(END) #อย่าเล่นกับอนล [สนพ. Deep Publishing]

ตอนที่ 10 : 10 ยินดีที่ได้รู้จัก [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,456
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,086 ครั้ง
    2 ส.ค. 63

#อย่าเล่นกับอนล

 

 

 

***คำเตือน***
 

 

เนื้อหาในตอนนี้มีการบรรยายฉากร่วมเพศ เหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีการตัดทอนรายละเอียดบางอย่างออกเพื่ออรรถรสในการอ่านซึ่งไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ อีกทั้งยังมีประเด็นในเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว ขอให้ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

 

 

 

 

หากเทียบกับคนอื่นๆที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ผมคิดว่ากิจวัตรประจำวันของผมค่อนข้างจะน่าเบื่อ

 

ในฐานะมนุษย์ออฟฟิศที่ต้องเข้างานตอน08.30 น. และเลิกงาน17.30 น. บวกกับเวลาที่รถติดอยู่บนท้องถนนร่วมๆสองชั่วโมงกว่าในแต่ละวัน มันก็กินเวลา24 ชั่วโมงของผมไปเกินครึ่งแล้ว และผมก็ไม่ใช่พวกExtrovert ที่มีพลังเหลือเฟือพอจะออกไปสังสรรค์ต่อหลังเลิกงาน ถ้าเป็นช่วงมีแฟนผมก็ยังออกไปเที่ยวกับแฟนอยู่บ้าง ส่วนในช่วงที่ไม่ได้คบหากับใคร แต่ละวันก็จะมีเพียงการตื่นไปทำงานและกลับมานอนต่อที่ห้อง วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา

 

แต่ตอนนี้มันค่อนข้างจะ...ต่างไปจากเดิมนิดหน่อย

 

การมีFriends with benefit นั้นทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปไม่น้อย จากการขับรถตรงดิ่งกลับคอนโดทันทีหลังเลิกงาน อาศัยซื้ออาหารตามสั่งที่ร้านใกล้ๆคอนโดกินเป็นมื้อเย็น ก็โดนคิงมันลากไปแวะทานข้าวที่ห้างสลับกับที่ตลาดนัดแถวคอนโดแทน เมื่อไหร่ที่อยากดูหนังมันก็ลากผมไปดูเป็นเพื่อน กลับมาถึงคอนโดก็มีเซ็กซ์กัน กิจกรรมทุกอย่างที่ทำด้วยกันแทบไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่ผมเคยทำกับแฟนเก่า ยกเว้นแต่ว่าผมกับมันไม่ได้เป็นอะไรกันเลย นอกจากเพื่อนบำบัดเซ็กซ์

 

พอก้าวเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์นี้ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมส่วนใหญ่คนที่มีความสัมพันธ์แบบนี้กันมักจะจบไม่สวย เพราะทุกอย่างมันชวนให้เผลอไผล คิดเกินเลยไปว่าเพื่อนคนนั้นคือแฟนของเราได้ง่ายมากๆ และเมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งรู้สึกแบบนั้นมันก็คือการละเมิดข้อตกลง คนที่รู้สึกก็ต้องพยายามยื้อ ในขณะที่อีกคนพยายามจะตัดขาด สุดท้ายมันก็จะนำไปสู่ความบาดหมางจนมองหน้ากันไม่ติดแต่สำหรับผมกับไอ้คิงคงไม่เป็นแบบนั้น เพราะเราต่างคนต่างมีเป้าหมายแค่หาเพื่อนแก้เหงาด้วยกันทั้งคู่ มันไม่ใช่สเปคของผม และคิงก็คงรักชีวิตอิสระมากเกินกว่าจะคิดหยุดอยู่ที่ใครคนหนึ่งด้วยวัยเพียง27 ปี

 

เสียงโทรศัพท์ที่ตั้งปลุกไว้ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของห้องนอน ผมเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างง่วงงุน คว้าโทรศัพท์มากดปิดเสียงแล้วหลับตาลงครู่หนึ่ง พอนึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้ต้องไปทำงาน ผมก็จำยอมตัดใจจากความนุ่มและอบอุ่นของผ้าห่มผืนใหญ่แล้วลุกขึ้นมานั่งบนเตียง

 

ผิวกายเปล่าเปลือยของผมสัมผัสอุณหภูมิเย็นเฉียบภายในห้อง ผมหันไปมองข้างตัว แผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของเพื่อนร่วมเตียงปรากฏต่อสายตาท่ามกลางแสงสลัวจากโคมไฟในห้อง ผมยกมือขึ้นขยี้ตาเบาๆไล่ความง่วงแล้วลงจากเตียงเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้า หยิบผ้าเช็ดตัวกับชุดที่จะใส่ในวันนี้ออกมา เดินเข้าห้องน้ำไป

 

หนึ่งสัปดาห์มีเจ็ดวัน และสามในเจ็ดวันนั้นผมจะมีเพื่อนมานอนที่คอนโดด้วย ผมจึงต้องนาฬิกาปลุกให้เร็วกว่าปกติเพราะที่คอนโดผมมีห้องน้ำเพียงห้องเดียว และไอ้คิงก็ลีลาท่ามากเหลือเกินกว่าจะตื่นไปทำงานในแต่ละวันได้ พอนาฬิกาปลุกผมจึงปล่อยให้มันนอนต่อแล้วไปอาบน้ำก่อน หลังจากใช้ห้องน้ำเสร็จแล้วถึงค่อยมาปลุกให้มันไปอาบน้ำแต่งตัว

 

ผมเดินไปที่อ่างล้างหน้าแล้วเริ่มลงมือล้างหน้าแปรงฟัน น้ำเย็นๆช่วยขับไล่ความงัวเงียออกไปได้เป็นอย่างดี ผมยกผ้าเช็ดตัวขึ้นซับหน้าแล้วตั้งใจจะเดินเข้าไปอาบน้ำต่อ แต่แล้วเสียงลูกบิดประตูก็ดังขึ้น

 

 

 

 

::CUT::

(ตามหาได้ในแท็ก #อย่าเล่นกับอนล ในทวิตเตอร์ค่ะ)

 

 

 

 

 

ผมน่าจะรู้ว่าคนอย่างไอ้คิงมันเชื่ออะไรไม่ได้

 

นาฬิกาดิจิตอลที่คอนโซลรถแสดงเวลาแปดนาฬิกา สภาพการจราจรแสนติดขัดรอบตัวและเวลาเข้างานที่กระชั้นเข้ามาทำให้มือที่จับพวงมาลัยรถของผมกำแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีดขาว

 

ผมไม่น่ายอมใจอ่อน ไม่น่าไปเชื่อที่มันบอกว่าแป๊บเดียวบ้าบอคอแตกอะไรนั่นเลย ทำแบบนั้นกันมาเป็นเดือนๆ ผมน่าจะรู้ว่ามันไม่มีคำว่าแป๊บเดียวในพจนานุกรมของไอ้คิงหรอก กว่ามันจะเสร็จ กว่าจะได้อาบน้ำจริงจังก็ปาไปเจ็ดโมง กว่าจะได้ออกจากคอนโดก็ช้ากว่าปกติไปตั้ง40 นาที ตอนนี้ผ่านมา20 นาทีแล้วรถก็ยังติดแหง็กอยู่แถวคอนโดเหมือนเดิม แทบไม่ขยับไปไหนเลย

 

ปี๊น!

