(END) #อย่าเล่นกับอนล [สนพ. Deep Publishing]

ตอนที่ 5 : 05 พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,445
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,356 ครั้ง
    19 ก.ค. 63

#อย่าเล่นกับอนล

 

 

 

 

นับจากงานเลี้ยงต้อนรับไม้ก็ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์กว่าแล้ว

 

ช่วงนี้คงนับได้ว่าเป็นช่วงดวงตกของผมอย่างแท้จริง เมื่ออาทิตย์ก่อนมีคนขับรถมาเฉี่ยวรถผมจนไฟท้ายแตก ท้ายบุบจนต้องส่งรถเข้าศูนย์ แถมสถานการณ์ระหว่างผมกับคิงก็ยังเต็มไปด้วยความตึงเครียดและอึดอัด ตั้งแต่ทะเลาะกันตรงบันไดทางหนีไฟ นอกจากเรื่องงานแล้วผมกับมันก็แทบไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลย ผมทำตัวเฉยชา พยายามไม่มองหน้า หลีกเลี่ยงทุกโอกาสที่ต้องอยู่ด้วยกันตามลำพัง ส่วนไอ้คิงก็ดูนิ่งๆมีบางครั้งที่ผมรู้สึกได้ถึงสายตาหงุดหงิดจากมัน แต่ผมก็ไม่ใส่ใจ เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองต่อไป

 

ผมไม่มีอะไรจะคุยกับมันอีกแล้ว

 

“โหย บ้านเจ๊คนขายนี่ทำสวนพริกเหรอวะ แดงเถือกขนาดนี้คนกินกระเพาะทะลุพอดี แล้วแม่งก็โคตรเค็มเลย ทำขายได้ไงเนี่ย”

 

เสียงบ่นกระปอดกระแปดดังมาจากเจ้าของโต๊ะข้างๆ เจตที่วันนี้อยู่กินข้าวบนออฟฟิศเป็นเพื่อนผมกำลังนั่งเขี่ยพริกในผัดกะเพราหมูสับของมันออกด้วยสีหน้ายุ่งเหยิง

 

ตอนนี้เป็นช่วงพักกลางวัน ผมเลือกที่จะซื้อข้าวกล่องเอาไว้ตั้งแต่ตอนเช้าแล้วเอามากินเป็นมื้อเที่ยงแทนการออกไปกินที่โซนร้านอาหารข้างๆตึกสำนักงานมาได้อาทิตย์กว่าแล้ว โดยมีเจตอยู่เป็นเพื่อนในบางวัน หรือบางทีมันก็ออกไปกินข้าวกับไอ้คิงและไม้บ้าง พอหลังเลิกงานเจตก็มักจะชวนผมไปกินข้าวเย็นด้วยกันทุกวัน แต่ผมก็ปฏิเสธไป เพราะไม่อยากขัดจังหวะการทำคะแนนของไม้ที่ตั้งหน้าตั้งตาจีบเพื่อนผมอยู่ แม้ว่าเจตจะยังดูเหมือนไม่รู้ตัวก็ตาม

 

ดูจากรอยยิ้มแห้งๆตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา เจตก็คงจะกำลังลำบากใจไม่น้อยที่เห็นเพื่อนสองคนของตัวเองทำท่ามึนตึงใส่กัน แต่มันก็ไม่เคยมาคาดคั้นถามอะไรผมอีก เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมมีปัญหา เจตมักจะถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง ถ้าผมตอบเลี่ยงๆมันก็จะไม่เซ้าซี้ แต่จะรอจนกว่าผมรู้สึกสบายใจที่จะเล่าและนั่งรับฟังอย่างเต็มใจ

 

การมีเจตเป็นเพื่อน ถือเป็นความโชคดีในชีวิตที่ไม่ค่อยจะมีอะไรดีของผม

 

“เผ็ดเหรอ? เอาของกูแบ่งไปไหม?” ผมถามเมื่อเห็นมันนั่งเขี่ยพริกไม่เลิก เจตเหลือบมองข้าวผัดหมูสีซีดในกล่องของผมแล้วส่ายหัว

 

“ไม่เอาอ่ะ มึงกินเหอะ” มันบอกแล้วหันกลับไปจ้วงผัดกะเพราของตัวเองกินพลางสูดปากไป ดื่มน้ำไปด้วยเป็นระยะๆ ถึงปากจะบ่นมากมาย แต่ไม่นานข้าวกะเพราหมูสับของมันก็เกลี้ยงชนิดไม่หลงเหลือข้าวสักเม็ด

 

ตั้งแต่ผมรู้จักเจตมา ไม่ว่ามันจะบ่นเรื่องรสชาติอาหารที่กินขนาดไหน สุดท้ายมันก็จะกวาดเกลี้ยงไม่เคยเหลือซากทุกที

 

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพื่อนผมแค่หิวหรือเสียดายเงินกันแน่

 

“ไปเข้าห้องน้ำแป๊บนะ เดี๋ยวมา” ผมบอกเจตที่กำลังตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก พลางลุกขึ้นเก็บกล่องข้าวของตัวเองไปทิ้งขยะแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้เดินเข้าไปในห้องก็ต้องชะงักเมื่อเห็นคิงยืนล้างมืออยู่

 

ผมกำลังจะหันหลัง ตั้งใจจะเลี่ยงไปรอที่อื่นให้มันออกจากห้องน้ำไปก่อนแล้วค่อยเข้าไป แต่โชคร้ายที่อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาพอดี

 

“มึงจะเข้าก็เข้า กูจะไปแล้ว” มันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก แต่ความคุกรุ่นในดวงตาคมดุคู่นั้นที่จ้องหน้าผมทำให้ผมรู้ว่าภายในมันไม่ได้สงบอย่างที่แสดงออกมา

 

ผมเดินเข้าไปในห้องน้ำ พยายามไม่หันไปมองหน้ามัน แต่ในจังหวะที่ผมจะเดินผ่านหน้ามันไปคิงกลับขยับเข้ามาขวางทางผม

 

“ถามจริง มึงจะไม่คุยกับกูไปอีกนานแค่ไหนวะ?” มันถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ผมเงยหน้าขึ้นมองคนที่สูงกว่าร่วมสิบเซนติเมตรแล้วถามกลับ

 

“มีอะไรต้องคุยล่ะ?”

