(END) #อย่าเล่นกับอนล [สนพ. Deep Publishing]

ตอนที่ 3 : 03 เกินควบคุม [Rewrite]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,316
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,582 ครั้ง
    18 ก.ค. 63

#อย่าเล่นกับอนล

 

 

***คำเตือน***

 

เนื้อหาในตอนนี้มีการบรรยายฉากร่วมเพศ เหมาะสำหรับผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีการตัดทอนรายละเอียดบางอย่างออกเพื่ออรรถรสในการอ่านซึ่งไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ และตัวละครไม่เชิงว่ามี Consent อย่างเต็มรูปแบบอันเนื่องมาจากการขาดสติ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

 

 

 

การเริ่มต้นวันทำงานที่ดีในนิยามของผม คือการลืมตาตื่นขึ้นมาทันทีที่นาฬิกาปลุกโดยไม่รู้สึกเพลียจนอยากนอนต่อ ขับรถออกจากคอนโดไปทำงานแล้วรถไม่ได้ติดจนขยับไม่ได้ คิวคนรอซื้อกาแฟในร้านกาแฟใต้ตึกไม่ยาวเหยียดจนเกินไป

 

และการไม่ต้องเจอหน้าใครบางคนเป็นคนแรกของวัน

 

“อรุณสวัสดิ์” เสียงทุ้มติดจะแหบนิดๆที่ผมไม่อยากได้ยินเอ่ยทักขึ้นในขณะที่ผมกำลังย่างเท้าเข้ามาในตึกสำนักงาน ไอ้คิงที่วันนี้สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้ากับกางเกงสีเทาเข้มเดินก้าวยาวๆตามหลังผมเข้ามาในตึก ผมส่งเสียงจึ๊กจั๊กในลำคออย่างสุดเซ็งพลางรีบสาวเท้าเดินให้เร็วขึ้น

 

คนมีตั้งเยอะตั้งแยะทำไมผมต้องมาเจอมันเป็นคนแรกด้วย ท่าทางช่วงนี้ผมจะดวงตกแน่ๆ

 

“ทำไมเดินเร็วจัง หนีกูเหรอครับ?” ไอ้คิงอาศัยความที่มันขายาวกว่าผมเดินตามมาทันจนได้ ดวงตาคมคู่นั้นฉายแววอารมณ์ดี ผมเดินตรงไปที่หน้าลิฟต์ซึ่งมีพนักงานคนอื่นๆยืนรอคิวขึ้นลิฟต์กันอยู่ ดวงตาของผมจับจ้องไปที่แผงบอกเลขชั้นเหนือประตูซึ่งกำลังเปลี่ยนไปโดยไม่คิดจะสนใจคนข้างๆ

 

“ถามก็ไม่ตอบว่ะคนเรา ไร้เยื่อใยกันจริงๆ”

 

“เงียบๆเถอะ พูดมากอะไรแต่เช้า” ผมพึมพำ ชำเลืองมองมันอย่างนึกรำคาญ

 

“กูก็แค่ทักทายเพื่อนตามปกติเฉยๆเอง” ไอ้คิงไม่นำพากับคำพูดของผม มันยกศอกวางพาดบนไหล่ผมแล้วก้มตัวลงมาเล็กน้อยพลางลดเสียงลง “เราเคยมีประสบการณ์ด้วยกันจนถึงมืดค่ำมาก่อนเลยนะ จะไม่ให้กูทักมึงได้ยังไง”

 

น้ำเสียงที่ใช้ฟังดูมีเลศนัยจนไม่น่าไว้ใจ ผมหันไปมองหน้ามันแล้วถามเสียงเย็น

 

“ประสบการณ์อะไรของมึง”

 

“ก็ประสบการณ์เผชิญไฟดับตอนทำโอทีด้วยกันเมื่ออาทิตย์ที่แล้วไงครับ” มันยักคิ้วข้างหนึ่งให้ผม “ทำไมเหรอ หรือคิดว่าเป็นอะไรล่ะ?”

 

“ไม่ได้คิด”

 

“กูว่าไม่ใช่มั้ง” พอเห็นผมขึงตาใส่ ไอ้คิงก็เหยียดยิ้มกว้างแล้วยิ่งโน้มตัวลงมาหา แววตาคมปลาบของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความสนุกสนานขณะเอ่ยเบาๆว่า

 

“คิดอะไรอยู่ครับคุณอนล หรือว่ามึงอยากลองมีประสบการณ์อื่นๆกับกูล่ะ?”

 

“แค่นี้ก็แย่พอแล้ว อย่าให้กูต้องมีประสบการณ์อะไรร่วมกับมึงไปมากกว่านี้เลย” ผมตอบอย่างไม่สนใจจะรักษาน้ำใจพลางขยับตัวออกห่างให้ศอกหนักๆนั่นพ้นไปจากบ่าของตัวเอง

 

“โหเอื้อ มึงนี่โคตรใจร้ายเลยว่ะ” มันแกล้งตัดพ้อ แต่ผมไม่สนใจ

 

ในสายตาของผม คิงก็เป็นแค่เพื่อนของเพื่อนสนิท และเพื่อนของเพื่อนก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนกับเรา ผมกับมันเป็นแค่พนักงานในบริษัทที่ต้องทำงานร่วมกันเป็นครั้งคราวเท่านั้น และผมก็ไม่อยากเกี่ยวข้องอะไรกับมันไปมากกว่านี้ด้วย

 

ถ้าพูดแบบไม่ลำเอียง พอมองข้ามเรื่องสันดานเจ้าชู้ของมันไป ไอ้คิงมันก็เป็นคนที่พอใช้ได้ รับผิดชอบงานไม่เคยขาดตกบกพร่อง ใจกว้าง คอยช่วยเหลือคนอื่น แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อยากเป็นเพื่อนกับคนที่คอยกวนตีนผมเช้า กลางวัน เย็นอยู่ดี

 

มันทำตัวไม่น่าคบเองนะ

 

“เออมึง แต่จะว่าไปคืนนั้น---”

 

“เอ่อ...” เสียงหวานใสของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ผมหันไปมอง เห็นหญิงสาวหน้าตาน่ารักในชุดทำงานสวมกระโปรงสีหวาน แก้มใสๆปัดบลัชออนสีชมพูที่ผมคิดว่าบางทีเธออาจจะเผลอลงน้ำหนักแปรงมากไปหน่อยถึงได้ออกมาสีเข้มแบบนั้น

 

“สวัสดีค่ะพี่คิง สวัสดีค่ะพี่เอื้อ” เธอยกมือไหว้ผม ผมยกมือรับไหว้แล้วเผลอขมวดคิ้วน้อยๆ จำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นพนักงานที่บริษัทเพิ่งรับเข้ามาใหม่ แต่ผมนึกชื่อไม่ออก...

