(END) #อย่าเล่นกับอนล [สนพ. Deep Publishing]

ตอนที่ 9 : 09 ไม่คุ้นเคย [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,417
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,324 ครั้ง
    15 มิ.ย. 63

#อย่าเล่นกับอนล

 

 

 

 

 

การปฏิสัมพันธ์กับคนรอบกายนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยถนัดสักเท่าไหร่ ผมเป็นมนุษย์Introvert แบบขั้นสุด ไม่ค่อยเป็นฝ่ายพูดหรือชวนใครคุย ไม่ถนัดในการต่อบทสนทนากับคนที่ไม่สนิทด้วย ผมชอบอยู่คนเดียวเงียบๆมากกว่าการเข้าสังคม แต่ในโลกของการทำงาน การเข้าสังคมคือสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เพราะเราต้องทำงานร่วมกับคนอื่น ถึงผมจะทำงานมาหลายปีแล้ว แต่การเริ่มต้นพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานหน้าใหม่ๆก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้ผมอึดอัดอยู่บ้างเสมอ

 

พนักงานในบริษัททั้งหลายต่างก็ร้อยพ่อพันแม่ มีพื้นเพและนิสัยที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็เป็นเหมือนผมที่เป็นพวกเก็บตัว แต่หลายๆคนก็เป็นพวกชอบเข้าสังคม ผมคิดว่าความแตกต่างนี้เองที่เป็นสาเหตุหนึ่งให้บริษัทของผมจัดกิจกรรมละลายพฤติกรรมขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อให้แต่ละคนได้มีโอกาสพูดคุยทำความรู้จักกันมากขึ้น ทำให้เกิดความสามัคคีในองค์กร นอกเหนือไปจากจุดประสงค์หลักที่อยากให้พนักงานได้ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน

 

ในแต่ละปีบริษัทผมจะจัดกิจกรรมหลักๆสองอย่าง หนึ่งคือทริปพักผ่อนที่เป็นสวัสดิการพนักงานของบริษัท ส่วนอีกอย่างก็คือ...

 

“ตารางงานกีฬาสีออกมาแล้วนะ ใครอยู่สีอะไรก็ไปดูเอา พี่ติดไว้บนบอร์ด ส่วนเสื้อสีเดี๋ยวมาส่งตอนบ่ายๆ มาลงชื่อเอาไปด้วย” เสียงพี่บาส หัวหน้าแผนกดังขึ้นในยามเช้าวันหนึ่งระหว่างที่ผมกำลังยืนกรอกน้ำอยู่ที่ตู้กดน้ำด้านหลังห้อง ผมมองบอร์ดติดประกาศที่อยู่ใกล้ๆตัว ถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย

 

ผมไม่ชอบการทำกิจกรรมมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ถ้าเลี่ยงได้ผมก็พยายามจะเลี่ยงทุกครั้ง แต่เพราะการเข้าร่วมกิจกรรมจะมีผลต่อโบนัสประจำปีด้วย ต่อให้ผมจะเบื่อเรื่องพวกนี้ขนาดไหน ผมก็จำเป็นต้องเข้าร่วมเพื่อปากท้องของตัวเองอยู่ดี อีกอย่างกิจกรรมกีฬาสีก็มีการจับฉลากของรางวัล และมีเงินขวัญถุงเล็กๆน้อยๆให้กับเหล่าพนักงานของสีที่ชนะได้เหรียญรางวัลรวมเยอะที่สุดคนละ 500 บาท ดังนั้นถึงจะน่าเบื่อ แต่มันก็ไม่แย่จนเกินไป

 

“เอื้อๆ มึงถ่ายรูปมาหน่อย” เจตตะโกนมาจากทางหน้าห้อง ผมจึงยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายรูปใบประกาศเอาไว้แล้วเดินกลับมานั่งที่โต๊ะของตัวเอง พอผมเดินกลับมา เหล่าพนักงานที่นั่งโต๊ะละแวกเดียวกับผมก็เดินมารุมล้อมทันที

 

“น้ำหวาน ชั้นอยู่สีเดียวกับแกอ่ะ!”

 

“ทำไมพวกแกอยู่ด้วยกันแล้วชั้นโดนจับแยกอ่าาา”

 

“พี่บาสใจร้าย จับพวกหนูไปอยู่คนละสีกับพี่คิงอีกแล้ว!”

 

“เอ้า หลีกหน่อยจ้ะสาวๆ ไหนดูซิว่าเจ๊ได้อยู่สีอะไร” เจ๊ฝ้ายเดินแหวกวงน้องๆเข้ามาก่อนจะชะโงกหน้ามองโทรศัพท์ผม

 

“ว้าย ปีนี้ชั้นอยู่สีฟ้าแหละ เจตแกอยู่สีเดียวกับเจ๊นะ!”

 

“โหหหหห ผมนี่โชคร้าย เอ๊ย โชคดีมากๆๆ”

 

“อีเจต! ชั้นได้ยินนะยะ!”

 

“เจ๊ๆ ดูให้ผมด้วย!”

 

“แกไม่มีสี ได้เป็นพิธีกรย่ะ เสียใจด้วยนะ”

 

“โหไรวะ พิธีกรอีกแล้วอ่อ ปีที่แล้วผมก็ไม่ได้เล่นนะ!” กันโวยวายขึ้นด้วยสีหน้าเซ็งสุดขีด เจ๊ฝ้ายหัวเราะคิกคัก ฉวยโทรศัพท์ไปจากมือผมแล้วไล่อ่านรายชื่อต่อ

 

“พี่บาสสีฟ้า เจตสีฟ้า คิงก็สีฟ้า กรี๊ดดดด แล้วทำไมน้องไม้ของฝ้ายไปอยู่สีส้มล่ะคะพี่บาส!” เจ๊ฝ้ายโวยวายเสียงดัง ส่วนคนจัดรายชื่ออย่างพี่บาสก็นั่งยิ้มๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไร

 

ปกติงานกีฬาจะจัดคนแบบสุ่มคละแผนกเพื่อให้พนักงานได้ไปรู้จักเพื่อนในแผนกอื่นๆบ้าง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายๆคนจะโดนจับแยกออกไปอยู่สีอื่น สายตาผมเบนไปมองหน้าไม้โดยอัตโนมัติ เห็นน้องมันกำลังมองไอ้เจตที่นั่งหัวเราะเอิ๊กอ๊ากขำเจ๊ฝ้ายอยู่ ดวงตาคู่นั้นฉายแววเสียดายออกมาอย่างเห็นได้ชัดที่ไม่ได้อยู่สีเดียวกับเพื่อนของผม