 

“ไหนมึงบอกว่าให้เรื่องนั้นมันจบๆไปไง ถ้าจบจริงมึงจะมานั่งเมินกูเป็นอาทิตย์ๆแบบนี้เหรอ”

 

“ปกติกูก็ไม่ได้คุยกับมึงอยู่แล้ว”

 

“แต่มึงก็ไม่เมินกูแบบนี้ป่ะวะ อยากให้มันจบมึงก็ทำตัวเป็นปกติดิ”

 

คำยอกย้อนนั่นทำให้ผมชักสีหน้า ผมหันหลังกลับ เดินออกจากห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว ได้ยินเสียงสบถและเสียงฝีเท้าที่ตามหลังมา

 

ด้วยความที่รู้จักกันมาหลายปี ผมรู้ว่าคิงเป็นคนใจร้อน และไม่คิดมากเรื่องความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน มันเลยไม่ชอบใจที่ผมเป็นแบบนี้ แต่ผมไม่เหมือนมัน ผมยอมรับว่าผมทำตัวตามปกติไม่ได้ ผมไม่สามารถมองหน้ามันโดยไม่คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นได้ อย่างน้อยๆก็คงไม่ใช่ในเวลาแค่อาทิตย์กว่าๆแบบนี้

 

ผมเดินกลับไปนั่งที่หน้าโต๊ะตัวเอง รีบเปิดโปรแกรมงานที่ทำค้างไว้ขึ้นมา ได้ยินเสียงเจตถามไอ้คิงเรื่องอาหารกลางวัน มันก็ตอบ‘เออ’สั้นๆด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์

 

ไม่ใช่แค่มันที่หงุดหงิด ผมเองก็หงุดหงิดเหมือนกัน ที่ยังไม่สามารถก้าวผ่านเรื่องบ้าๆนี่ไปได้สักที

 

“พี่เอื้อครับ ผมซื้อชานมมาฝาก ทานหน่อยนะครับ” ไม้เดินเข้ามาหาผมพร้อมกับสินบนแก้วใหญ่ ผมเอ่ยขอบใจพลางหยิบหลอดมาเจาะแก้ว รสหวานปนขมของชานมที่อวลอยู่ในปากทำให้จิตใจที่เครียดขึงของผมผ่อนคลายลงได้เล็กน้อย พอหันไปมองไม้ที่เดินไปชวนเจตคุย มุมปากของผมก็กระตุกขึ้นนิดๆ

 

ไหนๆก็อุตส่าห์ซื้อชานมมาฝากทั้งที ผมจะให้คะแนนน้องมันเพิ่มขึ้นสักหน่อยก็แล้วกัน

 

 

 

 

 

 

ถ้าจะถามว่าสิ่งใดที่ทำให้ผมรำคาญและไม่ชอบที่สุดในชีวิตการทำงาน ผมก็จะตอบทันทีว่าคือการต้องทำงานร่วมกับคนที่ไม่รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง

 

ผมนั่งหน้าตึงมองพี่มงคล รุ่นพี่ตำแหน่งเดียวกับพวกผมที่กำลังเก็บของกลับบ้านมือเป็นระวิงทั้งๆที่ยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน สาเหตุที่ทำให้ผมกลายเป็นแบบนี้เพราะเมื่อกี้พี่มงคลประกาศว่าหมาสุดที่รักป่วยหนักอยู่ที่โรงพยาบาลสัตว์ กำลังจะตายเลยอยากไปดูใจในวาระสุดท้าย แล้วก็โยนงานของตัวเองที่ต้องส่งบอสภายในวันพรุ่งนี้มาให้เจตทำหน้าตาเฉย

 

“เจตเป็นคนจิตใจดีจริงๆ ขอบใจมาก เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่เลี้ยงกาแฟนะ” พี่มงคลบีบไหล่เจตที่นั่งทำหน้ามึนเพราะอยู่ๆงานก็ตกใส่หัวแบบไม่ได้ตั้งตัว ผมส่งสายตาไม่ชอบใจไปให้โดยไม่คิดจะปิดบัง พี่เขาหันมาเห็นสีหน้าผมพอดีถึงได้ส่งยิ้มแห้งๆให้แล้วรีบเผ่นออกจากห้องไปอย่างไว ส่วนผมก็หันไปชำเลืองมองเพื่อนตัวเองด้วยความสงสาร

 

ไม่ใช่ว่าพวกผมเป็นคนแล้งน้ำใจ หากมีเรื่องเร่งด่วนจำเป็นจริงๆพวกผมก็ยินดีจะช่วยงานอยู่แล้ว แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พี่มงคลทำแบบนี้ พี่เขามักจะมีข้ออ้างหาเรื่องชิ่งหนีงานอยู่เสมอๆ อย่างเช่นคนที่บ้านป่วย มีปัญหากับเมีย หรือไม่ก็หมาป่วยหมาตาย ปีๆนึงไม่รู้กี่รอบ บ่อยซะเด็กอนุบาลฟังดูยังรู้เลยว่าโกหก

 