 

“สวัสดีครับ น้องมิ้น” คนข้างๆผมเอ่ยทักทายตอบไป พอได้ยินชื่อผมจึงนึกขึ้นได้ว่าเธออยู่แผนกบัญชีนั่นเอง

 

“เพิ่งมาเหรอครับ?” ไอ้คิงถามด้วยท่าทางเป็นมิตร

 

“เปล่าค่ะ มิ้นมาสักพักแล้ว นี่ลงมาซื้อกาแฟ” เจ้าตัวตอบพลางช้อนตาเหลือบมองคนข้างๆผมอย่างเขินอาย ดูท่าทางแล้วนี่ก็คงเป็นอีกคนที่หลงเสน่ห์หน้าตาหล่อๆของไอ้คิงไม่ต่างจากบรรดาสาวๆนับสิบคนในบริษัทเรา

 

โดนภาพลักษณ์ลวงตากันหมดเลย

 

“อาทิตย์ก่อนมิ้นฝากบราวนี่ผ่านพี่เจตไปให้ พี่คิงได้กินไหมคะ?” เจ้าตัวถามด้วยสีหน้าคาดหวัง ผมกลอกตาเมื่อได้ยินเสียงคนข้างๆตอบไปว่า

 

“กินสิครับ เราทำอร่อยดีนะ”

 

“ขอบคุณค่ะ ถ้าพี่คิงชอบมิ้นจะเอามาฝากอีกนะคะ” แววตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที

 

“หูย เกรงใจเราแย่เลย” ไอ้คิงยิ้มหวาน ผมส่งเสียงหึในลำคอเบาๆ พอพูดถึงบราวนี่ผมก็จำได้ว่าเห็นมันกัดไปแค่สองสามคำก็บ่นว่าหวานไปแล้วยกส่วนที่เหลือให้เจตเอาไปกินหมด แต่พอรุ่นน้องบอกจะทำมาให้อีก มันก็ไม่ปฏิเสธหืออืออะไรเลย

 

ปากบอกไม่เล่นกับคนในบริษัท แต่พฤติกรรมโคตรจะสวนทาง ไม่เรียกว่าขี้หลีจะให้เรียกว่าอะไร

 

“เฮ้ยเอื้อ ลิฟต์มาแล้วนะ มึงจะไปไหน?” เสียงไอ้คิงดังตามหลังผมที่เดินแยกตัวออกมา ผมเดินจ้ำมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟ ไม่คิดจะหันกลับไปตอบมัน

 

ขี้เกียจฟังมันหลีสาว รำคาญ

 

 

 

 

 

 

 

สิบนาทีต่อมา ผมเดินกลับมาที่หน้าลิฟต์พร้อมกับแก้วอเมริกาโน่ในมือ คิ้วเผลอขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นร่างสูงของคนที่น่าจะขึ้นออฟฟิศไปตั้งแต่สิบนาทีก่อนยืนอยู่ที่เดิม พอผมหยุดชะงัก คิงมันก็เดินเข้ามาหาผมแล้วถือวิสาสะโอบไหล่

 

“ปล่อย” ผมสะบัดตัวหนีอย่างไม่ชอบใจแล้วถอยตัวออกยืนเว้นระยะห่างจากมัน ไอ้คิงหัวเราะหึๆ ปล่อยให้ผมยืนอยู่แบบนั้นจนกระทั่งประตูลิฟต์เปิดออก ผมที่ยืนอยู่หน้าสุดจึงเดินเข้าไปด้านในเพื่อจะได้ไม่ขวางทางคนอื่น ไอ้คิงเดินตามเข้ามาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าผม มันถอยหลังเบียดเข้ามาจนตัวผมแทบจะติดผนังลิฟต์

 

คนในลิฟต์ก็ไม่ได้แน่นถึงขนาดที่ต้องมายืนเบียดกันแบบนี้เสียหน่อย เพราะงั้นที่มันทำแบบนี้ก็มีอยู่สาเหตุเดียว

 

มันจงใจแกล้งผมอีกแล้ว

 

ผมทุบหลังมัน แต่เจ้าของแผ่นหลังกว้างไม่ยอมขยับออกห่างแถมยังเบียดผมหนักกว่าเดิม คิงปล่อยให้ผมทุบอยู่แบบนั้นจนลิฟต์มาถึงชั้น 15 ซึ่งเป็นชั้นที่ตั้งออฟฟิศของบริษัทเรา ผมเดินออกจากลิฟต์พลางเหลือบมองอย่างเคืองๆ เห็นรอยยิ้มกวนประสาทแขวนอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่าย

 

น้ำหนักมือผมก็ไม่ได้เบาๆ ทำไมแม่งยังยิ้มได้อยู่อีก

 

โรคจิตหรือไงวะ

 