 

ผมบีบแตรใส่ฮอนด้าซีวิคสีดำที่อยู่ข้างหน้าด้วยความโมโห แต่ก็เดาได้ว่าเจ้าของรถคงไม่รู้สึกอะไรหรอก เพราะก่อนออกจากห้องมันยังอารมณ์ดียิ้มระรื่น แอบบีบก้นผมตอนอยู่ในลิฟต์ด้วยซ้ำ ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจเรื่องจะไปทำงานทันหรือไม่เลยสักนิด

 

บอกเลยว่าถ้ามันขอทำตอนเช้าวันทำงานอีกผมจะไม่มีทางยอม ไม่มีครั้งหน้าอีกแน่นอน

 

“เอื้อ ทำไมวันนี้มาสายวะ?” เจตเอ่ยถามขึ้นเมื่อผมกับคิงเดินเข้าไปในห้องแผนกตอนเกือบเก้าโมงเช้า ผมทำเป็นมองไม่เห็นสายตาอ่อนใจกึ่งติเตียนของพี่บาสที่มองมาทางพวกผม แล้วรีบกดเปิดคอมพิวเตอร์พลางตอบมันไปว่า “รถติดนิดหน่อย”

 

“ถามแต่ไอ้เอื้อ ไม่ถามกูบ้างล่ะว่าทำไมถึงมาสาย” ไอ้คิงทักขึ้น ส่งผลดวงตาเรียวเล็กของเจตหรี่ลง

 

“ถามเพื่อ มึงมาทำงานสายก็เรื่องปกติป่ะ”

 

“โห มึงก็พูดซะกูดูเหี้ยเลย”

 

“แล้วไม่ใช่ไง๊?”

 

“เฮ้ยเจต กูว่ากูออกจะ---”

 

“คุยอะไร ทำงานๆ” พี่บาสส่งเสียงปรามมา ศึกน้ำลายของสองคนนั้นจึงจำต้องยุติลงชั่วคราว

 

ผมเริ่มลงมือสะสางงานค้างที่มากมายมหาศาล ความจริงบริษัทของผมเป็นบริษัทเล็กๆ มีกราฟิก3-4 คนก็กำลังพอดีกับปริมาณงานแล้ว แต่ที่มีงานค้างเยอะตลอดก็เพราะพวกผมต้องมาทำงานในส่วนของพี่มงคลผู้ไร้ความรับผิดชอบด้วย ช่วงไหนมีเด็กฝึกงานคอยช่วยก็พอจะเบาแรงไปได้บ้าง แต่ถ้าไม่มีผมกับเจตก็ต้องอยู่โอทีกันเกือบทุกวัน

 

จะหวังให้พี่มงคลปรับปรุงตัวน่ะเหรอ ผมว่าผมลาออกไปหางานทำใหม่น่าจะเร็วกว่าอีก

 

“พี่เอื้อครับ” ระหว่างที่นั่งทำงานอยู่ เสียงทุ้มนุ่มนวลก็เอ่ยเรียกชื่อผมทำให้ผมละสายตาจากคอมพิวเตอร์หันไปมองเจ้าของเสียง เห็นเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษายืนถือโน้ตบุ๊คอยู่ พอเห็นว่าผมมองไม้ก็ส่งยิ้มอบอุ่นให้พลางยกโน้ตบุ๊คมาวางบนโต๊ะผม

 

“แบนเนอร์อันนี้โอเคแล้วหรือยังครับ? ให้ผมแก้อะไรอีกไหม?” อีกฝ่ายถาม ผมเหลือบมองข้างกายโดยอัตโนมัติ พอพบว่าเจ้าของโต๊ะข้างๆหายไปผมจึงเลิกแปลกใจว่าทำไมไม้ถึงได้เดินมาถามงานกับผม

 

“เจตไปไหนล่ะ?”

 

“เมื่อกี้เจ๊ฝ้ายมาตามพี่เจตกับพี่คิงให้ไปช่วยยกของที่ห้องเก็บเอกสารครับ ตอนแรกผมจะไปเองแต่พี่เจตบอกให้อยู่ทำงาน”

 

“อ้อ...”

 

“ตกลงมันใช้ได้หรือยังครับ?”

 

“ก็ใช้ได้แล้ว ไม้ลองส่งให้บอสดูเลยแล้วกัน ไม่น่าจะสั่งแก้หรอก” ผมตอบ ไม้พยักหน้าแต่ยังไม่ยอมขยับ ผมจึงมองหน้าเป็นเชิงถาม ไม้โน้มตัวเข้ามาใกล้ผมแล้วลดเสียงลง

 

“คือ...ผมมีเรื่องอยากจะถามพี่เอื้อน่ะครับ”

 

“ว่ามาสิ” ผมตอบ ก่อนหน้านี้นอกเหนือจากเรื่องงานแล้วผมก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกับไม้สักเท่าไหร่ แต่หลังจากอยู่สีเดียวกันในงานกีฬาสีบริษัท ผมก็มีโอกาสได้คุยกับไม้ในหลายๆเรื่อง

 

วันนั้นผมถามไม้ไปตรงๆว่าชอบเพื่อนผมใช่ไหม และน้องมันก็ตอบกลับมาอย่างจริงใจเช่นกัน ความจริงผมก็ไม่ได้ระแวงอะไรมากมายแล้ว เพราะที่ผ่านมาน้องมันก็ทำตัวดี คอยดูแลเจตเป็นอย่างดี จะมีก็แต่เพื่อนผมนี่แหละที่ไม่รู้ตัวสักทีจนไม้ต้องคอยมาขอคำแนะนำจากผมอยู่เรื่อยๆ เช่น ควรจะเข้าหาพี่เจตยังไง พี่เจตชอบหรือไม่ชอบคนแบบไหน

 

ส่วนวันนี้ก็คงจะเป็นเรื่อง...

