[ MARKBAM ] ⎮V I T A M I N B ⎮#มบย่อมาจาก [END]

ตอนที่ 1 : Chapter 1 The day we met

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25,830
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,242 ครั้ง
    23 ม.ค. 62




Chapter 1

The day we met

 

 

- เราเลิกกันเถอะ ผมหมดแพชชั่นในตัวคุณแล้ว


เวรเอ้ย พูดออกมาได้ยังไงวะ เฮ็งซวย!


แล้วทีตอนอยากได้เขาทำไมแพชชั่นมันถึงได้ล้นหลามยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คิดจะหมดแพชชั่นแล้วคบกับเขามาทำไมตั้งสามสี่ปี และมันก็เป็นคนที่ทำผิดกับเขาไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมถึงเป็นเขาที่ถูกบอกเลิก


~ ชีวิตแค่โดนทำร้าย แต่ที่สุดมันต้องไม่โดนทำลาย ~


อยากขอบคุณพี่ตูนที่ร้องเตือนอยู่ในรถตอนนี้มากเลย


~ แค่วันนี้หัวใจสลาย เตือนตัวเองว่าถึงยังไง ฉันยังคงอยู่ ~


ใช่! เขายังอยู่และเขาจะลืมมัน ลืมไอ้ผู้ชายไม่ได้เรื่องคนนั้นไป ให้มันออกไปจากสารบบชีวิตเขา ออกไปจากหัวใจออกไปจากหัวสมองของเขา เขาอยู่คนเดียวได้ เขาแข็งแกร่งพอ!


“เลิกก็เลิกสิ จะไปตายที่ไหนก็ไปเลย แล้วไม่ต้องกลับมาอีกแล้วนะ ไอ้หมอบ้าเอ้ย!!

 

ครืดดด~ ครืดดด ~

 

“โทรมาทำไม?!


คนที่เลื่อนรับโทรศัพท์ที่ส่องแสงสว่างจนน่ารำคาญและตะโกนเสียงดังตอบคนโทรเข้ามานั้นเป็นคนเดียวกันกับเจ้าของมือบางที่กำพวงมาลัยแน่นขับรถไปตามทางหลวงชนบท รอบข้างเขาตอนนี้ไม่มีแม้รถสักคันที่จะขับสวนมา นำหน้า หรือตามหลัง


เคยคิดว่าบ้านเกิดตัวเองมันบ้านนอกนะ แต่ก็ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ ไฟข้างทางไม่มีโผล่ให้เห็นมาเป็นร้อยกิโลเมตรแล้วมั้ง


[เบาเสียงเพลงหน่อยโว้ย! กูไม่ได้ยิน!]


ถึงจะรักพี่ตูนมากแค่ไหนแต่ก็รักเพื่อนสนิทมากกว่า คิดได้แบบนั้นแล้วจึงยอมขยับมือไปลดระดับเสียงเพลงลง เปิดสปีกเกอร์โทรศัพท์ พลางขับรถให้ช้าลงอีกนิดทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าก็ขับช้าอยู่แล้วเพราะมันมืดและฝนก็เริ่มตกปรอย ๆ แล้ว


อกหักไม่ได้แปลว่าอยากตาย เขายังอยากอยู่รอดปลอดภัยจนถึงบ้าน


“มีอะไรก็พูดมา”


[มึงหายไปไหนวะแบม กูมาหาที่ห้องไม่เห็นมึงอ่ะ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะเว้ย]


“กูกำลังกลับบ้านที่ต่างจังหวัด จะไปหาแม่”


จะถึงแล้วด้วย อีกไม่กี่กิโลเมตรเอง ให้หันหลังกลับตอนนี้แบมไม่ทำอย่างนั้นแน่ ๆ


[เดี๋ยว ๆ แล้วมึงไม่ทำงานหรอ?]


“ลาออกแล้ว”


[เห้ย! จริงจังป้ะเนี่ย] ปลายสายร้องตอบกลับมาอย่างตกอกตกใจ แบมไม่แปลกใจเท่าไร คนอย่างเขาที่รักอาชีพที่ทำอยู่อย่างกับอะไรดี คงไม่มีใครคิดว่าเขาจะทิ้งมันมาได้ง่าย ๆ [ทะเลาะกับแฟนอีกแล้วหรือวะ]


แต่ไม่แล้ว รักอะไรมากเท่าไรก็เรื่องของมันเถอะตอนนี้ แบมขอกลับมารักตัวเองก่อนก็แล้วกัน


“เลิกกันแล้ว”


[แบม มึงโอเคไหมวะ]


