ห้วงฝัน อันธการ

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    24 พ.ย. 61

ห้วงฝันอันธการ

BY : NaaribuS

 

บทนำ

           

            แม้ว่าการขับรถท่ามกลางจราจรติดขัดของเมืองไทยจะดูเป็นเรื่องอันตรายสุดๆ ทว่าด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่างทำให้ชายหนุ่มเหยียบคันเร่งแทบมิด หลังจากขับฉวัดเฉวียนลืมตายมาได้ไม่นานก็ถึงจุดหมายจนได้

            บ้านหลังนั้นอยู่ในหมู่บ้านชื่อดังใจกลางกรุงเทพ ที่หน้าบ้านมีรถตู้แปลกตาคันหนึ่งจอดอยู่กระจกติดฟิล์มดำหนาจนเหมือนรถที่ใช้ลักพาตัวในละครไม่มีผิด ทำเอาผู้มาใหม่ที่ต้องจอดรถของตัวเองจ่อท้ายรู้สึกกังวลใจขึ้นมาไม่ได้

            พงศ์ขวัญก้าวเท้าลงจากรถหรูป้ายแดงซึ่งเจ้าของบ้านเป็นคนให้ยืมมาช้าๆ ใบหน้าอ่อนเยาว์และหล่อเหลาแสดงสีหน้าไม่สู้ดีนักเมื่อนึกถึงคำพูดที่ได้ฟังก่อนหน้านี้

“ขวัญ... มันอาจจะกะทันหันไปหน่อย แต่ชินคงต้องไปแล้ว” น้ำเสียงที่ลอดผ่านสายโทรศัพท์นั่นเหมือนกำลังตื่นตระหนกและหวาดกลัวอะไรบางอย่างจนคนฟังรู้สึกได้

“ฮะ? จะไปไหน?” ขวัญถามกลับอย่างงุนงง

“พวกมันมาแล้วขวัญ คราวนี้ชินตายแน่ๆ พวกมันขู่ว่าถ้าชินไม่มีเงินให้ จะผ่าไตชินไปขาย” คำพูดนั้นรัวเร็วจนแทบฟังไม่ทันทั้งยังแฝงไปด้วยความหวาดกลัวสุดชีวิต

          “ว่าไงนะ! พวกนั้นเป็นใคร? เงินอะไร?” 

          “เราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วไม่งั้นเราตายแน่ ส่วนรถคันนั้น... ขวัญเก็บไว้ใช้เถอะนะ ลาก่อน...”

“ลาก่อน... หมายความว่ายังไง พูดให้รู้เรื่องก่อนสิชิน!” ถึงแม้จะโวยวายกลับไปทว่าปลายสายกลับเงียบงัน

“......” ไม่มีเสียงตอบกลับมา และไม่นานสายก็ตัดไป

          สัญญาณถูกตัดไปแล้วทำให้ชายหนุ่มรู้สึกใจหายและยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ความสงสัยมากมายยังไม่เท่าความเป็นห่วง ทว่าต่อให้ต่อสายไปอีกกี่ครั้งกี่หนก็ไม่สามารถติดต่อได้ ขวัญไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขับรถมาหาชินที่บ้าน

            เขาทำเป็นไม่สนใจรถตู้ว่างเปล่าที่จอดอยู่ก่อนแล้วเดินไปกดออด

            ติ๊งต่อง... ติ๊งต่อง...

            ระหว่างที่กำลังรอให้เจ้าของบ้านออกมาเขาก็หยิบโทรศัพท์มาลองต่อสายอีกครั้ง ระหว่างนั้นเองสายตาก็เหลือบไปยังประตูเล็กที่ควรจะปิดสนิท มันกลับแง้มออกเล็กน้อย เขาพยายามเพ่งสายตาสำรวจก็พบว่าประตูมีสภาพเหมือนถูกงัดแงะ เขารู้สึกไม่ชอบมาพากลแล้ว ยิ่งเมื่อมีเงาคนเดินออกจากตัวบ้านตรงมายังประตูรั้วแล้วด้วย

ขวัญขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะใช่คนที่เขาตั้งใจมาหา ลางสังหรณ์บางอย่างเตือนว่ามีอันตรายคืบคลานเข้าใกล้ ปลายเท้าจึงถอยร่นไปสองก้าวเพื่อตั้งหลัก ทันใดนั้นเองประตูเล็กก็ถูกกระชากเปิดออกชายร่างใหญ่ที่ก้าวออกมาก็เล็งปืนมาทางเขา

“อย่าขยับ ไม่งั้นยิง!