 

“พี่มงคลสีส้ม เอื้อก็สีส้มเหรอ เหอะ ดูรายชื่อแล้วบอกเลยนะคะว่าปีนี้สีฟ้าชนะรางวัลกองเชียร์แน่นอน!” เจ๊ฝ้ายยื่นโทรศัพท์ให้ผมแล้วเชิดหน้าใส่แบบแกล้งๆ ผมยิ้มบางๆ ไม่ได้เถียงออกไปเพราะรู้ว่ามันเป็นความจริง

 

เรื่องกองเชียร์ถ้าสีไหนได้เจตกับเจ๊ฝ้ายก็การันตีชัยชนะได้แล้ว สองคนนั้นเขาสายปาร์ตี้ ปล่อยผีเก่งที่สุดในบริษัทเลยมั้ง

 

“เอื้อ กูฝากน้องมันด้วย มึงดูแลไม้ดีๆนะเว้ย” ไอ้เจตหันมาบอกผมทันทีที่คนอื่นๆแยกย้ายกลับโต๊ะไป รอยยิ้มของมันดูสดใสจนเกือบจะเรียกได้ว่ามากเกินปกติ

 

“อืม”

 

“เสียดายนะครับที่พี่เจตไม่ได้อยู่สีเดียวกัน” ไม้พูดขึ้น เจ้าของชื่อจึงหันไปยิ้มกว้าง ตบไหล่รุ่นน้องดังป้าบๆ

 

“ก็อยู่กับพี่บ่อยแล้ว แยกกันบ้างก็ดี เราจะได้ไปรู้จักพี่ๆแผนกอื่นไง อีกอย่างเราก็มีพี่เอื้ออยู่ด้วยไม่ได้ไปคนเดียวซะหน่อย เชื่อเหอะว่าเดี๋ยววันงานเราก็คุยกับเพื่อนใหม่เพลินแล้วลืมพี่แหง”

 

“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะครับ ผมจะลืมพี่ได้ยังไง” น้องมันขมวดคิ้ว น้ำเสียงฟังดูจริงจังขึ้นมา แต่ไอ้เจตดูเหมือนจะไม่รับรู้เพราะมันหันไปตะโกนคุยกับกันที่ยังนั่งบ่นโวยวายเรื่องไม่ได้ลงแข่งกีฬาแทนแล้ว

 

“มีอะไรกันวะ?” เสียงทุ้มแหบห้าวของไอ้คิงที่เพิ่งกลับจากห้องน้ำเอ่ยขึ้น ท่ามกลางเสียงพูดคุยจ๊อกแจ๊กเรื่องงานกีฬาซึ่งยังคงดังไปทั่วแผนก

 

“รายชื่องานกีฬาสีออกมาแล้วไงพี่ ผมอดแข่งอีกแล้วอ่ะ!” กันตอบด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ ในขณะที่มือก็คลิกเมาส์รัวทำงานไปด้วย

 

“มึงเป็นพิธีกรอ่ะดิ ไม่ดีตรงไหนวะ แค่นั่งพูดๆไป ไม่เมื่อยด้วย”

 

“แต่ผมพูดมาสองปีแล้วนะเว้ย”

 

“เออ อย่าบ่นมากน่า แล้วกูอยู่สีอะไร?”

 

“มึงอยู่สีฟ้ากับกู ไม้กับเอื้อมันอยู่สีส้ม” เจตเป็นคนตอบ

 

“อ๋ออออ เหรอออออ” คิงลากเสียงยาวแบบกวนๆ พอผมหมุนเก้าอี้กลับไปมองหน้า มันก็สบตาผมแล้วยักคิ้วให้

 

“เอื้อ มึงไม่ต้องเสียใจนะที่ไม่ได้อยู่สีเดียวกับกู”

 

“ไม่ต้องห่วง กูไม่เคยเสียใจเลย” ผมตอบเสียงเรียบ คนฟังหัวเราะหึๆ ก่อนจะนั่งลงทำงานของมันต่อ

 

ถึงผมจะเซ็งที่ไม่ได้อยู่สีเดียวกับเจต แต่บอกเลยว่าผมโอเคมากกับการที่ไม่ต้องอยู่สีเดียวกับไอ้คิง

 

ไม่มีคนกวนตีนอยู่ใกล้ๆตัวตั้งหนึ่งวัน ผมยินดีมากๆเลยล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางมรสุมงานที่ถาโถมฝ่ายกราฟิกจนผม เจต ไม้แทบจะต้องอยู่ทำโอทีกันทุกวัน พอตื่นเช้าขึ้นมาแล้วเหลือบมองปฏิทินอีกทีก็พบว่าวันมะรืนนี้คือวันแข่งกีฬาสีบริษัทเแล้ว

 

“คิง เมื่อไหร่มึงจะเอาเสื้อมึงไป” ผมจ้องมองเสื้อยืดสีฟ้าซึ่งถูกพับเรียบร้อยอยู่ในถุงพลาสติกที่ถูกเอามาทิ้งไว้ในห้องผมตั้งแต่วันที่ได้รับแจกมา พลางเอ่ยกับเจ้าของเสื้อที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องนอนของผม ในสภาพที่สวมแต่กางเกงแสล็ค เปลือยท่อนบน มือข้างหนึ่งถือเสื้อเชิ้ตสีขาวเอาไว้

 

“อยู่นี่เองเหรอวะ กูนึกว่าอยู่ห้องกู” คิงเหลือบมองของที่มันเอามาทิ้งไว้ที่ห้องผมแวบหนึ่งพลางคลี่เสื้อเชิ้ตในมือออกสวม

 

“เอากลับไปซะที มะรืนต้องใส่แล้ว”

 

“ครับๆ”

 

“ครับแล้วก็เอาลงไปใส่รถด้วย” ผมกำชับก่อนจะเดินเข้าห้องนอน ตรงไปที่หน้ากระจกเช็คความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายอีกรอบก่อนออกไปทำงาน

 