 “ถ้าโอเคกูคงไม่หนีมาหรอก มึงก็รู้ว่าเขาทำงานที่เดียวกับกู กูทนเห็นหน้าแฟนเก่ากูไม่ไหวหรอก มึงรู้ไหมว่าเขาทำอะไร เขาเอาคนอื่นไปนอนที่ห้อง เขาบอกเลิกกู เขาบอกว่าเขา ฮึก เขาหมดแพชชั่นในตัวกูแล้ว ฮือออ”


ถึงจะมีหลายครั้งที่อีกฝ่ายนอกใจ แต่ไม่มีครั้งไหนที่แบมจะจับได้คาหนังคาเขาแบบนี้ ไหนจะประโยคบอกเลิกรุนแรงขนาดนั้นอีก


เจ็บครับ เจ็บโคตร ๆ เลย


[มึงอย่าร้องไห้ดิวะ กูใจเสียแล้วเนี่ย]


เพื่อนเขาตอบกลับมาเสียงสั่นเลยคราวนี้ เพราะปกติแบมไม่ใช่คนที่ร้องไห้ง่าย ๆ ถ้ามันไม่สุดจริง ๆ


“กูพยายามที่จะเย็นแล้ว ฮึก แต่ครั้งนี้ไม่ไหวว่ะ กูจะกลับบ้านไปซบอกแม่กู ถ้ากูโอเคเมื่อไรกูจะกลับไปเอง ฮึก” ยิ่งได้ระบายน้ำตาก็ยิ่งไม่รู้มาจากไหนมากมาย มากเสียจนถนนตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนยิ่งกว่าเก่า


[ถ้ามึงทำแบบนั้นแล้วสบายใจกูก็ไม่ห้ามหรอก แต่ควรจะบอกกูบ้าง อย่างน้อยกูจะได้ไปส่ง ขับรถกลับดึก ๆ มันอันตรายนะเว้ย]


เจ้าของน้ำเสียงและประโยคแสนห่วงใยทั้งหมดนั้นมาจากจิน เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในชีวิต จินอยู่กับแบมทั้งในยามสุขและยามทุกข์ มันปฏิญาณตนกับเขาว่าเราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป ถึงจะดูน้ำเน่าไปหน่อยแต่แบมก็รู้ว่าจินมันพูดออกมาจากหัวใจ


“กูขอโทษ ฮึก ตอนนั้นกูคิดอะไรไม่ออก ฮือออ ตอนนี้กูก็คิดไม่ออก”


แบมรู้แค่ว่าต้องหนี ต้องกลับมาหาที่ ๆ ปลอดภัยของตัวเอง


[นอกจากแม่แล้วมึงก็ยังมีกูนะเว้ย มึงต้องไม่เป็นอะไร มึงจะผ่านมันไปได้ มึงยัง….]


ปึก!!


“เห้ย!!!


เอี๊ยดดด!!



ยังไม่ทันที่จินจะพูดปลอบใจจบแบมก็ร้องเสียงหลงออกมาดังลั่นพร้อมทั้งเหยียบเบรกเต็มแรง เมอร์เซเดสเบนซ์ซีแอลเอสคลาสสีขาวที่แล่นช้าอยู่แล้วค่อย ๆ หยุดอยู่กับที่ หางตากลมเหมือนมองเห็นสิ่งมีชีวิต และหูของแบมไม่เพี้ยนแน่ ๆ เสียงกระแทกอะไรสักอย่างนั่นเป็นของจริงแน่นอน


[แบมไอ้แบม มึงเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น!!]


“ม..เหมือนกูขับรถชนอะไรสักอย่าง มึง


[มีรถขับตามหลังมา หรือมีรถสวนมาบ้างไหม] จินเอ่ยถามพยายามจะเรียกสติเพื่อนรักให้กลับมา

“ไม่มีเลย กูอยู่กลางป่า ข้าง ๆ มีแต่ภูเขากับต้นไม้ ตอนนี้ฝนก็ตกด้วย” แบมตอบเสียงสั่น


ร่างบางรีบหันไปควานหาร่มที่มีติดรถอยู่มาถือเอาไว้คิดว่าจะลงไปดู แต่ก็นึกขึ้นได้ก่อนว่ามันอาจจะอันตรายเกินไปหรือเปล่า “ลงจากรถดีไหมวะ”


[อย่าลงนะมึง เกิดเป็นโจรจะทำยังไงวะ]


ใช่ ถ้าเป็นเหมือนในข่าวที่เป็นแก๊งขโมยรถ ดักปล้นอะไรแบบนั้นล่ะ


“แล้วถ้ากูชนคนล่ะจิน” แบมไม่ได้คิดจะเป็นคนเลวที่ชนแล้วหนีหรอกนะ ถ้าเกิดชนคนมาจริง ๆ ก็ต้องลงไปช่วยเหลือ ไปแสดงความรับผิดชอบไม่ใช่หรือไง