ผมสแกนบัตรเข้างาน เดินตามคิงที่ส่งเสียงทักทายเพื่อนร่วมงานต่างแผนกไปทั่ว มันกับเจตคล้ายกันตรงที่เป็นคนอัธยาศัยดีเลยผูกมิตรกับชาวบ้านเก่ง รู้จักคนมากมาย ส่วนผม นอกจากเพื่อนร่วมแผนกไอทีแล้วก็แทบจะไม่ค่อยได้คุยกับเพื่อนต่างแผนกสักเท่าไหร่ ผมเป็นคนชวนใครคุยไม่เก่ง ยิ่งบวกกับหน้าตาเฉยชาของผมแล้ว คนส่วนใหญ่เลยมองว่าผมไม่ค่อยเป็นมิตรล่ะมั้ง

 

แต่อยู่เงียบๆแบบนี้ก็ดี รู้จักคนเยอะก็ยิ่งเรื่องเยอะตาม

 

ผมเดินมาถึงโต๊ะตัวเอง เห็นแก้วน้ำผลไม้วางอยู่บนโต๊ะ คงจะเป็นของใครสักคนที่พยายามจะจีบเอามาวางไว้ให้ ผมเลื่อนแก้วไปไว้ไกลๆมือแล้วเปิดคอมเตรียมตัวทำงานดังเช่นทุกวัน นาฬิกาบนผนังบอกเวลาว่าใกล้จะถึงเวลาทำงานเต็มแก่ ผมปรายตามองโต๊ะทำงานของเจตซึ่งยังไร้เงาเจ้าของอย่างนึกแปลกใจ ปกติเจตจะมาถึงออฟฟิศใกล้เคียงกับผม โดยเฉพาะช่วงหลังติดรถไม้มาด้วยทุกวันก็ยิ่งมาเร็วขึ้น แต่วันนี้กลับยังไม่โผล่มา

 

หรือว่ามันจะไม่สบาย

 

ในระหว่างที่ผมกำลังชั่งใจว่าจะโทรไปหามันดีไหม ร่างโปร่งของเจตในสภาพที่หน้าเหยเก หัวยุ่งฟูนิดๆก็เดินเข้ามาในห้องแผนก ท่าทางดูหัวเสียไม่น้อย

 

“ไงเจต ไม่มีเด็กมาส่งวันเดียวมึงมาทำงานสายเลยเหรอ?” ไอ้คิงทัก

 

“รถไฟฟ้ามันเสียโว้ย!” เจตถอนหายใจดังเฮือกพลางกระแทกกระเป๋าลงบนโต๊ะทำงาน ผมมองเหงื่อที่ซึมออกมาตามหน้าผากเพื่อนแล้วเลื่อนแก้วน้ำผลไม้ไปให้มันดื่มดับกระหาย เจตคว้าไปดูดอึกใหญ่พลางกระพือคอเสื้อไล่ความร้อนไปด้วย

 

“เจต วันนี้น้องไม้ไปไหน ทำไมเจ๊ไม่เห็นหน้า?” เจ๊ฝ้าย รุ่นพี่อาวุโสคนหนึ่งในแผนกผมเอ่ยถามพลางชะเง้อมองไปที่ประตู

 

“มันไปมหาลัยตอนเช้าเจ๊ เดี๋ยวบ่ายก็มาแล้ว”

 

“แล้วไป นึกว่าน้องไม้ป่วย ไม่งั้นนัดเราวันนี้ล่มเลยนะแก ไม่ได้นะ” เจ๊ฝ้ายกำชับ ผมได้ยินดังนั้นก็ชำเลืองมองปฏิทินตั้งโต๊ะ พบว่าวันนี้เป็นวันศุกร์ที่30 พอดี

 

เป็นธรรมเนียมของทุกปีเมื่อมีนักศึกษาเข้ามาฝึกงานในแผนก พี่ๆทั้งหลายจะลงขันรวมเงินกันจัดงานเลี้ยงต้อนรับและเลี้ยงส่งให้เมื่อฝึกงานจบ ส่วนใหญ่ก็จะเลือกไปกันวันศุกร์เพื่อจะได้ดื่มกินกันแบบเต็มคราบ ไม่ต้องพะวงว่าพรุ่งนี้จะไม่ตื่นไปทำงาน ส่วนสถานที่ก็มักจะเป็นที่ห้องอาหารเจ้าประจำแห่งหนึ่งไม่ไกลจากแถวนี้

 

ปกติแผนกผมเวลากินเลี้ยงทีไรก็ทุ่มกันสุดตัวเพราะถือคติ Work hard play hard โดยเฉพาะเรื่องอาหารและเครื่องดื่มที่สั่งกันแบบไม่อั้น แถมนี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วที่ไม่ได้ไปกินเลี้ยงกัน เพราะฉะนั้นดูทรงแล้วเงินเดือนเดือนนี้ของแต่ละคนก็น่าจะหมดไปกับงานเลี้ยงครั้งนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ครึ่งวันเช้าของการทำงานผ่านพ้นไป เข้าสู่ช่วงบ่าย เจ้าของงานเลี้ยงอย่างไม้ในชุดนักศึกษาก็เดินเข้ามาในแผนกพลางยกมือไหว้ทักทายรุ่นพี่อย่างพวกผมด้วยรอยยิ้มนุ่มนวล ในมือของรุ่นน้องถึงถุงโดนัทคริสปี้ครีมมากล่องใหญ่

 

ผมเห็นเจตตาเป็นประกายมองตามถุงขนมในมือน้องมันไม่วางตา เจตชอบกินโดนัทยี่ห้อนี้มากๆ แล้วไม้ก็ซื้อมาฝากพี่ๆที่ออฟฟิศพอดี

 

มันคือเรื่องบังเอิญ หรือไม้รู้ว่าเพื่อนผมชอบกินเลยซื้อมากันแน่

 

“ผมจำได้ว่าพี่เจตชอบ ทานเยอะๆเลยนะครับ” มุมปากผมขยับขึ้นเมื่อได้ยินไม้บอกกับเจต สรุปคือไม้มันอยากจะซื้อมาให้เจตกิน แต่ก็ซื้อมาฝากพวกผมด้วยเพื่อความแนบเนียนนี่เอง

 

