบคุณวินเลยก็ได้ เพราะต่อให้วันนี้ลุงคนนั้นจะโดดตึกลงมาตายจริงๆ บริษัทก็ได้เงินจากประกันอยู่ดี” ขวัญเอ่ยดักคอ

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันคงจะดีกว่าถ้าเรื่องจบๆ ไป แทนที่จะมีใครมาตายจริงๆ ไม่เสียทั้งชื่อเสียงทั้งเวลาเก็บกวาดไม่ใช่เหรอ?” เหตุผลสองข้อหลังทำให้คนฟังแค่นยิ้ม

“นั่นสิ ไม่ว่ายังไงมันก็ที่ทำงานของพวกเรา ถ้าตายที่อื่นก็ว่าไปอย่าง ว่างั้นไหมครับ?”

                “คุณพูดเหมือนผมอยากให้เขาตายเลย?” ธาราเปรยขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ ทำให้ขวัญเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองพูดมากเกินไปแล้ว

                “ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจจะว่าคุณ”

“จริงสิ ก่อนที่ผมจะเข้ามารับตำแหน่ง คุณเองก็กู้เงินไปเกือบล้านเลยใช่ไหม? เพราะแบบนั้นก็เลยรู้สึกว่าตัวเองโดนเอาเปรียบไปด้วย” ธาราคล้ายคาดเดาอะไรได้

                “เพิ่งรู้ว่าคุณสอบประวัติการเงินผมด้วย”

                “ตอนศึกษางานบังเอิญมันผ่านๆ ตาพอดีน่ะครับ แล้ว... เอาเงินไปทำอะไรเยอะแยะเหรอครับ?”

                “ผมวางแผนจะลงทุนทำธุรกิจบางอย่างน่ะครับ”

                “เบื่อชีวิตมนุษย์เงินเดือนแล้วเหรอ?”

                “คงงั้นมั้งครับ”

                “ถ้าธุรกิจไปได้ดีก็ดีนะครับ”

                “นั่นสิ เพราะถ้าหาเงินมาใช้ไม่ได้ อาจจะถูกฆ่าก็ได้ใช่ไหม?”

                คนฟังนิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะหัวเราะออกมา ขวัญหน้าบึ้งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะอย่างขบขันของอีกฝ่าย

                “คุณขวัญนี่เป็นคนตลกดีนะครับ” ใครว่าเขาพูดตลก เขาคิดจริงๆ ต่างหาก

                “ผมไม่รู้ว่าทำไมคุณเป็นคนขี้ระแวงขนาดนั้นนะ แต่... ถ้าผมคิดจะฆ่าใครสักคนจริงๆ รับรองว่าไม่ใช่เพราะเรื่องเงินหรอกครับ”


+++++++++


ตอนนี้ไม่มีอะไรแค่มาเปิดตัวละครใหม่อีกสองตัว...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น