“อะไรอ่ะพี่ หมาตายอีกแล้วเหรอ นี่ตัวที่สามในรอบปีแล้วป่ะ ตกลงบ้านพี่มงคลมีหมากี่ตัววะ?” เสียงของกันที่แทบจะกลายเป็นเสียงตะโกนดังขึ้นไล่หลังคนที่เพิ่งเดินออกไป คนซวยอย่างเจตถอนหายใจดังเฮือก ตอบรุ่นน้องไปอย่างเนือยๆว่า “ไม่รู้ สงสัยที่บ้านเปิดฟาร์มหมามั้ง”

 

“เป็นเจ๊นะจะปล่อยให้โดนเจ้านายด่าไปเลย แกก็ไปยอมเขาตลอดอ่ะเจต” เจ๊ฝ้ายเดาะลิ้นรัวๆ ท่าทางไม่ชอบใจสุดๆ

 

“มันไม่ได้อ่ะเจ๊ เจ๊ก็รู้ว่าถ้าไม่ทำเดี๋ยวเขาก็วกมาด่าพวกผมว่าไม่ช่วยอยู่ดีอ่ะ” เพื่อนผมส่ายหัวอย่างเอือมระอา เวลาพี่มงคลหาเรื่องชิ่งทีไรคนที่ซวยมักจะเป็นเจตเสมอ เพราะผมแสดงออกชัดเจนว่าผมไม่ชอบ บวกกับความมนุษย์สัมพันธ์ติดลบทำให้เขาไม่ค่อยกล้ามายุ่งกับผม และเลือกจะไปโยนงานใส่เจตที่ดูใช้ง่ายกว่าแทน

 

ผมทั้งเคยพูดตรงๆ พูดอ้อมๆ กับพี่เขา หรือแม้แต่กระทั่งบอกเจตว่าอย่าไปยอม แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวเกือบทุกครั้ง เพราะพี่เขารู้ว่าถ้าพวกผมไม่ช่วยก็จะโดนบอสพาลด่าที่ไม่ยอมรับผิดชอบงานให้เสร็จตามกำหนด เขาถึงโยนงานมาให้แบบไม่เกรงใจ เพราะรู้ว่ายังไงพวกผมก็ต้องทำให้เสร็จอยู่ดี

 

“เดี๋ยวกูช่วย” ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปหาเจตที่นั่งเปิดไฟล์งานในคอมของพี่มงคลดู

 

“โหยยย เพื่อนกูน่ารักที่สุด!”

 

“ส่งไฟล์เข้าเมลกูมาแล้วกัน”

 

สิ่งที่ผมพอจะช่วยเพื่อนได้ก็คือช่วยมันทำงานนี่แหละ

 

พอเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาห้าโมงครึ่ง คนในแผนกก็ทยอยกันกลับบ้าน เหลือผม เจต และไม้ที่อยู่ทำงานค้างของพี่มงคลต่อ กับพวกโปรแกรมเมอร์บางคนรวมไปถึงคิงที่ยังนั่งทดสอบโปรแกรมอยู่ ระหว่างที่กำลังนั่งทำงานโทรศัพท์ของผมที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นขึ้นมา พอเห็นรายชื่อคนโทรเข้าแล้วผมก็กลอกตาอย่างเซ็งๆ

 

ผมโอนเงินค่าเรียนพิเศษของต้นข้าวไปให้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้วนะ แล้วแม่จะยังโทรมาทำไมอีก

 

“ครับแม่” ผมกดรับสายอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เสียงจากปลายทางที่ตอบมากลับไม่ใช่แม่ของผม

 

“สวัสดีค่ะ ใช่ญาติของคุณธิดาหรือเปล่าคะ?”

 

“ใช่ครับ”

 

“โทรจากโรงพยาบาลเลิดสินนะคะ คุณธิดาได้รับอุบัติเหตุรถเฉี่ยว บาดเจ็บที่ขาค่ะ ยังไงรบกวนญาติมาหาคนไข้ที่โรงพยาบาลหน่อยนะคะ”

 

ตัวผมชาดิกไปทั้งร่างเมื่อได้ยินว่าแม่ได้รับบาดเจ็บ แต่พอปลายสายบอกว่าเป็นอุบัติเหตุรถเฉี่ยวที่ฟังดูไม่หนักหนา ผมถึงค่อยเบาใจขึ้นมาได้เล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นหัวใจก็ยังเต้นรัวด้วยความกังวลอยู่ดี

 

“...ครับ ผมจะรีบไปครับ” ผมพูดก่อนจะกดวางสายแล้วหันไปเซฟงาน เก็บข้าวของใส่กระเป๋าทันที

 

“อะไรวะเอื้อ?” เจตหันมาถามผม

 

“แม่กูโดนรถเฉี่ยว ตอนนี้อยู่เลิดสิน”

 

“เฮ้ย แล้วเป็นไรมากป่ะ”

 

“ไม่มาก แต่ก็ต้องไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่าย” ผมเร่งเก็บของด้วยมือที่สั่นน้อยๆ เพื่อนร่างโปร่งขมวดคิ้วพลางถามต่อ

 

“แล้วมึงจะไปยังไง มึงไม่ได้เอารถมานี่”

 

“เดี๋ยวนั่งแท๊กซี่ไป” ผมตอบ แต่เจตกลับบอกว่า

 

“กูว่าให้ไม้ไปส่งดีกว่าจะไม่ต้องเปลืองตังค์”

 

“ไม่เป็นไร กูไป---”

 

“ตอนนี้รถติดจะตายห่า นั่งแท็กซี่ไม่รู้จะโดนกี่ร้อย ให้ไม้ไปส่งแหละดีแล้ว ได้ป่ะไม้ ไปส่งไอ้เอื้อหน่อย” ผมเห็นเจตกระตุกแขนเสื้อไม้ที่นั่งทำหน้างงๆ แต่น้องมันก็มารยาทดีพอที่จะรีบลุกขึ้นรับอาสา

 

“ก็ได้ครับ”

 

“ไม่เป็น---”

 

“เดี๋ยวกูไปส่งมันเอง” เสียงทุ้มแหบของเจ้าของโต๊ะด้านหลังพวกผมเอ่ยขึ้น ไอ้คิงกดปิดคอมพลางหยิบกุญแจรถตัวเองขึ้นมาถือแล้วหันหน้ามาหาผมที่ยืนนิ่งไป

 

“คิง มึงไม่ทำงานต่อเหรอ?” เจตหันซ้ายหันขวา มองพวกผมที่ยืนจ้องตากันสลับกันไปมา

 

“เสร็จแล้ว” ปากมันตอบเจต แต่สายตาไม่ละไปจากใบหน้าของผม คนฟังกระพริบตาปริบๆแล้วแย้ง

 

“แต่--”

 

“ถ้าให้ไม้ไปส่งไอ้เอื้อแล้วมึงจะกลับไง?”