 

“นอกจากชานมไข่มุก คริสปี้ครีม ขนมครกร้านข้างตึก กับบราวนี่ พี่เจตเขายังชอบกินอะไรอีกบ้างครับ?”

 

ผมลอบอมยิ้มเมื่อเห็นน้องมันร่ายชื่ออาหารยาวเหยียดที่เป็นของโปรดของเพื่อนผมออกมาได้ครบถ้วน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจอย่างเห็นได้ชัด ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมไม้ถึงชอบซื้อของกินมาขุนไอ้เจตมันนัก แค่นี้แก้มเพื่อนผมก็ใกล้จะระเบิดเต็มที แต่ไม้ก็ยังคงขยันหาซื้อของกินมาให้อยู่ร่ำไป สงสัยคงเห็นเจตมันมีความสุขกับการกินมากเลยอยากเอาใจด้วยวิธีนี้ล่ะมั้ง

 

“จริงๆมันก็กินได้ทุกอย่างนะ พี่ไม่เคยเห็นมันบ่นว่าไม่ชอบอะไร”

 

“ไม่มีอะไรที่เขาชอบเป็นพิเศษเลยเหรอครับ?” ไม้ถาม ผมนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงนึกบางอย่างออก

 

“สมัยมหาลัยมันชอบกินกล้วยทอดเจ้านึง เป็นกล้วยทอดอินโดน่ะ มีขายที่มหาลัยพวกพี่ มันกินเกือบทุกวันเลย แต่พอจบมาหาซื้อยากเลยไม่ได้กินอีก”

 

“ใช่แบบนี้ไหมครับ?” ไม้เสิร์ชภาพในกูเกิ้ลให้ผมดู พอผมพยักหน้าน้องมันก็คลี่ยิ้ม

 

“มีขายที่มหาลัยผมพอดีเลย”

 

“อืม ถ้าวันไหนแวะไปมหาลัยก็ซื้อไปฝากมันสิ พี่ว่ามันต้องชอบมากแน่ๆ”

 

“โอเคครับ ขอบคุณพี่เอื้อมากๆนะครับ” ไม้ยิ้มกว้าง ผมพยักหน้ารับพลางยิ้มตอบบางๆ หูได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ ผมเลยละสายตาจากไม้หันไปเงยหน้ามอง เห็นเจตกับคิงเดินกลับมาที่ห้องพร้อมแบกลังเอกสารอันเบ้อเริ่มมาด้วย

 

“เดี๋ยวผมช่วยครับ” ไม้รีบปรี่เข้าไปช่วยยก พอเอาลังไปวางหลังโต๊ะเจ๊ฝ้ายเสร็จสามคนนั้นก็เดินกลับมาประจำที่ ไม้ยกเอาโน้ตบุ๊คกลับไปที่โต๊ะตัวเอง ส่วนเจตยื่นหน้าเข้ามาหาผม

 

“เมื่อกี้คุยอะไรกันวะ?” มันสะกิดถามผมด้วยรอยยิ้มจางๆ แต่ผมกลับรู้สึกว่าแววตาของเพื่อนดูไม่ค่อยสดใสเหมือนแต่ก่อน

 

“ไม้มาถามเรื่องงาน” ผมตอบ เจตส่งเสียงงึมงำในลำคอพลางเหลือบมองรุ่นน้องที่นั่งอยู่ข้างๆ

 

“ช่วงนี้พวกมึงดูคุยกันเยอะขึ้นนะ”

 

“อืม”

 

“ดีแล้ว” เจตพึมพำตอบผมอย่างใจลอย

 

ตั้งแต่หลังงานกีฬาสีเจตมันก็ดูแปลกไป เหมือนกำลังคิดอะไรในใจอยู่ตลอดเวลา ยิ้มก็ยิ้มไม่เต็มที่เหมือนเคย แต่พอผมถามมันก็บอกว่าไม่มีอะไร

 

นั่นแปลว่ามันมีอะไรแต่ยังไม่พร้อมจะเล่าต่างหาก และผมก็จะไม่เซ้าซี้ให้มันลำบากใจ รอให้เจตสบายใจที่จะพูดเดี๋ยวมันก็พูดออกมาเอง

 

เจตกลับไปนั่งทำงานต่อ ผมเองก็กลับไปสนใจงานที่หน้าจอ แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับเมาส์คลิกอะไรโทรศัพท์บนโต๊ะก็ส่งเสียงแจ้งเตือนข้อความเข้า

 

ความจริงไม่ต้องเปิดดูผมก็พอจะเดาได้ว่าใครส่งมา ช่วงนี้แม่ไม่ได้โทรหรือส่งข้อความมาตามผมกลับบ้าน อาจจะรู้แล้วว่าตามไปยังไงผมก็ไม่กลับไปง่ายๆ พี่ป๊อกก็ไม่ได้ทักมาตื๊อขอคืนดีกับผมได้อาทิตย์กว่าแล้วเช่นกัน ดังนั้นก็มีอยู่คนเดียว...

 

‘คุยอะไรกับไอ้ไม้มันวะ อยู่ใกล้กันจัง’

 

‘จะรู้ไปทำไม’

 

‘ก็แค่อยากรู้เฉยๆ ไม่ได้เหรอ’

 

‘เลิกทักมา ไปทำงานไป’ผมถอนหายใจยาวแล้วกดออกจากแอพพลิเคชั่นแชท กำลังจะวางโทรศัพท์ลง แต่แล้วเสียงข้อความเข้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง พอผมกดเช็คดูก็ถึงกับชะงัก

 

‘แล้วถ้ากูบอกว่าหึงมึงจะบอกมั้ย’

 

ข้อความนั้นทำให้ผมเผลอกำโทรศัพท์แน่นขึ้น

 

‘อย่าเอาเรื่องแบบนี้มาพูดเล่น กูไม่ชอบ’ผมพิมพ์ตอบกลับไปแล้วกดล็อคโทรศัพท์ แอบปรายตามองไปทางด้านหลัง ความเคร่งเครียดปรากฏวูบขึ้นในใจ

 

ผมกับมันเป็นแค่Friends with benefit กัน ความสัมพันธ์นี้มีเส้นกั้นอย่างชัดเจน คิงมันอาจจะพูดเล่นๆโดยไม่คิดอะไร แต่ผมคิดว่าถ้ายังคงต่างฝ่ายต่างยังต้องการผลประโยชน์จากกันและกัน การปล่อยให้มันพูดจาหยอกเอินบ่อยๆคงจะไม่ส่งผลดีเท่าไหร่นัก