ถึงจะบอกว่ามีความสัมพันธ์กันแค่ทางกาย แต่พออยู่ด้วยกันบ่อยๆเข้าผมกับมันก็คุยกันมากขึ้นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นการบ่นเรื่องงาน หรือคุยเรื่องส่วนตัวบ้าง เวลาคิงมันไม่ติดเล่นก็คุยรู้เรื่องอยู่หรอก แต่ส่วนใหญ่มันก็ยังชอบแหย่ผมนิดๆหน่อยๆ โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ด้วยกันตามลำพังอย่างตอนเช้าก่อนไปทำงาน บางทีมันก็จะเดินมาจิ้มหรือบีบเอวผมเล่นบ้าง แรกๆผมก็ด่ามัน แต่ตอนหลังผมเมินไม่สนใจไป เพราะรู้ว่ายิ่งมีปฏิกิริยามันก็จะยิ่งชอบใจแล้วแกล้งไม่เลิก

 

คนบ้าอะไรชอบเห็นคนหงุดหงิด คุณว่ามันเป็นโรคจิตไหมล่ะ

 

ผมหยิบหวีขึ้นมาหวีหน้าม้าให้เรียบลง หางตาเห็นไอ้คิงเดินตามมา ตอนแรกผมก็คิดว่ามันคงจะเข้ามาหยิบของ หรือไม่ก็มาแกล้งจิ้มเอวผมเหมือนเดิม แต่กลายเป็นว่ามันเดินมาซ้อนหลังกอดเอวผมไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง

 

ฟอด!

 

“รู้แล้วน่า บ่นเป็นแม่เลยครับคุณ” มันปล่อยเอวผมแล้วเดินไปหยิบเข็มขัดมาใส่ด้วยท่าทางสบายๆ ในขณะที่ผมยืนนิ่ง

 

“อย่าทำแบบนี้” ผมขมวดคิ้วแน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

“อะไร?”

 

“อย่ามาหอมแก้มกู”

 

“อะไรวะ ทำไมหวงตัวจัง” มันบ่น ผมพ่นลมหายใจแรงๆแล้วหันกลับไปหวีผมต่อพร้อมๆกับความหงุดหงิดที่ก่อตัวขึ้นในใจ

 

เดือนกว่าที่ผ่านมาผมกับมันจูบกันมานับครั้งไม่ถ้วน ทำอะไรๆที่มากกว่านี้ไปตั้งไม่รู้กี่ครั้งกี่หน ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องของความใคร่ล้วนๆ ผมไม่เคยรู้สึกอะไรเวลาจูบกับคิง แต่สัมผัสหนักๆที่ข้างแก้มเมื่อครู่กลับให้ความรู้สึกแปลกประหลาดกว่าทุกครั้ง และมันก็ทำให้ผมหงุดหงิดมากๆ

 

ผมบอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร และผมก็ไม่ชอบอะไรที่ตัดสินไม่ได้แน่ชัดแบบนี้เลย

 

 

 

 

 

 

ถ้าหากมีใครคอยจับตามอง ก็คงจะพอสังเกตเห็นความผิดปกติเรื่องที่พักหลังๆมานี่ผมกับไอ้คิงมาทำงานในเวลาไล่เลี่ยกันทุกวัน (ก็แน่ล่ะ ตอนกลางคืนนอนเตียงเดียวกัน เช้ามาก็ขับรถออกมาจากคอนโดด้วยกัน จะไม่มาถึงพร้อมกันได้ยังไง) ที่บอกว่าผิดปกติเพราะเมื่อก่อนไอ้คิงมันมาสายบ่อยๆ ส่วนผมจะมาค่อนข้างเช้า พอมาพร้อมกันบ่อยๆ แบบนี้ผมเลยกังวลว่าจะมีใครจับสังเกตได้หรือไม่ แต่โชคดีที่ยังไม่มีใครพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้ผมพอจะวางใจได้ว่ายังไม่มีใครระแคะระคายเรื่องความสัมพันธ์ของผมกับคิง

 

แต่ป้องกันไว้ก่อนก็น่าจะดี บางทีต่อจากนี้ผมอาจจะขึ้นออฟฟิศไปก่อน ปล่อยให้คิงมันนั่งกินกาแฟที่ร้านใต้ตึกไปจะดีกว่าไหม...

 

“พวกมึงขึ้นออฟฟิศไปก่อนเลยนะ เดี๋ยวกูไปซื้อชานมแป๊บนึง” เสียงของเจตทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตัวเอง

 

ตอนนี้เป็นช่วงพักกลางวัน พวกผมเพิ่งจะกินข้าวเสร็จและเดินกลับมาที่ตึกสำนักงาน เจตผู้ซึ่งชีวิตนี้ขาดของหวานไม่ได้โบกมือให้ผมแล้วตรงดิ่งไปยังบูธขายชานมไข่มุกราคาย่อมเยาว์ที่อยู่ข้างๆตึก โดยมีร่างสูงของเด็กฝึกงานไปความดูแลของมันเดินตามไปติดๆราวกับเป็นเงาตามตัว

 

“เอื้อ มึงว่าเจตมันรู้ป่ะว่าไม้กำลังจีบมันอยู่” ไอ้คิงที่ยืนข้างๆชวนผมคุย ผมมองรุ่นน้องเจ้าของชื่อที่กำลังยื่นเงินให้คนขาย และเพื่อนสนิทของผมที่พยายามดันมือมันออกก่อนจะตอบไปว่า

 

“ก็เห็นอยู่ชัดๆว่าไม่รู้”

 

“สงสารไม้มันนะ มึงว่าป่ะ?”

 

ผมกำลังจะอ้าปากตอบ แต่แล้วเสียงหวานๆของผู้หญิงคนหนึ่งก็เรียกชื่อผม

 

“น้องเอื้อใช่ป่ะคะ?”

 

“สวัสดีครับพี่แพร” พอเห็นหน้าเธอชัดๆ ผมจึงรีบยกมือไหว้ ส่งยิ้มบางๆให้กับหญิงสาวร่างเล็กในชุดสูทกระโปรงที่กำลังเดินตรงมาหา

 

“ไม่เจอกันนานเลย เอื้อทำงานอยู่ตึกนี้เหรอ?” พี่แพรแตะแขนผมเบาๆพร้อมรอยยิ้มสดใส เธอเป็นพี่เทคของผมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เคยช่วยติวสอบให้ผมกับเจต คอยให้คำแนะนำดูแลในหลายๆเรื่อย เป็นผู้หญิงที่นิสัยดีมากๆคนหนึ่งที่ผมเคยรู้จัก แต่ตั้งแต่พี่แพรเรียนจบไปพวกเราก็ไม่ได้พูดคุยกันเท่าไหร่นัก ครั้งสุดท้ายที่เจอกันก็คือในงานแต่งของพี่เขาเมื่อสามปีก่อน

 

“ครับ แล้วพี่แพร...”