 

“รถไฟฟ้าไง” เจตตอบอย่างรวดเร็ว

 

“ให้ไม้มันอยู่กับมึงนี่แหละจะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา แม่ไอ้เอื้ออยู่เลิดสิน ยังไงนั่นก็แถวบ้านกู ต้องผ่านอยู่แล้ว”

 

“แต่---”

 

“งานมึงก็ยังไม่เสร็จ ให้ไม้มันอยู่ช่วยนั่นแหละ เดี๋ยวกูไปส่งไอ้เอื้อที่โรงพยาบาลเอง” ร่างสูงตัดบทเจตพลางเดินมาหาผมแล้วถามเสียงเรียบ

 

“จะไปกับกูมั้ย?”

 

ผมเงยหน้าขึ้น สบกับแววตานิ่งสนิทของอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ ผมไม่ค่อยอยากจะอยู่กับมันตามลำพังสองต่อสองเท่าไหร่ แต่นี่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน...

 

“อืม ขอบใจ” ผมตอบไปเบาๆ

 

หนนี้คิงมันเสนอตัวขึ้นมาเอง และผมก็ไม่ควรเสียมารยาทปฏิเสธความหวังดีของมัน อย่างน้อยๆผมก็ไม่ต้องเปลืองเงินค่าแท็กซี่ และพวกผมก็คงต้องทำงานอยู่ด้วยกันไปอีกนาน ดังนั้นผมก็ควรจะพยายามทำตัวให้เป็นปกติโดยไว

 

“ไม่เป็นไร” คิงตอบผมแล้วเดินนำหน้าออกจากแผนกไป ผมคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพายพลางหันไปหาเจตอย่างรู้สึกผิด

 

“กูขอโทษที่ไม่ได้อยู่ช่วยต่อ”

 

“เฮ้ยไม่เป็นไร เดี๋ยวก็เสร็จแล้วเนี่ย มึงรีบไปหาแม่เหอะ” อีกฝ่ายตอบกลับพลางตบไหล่ผมเบาๆอย่างให้กำลังใจ

 

“เจอกันพรุ่งนี้”

 

“ไปดีๆนะมึง” เจตส่งเสียงไล่หลังมา ผมเดินไปสแกนบัตรลงเวลาออกงาน พอผลักประตูออฟฟิศออกไปก็เห็นคิงยืนกดลิฟต์รออยู่

 

“เข้าไปสิ” มันบอก ผมเดินเข้าไปยืนที่มุมลิฟต์ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะตามเข้ามา พอประตูลิฟต์ปิดลง บรรยากาศอึดอัดก็ยิ่งแผ่ปกคลุมมากกว่าเดิม

 

ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆระหว่างเราตลอดเส้นทางที่คิงขับรถพาผมไปโรงพยาบาล ผมเป็นคนชอบอยู่เงียบๆก็จริง แต่ความเงียบแบบนี้มันกลับทำให้อึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก แถมการจราจรยามค่ำก็ติดขัดจนรถแทบจะไม่ขยับ ผมเลยได้แต่นั่งนิ่งๆ มองออกไปนอกหน้าต่าง ในขณะที่คิงมันก็ขับรถไปเรื่อยๆ ไม่ได้สนใจจะหันมาชวนผมคุยแต่อย่างใด

 

“ขอบใจที่มาส่ง” ผมเปิดปากพูดเป็นครั้งแรกหลังจากผ่านมาชั่วโมงครึ่ง พลางปลดสายเข็มขัดนิรภัยออกเมื่อรถมาจอดที่หน้าโรงพยาบาล

 

“จะให้กูรอไหม?”

 

“ไม่เป็นไร กูกลับเองได้” ผมตอบโดยไม่หันไปมองหน้าอีกฝ่ายแล้วผลักประตูรถให้เปิดออก ก่อนจะรีบรุดเข้าไปตรงหน้าเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้วยความร้อนใจ พยาบาลชี้บอกทางและเลขห้องที่แม่นอนพักอยู่ให้กับผม ผมกล่าวขอบคุณเธอแล้วรีบตรงไปหาแม่อย่างรวดเร็ว

 

“มาช้าจริงๆ”

 

ประโยคแรกของแม่หลังจากที่ผมผลักประตูห้องพักผู้ป่วยเข้าไปทำให้ผมชะงักไปเล็กน้อย ผู้ให้กำเนิดของผมนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงผู้ป่วยด้วยสีหน้าหงุดหงิด

 

“แม่เป็นยังไงบ้าง? ไปโดนเฉี่ยวได้ไง” ผมทำเป็นไม่สนใจคำพูดนั้นแล้วเลือกที่จะถามไถ่ความเป็นมาแทน

 