พนักงานคนอื่นๆลุกขึ้นไปรุมล้อมกล่องโดนัท แต่ผมที่กำลังติดงานด่วนอยู่ไม่มีเวลาลุกไป มือขาวๆของใครคนหนึ่งวางจานใส่โดนัทพร้อมกับส้อมเล็กๆลงบนโต๊ะทำงานของผม ผมเงยหน้าขึ้น เห็นเด็กฝึกงานส่งยิ้มบางๆให้

 

“ทานโดนัทหน่อยนะครับพี่เอื้อ”

 

“ขอบใจ” ผมตอบสั้นๆแล้วหยิบส้อมมาตัดกินไปคำหนึ่งเพื่อไม่ให้น้องมันเสียน้ำใจ ผมยกมือขึ้นเท้าคาง มองไม้เดินตรงไปหาเจตซึ่งกำลังเคี้ยวโดนัทอยู่เต็มปาก

 

แบบนี้เรียกว่าจงใจติดสินบนกันใช่ไหม เด็กคนนี้ร้ายใช่เล่นเหมือนกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้เป็นวันศุกร์สิ้นเดือนที่เงินเดือนออก ปริมาณงานของผมในวันนี้ก็ไม่ค่อยหนักหนาอะไร ดังนั้นมันควรจะเป็นวันดีๆอีกวันหนึ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะว่ามีข้อความไลน์เด้งขึ้นมาแทบจะทุกๆห้านาที

 

‘ทำไมไม่ตอบข้อความ’

 

‘เอื้อ เมื่อไหร่จะรับสายพี่’

 

‘มาคุยกันดีๆได้มั้ยวะ’

 

‘พี่สำนึกผิดแล้วไง ให้โอกาสกันหน่อย’

 

‘เอื้อ ตอบพี่’

 

ผมถอนหายใจยาว หยิบโทรศัพท์มากดเข้าไลน์แล้วจัดการมิวท์แชทของแฟนเก่าด้วยความรำคาญ

 

อดีตแฟนเก่าคนล่าสุดคนนี้ของผมเป็นลูกชายนักการเมืองดัง ผมเจอเขาตอนไปงานแต่งของรุ่นพี่ที่รู้จักกันเมื่อหลายเดือนก่อน พี่ป๊อกเข้ามาชวนผมคุยแล้วก็ขอไลน์ผม ท่าทางในตอนนั้นของเขาดูสุภาพมาก ผมจึงยอมให้ไลน์ไป คุยกันอยู่ราวๆสองเดือนเขาก็ขอผมเป็นแฟน ช่วงแรกๆที่คบกันเขาก็ยังทำตัวดี แต่สองเดือนถัดมาผมก็จับได้ว่าเขานอกใจผมไปคั่วกับนางแบบคนหนึ่ง ผมจึงบอกเลิกเขา ตอนแรกก็ดูเหมือนเขาจะไม่ได้อาลัยอาวรณ์อะไรผมนัก ก็คงจะไม่ได้คิดจริงจังกับผมตั้งแต่แรกนั่นแหละ แต่จู่ๆสองอาทิตย์ก่อนเขาก็ทักมาขอคืนดี พอผมปฏิเสธ เขาก็เริ่มทำตัวน่ารำคาญด้วยการโทรและส่งข้อความมาเช้าสายบ่ายเย็น

 

ผมเคยกดบล็อกเบอร์ บล็อคไลน์อีกฝ่ายไป แต่เขาก็ตามไปรังควานผมในโซเชียลอื่นๆ รวมไปถึงการทักไประรานคนรู้จักของผมเพื่อบอกให้ผมปลดบล็อค ผมไม่อยากให้คนอื่นต้องเดือดร้อนเลยจำใจต้องปลดบล็อกแล้วยอมทนกับความน่ารำคาญพวกนี้ต่อไป โชคดีมากที่ตอนคบกันผมไม่เคยพาเขาไปที่คอนโดตัวเอง ไม่อย่างนั้นผมคงโดนตามถึงห้องแน่ๆ

 

สงสัยคงโดนเทมาเลยกลับมาตามตื๊อผม แต่ผมก็ไม่เคยกดเข้าไปอ่านหรอก เดี๋ยวพอเขาเจอผู้หญิงใหม่ก็คงเลิกวุ่นวายกับผมไปเอง

 

ผมนั่งทำงานต่อไป กระทั่งถึงเวลาเลิกงานจึงเก็บข้าวของ ขับรถไปยังร้านอาหารซึ่งเป็นสถานที่จัดเลี้ยงต้อนรับไม้ในวันนี้พร้อมๆกับเพื่อนร่วมงานในแผนกอีกสามคนที่ติดรถผมไปด้วย พอมาถึงร้านผมก็นั่งเช็คโทรศัพท์ ปล่อยให้คนอื่นสั่งอาหารกันไป ตัวเลขแจ้งเตือนข้อความค้างในแชทของพี่ป๊อกที่ผมมิวท์ไว้และยังไม่ได้อ่านเฉียดพันข้อความทำให้ผมนิ่วหน้า แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นข้อความค้างจาก‘แม่’ผมก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

 

ผมกดเข้าไปอ่าน และข้อความนั้นก็ทำให้ผมเผลอชักสีหน้าอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่

 

‘เงินเดือนแกออกวันนี้ใช่มั้ย โอนมาให้แม่ด้วย’

 

‘ต้นข้าวบอกว่าอยากเรียนวาดรูป’

 

แกก็ช่วยค่าเรียนน้องมาสักสามพันแล้วกัน’

 

เป็นผมอีกแล้วงั้นเหรอ?