          ในจังหวะที่กำลังตกใจสุดขีดขวัญจึงเมินเฉยต่อคำขู่ สองขาหมุนกลับอัตโนมัติพยายามพาตัวเองกลับไปที่รถแต่กลายเป็นการตัดสินใจที่ผิด

            ปัง!! เสียงกระสุนวิ่งแหวกอากาศเข้าเป้าตรงเผง โชคยังดีที่ฝ่ายนั้นไม่ได้ตั้งใจเล็งจุดตาย...

          ขวัญล้มคว่ำลงทันทีเพราะกระสุนที่ฝังเข้ามาที่ท่อนขาทำให้หมดหนทางหนีโดยสิ้นเชิง สายตาเหลือบมองเงาดำที่เคลื่อนตรงมาทางเขาจนหยุดลงข้างๆ  เขารู้ตัวว่าหนีไม่รอด ทำได้แค่เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของร่างสูงตระหง่านตรงหน้าด้วยสายตาสิ้นหวัง...

                         

            ไม่ว่าจะเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อหรือดวงชะตาเล่นตลกก็ตาม ตอนนี้ขวัญก็ถูกจับมาแล้ว แทนที่จะถูกคนพวกนั้นพาตัวเข้าไปในบ้านแต่กลับถูกพาขึ้นรถตู้คันใหญ่แล่นออกไปจากที่นั่น 

เลือดออกไม่ยอมหยุดทำให้เขาเจ็บมากจนสลบไปพักใหญ่มารู้สึกตัวอีกครั้งตอนที่รถจอดสนิท เขาถูกอุ้มลงจากรถแล้วพาไปยังห้องว่างห้องหนึ่งที่มีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น แค่โต๊ะกาแฟกับโซฟาตัวยาวเท่านั้น ในระหว่างที่นอนคว่ำหน้าอยู่ที่พื้นเขาเหลือบตามองเห็นใครบางคนนั่งอยู่บนโซฟากว้างเป็นคนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ชายคนนั้นโน้มตัวลงเล็กน้อยใช้ศอกทั้งสองวางบนท่อนขา สองมือประสานไว้หลวมๆ ดวงตาจับจ้องมาทางขวัญอย่างจดจ่อ ชายหนุ่มเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างสับสนมึนงง

            “แฟนของนายยักยอกเงินในบริษัทของเราไปหลายล้าน แถมยังกุมความลับบริษัทที่ถ้ารั่วไหลออกไปความตายของมันยังไม่พอให้ชดใช้ด้วยซ้ำ มันคงคิดว่าหนีไปแล้วเรื่องจะจบ แต่มันคิดผิด พวกเราต้องควานหาตัวมันมาให้ได้ ไม่ว่าเป็นหรือตายก็ตาม ทีนี้คงรู้แล้วใช่ไหมว่านายโดนจับมาเพราะอะไร”

ในที่สุดก็กระจ่างเสียที ที่แท้ชินทำเรื่องร้ายแรงขนาดนั้น แววตาตื่นตระหนกทำให้คนพูดพึงพอใจขึ้นมาก

            “ไม่ต้องกลัว แค่ตอบคำถามมาดีๆ ก็ไม่เป็นไรแล้ว” คำพูดนั้นคล้ายปลอบประโลม แต่น้ำเสียงติดรำคาญอยู่บ้าง ขวัญกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ ใบหน้าส่อแววกังวลใจจนเหงื่อแตกพลั่ก...

            “เงินอยู่ไหน?” ประโยคแรกก็ทำเอาเขาพูดไม่ออกแล้ว

            “ผมไม่รู้...”

            “งั้นก็บอกที่อยู่ของเจ้าบ้านั่นมาแทนก็ได้”

            “เรื่องนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกัน...”

            “ตอบคำถามมาดีๆ ตอนที่ยังมีโอกาสอยู่จะดีกว่า ฉันไม่รับประกันว่านายจะออกจากที่นี่ไปโดยมีอวัยวะครบ 32 หรือเปล่า”

          ขวัญฝืนกลืนน้ำลายด้วยสีหน้าหวั่นวิตก ความเจ็บปวดที่ท่อนขายังคงอยู่ กลิ่นคาวเลือดยังคละคลุ้งไม่จางหายไปเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะแค่ขู่เท่านั้นหรอก...