“ก็มาหาเพื่อนแถวนี้ พอจะข้ามถนนก็โดนรถมอไซค์เฉี่ยว หมอบอกข้อเท้าเคลื่อนกับ สะโพกช้ำ ไอ้รถเวรนั่นก็ไม่แหกตาดูเลยว่ามีคนข้ามถนนอยู่” แม่บ่นอย่างไม่สบอารมณ์เต็มที่ ผมละสายตาจากหน้าแม่มองลงไปด้านล่าง เห็นขาข้างหนึ่งมีเฝือกอ่อนพันอยู่ที่บริเวณข้อเท้า แต่นอกจากนั้นแล้วแม่ก็ดูเป็นปกติดี ทำให้หัวใจที่บีบรัดด้วยความกังวลของผมผ่อนคลายลง

 

“แล้วทำไมมาช้านัก นี่มันปาไปตั้งสองทุ่มจะครึ่งแล้ว พยาบาลโทรไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือไง?” แม่ตวัดสายตาขุ่นเคืองใส่

 

“รถมันติดครับ”

 

“เฮอะ เห็นเวลาโทรไปไม่ค่อยอยากจะรับสาย นึกว่าแกอยากให้แม่ตายๆไปซะแล้ว” คำพูดประชดประชันของแม่ทำให้ผมได้แต่สูดลมหายใจอย่างอดทน

 

“แล้วนี่แม่โทรบอกที่บ้านหรือยัง?”

 

“โทรไปก็เท่านั้น ต้นข้าวไปค่ายที่ต่างจังหวัดกับโรงเรียน พ่อแกก็ไปสัมมนาที่เชียงใหม่ แม่ถึงได้โทรตามแกมานี่ไง” คำพูดของแม่ที่เอ่ยถึงบุคคลที่สามทำให้ผมขบกรามแน่นอย่างไม่ชอบใจ

 

พ่อเหรอ ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่พ่อของผมสักหน่อย

 

“แล้วหมอให้แม่นอนโรงพยาบาลมั้ย?”

 

“โอ๊ย ไม่นอนหรอก แกมาแล้วก็รีบๆไปจ่ายเงินเขาซะ แม่อยากกลับบ้านแล้ว อ้อ เอาค่าแท็กซี่มาด้วยล่ะ เดี๋ยวแม่กลับเอง” แม่สะบัดมือไล่ผมออกจากห้องพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดแทน ผมถอนหายใจยาวแล้วเดินออกไปหาพยาบาลเพื่อถามเรื่องการชำระค่าใช้จ่าย

 

พอจัดการเคลียร์ค่ารักษาเสร็จผมก็กลับมารับแม่ที่ห้องพัก พาแม่นั่งรถเข็นออกไปยังด้านหน้าโรงพยาบาลเพื่อจะไปเรียกแท็กซี่ ทว่าพอมาถึงบริเวณประตูทางออกที่มีเก้าอี้สำหรับให้ผู้ป่วยและญาตินั่งรอตั้งเรียงรายอยู่ ผมก็ต้องชะงักเมื่อเห็นร่างสูงของคนที่ขับรถมาส่งผมนั่งอยู่ตรงนั้น

 

มันยังไม่กลับบ้านไปอีกเหรอ

 

“นั่นใคร?” แม่ถามขึ้นในขณะที่ไอ้คิงมองเห็นผมเลยลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินตรงมาหา ผมเม้มปากแน่นก่อนจะตอบไป

 

“เพื่อนที่ทำงาน พอดีรถเอื้อเข้าศูนย์ เอื้อเลยติดรถเขามา”

 

“เพื่อนแน่เหรอ ไม่ใช่ผัวใหม่เหรอ คนนี้รวยไหมล่ะ?” เสียงของแม่ไม่ได้เบานักจึงทำให้คนรอบข้างหันมามองเป็นตาเดียว ผมยืนนิ่งค้าง มือที่กำที่จับของรถเข็นไว้เผลอบีบแน่นเข้าหากัน

 

แม่ชอบพูดจาประชดประชันและประจานผมแบบนี้เสมอ เพราะไม่ชอบที่ผมมีรสนิยมทางเพศที่ดูผิดปกติสายตาของแม่ เวลาอยู่ในที่ที่มีคนเยอะๆแม่มักจะพูดเสียงดังๆให้ผมต้องรู้สึกอับอาย นี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมไม่ชอบกลับไปที่บ้าน เพราะผมไม่อยากได้ยินคำพูดร้ายกาจจากปากของผู้ให้กำเนิดตัวเอง

 

“สวัสดีครับคุณน้า” เสียงทุ้มแหบของไอ้คิงดังขึ้น ผมเงยหน้ามองมัน ใบหน้าของอีกฝ่ายนิ่งสนิทก็จริง แต่ผมรู้ดีว่ามันคงจะได้ยินประโยคเมื่อครู่เช่นเดียวกับคนอื่นๆ

 

“สวัสดี” แม่ยกมือรับไหว้ไอ้คิงแบบแกนๆพลางกวาดตามองมันตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วถามว่า “เป็นแฟนเอื้อเหรอ?”

 

“ผมเป็นเพื่อนกับเอื้อครับ” คิงยังคงรักษาท่าทีสุภาพไว้เช่นเดิม แม่ยิ้มเหยียดนิดๆ สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เชื่อถือ ก่อนจะเบนสายตามาหาผมที่ยืนอยู่ด้านหลังแล้วออกคำสั่ง

 

“ไปเรียกแท็กซี่มาเร็วๆ”

 

ผมตั้งท่าจะเดินออกไป แต่ไอ้คิงเอ่ยแทรกขึ้น

 

“มึงอยู่นี่แหละ เดี๋ยวกูไปเรียกให้” มันบอกผมแล้วเดินออกไปด้านนอกก่อนที่ผมจะทันได้ปฏิเสธ ไม่นานรถแท็กซี่สีเขียวเหลืองก็แล่นมาจอดเทียบด้านหน้าประตูทางออกพร้อมกับร่างสูงของคิงที่เดินลงมาจากรถ

 