 

ผมกำโทรศัพท์แน่นอย่างหัวเสีย ในฐานะพี่ชาย ผมไม่เคยมีอคติกับน้องสาวที่เกิดจากพ่อเลี้ยง ต้นข้าวเป็นเด็กมัธยมปลายที่ร่าเริงและมารยาทดี เป็นน้องสาวที่น่ารักของผม แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือทำไมแม่ถึงชอบเรียกร้องให้ผมช่วยจ่ายค่าเรียน หรือค่าอะไรต่างๆของน้องสาวอยู่เรื่อย ทั้งๆที่พ่อเลี้ยงของผมก็มีฐานะไม่ใช่น้อย ในขณะที่ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ยังมีภาระหนี้สินในการผ่อนคอนโด

 

‘เรื่องเรียนพิเศษของต้นข้าว ทำไมแม่ไม่ไปบอกอาสรณ์ ทำไมต้องเป็นเอื้ออีกแล้ว’

 

‘แกคิดว่าค่าเทอมต้นข้าวเทอมนึงเท่าไหร่ คิดว่ามันถูกๆหรือไง ไหนจะเรียนพิเศษติวเข้ามหาลัยอีก พ่อแกภาระเยอะแยะจะตายแล้ว ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่แค่นี้แกทำไม่ได้หรือไง’

 

คำตอบของแม่ทำให้ผมแค่นยิ้มให้ตัวเอง ความจริงเรื่องเงินแค่นี้ก็ไม่ใช่ปัญหาของผม ผมสามารถให้น้องได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแย่คือผมไม่เคยได้รับสิ่งเหล่านี้จากแม่เลยต่างหาก

 

ต้นข้าวโชคดีที่แม่ประคบประหงม คอยตามใจ ไม่ว่าอยากจะได้อะไรแม่ก็พยายามหามาให้ แต่กับผม แม่ไม่เคยสนว่าใจจริงแล้วผมอยากจะทำอะไรด้วยซ้ำ ผมชอบการวาดรูป อยากเรียนสายศิลป์ แม่ก็บังคับให้ผมเรียนวิทย์คณิต พอขึ้นม.5 ผมอยากไปเรียนพิเศษติวเข้ามหาวิทยาลัย อยากเรียนวาดรูปเพื่อเข้าสถาปัตย์ แม่ก็ไม่สนับสนุน หาว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุ แต่พอมาตอนนี้แม่กลับส่งน้องไปเรียนพิเศษแบบที่ผมเคยอยากเรียน

 

เรื่องสิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุสำหรับผม กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับน้องในสายตาของแม่งั้นเหรอ?

 

ผมมันก็แค่กาฝากหนึ่งตัวในชีวิตของแม่จริงๆ

 

ผมกดปิดเครื่องโทรศัพท์ หยิบขวดเบียร์ที่เพิ่งมาเสิร์ฟตรงหน้าเทใส่แก้วแล้วกระดกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด

 

“ใจเย็นมึง ยังไม่ได้กินข้าวเลย อย่าเพิ่งรีบแดกยอดข้าวดิ” เจตรั้งข้อมือผมที่กำลังจะเทเบียร์เติมลงในแก้วเพิ่ม

 

“กูอยากกิน”

 

“ยังท้องว่างๆอยู่เดี๋ยวเมาเร็วนะ อย่าเพิ่ง---”

 

“ปล่อยมันไปเหอะ ขัดใจมันเดี๋ยวมันก็ทำตาขวางใส่มึงหรอก” เสียงไอ้คิงที่นั่งถัดจากเจตและไม้ดังขึ้น พอผมหันไปมองหน้า มันก็พูด “นั่นไงเห็นป่ะ มันทำตาขวางใส่กูแล้ว”

 

“หุบปากเหอะ” ผมบ่นอย่างรำคาญพลางยกแก้วขึ้นเทเบียร์ลงคอไปอีกครั้ง เจตถอนหายใจ ก่อนจะยอมปล่อยมือจากผมแล้วหันไปหาคิง

 

“แล้วมึงอ่ะ คืนนี้จะแดกเยอะป่ะ?”

 

“ถามทำไม กลัวได้ลากกูกลับบ้านแบบคราวก่อนเหรอ?”

 

“เออดิ ก็ตอนนั้นมึงเดินเซแล้วอ่ะ ขืนปล่อยไปขับรถเกิดชนคนอื่นตายขึ้นมาทำไง”

 

“งั้นมึงวางใจได้ วันนี้กูไม่แดกเยอะหรอก กูกะว่าจะไปต่อว่ะ” ผมเห็นมันยักคิ้วให้เจต คงไม่ต้องถามต่อว่าไปต่อของมันคืออะไร คงไม่พ้นไปผับบาร์ ไม่ก็ไปหาเด็กของมันนั่นแหละ

 

ผมละความสนใจจากบทสนทนาแล้วนั่งดื่มเงียบๆตามลำพังท่ามกลางเสียงเฮฮาของเพื่อนร่วมงานรอบตัว ยิ่งเวลาผ่านไปนานเข้าบรรยากาศก็ยิ่งดูจะคึกคักมากขึ้น ไม้โดนบรรดารุ่นพี่ (เจตเป็นตัวตั้งตัวตี) ยุให้ออกไปร้องเพลงหน้าห้อง พอผมได้ยินเพลงที่ไม้ร้องก็เหลือบมองเพื่อนตัวเองที่นั่งข้างๆทันที

 

ไม่บอกเธอฟังเนื้อเพลงก็รู้แล้วไม้กำลังจงใจสื่อไปหาใคร

 

“ไหนบอกร้องเพลงไม่เก่งไงวะ โกหกกันนี่” เจตโวยวายขึ้นทันทีเมื่อรุ่นน้องร่างสูงเดินกลับมานั่งที่ ไม้ยิ้มกว้าง ถามด้วยแววตาเป็นประกาย

 

“ชอบเหรอครับ?”