[มึงชัวร์ว่าชนไหมอ่ะ]


“กูว่ากูชน แต่ไม่รู้ชนอะไรอ่ะ เหมือนคน”


แบมเห็นไว ๆ เท่านั้นแต่มันก็ดูไม่คล้ายอะไรเลยนอกจากคน แต่ว่าก็ว่าเถอะ ดึกดื่นแบบนี้ รถก็แทบไม่มีผ่าน ทั้งฝนยังตกอีก โจรที่ไหนมันจะลงทุนมายืนหนาวเปล่าเปลี่ยวรอปล้นกัน หรือจริง ๆ จะไม่ใช่คนวะ


[งั้นมึงวิดีโอคอลมา กูจะช่วยดู เดี๋ยวบันทึกไว้ด้วย]


ด้วยความกลัวแบมจะเป็นอันตรายแต่ก็กลัวเพื่อนจะกลายเป็นฆาตรกรด้วย จินจึงเสนอแนวทางที่เขาพอจะช่วยตัดสินใจอะไรได้ อย่างน้อย ๆ ถ้าเป็นโจรจริง ๆ คลิปที่เขามีอาจจะพอมาช่วยตามหาคนร้ายได้


แบมกดวีดีโอคอลไปหาจิน พอจินรับสายแล้วก็ขอดูภาพรอบ ๆ ตัวเขา ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรนอกจากความมืด ส่วนที่สว่างมีแค่ตรงที่ไฟหน้ารถและไฟท้ายส่องถึงเท่านั้น


[ไม่น่ามีคนว่ะ อาจจะแค่ชนก้อนหินไม่ก็สัตว์ป่าวิ่งเฉี่ยว]


จินออกความคิดเห็น เขาเคยไปบ้านแบมอยู่ครั้งสองครั้งสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน อำเภอที่มันอยู่นี่อย่างกับอำเภอลับแล อยู่ใกล้ป่าใกล้เขา จะมีสัตว์ป่าบ้างก็ไม่น่าจะแปลกอะไร


“อาจจะเป็นไปดะ


ปึง!!


[เชี่ยยย!!]


“ผี ไอ้เชี่ยผี!!” แบมรีบก้มหัวลงหลบใต้พวงมาลัยรถ เผลอสบถคำหยาบตามจินออกมาเพราะตกใจ มีบางสิ่งบางอย่างโผล่มาจากข้างถนน และมันก็แปะมือขาวซีดลงบนกระจกรถฝั่งข้างที่นั่งคนขับ แบมรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่ากำลังถูกจ้องมองอยู่


ที่แบมแอบคิดว่าไม่ใช่คน มันจริงแล้วใช่ไหม?!


ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!


คนตัวเล็กสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเคาะกระจกรัว ๆ


“อย่าทำอะไรผมเลย! ผมกลัวแล้วครับ ผมแค่อกหักจะกลับบ้านไปหาแม่ผม ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาลบหลู่อะไรนะ”


ว่าแล้วก็ยกมือไหว้ท่วมหัวทั้ง ๆ ที่ถือโทรศัพท์อยู่ด้วย ปกติแบมไม่ใช่คนกลัวผีอะไรขนาดนั้นเพราะศพของจริงก็เจอมานับไม่ถ้วน แต่มันต้องไม่ใช่เวลาที่จิตใจเขาอ่อนแอไม่พร้อมรับรู้อะไรอย่างนี้สิ!


[มึงเงยหน้ามองดิ้แบม คนป่าววะ]


“กูไม่ดู! มึงอยากดูก็ดูเองเลย” แบมหันกล้องไปทางฝั่งที่คาดว่าเจ้าผีอยู่ จินมันนิ่งไปพักใหญ่ ๆ จนแบมนึกว่าสายถูกตัดไปแล้ว กำลังจะอ้าปากถามจินในโทรศัพท์ก็เอ่ยกลับมาก่อน


[คนมึง! เขาเป็นคนโว้ยยย!!]