 

เพราะความรู้สึกมันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเอามาพูดเล่นกันจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

ตลอดทั้งวันคิงไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นขึ้นมาอีก เหมือนมันจะมองออกว่าผมรู้สึกไม่โอเคจริงๆจึงไม่ได้มาแกล้งแหย่อะไรเพิ่ม ต่างคนต่างนั่งทำงานของตัวเองไปจนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน คนอื่นๆทยอยกันปิดคอมเตรียมตัวกลับบ้าน แต่ผมยังเหลืองานค้างอีกนิดหน่อยเลยตั้งใจว่าจะอยู่ทำให้เสร็จก่อน

 

“เอื้อ มึงไม่ไปกินข้าวเย็นด้วยกันจริงเหรอวะ? กูรอได้นะ” เจตถามขึ้นระหว่างที่มันกำลังเก็บกระเป๋า

 

“ไม่ล่ะ ที่ห้องกูมีกับข้าวแล้ว”

 

“เก็บไว้กินพรุ่งนี้ก็ได้”

 

“เก็บไว้หลายวันเดี๋ยวมันจะบูดเอา เสียดายของ” ผมโกหกไปอย่างไหลลื่น ไม่ได้บอกความจริงไปว่าไม่อยากไปขัดจังหวะระหว่างมันกับไม้ต่างหาก เจตส่งเสียงครางรับในลำคอ ดวงตาเรียวรีคู่นั้นเหลือบไปมองเด็กฝึกงานในความรับผิดชอบของตัวเองแวบหนึ่งก่อนจะพึมพำ

 

“น่าเสียดาย...”

 

“โทษที ไว้วันหลังแล้วกัน”

 

“เออๆ งั้นก็ขับรถกลับบ้านดีๆ วันจันทร์เจอกัน” เจตบอกลา ผมพยักหน้ารับ โบกมือให้เพื่อนพลางปรายตามองร่างสูงในชุดนักศึกษาที่เดินมายืนข้างๆเพื่อนผม พอเห็นไม้ยกมือไหว้พร้อมกับส่งยิ้มบางๆให้ ผมจึงยิ้มตอบแล้วมองตามหลังจนอีกฝ่ายเดินออกจากห้องไป

 

จะว่าไปเหลือเวลาอีกแค่เดือนกว่าไม้ก็จะฝึกงานจบแล้ว แต่ป่านนี้เพื่อนผมยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าโดนจีบอยู่ ผมว่าไม้ใจเย็นไปหน่อยไหม หรือน้องมันไม่รู้ว่าเพื่อนผมหัวช้าขนาดไหน...

 

ผมถอนสายตากลับมาพลางเหลือบมองไปรอบๆห้อง พนักงานคนอื่นๆกลับบ้านกันไปเกือบหมดแล้ว แต่เสียงรัวแป้นคีย์บอร์ดยังคงดังมาจากโต๊ะด้านหลังของผม พอหันไปมองก็ไอ้คิงยังคงนั่งขมวดคิ้วอยู่ที่หน้าจอคอม ไม่มีท่าทีว่าจะกลับคอนโดแต่อย่างใด

 

สงสัยมันคงมีงานค้างล่ะมั้ง

 

ผมนั่งทำงานต่อไปจนกระทั่งเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาหกโมงตรง อีเมลงานชิ้นสุดท้ายก็ถูกส่งเข้าเมลส่วนกลางเพื่อรอให้พี่บาสตรวจพอดี ผมมองไปรอบๆห้อง เห็นว่าตอนนี้ทั้งแผนกเหลือแค่ผมกับไอ้คิงตามลำพัง พอผมหันกลับไปเก็บของปิดคอม หูก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวดังมาจากด้านหลัง ก่อนที่เสียงทุ้มแหบจะเอ่ยทักขึ้น

 

“เอื้อ วันนี้---”

 

“อาทิตย์นี้ครบแล้วไม่ใช่เหรอ?” ผมถามโดยไม่หันหลังไปมองคู่สนทนา บอกตรงๆว่าต่อให้ยังไม่ครบวันนี้ผมก็ไม่ยอมนอนกับมันหรอก ผมยังเคืองที่เมื่อเช้ามันพาผมสายอยู่เลย ไหนจะมาพูดล้อเล่นบ้าๆอะไรนั่นอีก

 

ผมไม่ชอบให้ใครมาล้อเล่นแบบนั้นจริงๆนะ

 

“เออ รู้แล้ว กูแค่จะชวนมึงไปหาอะไรกินกัน” น้ำเสียงของอีกฝ่ายมีแววขบขันเจืออยู่ พอผมหันไปมองไอ้คิงก็อมยิ้ม “มึงเห็นกูเป็นคนยังไงวะ? คิดว่ากูคิดเป็นอยู่เรื่องเดียวหรือไง?”

 

“หรือไม่ใช่?”

 

“ก็ใกล้เคียง” มันยักคิ้วพลางเดินเข้ามาใกล้ คิงเหยียดยิ้มน้อยๆขณะกวาดตามองไปทั่วใบหน้าของผม สายตาคมกริบของอีกฝ่ายอ้อยอิ่งอยู่ที่ริมฝีปากของผม

 

“กูยอมรับว่ากูคิดเรื่องนั้นกับมึงบ่อยมากเลยล่ะ”

 

อากาศรอบกายเหมือนจะเบาบางลงกะทันหัน ผมรู้สึกว่าตัวเองหายใจแรงกว่าปกติยามถูกสายตาคู่นั้นจ้องมองมา ผมเบือนหน้าหนีพลางหันไปคว้ากระเป๋าแล้วเอ่ยเสียงเรียบ

 

“หัดสวดมนต์ซะบ้างนะ เผื่อจะลดความหมกมุ่นได้บ้าง”

 

เสียงหัวเราะแหบต่ำดังขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของผม ผมถอนหายใจดังเฮือก ตั้งท่าจะเดินออกจากห้อง แต่มือหนารีบฉวยข้อมือผมไว้พลางเอ่ย

 

“ไปกินข้าวเป็นเพื่อนหน่อยดิ”

 

“มึงกินคนเดียวไม่ได้หรือไง?”