 

“ชอบดิ เราร้องเพราะอ่ะ ใช่ป่ะเอื้อ? ไม้มันร้องเพลงเพราะใช่ป่ะๆ” เจตหันมาสะกิดแขนผมยิกๆ

 

“เพราะดี” ผมตอบไปสั้นๆ ไอ้เจตดูจะพึงพอใจกับคำตอบของผมราวกับเป็นคนโดนชมซะเอง ผมรู้ว่าเจตมันค่อนข้างเอ็นดูไม้มากๆ เพราะน้องมันก็เป็นเด็กสุภาพ ทำงานดี แต่มันคงยังไม่รู้ว่าไม้ไม่ได้มองมันเป็นแค่รุ่นพี่ทั่วๆไป

 

เพื่อนผมค่อนข้างหัวช้าน่ะ

 

บรรยากาศรอบกายคึกคัก เต็มไปด้วยเสียงเพลงและเสียงหัวเราะ พี่บาสกับเจ๊ฝ้ายออกไปเต้นกันหน้าห้องกันเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ มีเจตคอยตะโกนเชียร์หัวเราะร่าสลับกับออกไปร้องเต้นอย่างเมามันส์ ทุกคนดูสนุกกันสุดเหวี่ยง แต่ผมกลับรู้สึกแย่จนไม่มีอารมณ์จะสนุกไปกับพวกเขา น้ำสีอำพันแก้วแล้วแก้วเล่าไหลลงคอผมไปเรื่อยๆ

 

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมชีวิตผมมันถึงได้แย่ไปหมดแบบนี้ ตั้งแต่เด็กผมไม่เคยได้รับความรักจากครอบครัว ผมจึงคาดหวังว่าพอโตขึ้นผมอาจจะเจอใครสักคนที่มอบความรักให้กับผม ผมคาดหวังในทุกๆครั้งที่มีความสัมพันธ์ฉันท์คนรักกับใคร ผมโหยหาความรัก ความมั่นคง ความจริงใจ แต่ก็ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับผมโดนใครบางคนสาปแช่งให้ไม่มีความสุขตลอดไป

 

โลกใบนี้ไม่ใจร้ายกันเกินไปหน่อยเหรอ

 

“นั่งแดกเหมือนอกหัก ไงครับคุณอนล โดนใครสลัดรักมาอีกแล้วเหรอ” เสียงไอ้คิงดังขึ้นท่ามกลางเสียงเพลงอึกทึกในห้อง ดวงตาคมของอีกฝ่ายมองผ่านร่างสูงของไม้ที่นั่งคั่นกลางระหว่างเรามาสบตากับผม

 

“ขอวันเดียว”

 

“หืม?”

 

“ขอร้อง อย่าเพิ่งมายุ่งกับกูได้ไหม” ผมเบือนหน้าหนี กระดกเบียร์ลงคอเพิ่ม ไอ้คิงยักไหล่แล้วละความสนใจจากผมหันกลับไปคุยกับไม้ ผมไม่ได้ยินว่ามันคุยอะไรกัน แต่ถึงจะได้ยินตอนนี้ผมก็เหนื่อยจนไม่มีอารมณ์จะใส่ใจ

 

หัวผมเริ่มมึนด้วยฤทธิ์ของมึนเมามากมายที่หลั่งไหลเข้าร่างกาย ผมไม่ใช่คนคอแข็งแบบเจตที่กินเท่าไหร่ก็ไม่เมา นี่ก็ใกล้ถึงลิมิตของผมแล้ว ปกติผมจะไม่ค่อยดื่มเกินลิมิตตัวเอง แต่คืนนี้มันมีเรื่องราวมากเกินไป ทั้งเรื่องพี่ป๊อก เรื่องที่บ้าน ผมไม่รู้จะระบายอย่างไรเลยได้แต่หันหน้าไปพึ่งแอลกอฮอล์

 

จากที่ดื่มแต่เบียร์ก็ขยับไปชงเหล้า ผมนั่งกระดกเหล้าเข้าปากไปเรื่อยๆ ทั้งหยุดมือไม่ได้ แล้วก็ไม่อยากจะห้ามตัวเองด้วย

 

“กูว่ามึงกินหนักไปแล้วนะ” เสียงทุ้มๆของไอ้คิงที่มานั่งข้างผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ดังขึ้นพลางดึงแก้วเหล้าออกจากมือผม

 

“อย่ายุ่ง” ผมชักสีหน้าคว้าแก้วกลับมากรอกเหล้าใส่ปาก ผมได้ยินเสียงมันบ่นอะไรสักอย่าง แต่ตอนนั้นสติผมไม่มากพอที่จะจับใจความได้แล้ว

 

รอบกายคล้ายจะมืดลงท่ามกลางเสียงอื้ออึง ผมรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเจตอยู่ไกลๆ ได้ยินประโยคอะไรสักอย่างที่พูดถึงแท็กซี่ เหมือนมีใครประคองกำลังผมให้ลุกขึ้น กลิ่นมินท์จางๆผสมไปกับกลิ่นแอลกอฮอล์จากกายของใครบางคนที่กำลังพยุงผมให้ความรู้สึกคุ้นเคยจนผมยอมปล่อยให้อีกฝ่ายพยุงโดยไม่ขัดขืน หลังจากนั้นผมก็หลับยาว รู้สึกตัวอีกทีก็กำลังถูกประคองลงจากรถ

 

ผมมึนหัวไปหมด พยายามจะลืมตาขึ้นมองเบื้องหน้า แต่เปลือกตาของผมหนักเกินไป ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าผมจะฝืนลืมตาขึ้นมาได้สำเร็จ ผมพบว่าตัวเองยืนอยู่หน้าประตู เสียงแตะคีย์การ์ดดังขึ้นก่อนที่ผมจะถูกพยุงเดินให้เข้าไปในห้องที่มืดสนิท

 

“ใคร?” ผมเอ่ยถามด้วยเสียงแหบแห้ง สติอันน้อยนิดที่เหลืออยู่เริ่มตื่นตัวเพราะบรรยากาศเงียบงันรอบกาย

 

“ตื่นแล้วเหรอ มึงเมาเป็นหมาเลยรู้ตัวป่ะ” เสียงทุ้มแหบคุ้นหูแต่ออกจะยานคางกว่าปกติของใครสักคนตอบมา ผมรู้จักเจ้าของเสียงนี้อย่างแน่นอน แต่สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่ของผมก็ไม่มากพอจะที่จะแยกแยะได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร หัวใจผมเต้นตึกตักเมื่อถูกพาเข้าไปในห้องมืดๆห้องหนึ่ง สัญชาตญาณความกลัวทำให้ผมกำเสื้อของคนข้างกายแน่น