            “ผมไม่รู้หรอกว่าเขาเอาเงินไปเท่าไร แต่รถที่ขับมานั่นก็เป็นของชิน ถ้าพวกคุณจะเอาไปก็ได้”

            “ให้ตายสิ เอาเงินไปซื้อของไร้สาระซะได้” เขาสบถอย่างหงุดหงิด “ที่ต้องการน่ะมันคือเงิน ไม่ได้อยากได้รถซะหน่อย”

            “งั้นก็เอาไปขายสิ”

            “เอาไปขายมันก็ไม่ได้เท่าตอนซื้ออยู่ดี อีกอย่างถ้าเอาไปขายจริงแล้วใครจะไปโอน?”

            ว่ากันตามหลักเหตุผลแล้วอีกฝ่ายก็พูดถูก ต่อให้สภาพไม่ต่างกัน แต่ของมือหนึ่งกับมือสองราคาก็ต่างกันเกือบครึ่ง แถมต่อให้เอาไปขาย ถ้าคนโอนไม่อยู่แล้วใครมันจะไปบ้ารับซื้อล่ะ? เขาได้แต่ทำหน้าสลด

            “ถ้านายสนิทกับมันมากขนาดให้รถมาขับได้ ยังไงก็คงจะรู้เบาะแสบ้าง  บอกมาซะเถอะ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว”

            “เรื่องที่ไม่รู้ ถึงอยากตอบมันก็ตอบไม่ได้ไม่ใช่เหรอ?” เขาตอบกลับไปด้วยแววตาที่เจ็บปวดและสิ้นหวัง แต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธที่จะมองมัน

 “ฉันมีวิธีทรมานอยู่ตั้งหลายวิธีที่จะทำให้นายพูดความจริงออกมา อยากจะลองจริงเหรอ?” คล้ายว่าคนพูดจะหมดความอดทนแล้วจึงข่มขู่ออกมาอีกครั้ง แววตาที่ดุดันแผ่รังสีคุกคามออกมา ทว่าคนฟังก็ได้แต่ปิดปากเงียบ

คนบนโซฟาถอนใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วก้าวมาหา เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นก้องสะท้อนเป็นจังหวะสม่ำเสมอทว่ากลับยิ่งกระตุ้นเสียงหัวใจของคนจนตรอกให้ยิ่งดังลั่น

            ไม่ทันที่ขวัญจะตั้งตัวร่างท่อนบนก็ถูกกดแนบลงกับโต๊ะกาแฟ ท่อนแขนทั้งสองข้างถูกกระชากมาไขว้หลัง ยิ่งอีกฝ่ายออกแรงมากเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น ขวัญเบ้หน้า ความทรมานแล่นริ้วไปตามข้อต่อพลางคิดในใจว่าหากอีกฝ่ายยังไม่ยอมผ่อนแรงลงแขนของเขาคงจะหักในไม่ช้านี้ก็ได้...

ฝ่ายที่อยู่เหนือกว่ายิ่งทำก็ยิ่งหงุดหงิดใจ ภาวนาให้อีกฝ่ายเปิดปากออกมาสักทีจะได้ไม่ต้องกระทำการร้ายกาจ แต่สิ่งที่เล็ดลอดออกมามีเสียงร้องครางอย่างทรมานก็เท่านั้น

เขาเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์ขึ้นมาเบาๆ แล้วปล่อยแขนที่ตนดัดงอจนใกล้หักออกเหมือนจะให้ความหวัง ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมาท่อนแขนเรียวกลับถูกกระชากอย่างแรงทีหนึ่งจนกระดูกเคลื่อนหลุดออกมาทั้งๆ อย่างนั้น...