ถึงเลือดที่อาบหน้าขาวซีดนั้นจะทำให้ใกล้เคียงคำว่าผี แต่จินชัวร์ว่าคนแน่นอน


“คนแน่นะ” พอแบมถามกลับจินก็ชักจะไขว้เขวแล้ว


[แน่สิมั้งนะ มึงเงยหน้ามองดิ มึงอยู่ใกล้กว่ากูอะ]


“ทำไมต้องมีมั้งด้วย” แบมทำเสียงเหมือนคนจะร้องไห้ แต่ร่างเล็กก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองอยู่ดี


คนที่อยู่ข้างนอกรถเขานั้นเป็นผู้ชายรูปร่างสูง ผิวขาวเริ่มซีดน่าจะเพราะโดนฝน มือข้างหนึ่งกุมหัวเอาไว้ อาจจะเจ็บเพราะหัวแตก เสื้อเชิ้ตกับกางเกงสีดำเปียกโชกไปทั้งตัว แบมไม่มั่นใจว่าเปียกฝนหรือเลือดมากกว่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนกว่าสิ่งใดคือสีหน้าที่ดูทรมานนั้น


“ช..ช่วยด้วย อึก


พอตัดสินใจกดเลื่อนกระจกรถลงเล็กน้อยแบมก็ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือแผ่วเบา


[ไอ้แบมมึง ตั้งสติ ออกไปดูดิ้ เผื่อเขาเป็นอะไร] แบมพยักหน้ารัว ๆ กำลังจะรีบลงไปดูแต่จินก็เตือนขึ้นก่อน [หาอาวุธลงไปด้วยนะมึง เผื่อไว้]


แบมไม่รู้ว่าร่มในมือจะถือเป็นอาวุธได้ไหม แต่ถึงไม่ได้ในรถเขาก็ไม่มีอะไรแล้ว เขาเป็นประเภทที่รถคือรถไม่ใช่ที่เก็บของ ถ้ามีของจะเก็บก็มักเอาไปไว้ท้ายรถ ขนาดพระสักองค์ไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจแบมยังไม่มีเลย


“คุณคุณเป็นอะไรไหมครับ!?


ลงจากรถมาแล้วแบมก็ตะโกนถามไป เรียวขาสวยค่อย ๆ เดินย่องเข้าไปหาชายหัวแตกด้วยความระมัดระวังตัว


“ช่วยผม


ตุบ!


“คุณ!!” แบมทำตาโตร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อคนตรงหน้าเขาล้มลงกับพื้นดินข้างทาง ร่างเล็กรีบวิ่งเข้าไปดูใกล้ ๆ ทันที ไม่สนแล้วว่าโจรไม่โจร สนว่าเขาจะตายหรือไม่ตายก่อนดีกว่า


[เขาเป็นอะไรวะมึง] จินเอ่ยถามน้ำเสียงร้อนรนไปด้วย


“เขาล้มอ่ะ” แบมยกมือตัวเองที่จับเสื้ออีกฝ่ายเมื่อกี้ขึ้นดูเมื่อเขาได้กลิ่นเลือด และแน่นอนว่ามือเขาแดงเถือก “เลือดเยอะมากเลย จิน กูชนเขาหรือเปล่าวะ กูจะฆ่าคนตายใช่ไหม กูว่ากูขับช้ามากเลยนะ ชนแรงขนาดนั้นเลยหรอวะ”


[ใจเย็น ๆ สิวะ มึงทำกูตื่นเต้นด้วยเนี่ย เขายังหายใจไหม]


“ยัง ๆ เขายังไม่ตาย ยังมีสติอยู่”  


รู้ได้ยังไงน่ะหรือ ก็อีกฝ่ายหายใจแรงจนหน้าอกกระเพื่อมเสียขนาดนี้ ไหนจะดวงตาแดงก่ำนั้นที่มองเขาเหมือนกำลังอ้อนวอนขอให้ช่วยเขาเถอะ ช่วยเขาหน่อยนั่นอีก


[แต่เขาจะตายเร็ว ๆ นี้ถ้ามึงไม่รีบพาเขาไปโรงพยาบาล บ้านมึงอีกไกลไหมจากตรงนั้น]


“ไม่ไกลเท่าไร”


[อุ้มขึ้นรถ พาเขาไปส่งโรงพยาบาล ให้ไวเลย]


“อื้อ แป๊บนึงนะ” แบมเปิดประตูรถแล้วโยนโทรศัพท์ไปเก็บตามด้วยร่ม ถึงจุดนี้เปียกก็ช่างหัวมัน ช่วยคนก่อน “มาครับคุณ ค่อย ๆ ลุกนะ


แบมพยายามพยุงตัวคนเจ็บขึ้นรถแต่มันก็ลำบากพอตัวเพราะเขาตัวเล็กกว่ามาก และยังต้องระวังไม่ให้ไปโดนจุดอันตรายอีก กว่าจะพาผู้ชายแปลกหน้าไปนอนบนเบาะหลังได้ก็เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน นี่ขนาดฝ่ายนั้นยังพอมีสติพยุงตัวเองอยู่บ้างนะเนี่ย