“เอาค่าแท็กซี่มาด้วย” น้ำเสียงกระชากดังขึ้นหลังจากที่ผมพยุงแม่เข้าไปนั่งด้านในรถ ผมเปิดกระเป๋าสตางค์ หยิบแบงค์ร้อยขึ้นมาสามใบ แม่กระชากแบงค์ออกจากมือผมพลางโบกมือไล่ให้ผมกลับแล้วปิดประตูรถใส่

 

ผมยืนนิ่ง มองตามรถแท็กซี่ที่แล่นออกไป

 

“กลับได้แล้ว เดี๋ยวกูไปส่ง” คิงพูดขึ้น มือหนาฉวยข้อมือของผมแล้วดึงให้เดินตามไปยังที่จอดรถ

 

ผมได้แต่เดินตามมันไปอย่างไร้อารมณ์นึกถึงการพบปะแม่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบครึ่งปีแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ทุกครั้งในการได้พบเจอครอบครัวไม่ได้ทำให้ผมมีความสุขขึ้นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับทำให้อารมณ์ของผมยิ่งดิ่งหนักไปกว่าเดิม

 

“แม่มึงอาการเป็นยังไงบ้าง” เสียงทุ้มราบเรียบเอ่ยชวนคุยขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่อยู่ด้วยกันตามลำพัง

 

“ข้อเท้าเคลื่อนนิดหน่อย ไม่มีอะไรมาก”

 

“ก็ดีแล้ว”

 

ความเงียบโรยตัวลงมาทำให้บรรยากาศในรถเริ่มอึดอัดอีกครั้ง แสงไฟจราจรสีแดงสาดสะท้อนเข้ามายังดวงตาของผมที่นั่งจ้องมองนอกหน้าต่างรถอย่างใจลอย ก่อนจะถามเบาๆ

 

“มึงได้ยินใช่ไหม?” ผมหันไปมองหน้าไอ้คิง มันละสายตาจากถนนเบื้องหน้าหันมาสบตากับผม

 

“อะไร?”

 

“เรื่องที่แม่กูพูด”

 

“อืม”

 

“ขอโทษด้วย แม่กูเป็นแบบนั้นแหละ” ผมเอ่ยปากอย่างขมขื่นใจ เรื่องปัญหาที่บ้านของผม ทั้งเจตและคิงต่างก็รับรู้เพียงแค่ว่าผมไม่ค่อยกลับบ้านเพราะไม่ชอบพ่อเลี้ยง และมีปัญหากับแม่เพราะแม่ไม่ชอบที่ผมชอบผู้ชาย แต่มันก็คงไม่ได้คิดว่าจะมีปัญหากันถึงขั้นพูดจาดูถูกต่อหน้าคนอื่นแบบนี้

 

“ขอโทษทำไม มึงไม่ได้ผิดอะไรซะหน่อย” มันตอบกลับมา ดวงตาคมของมันจ้องหน้าผมนิ่งๆอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ย

 

“กูมากกว่าที่ต้องขอโทษ”

 

“...เรื่องอะไร?”

 

“ถ้ากูไม่เดินเข้าไปหาแม่มึงก็คงไม่พูดแบบนั้น”

 

“.......................” ผมไม่ได้ตอบอะไร จริงๆไม่เกี่ยวหรอกว่าคิงมันจะเดินเข้ามาหาผมมั้ย ถ้าแม่นึกอยากจะพูดประชดผม ต่อให้ผมนั่งอยู่เฉยๆแม่ก็พูดอยู่ดี

 

“แล้วก็ขอโทษเรื่องคืนนั้นด้วย”

 

หัวข้อสนทนาที่วกกลับไปหาเรื่องที่ผมไม่อยากรับรู้ทำให้ผมเผลอเกร็งตัวขึ้นมา ผมเตรียมจะตัดบท แต่ดวงตาสีนิลของอีกฝ่ายที่เจือแววรู้สึกผิดอย่างชัดเจนทำให้ผมอึ้ง

 

“กูเมาว่ะ กูไม่ได้เจตนาจะทำแบบนั้นจริงๆ ถ้ากูมีสติกูคงไม่มีวันทำแน่ๆ กูก็ไม่ได้รู้สึกดีหรอกนะที่ระหว่างเรามันกลายเป็นแบบนี้”

 

“..........................”

 

“กูรู้ว่ามึงคงไม่อยากพูดถึง แต่เป็นแบบนี้แล้วกูอึดอัดว่ะ มึงอาจจะไม่ชอบหน้ากู แต่กูก็มองมึงเป็นเพื่อนคนนึงเหมือนกันนะเอื้อ กูถึงยิ่งรู้สึกผิดเวลาที่มึงเมินกู”

 

คำพูดของคิงทำให้ผมถอนหายใจหนักๆออกมา ผมยอมรับว่าผมรู้สึกแย่มากๆ จนไม่อยากจะอยู่ใกล้ ไม่อยากจะมองหน้ามัน แต่ในอีกแง่หนึ่งคนที่ผิดตั้งแต่แรกก็ไม่ใช่คิง แต่เป็นผมเองที่กินเหล้าจนควบคุมตัวเองไม่ได้ และสมยอมจนเกิดเรื่องเลยเถิด

 

“มึงไม่ได้ผิดคนเดียว กูเองก็ผิดที่...รั้งมึงไว้” เสียงของผมแหบแห้งลงเมื่อนึกย้อนไปถึงเรื่องราวในค่ำคืนนั้น ผมสูดลมหายใจลึกๆ แล้วเอ่ยต่อ

 

“ขอโทษนะ”

 

“........................”

