เธอเห็นผีเสื้อบ้างไหม?

ตอนที่ 1 : รูปผีเสื้อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 ก.ค. 63

“ไม่เรียนแล้วได้ไหม.. ผมไม่โตเป็นผู้ใหญ่ได้ไหม?”

เด็กตัวน้อยหันไปหาแม่ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย ตามองตรงไปยังถนนเบื้องหน้า อารมณ์เรียบนิ่งไม่ได้เอ่ยสิ่งใดราวกับไม่ได้ยินคำถามนั้นและนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตัวน้อยเอ่ยปากถาม การไม่ตอบไม่ใช่การเพิกเฉย เพราะเธอก็ต้องการคำตอบอยู่อย่างไรเล่า จึงต้องดั้นด้นขับรถข้ามจังหวัดมาแบบนี้

666.. 667.. 668.. เสาไฟฟ้าต้นแล้วต้นเล่าที่วิ่งผ่านไปทำให้เริ่มเหนื่อยที่จะนับแล้ว เด็กน้อยเริ่มอ่อนล้าแสงแดดก็พาให้หนังตาหนักและปิดลง ความคิดล่องลอยในหัวอยู่มากมาย.. ผมเป็นเด็กดื้อไหม แม่ผิดหวังในตัวผมอยู่รึเปล่า แล้วภาพชุดหนึ่งก็ถูกฉายขึ้นมาในความฝันอีกครั้งอย่างไม่อาจต้านทาน

"อัย.. อัยจะพับสีเป็นรูปอะไรเหรอ? " เด็กหญิงผมเปียถามอย่างร่าเริงเมื่อได้รับการหยดสีลงบนกระดาษขาว คุณครูหยดให้เขาเป็นลำดับสุดท้ายเพราะเป็นที่นั่งหลังสุด จากนั้นจึงเดินกลับไปที่นั่งของตนเองปล่อยให้นักเรียนสร้างผลงานในคาบวิชาศิลปะ

"ผีเสื้อน่ะ เราเพิ่งเห็นในหนังสือที่อยู่ในห้องสมุด มันสวยมากเลยนะ รินล่ะ"

"เราจะทำเป็นรูปดอกดาวเรือง ได้สีเหลืองมาเยอะเลย" รินตอบและก้มหน้าก้มตาพับอย่างขะมักเขม้นส่วนอัยนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอียงสีไปมาแล้วถึงจะลงมือพับกระดาษบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นรูปที่ออกมาก็ยังไม่น่าพึงพอใจอยู่ดี เขาจึงจัดการใช้นิ้วจิ้มลงบนสีที่ยังไม่แห้งลากเป็นเส้นโค้งเป็นขอบของปีกผีเสื้อตามที่ต้องการ

อัยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ เพราะมันช่างเหมือนกับผีเสื้อในหนังสือท่องโลกที่เคยเปิดดู

ความรู้สึกนั้นสะท้อนออกมายังใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม้ตายังหลับพริ้มแต่ก็ทำให้เธอเบาใจลงบ้าง ตอนนี้ภาพวิวสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนไปจากอาคารบ้านเรือนกลายเป็นป่าสีเขียว บ่งบอกว่าเธอได้ข้ามเขตแดนมาอีกจังหวัดแล้ว หลักกิโลเมตรบอกระยะทางให้ใจชื้นขึ้นมา อีกไม่นานเธอก็จะถึงที่หมายแล้ว ท้ายรถก็มีกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่สองใบของแม่และลูกสำหรับการพักค้างแรม

เชียงราย

202 กม.

เธอเอื้อมมือไปลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างเอ็นดู ปอยผมปรกใบหน้าและเปลือกตาปิดสนิทอาจไม่รับรู้ถึงสัมผัสอันอ่อนโยน “อัยลูกรัก แม่ขอโทษที่ปล่อยลูกไว้แบบนี้นานเกินไป”

เธอคิดว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วที่พาลูกชายออกมาจากโรงเรียนของผอ.หัวหงอกนั่น ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคารพ ไม่ใช่เรื่องของการไม่ให้เกียรติถึงแม้ว่าเธอจะถูกคุกคามทางสายตาออกอาการหื่นราวกับอยู่ในฤดูติดสัด วันนั้นเธอมาฟังผลการรายงานของครูประจำชั้นและผอ.ด้วยชุดทำงานปกติ