 

“เดี๋ยวมึงนอนในห้อง กูจะออกไปนอนที่โซฟา ไอ้เหี้ย มึนหัวว่ะ...” เสียงทุ้มของคนที่กำลังประคองผมดังอยู่ข้างหู เขาพูดอะไรต่อสักอย่างที่ผมจับใจความไม่ได้ในขณะฝ่ามืออุ่นๆพยายามแกะมือผมที่กำเสื้อของเขาอยู่ออก

 

“เอื้อ มึงปล่อยดิ”

 

“ไป...ไหน” ผมถามอย่างหวาดหวั่น ในห้องนี้มีเสียงเครื่องปรับอากาศกำลังทำงาน แต่มันมืดสนิทจนมองไม่เห็น

 

ไม่เห็นอะไรเลย

 

“กูจะไปนอน มึงก็นอนซะ” เขาแกะมือผมออกได้สำเร็จแล้วดันตัวผมให้เดินถอยหลังจนล้มลงไปนอนบนเตียง ท่ามกลางความมึนงง ผมใช้แรงทั้งหมดดึงอีกฝ่ายให้ลงมานอนด้วยกัน

 

ร่างกายของผมหนักอึ้งเมื่อมีใครบางคนทาบทับอยู่ด้านบน ผมได้ยินเสียงสบถเบาๆที่ฟังไม่ได้ความ อีกฝ่ายทำท่าจะลุกออกไป ผมผวาเฮือก ยิ่งกอดรัดเขาไว้แน่นกว่าเดิม

 

“ไม่เอา...” ผมพึมพำ ความหวาดกลัวเอ่อท่วมท้นจิตใจจนสั่นไปทั้งร่าง ยิ่งไม่มีเสียงตอบรับใดๆกลับมาผมก็ยิ่งปัดป่ายมือสะเปะสะปะไปตามร่างกายของอีกฝ่าย ไขว่คว้าทุกสิ่งที่พอจะยึดได้

 

“อย่าไป...กลัว...”

 

“เอื้อ หยุด” กระแสเสียงดุดันตอบกลับมาไม่ได้ทำให้ผมนึกกลัวเท่ากับการถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง ผมผวากอดคอคนตรงหน้า พึมพำคำเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา

 

ผมถูกทอดทิ้งท่ามกลางความมืดมิดครั้งแล้วครั้งเล่า ผมไม่อยากอยู่คนเดียวเหมือนตอนนั้นอีก...

 

“กอด...หน่อย” ผมเอ่ยเบาๆ เบียดกายเข้าหาความอบอุ่นจากร่างกายของคนด้านบน

 

“เอื้อ มึงหยุด ปล่อย”

 

“ไม่...ไม่” ผมปฏิเสธทันควัน พยายามรั้งตัวเขาไว้สุดความสามารถ

 

ตอนนี้ผมอยู่คนเดียวไม่ได้ ผมอยากให้เขาอยู่กับผม กอดผม ปลอบผม...

 

“กอดเอื้อสิ...อย่า...ไปนะ”

 

เสียงลมหายใจหอบหนักคือคำตอบของผม กลิ่นแอลกอฮอล์จากยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อคนด้านบนโน้มหน้าลงมากระซิบ

 

“จะยั่วกันเหรอ?” เสียงสั่นพร่าที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ของอีกฝ่ายสร้างความวูบวาบแปลกๆในช่องท้องของผม “มึงรู้ไหมว่าความอดทนของกูมีขีดจำกัด”

 

“กอด...หน่อยนะ” ผมเอ่ยเสียงแผ่วพลางกอดอีกฝ่ายแน่นจนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างกัน

 

สัมผัสแผ่วเบาบางอย่างไล้ผ่านข้างแก้มของผม เรื่อยลงไปยังข้างลำคอ มันทำให้ช่วงล่างของผมเริ่มรู้สึกอึดอัดและร้อนผ่าว ผมหายใจแรงขึ้น พยายามขยับตัวถูไถกับที่นอนระบายความไม่สบายตัวออกไป

 

บางสิ่งที่แข็งขืนดุนดันช่วงล่างของผม ผมขยับเข้าหาสิ่งนั้น เสียดสีสะโพกเข้ากับมันอย่างหน้ามืดตามัว

 

“ถ้ามึงยังยั่วกูอยู่แบบนี้ กูจะไม่ปล่อยมึงไปแล้วนะ” เสียงทุ้มแหบพร่าประชิดข้างหู สติอันน้อยนิดของผมบอกว่านั่นคือคำเตือนครั้งสุดท้าย

 

ผมปัดสิ่งนั้นออกจากใจแล้วปรือตาขึ้นมองคนที่อยู่ด้านบน ฤทธิ์แอลกอฮอล์ปลุกปั่นให้จิตสำนึกเบื้องต่ำเข้าควบคุมร่างกายโดยสิ้นเชิง

 

“อย่าไป...กอดเอื้อ...นะ อื้อออออ”

 

ความอ่อนนุ่มที่รุ่มร้อนและดุดันทาบทับลงมาบนริมฝีปากของผมทันที บางอย่างที่อุ่นชื้นเจือกลิ่นแอลกอฮอล์คลุ้งสอดแทรกเข้ามาในโพรงปาก ตวัดเกี่ยวดูดดึงกับลิ้นของผมอย่างหนักหน่วง ฝ่ามือใหญ่บีบเฟ้นเนื้อตัวของผม ทิ้งความกระสันซ่านเอาไว้บนผิวกายทุกตำแหน่งที่ลูบไล้ผ่าน เสียงคำรามต่ำๆในลำคอจากคนด้านบนยิ่งทำให้ผมรู้สึกร้อนระอุขึ้นเป็นเท่าทวี