 

“กูไม่ได้คิดจะโทษมึงคนเดียว แต่กูแค่ไม่อยากคิดถึงเรื่องคืนนั้นเฉยๆ พูดตรงๆว่ากูยังไม่อยากมองหน้ามึงตอนนี้”

 

สีหน้าไอ้คิงดูเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิม ผมเบือนหน้าไปทางอื่นพลางพูดต่อไปว่า

 

“แต่ที่บอกว่ายกโทษให้ก็คือกูหมายความแบบนั้นจริงๆ มึงไม่ต้องห่วงหรอก”

 

สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ไอ้คิงละสายตาจากหน้าผมกลับไปโฟกัสกับถนนด้านหน้า นอกจากตอนที่ผมบอกทางไปคอนโดให้มันแล้ว พวกเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก

 

รถแล่นมาจอดที่หน้าทางเข้าตึกคอนโดของผม ผมพึมพำขอบใจมันขณะปลดสายคาดนิรภัยออกจากตัว ในขณะที่กำลังจะเปิดประตูลงจากรถไอ้คิงก็คว้าแขนผมไว้ ดวงตาสีนิลคมกริบของมันไหววูบ

 

“กูขอโทษจริงๆว่ะ” มันย้ำ ผมนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้า

 

“อืม ขอบใจที่มาส่ง” ผมดึงแขนตัวเองออกพลางเอ่ยเบาๆแล้วเปิดประตูลงจากรถ เดินกลับขึ้นไปยังห้องพักของตน พอกลับมาถึงห้องผมก็ตรงไปยังโซฟา ทิ้งตัวเอนหลังพิงพนักอย่างเหนื่อยอ่อน

 

ผมรู้ว่าความสัมพันธ์ของผมกับคิงจะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนก่อนเกิดเรื่องแบบ 100% อีกต่อไป แต่ผมก็เหนื่อยกับการที่ต้องมานั่งคิดถึงอดีตที่ไม่อาจกลับไปแก้ไขได้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเกิดความผิดพลาดในชีวิตของผม ผมเคยเลือกคบคนผิด เคยเจ็บช้ำน้ำใจ ทุกครั้งๆมันหนักหนา แต่สุดท้ายแล้วผมก็ดึงตัวเองกลับมาแล้วเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไปได้เหมือนเดิม

 

และอย่างน้อยๆคิงมันก็ยังรู้สึกผิดต่อผมจากใจจริง ไม่เหมือนคนอื่นๆที่เคยทำให้ผมเสียใจแล้วไม่มีท่าทีจะรู้สึกรู้สาอะไรเลย

 

ผมถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้งแล้วหลับตาลง ความเหนื่อยล้าที่สะสมทำให้ผมเผลองีบไปครู่หนึ่ง ผมรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งตอนเกือบจะสี่ทุ่ม จึงลุกไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายและเข้านอนเพื่อตื่นไปทำงานในเช้าวันต่อมาเหมือนเคย

 

เช้าวันต่อมา ในระหว่างที่ผมกำลังเล่นโทรศัพท์ขณะยืนรอลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้นที่ 15 เหมือนทุกวันก็รู้สึกได้ว่ามีร่างสูงใหญ่ของผู้ชายคนหนึ่งมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ กลิ่นมินท์จางๆจากที่โชยมาปะทะจมูกทำให้ผมรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

 

ผมหันไปมองหน้า สบตากับคิงที่ยืนจ้องผมอยู่ก่อน ความอึดอัดเล็กๆระหว่างพวกเราทำให้ผมถอนหายใจดังเฮือกแล้วถาม

 

“มองอะไร?”

 

“...มองเพื่อนร่วมงานไม่ได้เหรอ” เสียงทุ้มติดแหบตอบกลับมาแบบเรียบๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูลิฟต์เปิดออก ผมเดินเข้าไปภายในพลางพึมพำ

 

“ใจคอจะกวนกูแต่เช้าเลยหรือไง”

 

ภายในลิฟต์มีเพียงแค่ผมกับมันสองคน ไอ้คิงไม่ได้ตอบอะไรผม และผมก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่เงยหน้าขึ้นจ้องมองเลขชั้นที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ท่ามกลางความเงียบนั้น ผมกลับสัมผัสได้ว่าความอึดอัดที่เคยมีค่อยๆสลายตัว บางสิ่งที่เคยกดทับร่างกายผมอยู่กำลังจะหายไปและนั่นทำให้ผมผ่อนลมหายใจยาวออกมา

 

ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ผมเหนื่อยมากจริงๆ และตอนนี้ผมก็อยากจะปล่อยวางเพื่อเดินหน้าต่อไปเสียที

 

ส่วนเรื่องคืนนั้น มันก็เป็นความผิดพลาดอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของผม

 

ก็เท่านั้นเอง

 

 

#อย่าเล่นกับอนล

 

 

มีคำถามยอดฮิตที่หลายๆคนสงสัยและมักจะถามกันเข้ามาว่า "ตกลงเอื้อเกลียดคิงไหม?"

คำตอบ : ไม่ถึงขั้นเกลียดแต่ไม่ชอบนิสัยคิงมากๆเพราะเอื้อมีปมกับคนเจ้าชู้+คิงชอบมากวน เอื้อเลยรำคาญถ้าอ่านตอนสามจะเห็นที่เอื้อบอกว่าถ้าตัดนิสัยพวกนี้ออกไปคิงก็เป็นคนใช้ได้คนนึงคนอย่างเอื้อถ้าเกลียดใครก็จะไม่มอง ไม่สนใจ ไม่ทนอยู่ด้วยเลยค่ะ เหมือนที่ไม่เคยกลับไปคืนดีกับแฟนเก่านั่นแหละ ในสายตาเอื้อคิงยังพอมีอะไรดีๆ อยู่นะ แต่เอื้ออคติกับคิงแต่แรกอยู่แล้ว ความสัมพันธ์ของสองคนนี้เลยลุ่มๆดอนๆหน่อย ต้องมาดูกันว่าต่อจากนี้จะยังไงต่อ

 

 