 

“กินคนเดียวมันเหงานี่หว่า ไปด้วยกันเหอะ” มันจับข้อมือผมแน่นขึ้น พอผมขมวดคิ้ว มันก็เริ่มใช้น้ำเสียงอ่อนๆตะล่อม

“วันนี้วันศุกร์ ไม่ต้องรีบกลับหรอกน่า กูรู้ว่ากลับห้องไปมึงก็นั่งเหงาเฉยๆ ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างเหอะ ป่ะ เดี๋ยวกูพาไป” มันพูดพลางลากแขนผมให้ออกเดินไปด้วยกัน ผมมองแผ่นหลังกว้างใหญ่ของคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า เป่าปากออกมาเสียงดังด้วยความอ่อนใจ

 

คิงมันก็เป็นแบบนี้ตลอด เวลาผมปฏิเสธอะไรมันก็จะตื๊อไปเรื่อยๆ บางทีผมก็สงสัยเหมือนกันว่าผมดีลกับคนอายุ27 หรือ 7 ขวบกันแน่

 

ทำไมถึงทำตัวเป็นเด็กอยู่เรื่อยเลย

 

 

 

 

 

 

 

พวกผมขับรถมาออกจากบริษัท มุ่งหน้าไปยังตลาดนัดขนาดใหญ่แถวๆย่านคอนโดของผม ด้วยความที่เย็นวันศุกร์นั้นรถติดหนักกว่าทุกๆวัน ดังนั้นกว่าจะมาถึงก็ปาไปเกือบทุ่มกว่า ช้าเสียจนกระเพาะของผมส่งเสียงประท้วงลั่นรถ ใจจริงแล้วผมอยากจะแวะกินข้าวที่ตลาดนัดใกล้ๆบริษัทด้วยซ้ำ แต่ผมไม่อยากไปจ๊ะเอ๋กับคนที่บริษัทให้คนอื่นเกิดความสงสัยในความสัมพันธ์ของผมกับคิง เลยต้องยอมทนหิวขับรถมาถึงตรงนี้

 

“อยากกินอะไร?” คิงเดินเข้ามาสมทบหลังจากที่มันจอดรถเรียบร้อยแล้ว

 

“อะไรก็ได้” ผมตอบ มันไม่ใช่การบอกปัด แต่ผมหิวจนตาลายจริงๆ ตอนนี้อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ

 

ตลาดนัดในเวลาหนึ่งทุ่มของวันศุกร์นั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่เลิกงานแล้วแวะเวียนมาหาของกินไม่ต่างจากพวกผม ใช้เวลาอยู่นานทีเดียวกว่าที่ผมกับคิงจะหาร้านที่ยังเหลือโต๊ะว่างๆให้นั่งได้ สุดท้ายผมกับมันจึงมาจบลงที่ร้านก๋วยจั๊บน้ำข้นแห่งหนึ่ง

 

ผมรับชามมาจากเถ้าแก่เจ้าของร้านพลางรีบตักหมูกรอบใส่ปากไปชิ้นหนึ่งทันทีด้วยความหิว

 

“หิวเหรอครับคุณอนล ไม่ปรุงเลยเหรอวะ ฮ่าๆๆ” ไอ้คิงหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นท่าทางของผม มือหนาตักเครื่องปรุงใส่ชามตัวเองก่อนจะลงมือจัดการบ้าง พวกผมนั่งกินอาหารเงียบๆกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ไอ้คิงจะเริ่มเปิดปากชวนคุย

 

“เอื้อ กูถามไรหน่อยดิ”

 

“อะไร?”

 

“ทำไมมึงยอมนอนกับกูวะ?”

 

ประโยคนั้นทำให้ผมเหลือบมองหน้าคนถามนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับเสียงเรียบ

 

“ผ่านมาตั้งเป็นเดือนๆ แล้ว ทำไมเพิ่งมาถาม ทำไมไม่ถามแต่แรก”

 

“ก็เดี๋ยวกูถามมากตอนนั้นแล้วมึงเปลี่ยนใจไง” มันตอบยิ้มๆ ผมส่งเสียงหึออกมาเบาๆ

 

ผมไม่ได้หลงตัวเอง แต่ในฐานะผู้ชายด้วยกันผมก็มองสายตาไอ้คิงออกมาตั้งแต่แรกแล้ว ผมรู้ว่ามันก็อยากได้ผมมากเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นมันคงไม่ยอมรับข้อตกลงที่ตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบได้ง่ายๆแบบนั้นหรอก ถ้าคนเราจะยอมเสียเปรียบอะไรสักอย่างก็แปลว่าสิ่งที่ได้กลับมามันต้องมีค่ามากพอ และการที่ผมยอมนอนกับมันก็คงจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในสายตามันล่ะมั้ง

 

แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะรู้สึกแบบนั้นไปอีกนานแค่ไหน กว่ามันจะเริ่มเบื่อผม...

 

“มึงดูไม่ใช่คนที่จะชอบความสัมพันธ์แบบนี้ว่ะ ตอนที่มึงชวนกูโคตรแปลกใจ เลยสงสัยว่ามึงคิดอะไรอยู่”

 

“กูอยากประชดชีวิตมั้ง ไหนๆก็ไม่ค่อยมีอะไรดีอยู่แล้ว” ผมตอบพลางตักเส้นก๋วยจั๊บเข้าปาก ส่วนคนฟังพอได้ยินคำตอบก็เลิกคิ้ว

 

“อืมมม ก็พอเข้าใจ แต่กูเป็นสิ่งดีๆในชีวิตมึงนะ อย่างน้อยก็เรื่องบนเตียง มึงก็ชอบไม่ใช่เหรอ?” มันยื่นหน้ามากระซิบเสียงต่ำๆ ผมผลักไหล่มันออกไป ส่งสายตาปรามให้เลิกทำตัวรุ่มร่าม

 

ที่มันพูดก็ใช่ ผมชอบเวลามันอยู่บนเตียง แต่เวลาไม่ได้อยู่บนเตียงผมก็ยังหมั่นไส้มันอยู่ดี

 

“กูถามอีกเรื่องได้ป่ะ?”

 

“อะไรล่ะ?”

 

“มึงกลัวความมืดเหรอ?”

 

กึก!