 

ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นจากจุดนั้นและกำลังปะทุความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

 

สัมผัสร้อนผ่าวไล่ต่ำลงสู่เบื้องล่างจนผมบิดกายเร่า ความเสียวซ่านแล่นปราดไปทั่วร่างเมื่อส่วนกึ่งกลางกายถูกครอบครอง เสียงครางเครืออื้ออึงดังออกมาจากปากของผมผสานไปกับเสียงครางต่ำๆและเสียงเฉอะแฉะของการสอดประสาน ทุกอย่างก้องกังวานอยู่ในหู ท่ามกลางความมืดมิดผมถูกปลุกเร้าปรนเปรอไม่รู้จบสิ้น และผมก็ตอบสนองกลับไปอย่างเท่าเทียมกัน สติของผมเลือนราง แต่ความรู้สึกช่างชัดเจน

 

ผมโหยหาการกอดรัด การสัมผัส จนไม่หลงเหลือการรับรู้สิ่งอื่นใดอีกต่อไป เหลือเพียงความต้องการที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ และผมไม่ต้องการให้มันจบลง

 

ทุกอย่างดำเนินต่อไปอีกเนิ่นนานหลังจากนั้น สิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้คือผมกำลังล่องลอยอยู่บนฟากฟ้า ก่อนที่ความมืดมิดของนิทรารมณ์จะเข้าครอบงำ

 

 

#อย่าเล่นกับอนล

 

สามตอนที่ผ่านมาคืออินโทร(?) แต่ต่อจากนี้คือของจริงแล้วค่ะ:)

 

ปล. นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น และการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรแก่การเอาเป็นเยี่ยงอย่างโดยเด็ดขาดนะคะ

 

อ่านจบแล้วช่วยคอมเม้นหรือติดแท็ก#อย่าเล่นกับอนล เป็นกำลังใจให้เราหน่อยน้า หรือจะแวะไปคุยเล่นกับเราในทวิตเตอร์ @ltbb_novels ก็ได้นะคะ รออ่านคอมเม้นของทุกคนอยู่นะ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.582K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,518 ความคิดเห็น

  1. #3510 jjtk (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 / 18:26
    สงสารน้องจังภายนอกดูเข้มแข็งแต่ข้างในเปราะบางมาก ฮือออออ
    #3,510
    0
  2. #3488 pookpak_world (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 04:55
    ตื่นมามันจะเป็นบะลั่กๆๆอุ่กๆไหมคะ โอ้ย อึดอัดรอแล้ว
    #3,488
    0
  3. #3470 เลดี้วาย (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 14:13
    น้องงงงงงงงงง
    #3,470
    0
  4. #3213 ENJOY_EVERYDAY (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2563 / 14:29

    เอื้อเอ้ย ตื่นขึ้นมาแล้วจะมองหน้ากันยังไง๊

    #3,213
    0
  5. #2487 0818770547 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 11:04
    โอ้ยใจจะวาย
    #2,487
    0
  6. #2007 Bammiiee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 09:22
    สงสารเอื้อจังเลย
    #2,007
    0
  7. #1821 PanPloyPannanon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 06:19
    สงสารน้องเอื้อ
    #1,821
    0
  8. #1492 Sariei_va (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 08:16
    เอื้อออออ
    #1,492
    0
  9. #1463 Ffff (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 21:56

    พรุ่งนี้บ้านแตกแน่เลยน้องเอื้อ

    #1,463
    0
  10. #1386 Pipipapa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 11:25
    แซ่บจริงคู่นี้
    #1,386
    0
  11. #1327 salmonism (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 14:52
    หวังว่าอะไรต่อจากนี้จะไม่หนักหน่วงจนเกินไป
    #1,327
    0
  12. #1260 MyJS (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 01:50
    เวงกำ ความมืดเป็นเหตุ
    ยังคงสงสัยว่าทำไมน้องกลัวความมืดน้อ
    #1,260
    0
  13. #1184 NeNe (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 09:42
    นึกแล้วเชียวว่าคืนนี้มันต้องมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้น
    #1,184
    0
  14. #1009 Wafuii (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 10:08
    มีเรื่องกันคืนนี้จริงๆด้วย
    #1,009
    0
  15. #684 Chatchai Wongcha-oom (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 16:09
    ดูแลเอื้อดีๆ นะคิงงงงง
    #684
    0
  16. #675 Aisa-Mee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 06:10
    ทำไมถึงกลัวความมืดนะ
    #675
    0
  17. #668 44Sodium77 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 02:36
    สงสารเอื้อจัง
    #668
    0
  18. #622 priyatida_tt (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 20:04

    กรี๊ดดดดดดด
    #622
    0
  19. #565 PeN (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 23:11

    นั่นไง มีซัมติ้งตอนงานเลี้ยงแล้วกลับด้วยกันจรืงๆด้วย ถ้าสังเกตจากตอนของไม้เจต หลังจากนี้คิงก็ตามติดเอื้อเลยนะ ขอคบด้วย รักจริงอ่ะแหละคิงอ่ะ แต่เอื้อยังใจแข็งอยู่



    คิงรักเอื้อมากๆ ดูแลเอื้อดีๆนะ

    #565
    0
  20. #559 MTBB939798 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 22:42
    เจ้มจ้นขึ้นเรื่อยๆแน่มๆ
    #559
    0
  21. #503 1000Nara (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 20:02

    เอื้อออออออออ

    #503
    0
  22. #498 25351209 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 17:14
    เบาได้เบา
    #498
    0
  23. #496 Bishxxbi (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 05:44
    เอื้ออ;-;
    #496
    0
  24. #495 K_Kd_oyoung (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 04:34
    คิงห้ามทำเอื้อเสียใจนะ;-;
    #495
    0
  25. #494 tothemoonnnn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 04:30
    ฮืออ เขียนดีมากกกๆ สงสารเอื้อมาก ;—:
    #494
    0