[ขึ้นรถยังมึง มึงคนเดียวไหวไหมอ่ะ]


เข้ามาในรถแบมก็ได้ยินเสียงเพื่อนเอ่ยถามเพราะจินมันยังไม่วางสาย


“ไหว ๆ หนักนิดหน่อยอ่ะ เขาตัวใหญ่ เลือดไหลไม่หยุดด้วย ทำไงดีวะเนี่ย” ร่างเล็กขยับตัวเข้าไปดูคนเจ็บ ฝ่ายนั้นร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อแบมแตะโดนแผลเข้า “แต่เอ๊ะ กูก็เป็นหมอไม่ใช่หรอวะ”


แบมขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะยกมือเขกหัวตัวเองให้ความซื่อบื้อไม่เข้าเรื่องไม่ดูเวลา


[เออว่ะ กูก็ลืม มึงปฐมพยาบาลแล้วรีบพาไปโรงพยาบาลด่วน ๆ เลยหมอ]


“เหมือนเขาจะถูกยิงว่ะ สองจุดหรืออาจจะสาม ไม่ตายนี่โคตรอึดอ่ะ ต้องห้ามเลือดก่อน” พอรู้ว่าควรจะทำหน้าที่หมอ คนขี้กลัวก่อนหน้าก็เปลี่ยนมาจริงจังขึ้นเสียดื้อ ๆ


แบมเดินตากฝนไปเปิดท้ายรถหยิบกล่องอุปกรณ์ปฐมพยาบาลที่แม่มักจะให้พกติดรถไว้เสมอออกมา เขากลับไปหาคนเจ็บจัดการห้ามเลือดด้วยผ้าสะอาด จุดบาดเจ็บหาไม่ยากเพราะชายแปลกหน้าในคืนที่อกหักพยายามใช้มือสั่น ๆ ช่วยแตะบอก


“อ่า


“เจ็บหรือครับ”


ครับ” อีกฝ่ายพยักหน้ารับหงึก ๆ กัดฟันจนเห็นสันกรามชัดขึ้น


แบมรู้ว่ามันเป็นคำถามที่ไม่น่าถามเพราะอีกคนคงเจ็บอยู่แล้ว แต่จะให้แบมทำยังไงได้ล่ะ ไปเจ็บแทนก็ไม่ได้ด้วย


คุณหมอตัวเล็กรีบปฐมพยาบาลแต่ละจุดให้เลือดมันหยุดได้ในระดับนึง พอเห็นว่าอาการเริ่มทรงตัวก็เก็บอุปกรณ์แล้วหยิบโทรศัพท์มาจะโทรหาแม่ แต่หน้าจอก็ขึ้นแจ้งว่าจินยังอยู่ในสาย


“เดี๋ยวกูถึงโรงพยาบาลกูค่อยโทรหานะจิน ขอโทรหาแม่ก่อน”


จินรับคำยอมวางสายไปเมื่อเห็นว่าคนที่แบมอยู่ด้วยไม่น่าจะมีแรงลุกมาทำร้ายเพื่อนเขาอย่างที่คิด แบมบอกทิ้งท้ายว่าอย่าว่าแต่ทำร้าย แรงหายใจยังไม่รู้จะมีถึงเมื่อไรเลย


แบมลงจากเบาะหลังเพื่อจะกลับไปประจำที่คนขับ ตอนปิดประตูหลังเขาเห็นรอยบุบพร้อมรอยขีดข่วนบนรถของตัวเอง เมื่อกี้เขาไม่ได้ชน แต่คนที่กำลังใกล้จะตายคนนี้โยนก้อนหินโดนรถเขาต่างหาก


เสื้อเชิ้ตสีขาวของคนเป็นหมอเปื้อนเลือดไปด้วยแต่แบมก็ไม่ได้สนใจ ตอนนี้เขาสนแค่ว่าต้องช่วยชีวิตผู้ชายตัวใหญ่คนนี้ให้ได้เท่านั้น


“ไม่..แค่ก ไม่ไปโรงพยาบาล


กำลังจะออกรถแบมก็ต้องชะงักมือที่จะเปลี่ยนเกียร์เสียก่อน เมื่อกี้เขาได้ยินอะไรไม่ ๆ โรงพยาบาลอะไรสักอย่าง


“คุณว่าอะไรนะครับ?