 

“อ๋อ พี่พาเจ้านายมาคุยงานที่ตึกนี้จ้ะ นี่มาซื้อกาแฟให้นายก่อนกลับบริษัท” เธอชูแก้วกาแฟในมือขึ้นพลางกวาดตามองสำรวจตัวผม

 

“บังเอิญมากเลย ไม่เจอกันนานจริงๆนะเนี่ย พี่ว่าเอื้อดูน่ารักขึ้นกว่าสมัยเรียนอีกน้า แบบนี้หนุ่มๆก็ยิ่งตามจีบเป็นพรวนเลยสิ”

 

“ไม่หรอกครับ” ผมหัวเราะเบาๆ พี่แพรยิ้มกว้าง ก่อนจะเบนสายตาไปทางไอ้คิงที่ยืนอยู่ข้างๆแล้วหันกลับมามองผมด้วยแววตาถามไถ่

 

“แล้วนี่...”

 

“เพื่อนผมน่ะครับ ทำงานบริษัทเดียวกัน”

 

“ผมชื่อคิงครับ เป็นเพื่อนของเอื้อ” ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้มออกพลางเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ดวงตาคมคู่นั้นดูเป็นประกายขึ้นเหมือนทุกครั้งที่มันเห็นสาวสวยๆ

 

อาการออกอีกแล้วไง พวกผู้ชายเจ้าชู้นี่มัน...

 

“ค่ะ พี่ชื่อแพรนะคะ เป็นพี่เทคของเอื้อตอนเรียนมหาลัย”

 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”

 

“เช่นกันค่ะ” พี่แพรตอบยิ้มๆ ก่อนจะหันกลับผมแล้วเอ่ยอย่างเสียดาย “พี่อยากคุยกับเรามากเลยเอื้อ แต่พอดีเจ้านายรออยู่ที่รถแล้ว ไว้เดี๋ยวพี่ทักไลน์ไปหานะ”

 

“ครับ เดินทางปลอดภัยนะครับ” ผมยกมือไหว้ลารุ่นพี่ พี่แพรเดินเข้ามากอดผมหลวมๆ แล้วโบกมือให้ลา เดินออกจากตึกไป ผมเหลือบมองคนที่ยืนข้างๆ เห็นไอ้คิงมองตามหลังพี่แพรไปเช่นกัน

 

“ไม่ต้องมองตาเยิ้มขนาดนั้น พี่เขาแต่งงานมีลูกแล้ว”

 

“กูไม่ได้ทำตาเยิ้มเลย กูมองปกติเหอะ อันนี้มึงอคติไปเองแล้ว” มันบอกยิ้มๆ ผมกลอกตาให้กับคำแก้ตัวนั้นแล้วสาวเท้าเดินออกห่างจากมันตรงไปกดลิฟต์

 

ถ้าไม่ให้เรียกว่าตาเยิ้ม งั้นก็คงจะเรียกว่าสายตาเป็นมิตรเกินเหตุล่ะมั้ง

 

ประตูลิฟต์เปิดออก ผมกับคิงเดินเข้าไปด้านใน ทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดลงมันก็ขยับเข้ามาใกล้ผม

 

“เมื่อกี้มึงบอกไม่หมดนี่หว่าเอื้อ” คำพูดไม่มีที่มาที่ไปนั้นทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมองคนพูดอย่างไม่เข้าใจ

 

“อะไร?”

 

“มึงบอกเขาว่าเราเป็นเพื่อนกัน จริงๆต้องบอกว่าเป็นเพื่อนที่เอากันดิวะ” ใบหน้าหล่อคมของมันโน้มลงมาใกล้หูผมแล้วกระซิบหยอกเย้า ผมสูดลมหายใจลึก พยายามระงับความรู้สึกอยากถีบอีกฝ่ายออกไปห่างๆพลางเอ่ยเสียงเย็น

 

“...หุบปาก” ผมกัดฟันพูด ขยับตัวออกห่างแล้วเบือนหน้าไปทางอื่น คิงมองปฏิกิริยาของผมแล้วหัวเราะเบาๆ

 

“เออ คืนนี้กูไม่ได้ไปหานะ ไอ้กันมันอกหักเลยชวนกูไปกินเหล้าเป็นเพื่อน”

 

“ไปไหนก็ไป” ผมตอบ แล้วบทสนทนาก็สิ้นสุดลงเพราะประตูลิฟต์เปิดออก ผู้โดยสารคนอื่นๆทยอยเดินเข้ามาด้านใน

 

ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรที่คิงมันจะไปผับ เรื่องที่ชีวิตมันผูกติดกับสถานบันเทิงพวกนั้นคนเขาก็รู้กันทั่วทั้งแผนก มันมักจะไปผับกับไอ้กันเสมอ และลูกน้องคนดีก็เอาเรื่องของลูกพี่มาเมาท์ว่าแต่ละครั้งที่ไปผับด้วยกันลูกพี่ของมันได้คู่ขาเด็ดขนาดไหน วันไหนที่คิงมันมาทำงานสายก็สันนิษฐานได้เลยว่ามันคงไปผับแล้วก็เลยเถิดกันไปกับใครสักคนที่เจอ

 

ตลอดเดือนกว่าที่ผมกับมันเป็นFWB กันมาคิงก็เหมือนจะไม่ได้ไปผับเลย เพราะมันไม่ได้เข้างานสายสักวันแม้แต่วันที่ไม่ได้มานอนกับผม สำหรับมันก็ถือว่านานพอดู เหมือนว่าความอดทนของมันจะสิ้นสุดลงในวันนี้แล้วล่ะมั้ง

 

ผมปรายตามองร่างสูงของอีกฝ่าย นึกถึงข้อตกลงที่เคยทำกันเอาไว้ ผมเคยบอกมันว่าถ้ามันไปนอนกับคนอื่นการเป็นFWB ของพวกเราจะต้องจบลง พอคิดมาถึงตรงนี้ในอกของผมก็วูบวาบแปลกๆขึ้นมา

 

มันเป็นความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความโล่งใจกับความเสียดาย ผมพบว่าผมโอเคกับการมีเพื่อนแก้เหงาเรื่องเซ็กซ์ในระหว่างที่ผมยังคงเบื่อหน่ายกับการคบหาดูใจกับใครอย่างเช่นในตอนนี้ ที่ผมเสียดายเพราะคิงมันตอบสนองความต้องการของผมได้ดี แต่ถ้ามันละเมิดข้อตกลงของเรา ผมเองก็รับไม่ได้เช่นกัน

 

ถึงอย่างไรสักวันหนึ่งมันก็ต้องจบลงอยู่แล้ว จะช้าหรือเร็วก็คงไม่ต่างกันหรอก

 

ผมเดินกลับเข้าไปในออฟฟิศ ได้ยินเสียงพนักงานสาวสักคนร้องทักไอ้คิง บอกว่าจะเอาขนมให้ ผมเลยทิ้งมันไว้แล้วเดินกลับแผนกไปตามลำพัง พอเดินมาถึงโต๊ะก็เห็นแก้วชานมไข่มุกกับโพสอิทจากใครสักคนวางอยู่

 

คงมีใครแอบเอามาวางอีกแล้ว...