“ที่ผอ.เชิญมาในวันนี้เป็นเรื่องพฤติกรรมลูกชายของคุณพิมพ์ดาว อันที่จริงมันเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ทางเราได้สอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิด..” เธอรับฟังด้วยสีหน้าปกติ ทำไมจะไม่รู้ว่าตาลุงนี่เว้นระยะหายใจตอนกำลังมองนมเธอ “และพบว่าค่อนข้าง อะแฮ่ม..ผิดแปลกจากเด็กนักเรียนทั่วไป ครูประจำชั้นได้สังเกตเห็นความแตกต่างของพัฒนาการจะว่าช้าก็ช้าจะว่าเร็วก็เร็ว แต่ลักษณะนิสัยที่แหละที่เป็นปัญหา เขาชอบนั่งนิ่งและไม่ได้กระตือรือร้นสนใจเรียนหนังสือ ไม่ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อน หัวดื้อ โต้เถียง ใช้วาจาก้าวร้าวกับอาจารย์ผู้สอน อื่นๆ อีกมากมายแต่ว่า.. คุณพิมพ์ดาว”

เธอลอบถอนหายใจอีกครั้ง แฟ้มหนาๆ บนโต๊ะนี่มันน่าจับขึ้นมาฟาดหน้าผอ.จอมหื่นเสียจริง

“ผมเข้าใจว่าคุณอาจต้องใช้เวลา ทางเราก็ไม่ได้อยากเร่งรัด.. แต่ผลการประเมินโรงเรียนที่จะมีขึ้นในปลายเดือนนี้ เราจะต้องติดอันดับอย่างที่เคยเป็นเสมอมา ถ้าหากผลที่ได้ย่ำแย่ก็จะส่งผลกับผู้สนับสนุนของเราซึ่งไม่ดีแน่ ผมไม่ได้อยากบีบคุณ.. ให้แก้ปัญหาด้วยตัวคนเดียว ได้โปรดให้ผมยื่นมือเข้าไป.. แก้ปัญหาและผมมีที่ปรึกษาที่ไว้วางใจได้..”

ผัวะ!!

เสียงแฟ้มกระทบกับซีกแก้มดังลั่นห้อง เธอลุกขึ้นมาอย่างเหลืออด หมดความอดทนในการเก็บอารมณ์โมโหที่พุ่งทะลุปรอท แม้จะทนฟังมานานสองนานก็ไม่ได้พูดถึงการแก้ปัญหาใดๆ นอกจากจาบจ้วงตัวเธอ

“พอกันที! ฉันรู้ว่าคุณจะไล่เขาออกวันนี้ตามจดหมายรายงาน.. และฉันยินดี!”

พัฒนาการของลูกไม่ว่าด้านใดก็ทำให้คนเป็นพ่อแม่ยินดี แต่ภาพวาดสีเทียนครั้งนั้นทำให้พิมพ์ดาวตระหนักถึงปัญหาและเธอต้องหยุดมันก่อนจะลุกลาม กระต่ายที่ปรากฏในภาพนั้นไม่ใช่กระต่ายกับเต่าจากนิทานอีสปในยุคสมัยของเธอ

“ในนี้มีกระต่ายอยู่กี่ตัวคะ?”

“หลายตัวฮะ”

“แล้วกระต่ายกำลังทำอะไรอยู่คะ?”

“กำลังวิ่งแข่ง นี่ป้ายนักวิ่ง ทุกคนต้องการเป็นที่หนึ่งจึงต้องวิ่งแข่งกัน”

“คนชุดสีดำใส่หมวกนี่เป็นใครเหรอคะ?”

“คนนี้ผอ. ยิงปืนให้สัญญาณออกตัว ส่วนคนชุดเขียวคือคุณครู บอกนักเรียนว่าจะไปรอที่เส้นชัย”

“แล้วกระต่ายตัวนี้ล่ะ เขาเป็นอะไร?”