แบมก้มหน้าลงไปฟังใกล้ ๆ เพราะอีกคนพูดเบามาก ๆ เขาฟังไม่ถนัดเลย


“แค่ก..ผมขอร้อง อย่าพาผมไปโรงพยาบาลเลยนะครับนะครับ”


แม้จะมีสีหน้าเจ็บปวดจนจะทนไม่ไหวแค่ไหนแต่ก็ยังพยายามที่จะอ้อนวอนขอร้องแบม แบบนั้นแล้วร่างเล็กก็ไม่กล้าปฏิเสธเจตนารมณ์ของอีกฝ่าย


“ก็ได้ครับ งั้นไปที่บ้านผมแทน แม่ผมเป็นหมอ ผมเองก็เป็นหมอ เราจะช่วยคุณเต็มที่” แบมพยักหน้ารับแข็งขัน ก่อนจะหันกลับไปตั้งใจขับรถให้ถึงบ้านอย่างเร็วที่สุด


“ขอบคุณครับหมอ”


เสียงแหบแห้งแผ่วเบาตอบกลับมาก่อนคน ๆ นั้นจะสูดลมหายใจเข้าปอดอีกหลายเฮือกใหญ่เพราะต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดของร่างกาย


“อย่าหลับนะคุณ อดทนนิดนึงนะครับ ใกล้ถึงแล้ว” แบมเอ่ยเตือนคนป่วยเอาไว้เป็นระยะ ถ้าหมดสติไปตอนนี้ต้องแย่แน่ ๆ


“อ่า ครับหมอ”


“คุณกรุ๊ปเลือดอะไร รู้ไหมครับ” แบมกดโทรศัพท์โทรหาแม่ หวังให้รีบเตรียมพื้นที่และอุปกรณ์ให้พร้อม และเพราะเขากลัวอีกฝ่ายจะหมดสติไปจึงรีบถามเรื่องที่เขาควรจะรู้ก่อน


“เอครับ”


“มีโรคประจำตัวหรือเปล่าครับ”


“ไม่มี อ่า..ครับ”


“ตั้งสติไว้นะคุณ อดทนนะครับ” แบมเอ่ยย้ำอีกครั้งพอดีกันกับที่แม่รับโทรศัพท์


คุณหมอตัวเล็กกรอกเสียงลงไปอย่างร้อนรน แม่ถามอะไรเขาก็ขอข้ามไปก่อน ไว้ค่อยมานั่งตอบคำถามกันตอนผู้ชายเบาะหลังพ้นขีดอันตรายก็ได้


คนเจ็บไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ก็ยังเชื่อฟังคุณหมอ หมอบอกให้อดทนเขาก็พยายามกัดฟันอดทนเอาไว้ ไม่ว่ามันจะไม่รับรู้อะไรนอกจากความเจ็บปวดแล้ว เขาก็จะอดทนเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป


 

Vitamin B


 

รถยนต์สีขาวถูกขับเข้ามาจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่บนที่ราบใกล้ตีนเขา แม่ของแบมมายืนรออยู่แล้วเพราะก่อนหน้านี้แบมโทรบอกให้รีบลงมาเปิดประตูบ้าน จากบ้านเขาถึงจุดเกิดเหตุห่างกันประมาณสิบกิโลเมตร แต่แบมมาถึงได้ในเวลาไม่ถึงห้านาที


เมื่อกี้เขาเหยียบไปตั้งร้อยสี่สิบให้ตายเถอะ เกิดมาพึ่งจะเคยขับรถเร็วขนาดนั้น


“แม่มาช่วยแบมหน่อยครับ รถถังอย่าพึ่งกวนแบม แบมมีคนไข้นะ”


แบมรีบกุลีกุจอลงมาจากรถแล้วไปเปิดประตูหลัง คนตัวเล็กเรียกแม่เสร็จก็หันไปดุลูกสุนัขพันธุ์ไทยบางแก้วที่วิ่งเขามาคลอเคลียตั้งแต่เห็นเขาก้าวขาลงจากรถ


คิดถึงหมาก็คิดถึงอยู่หรอก แต่ถ้าไม่รีบช่วยผู้ชายตัวโตที่นอนหายใจผะแผ่วอยู่ตอนนี้ อีกคนได้วิกฤติแน่


“น้องแบม เกิดอะไรขึ้นคะลูก”


แม่ตกใจไม่น้อยที่ลูกชายคนเดียวกลับมาบ้านพร้อมผู้ชายที่กำลังบาดเจ็บแบบนี้ เมื่อกี้ลูกโทรมาบอกให้เตรียมห้องเธอก็รีบลงมาเตรียมให้ แต่ก็ยังไม่ได้ถามไถ่อะไรมากนัก


“เดี๋ยวแบมเล่าให้ฟังนะครับแม่ ตอนนี้รีบช่วยเขาก่อนนะครับนะ”