“อ๊าก......” เสียงร้องโหยหวนหวีดดังขึ้นมาตามด้วยอาการดิ้นทุรนทุรายอย่างเจ็บปวดจนหล่นลงมาจากโต๊ะ 

ช่วงเวลานั้นมันเร็วมากจนขวัญไม่แน่ใจว่าตัวเองโดนอะไรด้วยซ้ำ รู้สึกได้แค่ว่ามันปวดทรมานไปทั้งแขน ทั้งๆ ที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นความอ่อนแอแต่กลับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว แม้แต่ร่างกายยังสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่พยายามกำหมัด กัดฟันระงับความเจ็บปวดที่ไม่ยอมสลายไปสักที

          ฝ่ายกระทำการถอยออกมาแล้วยืนมองอีกฝ่ายอย่างสมเพชเวทนาแต่ก็ไม่คิดจะช่วยเหลือ กลับมองภาพตรงหน้านิ่งๆ เหมือนเป็นภาพที่ชินตา

            กึก....แอ๊ด.... กระทั่งเสียงเปิดประตูดังออกมา คนที่ยืนอยู่จึงเหลียวคอหันไปมอง แววตาที่เหมือนจะไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะจากผู้บุกรุกกลับแปรเปลี่ยนเป็นความยำเกรง

“นพ...” ผู้มาใหม่เปล่งเสียงเรียกไม่ดังและไม่เบาจนเกินไป ไม่ตะคอกไม่อ่อนโยน มันคือความเย็นชาที่ทำให้เจ้าของชื่อหายใจไม่ทั่วท้องทว่าก็ยังระงับความกังวลแล้วตอบรับอย่างชัดเจน

            “ครับนาย...”

            “ยังไม่เสร็จอีกเหรอ?”

            “ปากแข็งเอาเรื่องเลยครับ” คำตอบแฝงความลำบากใจอยู่ด้วย

            อีกฝ่ายปรายตาไปยังร่างที่นอนอยู่ที่พื้นด้วยแววตาเย็นชาเหมือนมองหมาแมวตัวหนึ่ง

          ร่างที่อยู่ตรงหน้าดูเลอะเทอะมอมแมมเพราะที่ขาถูกยิงจนเลือดอาบ ท่อนแขนเหยียดตรงอย่างผิดธรรมชาติจนคาดว่าอาจจะบาดเจ็บหนักจนงอไม่ได้ อุ้งมืออีกข้างได้แต่กุมไหล่ตนเองสั่นระริก ร่างกายที่ผอมบางอ่อนแอนอนคว่ำอยู่อย่างน่าสมเพช แต่ในสายตาของคนมองกลับเป็นภาพที่กระตุ้นความรู้สึกบางอย่างให้คุโชน...

          “ออกไปก่อน ฉันจะทดสอบอะไรบางอย่าง”

            หัวคิ้วของอัญนพเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างฉงนทว่าฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยถามอะไรออกไป เขาทำเพียงก้มศีรษะให้ฝ่ายนั้นอย่างเชื่อฟัง หลังจากเดินออกจากห้องนั้นก็ล็อกประตูห้องให้อย่างรู้ใจ...

            ขวัญนอนคว่ำหน้าอยู่ที่เก่า แม้ว่าเขาจะเจ็บมากจากการถูกกระชากไหล่ ทว่ายังไม่มากพอให้สลบไป ถึงกระนั้นสติสัมปชัญญะก็ยังเลือนรางจนจับใจความสิ่งที่คนพวกนั้นคุยกันไม่ได้สักนิด

            นาทีต่อมา ผู้มาใหม่ก็ทรุดกายลงมาคร่อมบนเอวเขาแล้วใช้อุ้งมือกระชากเส้นผมนุ่มอย่างแรงจนคอแทบหัก

            “อึ๊ก...อย่า...” เสียงครางอย่างทรมานพร้อมถ้อยคำที่ร้องขอทำให้รอยยิ้มของใครอีกคนกดลึกขึ้นอีก

“ถ้าไม่อยากทรมานก็พูดความจริงออกมา มันอยู่ไหน?”

            “บอกแล้วไงว่าผมไม่รู้...”

            “ถ้าไม่พูดก็มีแต่ต้องตาย...”

            “งั้นก็ฆ่าเลยสิ... เพราะต่อให้อยากตอบก็ตอบไม่ได้อยู่ดี!!” เสียงตะโกนเหมือนจะบ่งบอกว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก      “อยากตายงั้นเหรอ? งั้นก็ดี!! ถ้าอยากสละชีวิตอันมีค่าเพื่อช่วยคนนัก นายได้ช่วยสมใจแน่” คนที่กดทับร่างของเขาค่อยๆ แสยะยิ้มออกมา แววตาวาวระยับอย่างหื่นกระหาย

เขาปล่อยมือจากเส้นผมที่ดึงทึ้งไว้ทันทีจนศีรษะของขวัญดิ่งลงกระแทกพื้น เล็บสั้นๆ พลันกดลงที่หลังคอจนเจ็บเล็กน้อยจากนั้นค่อยๆ ลากต่ำลงมาที่กลางหลังพลางเอ่ยต่อว่า...