 

ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เลื่อนแก้วชานมออกไปไว้ด้านข้างให้ไกลมือแล้วนั่งลง เปิดหน้าจอคอมขึ้นมาทำงานที่ค้างไว้ต่อ

 

เดี๋ยวพอน้องสักคนขึ้นมาก็ค่อยยกให้กินไปก็แล้วกัน

 

 

 

 

 

 

 

พนักงานออฟฟิศที่ได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์อย่างพวกผมมักจะรู้สึกกระตือรือร้นมากกว่าปกติในทุกๆวันศุกร์ เพราะมันคือวันสุดท้ายของการทำงานประจำสัปดาห์ จึงมีแรงจูงใจให้มาทำงานเพราะปลอบใจตัวเองได้ว่าพรุ่งนี้ก็ได้หยุดแล้ว แต่สำหรับสัปดาห์นี้ออกจะแปลกไปสักหน่อย เพราะเมื่อผมเดินเข้ามาในแผนกตอนช่วงเช้าของวันพฤหัสบดี ก็พบว่าเพื่อนร่วมแผนกนั่งอยู่ที่โต๊ะกับเกือบจะครบถ้วน ส่งเสียงหัวเราะพูดคุยกันอย่างเบิกบาน

 

ที่ดูร่าเริงกันขนาดนี้ทั้งๆที่ไม่ใช่วันศุกร์ก็เพราะพรุ่งนี้พวกผมไม่ต้องทำงานเนื่องในโอกาสที่บริษัทจัดงานกีฬาสี จะได้ผ่อนคลายกันทั้งทีพวกสายปาร์ตี้อย่างเจ๊ฝ้ายหรือเจตเลยยิ่งดูดีดๆกันเป็นพิเศษ แต่สำหรับผมที่ไม่ค่อยพิสมัยกิจกรรมพวกนี้คิดว่าให้นั่งทำงานเหมือนทุกวันยังจะดีซะกว่า

 

ผมวางกระเป๋ากับแก้วกาแฟลงบนโต๊ะทำงานตัวเองพลางกวาดสายตามองไปทั่วห้อง เห็นที่นั่งบางที่ยังคงว่างเปล่า ถึงวันนี้ทุกคนในแผนกดูจะพร้อมใจกันมาทำงานไวกว่าทุกวัน แต่ก็ยังมีบางคนมาสายอยู่ดี 

 

พวกคนเดิมๆซะด้วย

 

“วันนี้พี่คิงกับพี่กันลาเหรอครับ?” เสียงนุ่มๆของไม้เอ่ยถามขึ้นในระหว่างที่ผมกำลังจ้องมองโต๊ะทำงานด้านหลังของตัวเองที่ยังปราศจากร่างของเจ้าของ ผมส่ายหัวเป็นเชิงบอกว่าไม่รู้ ส่วนเจตเหลือบไปมองเก้าอี้ว่างเปล่าของโปรแกรมเมอร์ทั้งสองพลางนิ่วหน้า

 

“ไม่มั้ง ไม่เห็นมันไลน์มาบอกอะไรนะ เมื่อวานมันไปผับกันไม่ใช่เหรอ พี่ว่าไอ้กันน่ะเมาจนลุกไม่ขึ้น ส่วนไอ้คิงเจอเหยื่อเลยแดกเพลินจนตื่นสายแหง” เจตตอบพลางยัดคุ้กกี้ของฝากจากใครสักคนที่เอามาวางบนโต๊ะผมเมื่อวานเข้าปากไปด้วย พอมันพูดจบ ร่างสูงโปร่งในสภาพหัวกระเซอะกระเซิงของหนึ่งในคนที่ถูกนินทาก็เดินเข้ามาในแผนกพอดี

 

“หวัดดีพี่ๆๆ” กันยกมือไหว้รอบทิศพลางเดินไปทิ้งตัวลงนั่งหน้าโต๊ะทำงานตัวเอง เสียงหอบหายใจหนักๆนั่นทำให้เดาได้ไม่ยากว่าน้องมันคงรีบวิ่งมาให้ทันเดดไลน์เข้างาน

 

“เออดู กูพูดยังไม่ทันขาดคำเลย ตายยากฉิบหายเลยนะมึงนี่” 

 

“แหงอยู่แล้วพี่เจต ระดับผมไม่ตายง่ายๆหรอก โอย ไม่ตายแต่ร้อนว่ะ” กันหอบแฮ่กๆ พลางถอดเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีแดงที่มันสวมคลุมเสื้อยืดออก แล้วยกมือขึ้นกระพือคอเสื้อที่เปียกเหงื่อเพื่อไล่ความร้อน ผมหันไปพิจารณาสภาพของน้องมัน ผมยาวๆยุ่งเหยิงเหมือนไม่ได้หวี หน้าตาก็เหมือนคนอดนอนมาทั้งคืน 

 

“เฮ้ย แล้วลูกพี่มึงอ่ะ?” 