 

ผมเผลอทำช้อนที่ถืออยู่ในมือร่วงลงพื้นไปเมื่อได้ยินคำถามที่ไม่คาดคิด ความอึดอัดแทรกซึมเข้ามาในบรรยากาศระหว่างพวกเรา ผมก้มลงหยิบช้อนที่ทำตกขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วหยิบช้อนคันใหม่มาใช้แทนโดยไม่สบตาคนที่นั่งฟังตรงข้าม แต่ก็รับรู้ได้ว่าดวงตาคมของอีกฝ่ายไม่ละสายตาไปจากผมเลย

 

“กูสังเกตตั้งแต่ตอนไฟดับที่ออฟฟิศ มึงดูหน้าซีดๆ ตอนเรานอนด้วยกันมึงก็ไม่เคยปิดโคมไฟ แล้วพอวันนั้นกูบอกให้ดับไฟ มึงก็ดูตกใจมาก” เสียงทุ้มแหบเอ่ยต่อไป ยิ่งมันพูดผมก็ยิ่งผมกำช้อนแน่นขึ้นพลางก้มหน้าลงมองอาหารที่เหลือในชาม

 

ผมยังไม่อิ่ม แต่ความอยากอาหารกลับเลือนหายไปหมดแล้ว

 

คิงมันไม่ใช่คนโง่ ตั้งแต่วันนั้นที่มันพูดถึงเรื่องปิดไฟแล้วผมผลักมันออกผมก็รู้ว่ามันจะต้องสงสัยแน่ แต่พอมันถามออกมาจริงๆผมก็ไม่อยากจะตอบเลย...

 

รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงของผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาทานอาหาร แต่โต๊ะของผมกับคิงกลับเงียบสนิทและแทบจะไร้การเคลื่อนไหว คิงมันคงเห็นว่าผมอึดอัดไม่อยากตอบเลยไหวไหล่น้อยๆแล้วก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อไป ส่วนผมก็นั่งรอมันกินโดยไม่แตะต้องอาหารอีก

 

“มึงอิ่มแล้วเหรอ?” คิงถามขึ้น

 

“อืม ถ้ามึงกินเสร็จแล้วก็ไปกันเถอะ” ผมลุกขึ้นเดินเอาเงินค่าอาหารไปให้เถ้าแก่เจ้าของร้าน คิงก็จ่ายค่าอาหารของมัน ก่อนเดินตามหลังผมออกมา ผมเดินไปเรื่อยๆ สายตากวาดมองร้านค้ามากมายที่ตั้งเรียงราย แต่จิตใจกลับวนเวียนอยู่กับคำถามเมื่อครู่

 

ผมไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ ไม่เคยพูดถึงสาเหตุที่ตัวเองกลายเป็นโรคกลัวความมืดกับใครสักคน เวลาใครถามผมก็มักจะตัดบทไปดื้อๆ เพราะผมอับอายเกินกว่าจะเอาไปเล่าให้ใครฟัง มันไม่ใช่ความทรงจำที่น่าพิสมัยเลย และผมก็ไม่อยากได้รับสายตาสงสารหรือเวทนาจากใครทั้งนั้น

 

“เอื้อ” ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่คนด้านหลังเดินตามขึ้นมาเดินเคียงคู่กัน ผมเหลือบมองฝ่ามือหนาของอีกฝ่ายที่วางอยู่บนไหล่ตัวเอง ก่อนจะถามออกไปเบาๆ

 

“...อะไร?”

 

“ไม่ได้มีแค่เซ็กซ์นะที่มึงจะระบายกับกูได้” คิงเอ่ยเบาๆพอให้ได้ยินกันแค่สองคน ท่ามกลางแสงไฟสีนวลตาจากร้านค้ารอบข้างที่สะท้อนมา ดวงตาสีนิลคมปลาบคู่นั้นดูเหมือนจะอ่อนโยนมากกว่าปกติ

 

“กูไม่ได้เป็นแค่คู่ขามึง กูเป็นเพื่อนของมึงด้วยเหมือนกัน”

 

สัมผัสจากมือที่แตะลงมาบนไหล่เหมือนจะแผ่ความอบอุ่นเข้ามาในใจของผม ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับคิง อีกฝ่ายบีบไหล่เบาๆพลางเอ่ยต่อ “แต่ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร กูแค่เป็นห่วงเฉยๆ ถ้ารู้ว่ามึงกลัวหรือไม่ชอบอะไรจะได้คอยระวัง”

 

มันตบไหล่ผมสองสามทีแล้วดึงมือออก หันไปมองร้านค้าแทน ผมลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่ริมฝีปากจะขยับ

 

“ใช่”

 

“หืม?”

 

“ที่มึงถามน่ะ ใช่ กูกลัวความมืด” ผมสูดลมหายใจลึก แล้วตัดสินใจพูดในสิ่งที่ไม่อยากนึกถึงออกมา

 

“ตอนมัธยมกู...เคยโดนขังในห้องน้ำ”

 

“...........................”

 

ผมเหม่อมองไปเบื้องหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ชั่งใจว่าจะพูดต่อไปดีหรือไม่ แต่อะไรบางอย่างในใจของผมกลับเรียกร้องให้ผมระบายมันออกไป ก่อนที่จะยับยั้งได้ทันริมฝีปากของผมก็ขยับเล่าต่อไปเสียแล้ว

 

“มึงก็เจอแม่กูแล้วนี่”

 

“อืม”

 

“แม่กู...ไม่ชอบที่กูเป็นแบบนี้” ผมอธิบายพลางยิ้มขื่น “ตอนมัธยมกูมีแฟน เป็นผู้ชายนี่ล่ะ พอแม่รู้แม่ก็โกรธมาก เขาคิดว่ากูผิดปกติ คิดว่ากูจะทำให้ที่บ้านอับอายถ้าคนอื่นรู้ว่ากูไม่ได้ชอบผู้หญิง”

 

“...........................”

 

“เขาก็เลยสั่งสอนกู” ผมหลุบตาลงมองพื้น พอนึกถึงความทรงจำในตอนนั้น ร่างกายก็เหมือนจะมีปฏิกิริยาขึ้นมา ผมกำมือเข้าหากันเพื่อระงับอาการสั่นน้อยๆ ได้แต่หวังว่าคู่สนทนาจะไม่สังเกตเห็น

 

“เขาจะปิดไฟมืดๆ เอาโซ่มาคล้องล็อคประตูจากข้างนอก ขังกูไว้ในห้องน้ำทั้งคืน ให้กูนั่งสำนึกว่าทำอะไรผิดไป พอเช้าถึงจะปล่อยออกมา ทำแบบนั้นอยู่หลายเดือน กูเลย...”

 

ลำคอของผมแห้งผาก ผมหยุดชะงัก กลืนน้ำลายลงคอก่อนจะเล่าต่อด้วยเสียงแหบแห้ง

 

“ห้องน้ำมันแคบ กูมองไม่เห็นอะไรเลย กูต้องอยู่กับตัวเองทั้งคืน ไม่กล้านอนหลับ พอรู้ตัวอีกทีก็กลัวความมืดไปแล้ว กูอยู่ในห้องที่ไม่มีแสงไฟไม่ได้เลยต้องเปิดโคมไฟเอาไว้ทุกคืน กูเคยไปหาจิตแพทย์ เขาให้ยามา แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากเพราะมันเป็นเรื่องทางจิตใจ มัน...ไม่ได้รักษากันได้ง่ายๆ”

 

“...........................”