“ตัวนี้ล้มอยู่ เจ็บขาวิ่งไม่ไหว ทุกคนเลยทิ้งเขาไว้ข้างหลังฮะ.. เป็นผมเอง”

คำตอบนั้นทำให้เธออึ้งจนพูดไม่ออก สะท้อนให้เห็นว่าลูกชายของเธอกดดันมากขนาดไหน เหตุการณ์ผ่านไปเพียงสัปดาห์เดียว วันนั้นเธอเห็นเขากอดสมุดพกกลับบ้านมาพร้อมคำสารภาพ

“ไม่มีหรอกคนที่จะนั่งดูแอปเปิลตกลงมา.. แล้วอัจฉริยะเหมือนไอแซค นิวตัน

ไม่มีหรอกคนที่จะนั่งจุ่มน้ำ.. แล้วร้องยูเรก้าเหมือนอาร์คิมิดิส

เพราะผมไม่ได้เป็นแบบเขา! ผมไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น!!”

เขาร้องไห้น้ำตานองหน้าจนเธอตกใจ คำศัพท์ยากๆ และเรื่องราวที่พรั่งพรูออกมาจากปากนั้น ไม่ได้เกิดจากการดูเสือ ดูหมี หรือสิงโตทางช่องสารคดี ไม่ได้เกิดจากหนังสือภาพที่เปิดดูไปพร้อมกันและไม่ได้เกิดจากนิทานที่เธอเล่าอย่างแน่นอน เพราะช่องทางเหล่านั้นไม่เคยมีชื่อนักวิทยาศาสตร์กับทฤษฎีการค้นพบอยู่เลย เธอโอบเขาให้เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดแน่นๆ และกอดร่างของเด็กน้อยเอาไว้เนิ่นนาน ยิ่งได้ฟังเด็กน้อยเล่าถึงสิ่งที่ผิดหวังในวิชาที่ชอบก็ยิ่งเจ็บปวด เธอยังคงจดจำคำพูดเหล่านั้นได้ดีจนถึงตอนนี้..

อัยเล่าว่าหลังจากนั้นหนึ่งวัน ผลงานศิลปะก็ถูกแปะบนบอร์ดให้นักเรียนได้ชื่นชมผลงานของตัวเอง รูปที่สวยงามที่สุดจะได้คะแนน A+ และแย่ที่สุดจะได้ D-

“ผมมองหารูปผีเสื้อของผมไม่เห็น วนหาตั้งสองรอบกว่าจะเจอ”

“โธ่.. เห็นนั่งทำตั้งนาน ไม่เห็นจะได้ A+ ฮะฮ่าฮ่า” เด็กคนหนึ่งหัวเราะเยาะ คุณครูเพิ่งลบกระดานเสร็จก็หันมาหาคุยกับเขา

“ครูว่าเธอทำได้ดีกว่านี้.. เธอเนี่ยไม่เก่งวิชาศิลปะซะเลย ดูรูปของเก่งสิ” คุณครูหันไปชี้รูปแรกที่อยู่แถวบนสุด A+

“ผีเสื้อต้องเป็นแบบนั้น เป็นรูปสมมาตรกัน มีปีกคู่บนคู่ล่าง หยดสีเหลืองปนเขียวสวยงาม วงกลมใหญ่และเล็ก.. ช่างมีพรสวรรค์”

“พวกเขาเอาแต่หัวเราะเยาะคะแนน ไม่เห็นกันหรอกปีกของผีเสื้อสีใส เมื่อโดนแสงแดด ปีกก็จะแวววาวสะท้อนเป็นสีรุ้ง..”

“มีอยู่จริงหรือ?”

“ผีเสื้อนั่นมีอยู่จริงๆ นะครับ” เด็กน้อยยืนยัน

 

 

+++++++

Rewrite1_ตอน1 เรียบร้อยแล้ว เหมือนระเบิดภูเขาเพื่อขุดเป็นทะเลเลย หมดแรงงง.. อรั่กกก ฝากลูกชายข้าด้วย ไปกันทีละตอนพร้อมๆ กะคนเขียนนี่แหละ ระหว่างนี้มันก็จะไม่ต่อเนื่องกับตอนเก่าสักหน่อยนะ ส่วนที่เหลืออยู่ Readawrite จ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น