 

“พี่คิงเหรอ กำลัง--”

 

“คิดถึงกูเหรอวะเจต เรียกหาแต่เช้าเชียว” ลูกพี่ของไอ้กัน อีกคนที่ดูจะหนังเหนียวตายยากไม่แพ้ลูกน้องเดินยิ้มร่าหน้าชื่นตาบานเข้ามาในแผนก มันยักคิ้วให้ผมตอนที่เดินผ่านโต๊ะผมด้วย พอเห็นสีหน้าสดชื่นแบบนั้นก็ทำให้ผมนึกหมั่นไส้ขึ้นมาหน่อยๆ

 

อารมณ์ดีขนาดนี้ ท่าทางเมื่อคืนคงสบายตัวน่าดูเลยล่ะมั้ง

 

“เออ กำลังสงสัยว่าวันนี้มึงจะโผล่หัวมาทำงานมั้ย หรือมัวแต่อยู่บนสวรรค์ชั้นไหน” เจตพูดขึ้น ไม้ก็อมยิ้มน้อยๆ อย่างรู้ความนัยในคำพูดนั้น ส่วนผมเมินบทสนทนาแล้วเริ่มตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อ

 

ขี้เกียจฟังมันสาธยาย รำคาญ

 

“สวรรค์ห่าอะไรล่ะ นรกสิไม่ว่า ไอ้กันแม่งเมาสัด กูต้องแบกมันกลับไปส่งห้องเนี่ย” น้ำเสียงของคนพูดฟังดูหงุดหงิดปนขำขัน นิ้วที่กำลังคลิกเมาส์ของผมหยุดชะงักลง เผลอขมวดคิ้วน้อยๆด้วยความคาดไม่ถึง

 

“พี่ ผมขอโทษษษษ” กันส่งเสียงลากยาว ส่วนเจตที่นั่งข้างๆผมหัวเราะก๊าก 

 

“อ้าว สรุปเมื่อคืนอดแดกเรอะ น่าสงสารว่ะ ฮ่าๆๆๆ”

 

“กูก็ไม่ได้กะจะไปแดกใครอยู่แล้ว แค่ไปกินเหล้าเป็นเพื่อนไอ้กันเฉยๆ” เสียงทุ้มแหบเอ่ยเรื่อยๆ ผมลอบกลอกตาอย่างไม่อยากจะเชื่อ

 

“คิง มึงอมโบสถ์ทุกศาสนามาพูดกูยังไม่เชื่อเลยว่ะ” เจตพูดสิ่งที่ตรงกับความคิดของผมออกมาพอดี 

 

“ก็เรื่องของมึง” คนโดนปรามาสหัวเราะหึๆ บทสนทนาคงจะดำเนินต่อไปถ้าไม่ใช่ว่าผู้จัดการใหญ่เดินเข้ามาในห้องพอดี ทุกคนในแผนกจึงรีบหันหน้ากลับไปหาคอมตัวเอง (ทำเป็น)ตั้งใจทำงานกันต่อ 

 

ผมนั่งทำงานต่อไปอีกพักใหญ่ พอเกือบๆสิบเอ็ดโมง โทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นแจ้งเตือนข้อความเข้า พอกดเข้าไปดูผมก็ชะงักไปเล็กน้อย

 

‘ขอคุยด้วยหน่อย กูรออยู่ที่ทางหนีไฟ’

 

ผมหันไปมองด้านหลัง พบว่าโต๊ะของเจ้าของข้อความว่างเปล่า ผมถอนหายใจเบาๆ สะกิดบอกเจตว่าจะไปเข้าห้องน้ำแล้วเดินออกไปด้านนอกออฟฟิศ พอผมผลักประตูทางหนีไฟออกไปก็เจอร่างสูงใหญ่ยืนกอดอกพิงกำแพงรออยู่

 

“มีอะไร?”

 

“คืนนี้ที่ไหนดี ห้องกูหรือห้องมึง” คิงถาม ผมเงยหน้าขึ้นสบสายตากับดวงตาสีนิลลุ่มลึกของคนตรงหน้า ริมฝีปากหนาของอีกฝ่ายคลี่ยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นผมเอาแต่จ้องหน้าโดยไม่ตอบอะไร

 

“มองอะไรครับ?”

 

“เมื่อคืน...มึง...” 

 

“กูไม่ได้ไปนอนกับใคร ไม่ได้ผิดข้อตกลงของเรา” เหมือนคิงจะเดาได้ว่าผมกำลังจะพูดอะไรถึงได้ดักคอออกมาก่อน ผมย่นคิ้วน้อยๆ ด้วยความลังเลกับคำพูดนั้น

 

“ไม่เชื่อเหรอ? ถามไอ้กันมันก็ได้นะว่าเมื่อคืนกูเป็นเด็กดีขนาดไหน” 

 

“ไปถามให้มันสงสัยเหรอ” ผมพ่นลมหายใจแรง ความระแวงค่อยๆลดลงไป 

 

ผมเลือกที่จะเชื่อใจมัน

 

ผมก็รู้สึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่ยอมเชื่อใจคนนิสัยเจ้าชู้แบบมัน แต่อยู่บนเตียงด้วยกันมานานนับเดือน ผมก็พอจะรู้นิสัยใจคอคิงมากกว่าก่อนหน้านี้อยู่บ้าง คิงมันเป็นคนพูดตรงๆ และผมคิดว่ามันคงไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกหกเรื่องแบบนี้ ถ้ามันจะไปหาคนอื่นมันก็คงจะบอกผมเองนั่นแหละ

 

จะว่าไปก็ดีเหมือนกันที่มันไม่ได้ไปนอนกับใครมา เพราะผมยังต้องการเพื่อนแก้เหงาอยู่ มันคงน่าเสียดายถ้าจะต้องยุติความสัมพันธ์ลงในตอนนี้

 

“เชื่อเหอะ บอกแล้วไงว่าถ้าทำกูจะไม่โกหก” มือหนากร้านของอีกฝ่ายเลื่อนมาจับไหล่พลางเอ่ยย้ำให้มั่นใจ

 

“ก็ดี เพราะกูก็ไม่ชอบคนโกหก” ผมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ดวงตาของคนฟังกลับฉายแววหยอกเย้า ฝ่ามือใหญ่เลื่อนลงจากไหล่ลงมาแตะที่เอวผม

 

“พูดงี้แปลว่าถ้ากูไม่โกหก มึงจะชอบกูเหรอ?”