 

“แต่มันก็ผ่านไปแล้ว ยังดีที่ไม่ถึงขั้นต้องเปิดไฟในห้องนอนทั้งคืนใช่มั้ยล่ะ ไม่งั้นกูคงจ่ายค่าไฟบานทุกเดือนแน่ เวลามึงมาห้องกูก็คงนอนไม่หลับ” ผมตัดสินใจจบเรื่องแล้วเอ่ยติดตลกแทนพร้อมกับเบือนหน้าไปทางอื่น อยู่ๆก็รู้สึกกลัวที่จะมองหน้าคนข้างๆ ขึ้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเปิดปากพูดเรื่องนี้กับใครสักคน และผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนๆนั้นที่ผมเลือกจะพูดให้ฟัง จะเป็นคนเดียวกับที่คอยทะเลาะกันมาตลอดหลายปี

 

“งั้นเราไม่ต้องนอนกันทั้งคืนก็ได้” คิงพูดขึ้นพลางวางแขนลงบนไหล่ผม พอผมเงยหน้ามอง มันก็ยักคิ้วพลางกระซิบ

 

“ทำกันไปเรื่อยๆยันเช้าเลย ดีไหม?”

 

ท่าทางกวนๆแบบนั้นทำให้ผมถอนหายใจแล้วเดินหนี แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ไม่เห็นแววตาสงสารจากมัน เพราะถ้าคิงมันทำแบบนั้นผมคงจะรู้สึกแย่น่าดู

 

แต่บางที อาจจะเพราะผมยังเล่าไม่หมดล่ะมั้ง...

 

ผมกลัวความมืด เพราะมันทำให้ผมนึกถึงแต่เรื่องที่ไม่น่าจดจำ แต่จริงๆแล้วสิ่งที่น่ากลัวกว่าความมืดก็คือคนต่างหาก

 

ถ้าผมเล่าออกไปจนหมด คิงมันคงจะ...เวทนาผมน่าดู

 

“อยากกินอะไรอีกป่ะ? เมื่อกี้มึงกินก๋วยจั๊บไปแค่ครึ่งชามเอง” คิงเดินตามมาพลางถามขึ้น ผมมองไปรอบๆตัวแล้วก็ส่ายหัว

 

“ไม่อยากกิน”

 

“แต่กูยังอยากอยู่”

 

“อยากกินอะไรก็ไปซื้อสิ” ผมบอก คนฟังหัวเราะเบาๆแล้วโน้มตัวลงมากระซิบ

 

“อยากกินมึง ได้ป่ะ?” มันถามด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่ม ผมผลักหน้ามันออกไป ส่งสายตาดุๆให้

 

“เอื้อ มึงหยวนๆให้กูหน่อยเหอะ...นะ”

 

“ไม่” ผมตอบโดยไม่ต้องคิด คนบ้าอะไรความต้องการสูงขนาดนี้ ผมว่ามันน่าจะไปบวช หรือสวดมนต์สงบจิตใจสักพักจริงๆนะ

 

“มึงจะซื้ออะไรก็ไป กูกลับแล้วนะ” ผมบอกลา แต่คิงฉวยข้อมือผมไว้แล้วชี้ไปทางร้านรถเข็นขายเฉาก๊วยนมสดที่อยู่ไม่ไกล

 

“ไปกินเฉาก๊วยตรงนั้นกันก่อน”

 

“กูไม่--”

 

“กูเลี้ยง” มันว่า ผมมองร้านเฉาก๊วยที่มีคนยืนรุมอยู่อย่างชั่งใจ

 

“...ก็ได้”

 

อากาศตอนนี้อบอ้าวน่าดู กินอะไรเย็นๆสักหน่อยคงจะรู้สึกดีขึ้น

 

“ไปครับ เดี๋ยวป๋าเลี้ยงเอง” มันขยิบตาให้ผมก่อนจะดึงให้ออกเดินไปด้วยกัน มุมปากของผมกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆระหว่างจ้องมองแผ่นหลังกว้างของคนที่กำลังจับข้อมือผมอยู่

 

ปกติพวกเราจะคุยกันได้ดีๆแทบจะไม่เคยเกินสองนาที แต่ในวันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าผมได้เห็นอีกมุมหนึ่งว่าคิงมันเป็นผู้ฟังที่ดีเหมือนกัน มันช่างสังเกตพอที่จะรู้ว่าผมไม่ต้องการความสงสาร รู้ว่าผมไม่อยากไปรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆมากนักเลยเปลี่ยนเรื่องพูด และนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้น

 

เพื่อนอย่างนั้นเหรอ

 

ถึงมันจะนิสัยน่ารำคาญไปบ้าง แต่บางทีการมีคิงเป็นเพื่อนก็คงไม่ได้เลวร้ายอะไรจริงๆนั่นแหละ

 

 

#อย่าเล่นกับอนล

 

ตอนนี้เป็นเพื่อนที่ดี แล้วในอนาคตจะได้เป็นมากกว่านี้มั้ยเอ่ยยย

 

 

เนื่องจากโดนแบนตอน 7 ไปเพราะใส่ลิงค์ไปฉากคัท ดังนั้นต่อจากนี้เราจะไม่ใส่ลิงค์แล้วนะคะ ฉากคัทสามารถตามหาได้ในแท็ก #อย่าเล่นกับอนล หรือที่ปักหมุดทวิตเตอร์ของเรา ต้องไปอ่านในแพลตฟอร์มอื่นน้าาา T^T

 

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมากๆเลยน้า อ่านจบแล้วช่วยคอมเม้นหรือติดแท็ก#อย่าเล่นกับอนล เป็นกำลังใจให้เราหน่อยน้า หรือจะแวะไปคุยเล่นกับเราในทวิตเตอร์ @ltbb_novels ก็ได้นะคะ รออ่านคอมเม้นของทุกคนอยู่นะ^^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.086K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,519 ความคิดเห็น

  1. #3340 ENJOY_EVERYDAY (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2563 / 12:57
    คิงก็เป็นที่ปรึกษาได้ดีในระดับหนึ่งเลยนะเนี่ย ถึงช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ก็เป็นผู้รับฟังที่ดีอยู่น้า ใช้ได้เลยนะเนี่ย
    #3,340
    0
  2. #3145 Wiwha (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2563 / 15:47
    หืมมม เริ่มเห็นข้อดีของเค้าแล้วใช่มะ
    #3,145
    0
  3. #2495 0818770547 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 07:31