อ่านจบแล้วช่วยคอมเม้นหรือติดแท็ก#อย่าเล่นกับอนล เป็นกำลังใจให้เราหน่อยน้า หรือจะแวะไปคุยเล่นกับเราในทวิตเตอร์ @ltbb_novels ก็ได้นะคะ รออ่านคอมเม้นของทุกคนอยู่นะ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.356K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,519 ความคิดเห็น

  1. #3512 jjtk (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 / 18:52
    แค่นี้ก้เก่งมากแล้วววววยัยเอื้อ
    #3,512
    0
  2. #3505 galaloggoggag (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 / 15:37
    ยัยของพี่ ฮือออออออ อยากกอดน้องแล้วหอมหัว
    #3,505
    0
  3. #3491 mearongsw (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 22:13
    เก่งแล้วนะเอื้อ;-;
    #3,491
    0
  4. #3490 pookpak_world (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 05:17
    เป็นคนจิตใจเข้มแข็งและไม่หนีความจริงนะเอื้ออะ ขอให้ได้พบเจอคนที่ดีและมีวันที่ดีนะ ส่วนแม่เอื้อคือชั้นอยากเอาหนังยางดีดปาก ปากแบบนี้ไม่น่าเรียกแม่ -มาก ทุบบบ
    #3,490
    0
  5. #3472 เลดี้วาย (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 14:38
    แม่เอื้อก็คือไปพ้ากกกกกก
    #3,472
    0
  6. #3253 ENJOY_EVERYDAY (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 10:34

    มันยากที่จะไม่คิดถึงเรื่องที่มันผ่านมาแล้ว แต่ยังไงก็ต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้นะเอื้อ

    #3,253
    0
  7. #2701 anothermonday (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 19:44
    อยากหอมหัวนุ้งเอื้อ😭😭😭 ตอนต่อไปมาเลยได้ไหมมมมมมม ไม่ไหว
    #2,701
    0
  8. #1984 QazWsx (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 08:28
    กอดๆนะคะเอื้อ คุณแม่ใจร้ายมากอะ เห้อ
    #1,984
    0
  9. #1823 PanPloyPannanon (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 07:10
    แต่เราขอเดาว่านายคิงชอบเอื้อมาแต่แรก เราเชียร์
    #1,823
    0
  10. #1599 Callmeyourblue (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2563 / 08:51
    คุณอนลคือยอดนักสู้ ถ้าเหนื่อยก็พักนะ กอด
    #1,599
    0
  11. #1494 Sariei_va (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 21:54
    แงงงงงงงง อยากกอดอนลคนดีของเรามากๆเลยง่ะะะ อนลต่อให้ใครไม่รัแต่เรารักเธอนะฮือออ กอดดดด
    #1,494
    0
  12. #1329 salmonism (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 15:48
    ขอให้ค่อยๆดีขึ้นเถอะ
    #1,329
    0
  13. #1262 MyJS (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 02:38
    เอื้อคงเจ็บปวดกับเรื่องครอบครัวจนน่าจะชินชา แต่เรื่องแบบนี้มันคงไม่มีทางชินชาได้จริงๆ หรอก สงสารน้อง จมอยู่กับความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หม่นหมองไปหมด
    #1,262
    0
  14. #1013 Wafuii (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 12:37
    กลับมาคืนดีกันเร็วๆนะ
    #1,013
    0
  15. #1010 ItsaHeadmillion (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 12:03
    ดีใจที่อึดอัดต่อกันน้อยลงแล้วนะ ฮือออ
    #1,010
    0
  16. #952 Ohmycandy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 07:41
    อยากให้อนลมีความสุขกับบ้าง สู้ๆนะอนลลลลลลลลลลลลลลลล
    #952
    0
  17. #887 Jane44 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 21:05

    เริ่มคลี่คลายหน่อยๆแล้วว
    #887
    0
  18. #845 ZachariFentyy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 18:17
    ลุ้นกับความสัมพันธ์ของคู่นี้มากกก
    #845
    0
  19. #844 Y_TwwT_Y (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 15:21
    พี่คิงจริงๆแล้วน่าจะเป็นที่ใส่ใจความรู้สึกของคนที่รักมากๆเลยนะ ขอโทษอย่างจริงใจเลยอะ รอดูว่าหลังจากนี้จะเป็นไงต่อ
    #844
    0
  20. #843 J_kanp (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 12:46
    แม่พี่เอื้อคือ-มาเป็นแม่ได้ไง ใครให้มาแคสบทคะ หยอกกก 55555555555
    #843
    0
  21. #842 JKCGV (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 12:33

    แม่เอื้อคือแบบบ สุดจะทน!!!

    #842
    0
  22. #841 bbfern2706 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 12:26
    ทายถูกจริงด้วยอ่ะ ว่าคิงต้องรอเอื้อแน่ๆ
    ค่อยๆเป็นค่อยๆไปนะน้องเอื้อ เชื่อว่าน้องเอื้อต้องผ่านมันไปได้ ปล.เชียร์คิงแล้วนะ อย่าทำให้ผิดหวัง!!!!
    #841
    0
  23. #840 butsAom (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 11:11
    พี่เอื้อตัดขาดเลยไม่ได้รึไง หงุดหงิดบ้านเอื้อ
    #840
    0
  24. #839 A-minus (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 09:57
    แม่พี่เอื้อไม่น่ารักเลยอะ เป็นตัวอย่างของบ้านที่ไม่ใช่คอมฟอร์ทโซนจริง ๆ
    #839
    0
  25. #838 lovemelikeyoudo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 09:53
    เคยมีการทำวิจัยออกมาว่า คนที่มองกันและกันคิดลบมาก่อน พอได้ออกเดต ทำความรู้จักกัน จะมีโอกาสรักกันและตกลงเป็นแฟนกัน มากกว่าคู่ที่ติดบวกกันทั้งคู่ตั้งแต่แรกเจอ
    #838
    0