แม่รีบวิ่งเข้าไปเอารถเข็นผู้ป่วยออกมา ช่วยแบมประคองคนเจ็บขึ้นนั่งแล้วก็รีบเข็นเข้าบ้านตรงไปยังห้องพยาบาล ช่วยกันยกขึ้นเตียงได้แม่ก็รีบเข้ามาดูอาการใกล้ ๆ ทันที


“ถูกยิงมาใช่ไหมคะ”


แม้ลูกจะบอกผ่านโทรศัพท์ก่อนหน้านี้แล้วแม่ก็ยังย้ำถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ


“ครับ สองที่ ที่หนึ่งแค่เฉี่ยว ๆ มีหัวแตกกับแผลถลอกตามตัวด้วย อาจจะตกจากที่สูงแล้วกระแทก แต่ไม่น่าจะมีกระดูกหัก เดี๋ยวแบมดูให้แน่ใจอีกที” แม่พยักหน้า ตอนแรกนึกว่าน้องแบมไปขับรถชนใครมาเสียอีก แต่มีกระสุนฝังอยู่ในร่างแบบนี้ไม่ใช่ฝีมือลูกชายของเธอแน่นอน


“เสียเลือดเยอะด้วย อาการหนักอยู่นะคะ ไปโรงพยาบาลดีไหม” 


แบมทำหน้าลำบากใจ ไอ้อยากไปก็อยากอยู่หรอก แต่ว่านะ


“เขาขอร้องว่าไม่ให้พาไปครับ”


แม่มองหน้าลูกชายคนเดียวพลางครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะเอายังไงดี และสุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเชื่อใจแบม


“ไม่ไปก็ไม่ไปค่ะ เอาเป็นว่าเราช่วยเขาก่อนแล้วกัน แม่จะรีบไปเอาเลือดที่โรงพยาบาลแล้วรีบกลับมานะคะ คนไข้กรุ๊ปเอใช่ไหมคะ”


“ครับ” แบมรับคำแล้วเริ่มถอดเสื้อผ้าที่เปียกชื้นของร่างสูงออกแล้วห่มผ้าห่มให้แทน คนบนเตียงร้องออกมาเพราะเจ็บปวดเป็นระยะ


บ้านของแบมเป็นคลินิกที่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลอยู่แล้ว อุปกรณ์ครบครันไม่พอ การไปกลับของแม่ยังใช้เวลาไม่นานด้วย แบบนั้นแล้วจนแม่กลับมาคนเจ็บก็ยังพอมีสติอยู่บ้าง ถึงแม้จะถามอะไรไปก็เริ่มที่จะตอบกลับมาเป็นประโยคไม่ไหวแล้วก็ตาม


สองหมอช่วยกันผ่าตัดเอากระสุนออกจากร่างกายผู้ชายแปลกหน้าและเย็บปิดปากแผลทั้งหลายแหล่แบบที่คนเจ็บก็ยังรู้สึกตัวอยู่ คนไข้ของพวกเขาโดนยิงที่ต้นขาข้างขวาหนึ่ง หัวไหล่ซ้ายอีกหนึ่ง แต่ตรงหัวไหล่เพียงแค่เฉี่ยว ๆ เท่านั้น ดีที่ว่ากระสุนไม่โดนอวัยวะสำคัญ และตลอดการผ่าตัดร่างสูงก็ไม่ได้มีอาการช็อคหรืออาการข้างเคียงใด ๆ


แต่พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเท่านั้นแหละ ชายผู้มาพร้อมสายฝนของแบมก็ปิดตาผล็อยหลับไปเลย


คงจะเจ็บและเพลียมาก อดทนมาได้จนถึงตอนนี้แบมก็ว่าเก่งมาก ๆ แล้วล่ะ


“แล้วเราจะทำยังไงกับเขาดีล่ะคะ”


ผู้เป็นแม่เอ่ยถามลูกชายระหว่างที่กำลังยืนฟอกสบู่ล้างมือล้างแขนกันอยู่


“รอเขาฟื้นก่อนดีกว่าครับ” แบมเสนอความคิดเห็น “แต่แม่อย่าพึ่งบอกใครเรื่องนี้นะครับ”


“น้องแบมรู้จักเขามาก่อนไหมคะ” แม่ถามต่อ จากรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณของชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงตอนนี้บอกเธอว่าเขาไม่ใช่คนแถวนี้แน่นอน


“ไม่รู้จักครับ แบมเจอเขาระหว่างทางกลับบ้าน ตอนเจอก็สภาพอย่างที่แม่เห็นแล้ว”


“แล้วทำไมไม่ให้แม่บอกใครล่ะคะลูก”


“เขาคงไม่อยากให้ใครบางคนรู้มั้งครับ” ตากลมโตหันกลับไปมองผู้ป่วยบนเตียงก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ “ว่าเขายังมีชีวิตอยู่”