ปอดเก้าล้าน ไตกับตับอย่างละสี่ล้าน กระจกตาหกแสน เลือดลิตรละสองหมื่น... ส่วนหัวกะโหลกกับกระดูกซี่โครงที่สวยงามนี้ฉันจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกในความกล้าหาญก็แล้วกัน!

           

++++++++++

 

            ในโถงทางเดินอันมืดมิด เขาพยายามลากท่อนขาที่บาดเจ็บวิ่งไปตามทางที่แคบและชื้นสะเปะสะปะไร้จุดหมาย วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเนื่องจากมีใครบางคนกำลังตามล่า ทว่าท่อนขาที่ทั้งเจ็บปวดและอ่อนแรงในที่สุดก็พลาดพลั้ง เพียงเผลอสะดุดก้อนหินก้อนหนึ่งบนพื้น ร่างสูงโปร่งก็ถลาล้มลงหน้าคะมำทำให้เนื้อตัวเปราะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงเปื้อนเสื้อผ้าจนมอมแมม

เขาพยายามประคองกายที่สั่นเทาให้ลุกขึ้นเพื่อหนีต่อทว่ากลับไม่ทันการณ์ พอหันมาอีกทีก็เจอเงาดำสูงตระหง่านยืนค้ำศีรษะอยู่ เขาเห็นใบหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดแต่กลับรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งคงเพราะแววตาคมปลาบที่จ้องเขม็งมองมา หนำซ้ำเรียวปากยังประดับประดาไปด้วยรอยยิ้มโรคจิต แค่นั้นก็ทำเอาหัวใจร่วงลงไปที่พื้น ยังไม่รวมอาวุธในมือที่เงาวาววับสาดสะท้อนจนแสบตาก่อนที่สิ่งนั้นจะเงื้อง่าฟันลงมาที่คอของเขาจนขาดสะพายแล่ง โลหิตสาดกระเด็นจนเปื้อนใบหน้าคมคายเป็นหยดเล็กหยดน้อย

เขาต่อสู้ดิ้นรนไม่ได้แม้แต่น้อย ร่างของเขาดิ่งลงกับพื้นเย็นเฉียบในทันที ดวงตาที่เหลือกค้างเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นระหว่างจ้องมองฆาตกรที่ขยับเข้าหาแล้วกระหน่ำมีดจ้วงแทงเขาจนพรุนไปหมดทั้งร่าง เลือดแดงไหลทะลักราวกับก๊อกแตก

เขากำลังจะตาย... ในไม่ช้านี้

เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ดวงวิญญาณที่น่าสงสารล่องลอยออกจากร่าง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าจึงเหมือนบุคคลที่สาม เขาเห็นร่างกายแข็งทื่อของตัวเองนอนนิ่งอยู่บนพื้นทำได้เพียงเบิกดวงตาค้างมองฆาตกรโหดค่อยๆ จรดคมมีดแหลมชำแหละร่างของเขาออกเป็นชิ้นๆ

            “ไม่!! ช่วยด้วย...” เสียงร้องโวยวายดังลั่นเปล่งออกมาจากปาก ไม่นานร่างบนเตียงก็สะดุ้งพรวดผุดลุกขึ้นจากเตียง เหงื่อกาฬพรั่งพรูท่วมใบหน้าขาวสะอาดราวกับล้างหน้า ดวงตาฉายความอ่อนล้าหม่นหมองและตื่นตระหนก

เขาพยายามควบคุมสติอารมณ์ที่กระเจิดกระเจิงให้กลับมาอีกครั้งแล้วผ่อนลมหายใจให้เบาลงเรื่อยๆ ดวงตากลอกกลิ้งไปรอบๆ อย่างเชื่องช้า

สภาพห้องมืดและเตียงที่ให้สัมผัสอันคุ้นเคยทำให้เขาใจชื้น สิ่งที่เห็นทั้งหมดนั่นเป็นเพียงความฝันไร้สาระ เขายังคงมีชีวิตอยู่ ยังปลอดภัยดีทุกประการ ไม่มีทางจะดับอนาถอย่างในฝันสุดสยองนั่นเป็นอันขาด...

            ไม่มีทาง...

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น