    น้องเอื้อ สู้ๆๆ
    #2,495
    0
  4. #2082 24monday (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 18:09
    อีพ่อเลี้ยงแน่นอนปมใหญ่ในชีวิตเอื้อ
    #2,082
    0
  5. #1828 PanPloyPannanon (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 14:05
    เอาแล้วววว คุณอนลของเรา
    #1,828
    0
  6. #1594 bbksuh (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 18:10
    พี่เขาเก่งนะ ผ่านมันมาได้ยังไง
    #1,594
    0
  7. #1550 Aisa-Mee (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 05:52
    สงสารอนลจัง

    แต่ดีจังที่มีคิงอยู่ข้างๆ
    #1,550
    0
  8. #1549 Soie Seta (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 02:32
    เพื่อนไม่จริงค่ะเอื้อ อิอิ
    #1,549
    0
  9. #1548 summerbb (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 23:13
    กลัวพอเอื้อไว้ใจแล้วคิงจะทำลายมันจริงๆ กลัวมันจะยากไปกว่าเดิม เห้ออออ
    #1,548
    0
  10. #1547 Khaha62442 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 14:58
    เลาว่าอิพ่อเลี้ยงนี้ต้องทำอะไรพิเอื้อแน่ๆ(เกียมไม้หน้าสาม!!!)
    พิคิงค่ะน้องอยากจะบอกว่า"ก็ความรักไม่ใช่ความลับ ถ้าอยากจะรักทำไมต้องปิด!!!!!"55555555
    #1,547
    0
  11. #1546 Ploiizii (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 12:58

    อยากอ่านต่อเร็วๆมากๆเลยค่ะ เอื้อดูชีวิตต้องเจออะไรแย่ๆมาเยอะแยะมากมายเลย พี่คิงต้องคอยอยู่ข้างๆนะ อย่าทำให้เอื้อต้องเสียใจอีกนะ
    #1,546
    0
  12. #1545 muminimin (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 09:19
    ถ้าอ่านเรื่องพ่อเลี้ยงเต็มๆเราจะไหวมั้ยเนี้ย แค่เกริ่นมาหน่อยเดียวเรายังสงสารคุณอนลขนาดนี้เลย ฝากพี่คิงไปกระทืบพ่อเลี้ยงทีได้ป่าว 🤬🤬🤬
    #1,545
    1
    • #1545-1 Aditt(จากตอนที่ 10)
      22 มิถุนายน 2563 / 10:27
      นั่นสิคะ
      #1545-1
  13. #1543 Parkbyun_nee (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 03:43
    อยากเห็นพวกเค้ารักกันแล้ว อยากให้พี่คิงมาเป็นส่วนเติมเต็มความรักของพี่เอื้อ คนๆนี้ผ่านความเจ็บปวดมาเยอะมากพอแล้ว เราอยากเห็นเค้ามีความสุขสักที ;-;
    #1,543
    0
  14. #1542 Thirteendegrees (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 01:37
    สงสารคุณอนลลล
    #1,542
    0
  15. #1541 nn1998 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 19:17
    ทำไมคนเป็นแม่ถึงใจร้ายได้ขนาดนี้
    #1,541
    0
  16. #1540 Bright sky (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 09:25
    โห รุนแรงจริงค่ะทำถึงขนาดนี้ได้ยังไงTT
    #1,540
    0
  17. #1539 feather25 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 09:11
    พ่อเลี้ยงแน่ๆ แต่กลัวจังว่าจะโดนทำร้ายจนถึงจุดน้ันเลย ขอให้ความจริงแล้วรอดมาได้ทีเถอะ กลัวอะไรแบบนั้นมาก
    #1,539
    0
  18. #1538 PeN (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 09:11

    ไม่อยากคิดเลยว่าภายใต้ห้องน้ำที่มืดมิดนั้น เอื้อโดนพ่อเลี้ยงบ้ากามข่มเหงตั้งแต่เด็ก จุกอ่ะจุกในอก



    คิงต้องช่วยเอื้อนะ รักเอื้อจริงใจกับเอื้อ จริงๆคิงก็แอบพอใจเอื้ออยู่แล้วแหละเนาะ ไม่งั้นคงไม่ตามตอแยมาตลอด ที่ก็ยังสังเกตเอาใจใส่อีก คงไม่ใช่แค่ถูกใจในfbw หรอกเนอะ


    #1,538
    0
  19. #1536 aprilH (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 06:55
    อยากจะตีคนทำพี่อนล อยากตบๆๆๆๆ
    #1,536
    0
  20. #1535 aqn_Hm (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 01:53
    ขอเดา ว่า พ่อเลี้ยงต้องมาทำอะไรไม่ดีแน่เลยยยยยยย แงงงงงง ร้องไห้ แง

    แล้วทีนี้ พอคู่นี้เริ่มรักกัน คิงก็ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ชนะใจเอื้อให้ได้ว่าหยุดแล้วจริงๆๆๆๆๆ น่าจะดราม่าตรงนี้!!!!
    #1,535
    0
  21. #1534 Monkeyellow (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 01:49
    โอ้ยยย ใจพี่น่ะ ฝากดูแลเอื้อด้วยยย
    #1,534
    0
  22. #1533 call me"love" (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 01:14
    เดาว่าต้องมีเรื่องของพ่อเลี้ยงอีกใช่มั้ย กอดๆนะคุณเอื้อ ตอนนี้มีคิงกับเจตแล้วก็ขอให้ไม่เจอเรื่องใจร้ายอีกนะคะ
    #1,533
    0
  23. #1532 aonn_a (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 01:00
    น้ำตาคนเป็นแม่ไหลเป็นทางแล้วค่ะน้องเอื้อ เจ็บปวดอะไรอย่างนี้ ขอบคุณที่ผ่านมันมาได้นะคนเก่ง
    #1,532
    0
  24. #1531 Ssername (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 00:38
    คือแค่นี้ที่เอื้อเจอมันก็มากพอแล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องที่ไม่ได้เล่าอีก โอ้โห แม่มโนอย่างฉันคือเจ็บปวดมาก ไม่ไหว ;-; ที่ผ่านมาพี่เอื้อเก่งมากๆ เลยครับลูก แต่หลังจากนี้ไม่ต้องทนอีกจะดีกว่า
    #1,531
    0
  25. #1530 playground2 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 00:32
    เอื้อกอดๆนะ กลัวเรื่องที่ฝังใจเอื้อจังเลย;_;

    คิงเป็นความสบายใจของเอื้อแล้วใช่มั้ย กอดๆเอื้อแทนเราหน่อย
    #1,530
    0