 

“ไร้สาระ ไปทำงานไป” ผมปัดมือมันออก ทำท่าจะเดินกลับไปทำงาน แต่คิงฉวยข้อมือผมไว้

 

“สรุปคืนนี้เอาไง ที่ไหนดี? กูไปห้องมึงก็ได้นะ”

 

“...จะมาทำไม พรุ่งนี้ก็ต้องแข่งกีฬาแล้ว ไม่นอนพักไปล่ะ”

 

“ก็เพราะพรุ่งนี้แข่งกีฬาไง คืนนี้เลยต้องวอร์มร่างกายกันหน่อย” คิงขยับเข้ามาใกล้ผม กลิ่นมินท์จางๆจากตัวของอีกฝ่ายยิ่งชัดเจนเมื่อท่อนแขนหนารั้งเอวผมให้เข้าไปประชิด ผมดิ้นขลุกขลักพลางเหลือบมองไปรอบๆอย่างระวังระไว

 

“ปล่อย! เดี๋ยวใครมาเห็น” 

 

“ไม่มีหรอกน่า” อีกฝ่ายตอบ ผมย่นคอหนีเมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวของคิงกดจูบลงมาที่ข้างลำคอ ก่อนจะไล่เรื่อยขึ้นไปขบเม้มติ่งหูของผมเบาๆ เสียงทุ้มกระซิบพร่า “กูว่าเราลองมาทำอะไรๆที่ตื่นเต้นกันดีมั้ย อย่างปิดไฟให้มันมืดๆ แล้วก็---”

 

“ไม่!” คำนั้นทำให้ความรู้สึกวาบหวามใดๆจางหายไปทันที ผมผลักมันออกอย่างแรง ท่าทางแตกตื่นของผมทำให้คิงมีสีหน้างุนงงไปวูบหนึ่ง ผมกำมือแน่น พยายามควบคุมเสียงให้เป็นปกติ

 

“ไปทำงานก่อน จะเอาไงไว้ค่อยคุยกัน” ผมเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะรีบเดินกลับเข้าไปในออฟฟิศ พอคิดไปถึงปฏิกิริยาเมื่อครู่ตอนที่ได้ยินคำนั้น ผมก็ได้แต่นึกสมเพชตัวเองอยู่ในใจ

 

บางสิ่งบางอย่าง ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานขนาดไหนก็ยังคงทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ในใจอยู่ดี

 

 

 

 

 

 

ตั้งแต่ทำข้อตกลงกันมา ตราบใดที่มันยังอยู่ไม่เกินลิมิต 3 วันต่อสัปดาห์ผมก็ไม่เคยอิดออดเวลาคิงมันขอมาหาที่คอนโด แต่เมื่อวานเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดมากๆที่ไม่ปฏิเสธมันไป

 

เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะมันทำให้ผมนอนไม่พอน่ะสิ

 

ผมที่สวมเสื้อยืดสีส้ม กางเกงวอร์ม และรองเท้าผ้าใบ ดูแปลกตาไปจากทุกวันก้าวลงจากรถพลางสะบัดหัวเล็กน้อย ไล่ความง่วงที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา ไม่รู้เมื่อวานคิงมันไปเก็บกดมาจากไหนถึงได้...นั่นแหละ มากกว่าทุกครั้ง กว่าผมจะได้นอนก็ปาไปเกือบตีสอง แล้วก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่งเพื่ออาบน้ำแต่งตัว ตอนนี้ผมเลยง่วงจนตาจะปิด แทบไม่อยากขยับตัวเลยด้วยซ้ำ 

 

พลาดสุดๆ เมื่อวานผมไม่น่ายอมให้มันมาหาที่คอนโดเลย

 

ผมหันไปมองหน้าเจ้าของรถฮอนด้าซีวิคที่ขับมาจอดอยู่ข้างๆรถของผมอย่างขุ่นเคือง ตัวการที่ทำให้ผมอดนอนหันมาสบตาผม พอมันเห็นผมทำหน้าหงิกงอก็อมยิ้มอย่างขบขัน

 

“ดูจ้องหน้า โกรธอะไรผมแต่เช้าอีกล่ะครับคุณอนล” มันถามพลางสาวเท้าเดินตรงมาหา ปกติคิงไม่ค่อยใส่เสื้อยืดเท่าไหร่ พอวันนี้ต้องเปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดสีฟ้าแบบพอดีตัวจึงขับเน้นให้เห็นแผ่นอก ไหล่กว้าง และท่อนแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อในแบบของคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอได้ชัดเจนมากขึ้น  

 

ถ้าเป็นปกติผมก็คงจะนึกชมอยู่ แต่ตอนนี้ต่อให้หุ่นดีกว่านี้ขนาดไหนผมก็ไม่มีอารมณ์จะมานั่งทัศนาหรอก

 

“ไม่ตอบอีก หรือมึงหงุดหงิดที่นอนไม่พอ? ก็กูเห็นมึงยังแข็---”

 

“เงียบซะ” ผมตวัดสายตาดุๆใส่ พอมันเห็นผมดูเคืองจริงจังก็ยกมือขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ ผมถอนหายใจแรงๆพลางกดล็อครถแล้วเดินตรงไปที่โรงยิมโดยมีคิงเดินตามหลังมา บริษัทของผมมาขอเช่าโรงยิมของวิทยาลัยแห่งหนึ่งเป็นที่จัดงานกีฬาสีในทุกๆปี รู้สึกว่าเจ้าของวิทยาลัยจะเป็นเพื่อนกับบอสของผม ถึงได้รับอนุญาตให้ใช้สถานที่ในวันธรรมดาเป็นกรณีพิเศษ 

 

“เอื้อ มึงได้ลงกีฬาอะไรป่ะ?” คิงสาวเท้ายาวๆเดินขึ้นมาตีคู่กับผมพลางชวนคุย

 

“กินวิบากอย่างเดียว ลงแข่งกับไม้” ผมตอบ ความจริงถ้าเลือกได้ผมไม่อยากจะลงแข่งอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะพี่บาสมาคะยั้นคะยอ ผมเลยยอมลงชื่อแข่งไปสักรายการให้เขาเลิกเซ้าซี้

 

“เออ กูก็ลงคู่กับไอ้เจต มันมีสามคู่ใช่ป่ะ ไม่รู้กูจะได้แข่งกับมึงหรือเปล่า” ไอ้คิงพูดขึ้น ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อมาด้วยน้ำเสียงยียวน

 

“แต่ถ้าได้แข่งกันก็ขอโทษล่วงหน้าเลยนะ ท่าทางสีกูจะชนะว่ะ”

 

“มึงเอาอะไรมามั่นใจ?” 

 

“คงเพราะเวลากูลงแข่งทีไรกูไม่เคยแพ้ล่ะมั้ง” มันตอบ ผมหันไปมองหน้า ดวงตาคมคู่นั้นฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ครั้งนี้กูก็คงจะชนะอีกเหมือนกัน”

 

“ใครจะรู้” ผมตอบด้วยสีหน้านิ่งๆ คนฟังยกยิ้ม ก่อนจะพาดท่อนแขนหนักๆลงมาบนไหล่ผม

 

“นั่นสิ ก็ต้องรอดูกันนะครับ ป่ะ เราไปแข่งกีฬากันเถอะครับคุณอนล”

 

“ปล่อยกู” ผมผลักแขนมันออกแล้วเดินจ้ำอ้าวเข้าไปในโรงยิม เสียงหัวเราะกวนประสาทที่ลอยตามหลังมาทำให้ผมส่งเสียงจึ้กจั้กในลำคออย่างเบื่อหน่าย แต่พอนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ผมกับมันก็อยู่กันคนล่ะสีก็พอจะทำให้ผมโล่งใจขึ้นมาได้นิดหน่อย

 

อยู่ห่างๆกันแบบนี้ก็ดี จะได้ไม่ต้องมีใครมาคอยกวนประสาทกันทั้งวัน

 

 

 

#อย่าเล่นกับอนล

 

เก็บไม้เรียวไปก่อน ยังไม่ต้องใช้ตอนนี้ พระเอกเรายังเป็นเด็กดีอยู่ค่ะ แต่จะดีไปตลอดรอดฝั่งไหมก็ต้องมาดูกันนะ:)

 

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมากๆเลยน้า อ่านจบแล้วช่วยคอมเม้นหรือติดแท็ก#อย่าเล่นกับอนล เป็นกำลังใจให้เราหน่อยน้า หรือจะแวะไปคุยเล่นกับเราในทวิตเตอร์ @ltbb_novels ก็ได้นะคะ รออ่านคอมเม้นของทุกคนอยู่นะ^^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.324K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,518 ความคิดเห็น

  1. #3258 ENJOY_EVERYDAY (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 21:57
    ปมเรื่องกลัวความมืดนี่มันยังไงนะ รู้สึกสงสารเอื้อจัง
    #3,258
    0
  2. #1827 PanPloyPannanon (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 12:02
    กำไม้เรียวไว้แน่นยุนะ
    #1,827
    0
  3. #1537 Honery (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 08:23
    คุณอนล คุณแพ้ทางเขาแล้วนะคะ ลูกชายมี๊กำลังอินเลิฟชัดๆ
    #1,537
    0
  4. #1500 Khaha62442 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 17:57
    แสดงว่าตอนนี้โกหกอะไรพิอนลอยู่หรอค่ะคุมคุณากร!!!//เกียมก้านมะยม
    #1,500
    0
  5. #1498 Sariei_va (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 10:53
    หอมแก้มหนึ่งฟอดดดดด
    #1,498
    0
  6. #1471 markjinbliss (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 23:45
    ได้กลิ่นไอความรักจางๆ แล้วนะคะ ใช่รึป่าว ใช่กลิ่นความรักรึป่าว แต่ตอนหอมแก้มคือใจสั่นแทนเอื้อแล้วนะ เล็กๆ น้อยๆ แต่โคตรอิมแพค แล้วอิพี่คิงไปหอมเค้าทำไมหรอ ชอบก็บอก
    #1,471
    0
  7. #1470 AZUREJJ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 23:42
    แงวคิดชอบเอื้อแน่นอนนน
    #1,470
    0
  8. #1444 prettyphoh (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 13:31
    คิงนี่ แอบชอบเอื้อมานานแล้วสิเนี่ยยยย
    #1,444
    0
  9. #1440 Kawaiimm (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 13:46
    ผิดคาดมาก แต่คิดว่ามันต้องมีสักวันนึงที่พลาดแล้วเอื้อยุติข้อตกลงแน่ๆ
    #1,440
    0
  10. #1438 Krisn_kn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 10:19
    โยนหินถามทางเก่งง //คิดว่าคิงชอบเอื้อแหละ แต่เป็นพวกเต๊าะเป็น จีบไม่เป็น แถมอีโก้คุณเค้าสูงทั้งคู่ด้วยอีก 5555
    #1,438
    0
  11. #1437 Kon--Kon (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 09:29
    ึความจำเสื่อมหรอคิงงง วันนั้นที่ไฟดับไงงง
    #1,437
    0
  12. #1436 ฟ้าแฟนจองกุก (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 07:36
    เตรียมไม้เรียวแล้วงับบบบ
    #1,436
    0
  13. #1435 yuri- (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 05:57
    ทีมพี่เอื้ออ
    #1,435
    0
  14. #1434 nananane2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 03:25
    พี่คิง ดื้อขึ้นมาเมื่อไหร่จาโดนดีแน่ เหลาไม้เรียวรอแล้วนะ เอ็นดูที่นางบอกว่าตัวเองเป็นเด็กดี แง;-;
    #1,434
    0
  15. #1433 bbyunpark____ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 00:51
    เกินคาดมากพี่คิงลูกเเม่
    #1,433
    0
  16. #1432 โมะโนะ ซารุยะ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 00:41
    ไม่น่าเชื่อว่าคิงจะอยู่ในโอวาทได้นานขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อ ไม่น่าเชื่อ ไม่น่าเชื่อ
    #1,432
    0
  17. #1431 aonn_a (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 22:20
    ดีๆนะคิง ขอร้องเลย ช่วยดูแลดวงใจของเราหน่อย
    #1,431
    0
  18. #1430 jasuhimo (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 22:19
    เตรียมเหลาไม้เรียวรอตีพี่คิงเลยค่ะถ้าทำเอื้อเจ็บ
    #1,430
    0
  19. #1429 tara_nam (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 22:11
    เป็นเด็กดีให้ตลอดนะคุณคิง
    #1,429
    0
  20. #1428 3219. (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 22:10
    เป็นเด็กดีนะเนี่ยยยยย
    #1,428
    0
  21. #1427 summerbb (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 21:59
    ไม่ใช่ว่าพอพี่เอื้อไว้ใจ นังพระเอกก็ทำตัวไม่ดีนะ อะโห เกียมจุดไฟเผาคอนโดเลยค่ะ
    #1,427
    0
  22. #1426 rockking7 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 21:48
    อย่าเกเรนะพี่นะ ถือว่าขอ5555555555
    #1,426
    0
  23. #1425 m ma ri (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 21:46
    นี่อยากรู้ปมมาก
    #1,425
    0
  24. #1424 MTBB939798 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 21:43
    ดีงามมมมมมมม
    #1,424
    0
  25. #1423 Immlose (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 21:37
    น่ารักขึ้นเรื่อยๆแล้วคู่นี้ แอร๊ยยยยยยย
    #1,423
    0