แบมรู้สึกอย่างนั้น สายตาเว้าวอนตอนขอให้เขาช่วยชีวิต และตอนขอให้เขาไม่พาไปโรงพยาบาล สายตาน่าสงสารคู่นั้นยังคงติดตาอยู่ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหนีอะไรมา แต่เขาก็ไม่ได้จะใจร้ายไม่ทำตามความประสงค์ของคนใกล้จะตาย เอาเป็นว่ารอคนเจ็บฟื้นค่อยซักถามที่มาที่ไปก็คงยังไม่สายหรอก


“ค่ะ เราจะไม่บอกใครเรื่องวันนี้ ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาตจากเขา” แม่รับคำอย่างว่าง่าย ลูกชายว่าอย่างไรเธอก็ว่าตามนั้น อีกอย่างคนป่วยอาการหนักขนาดนี้คงไม่มีแรงลุกมาทำอันตรายพวกเราได้อยู่แล้ว “น้องแบมไปพักผ่อนเถอะลูก แม่จะดูให้เองนะ คืนนี้เขาคงจะมีไข้อ่อน ๆ ด้วย”


“แม่นั่นแหละครับไปพักผ่อน พรุ่งนี้แม่ต้องทำงานแต่เช้าอีกนะ เดี๋ยวแบมดูเองครับ”


แม่แบมเป็นหมอใหญ่ในโรงพยาบาลประจำอำเภอที่ใคร ๆ ก็รู้จัก ทั้งเก่งทั้งมากประสบการณ์และยังมีอุดมการณ์ที่จะช่วยเหลือคนไข้ทุกระดับอย่างแน่วแน่


“ดื้อเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะคะ”


แม่เช็ดมือจนแห้งสนิทแล้วก็ยกขึ้นลูบศีรษะลูกชายคนเดียวที่รักมากกว่าสิ่งใดในโลกใบนี้เบา ๆ


“เหมือนแม่ไงครับ” แบมตอบกลับเสียงทะเล้น


“ย้อนเก่ง”


“คิดถึงแม่จัง” ว่าแล้วก็เข้าไปกอดเอวแม่หมับ ใบหน้าติดหวานซุกซบลงบนลาดไหล่บางของแม่อย่างออดอ้อน


“คิดถึงเหมือนกันค่ะลูก กลับมาคราวนี้น้องแบมจะอยู่นานไหมคะ”


“ก็จนกว่าจะแข็งแรงครับ” แบมผละจากอ้อมกอดมายิ้มให้แม่ ตอนลูกโทรศัพท์มาร้องไห้ให้ฟังแม่ก็ว่าเจ็บแล้ว แต่ตอนนี้สีหน้าอ่อนแอและแววตาเศร้าหมองของจริงของน้องแบมทำให้หัวใจคนเป็นแม่เจ็บปวดยิ่งกว่า


“ใครไม่รักลูกแม่ก็ช่างเขา ปล่อยเขาไปนะคะ น้องแบมยังมีแม่ที่รักน้องแบมมากกว่าใครอยู่นะลูก” ฝ่ามืออบอุ่นลูบแก้มของแบมเบา ๆ ด้วยความรักและห่วงใยเกินใคร


เธอดีใจทุกครั้งที่เมื่อไรก็ตามที่ลูกชายเจ็บปวด เมื่อไรที่น้องแบมของเธอเหนื่อยล้ากับทุกสิ่ง น้องแบมก็ยังไม่เคยคิดจะทำร้ายตัวเอง และน้องแบมก็ยังคงนึกถึงเธอเป็นคนแรกเสมอ


“แบมก็รักแม่ครับ”


“เหนื่อยก็พักผ่อนนะคะลูก ไว้พร้อมเมื่อไรค่อยคิดว่าจะทำอะไรต่อเนอะ”


“ครับแม่” แบมยิ้มขอบคุณ อย่างน้อย ๆ ในเวลาแบบนี้แบมก็ไม่ได้โชคร้ายนักเพราะยังมีคนที่รักเขาคอยให้กำลังใจอยู่ เอาเป็นว่าพร้อมเมื่อไร ค่อยไปสู้กับโลกใบนี้ต่อก็แล้วกัน


แม่ขอตัวเอาขยะไปทิ้งและไปพักผ่อนต่อ แบมเองพอเห็นว่าคนไข้ตัวโตบนเตียงคงไม่ตื่นมาเร็ว ๆ นี้ร่างเล็กก็ไปหาฟูกมาปูไว้นอนใกล้ ๆ เผื่อมีอะไรฉุกเฉินเขาจะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที


แบมโทรกลับหาจินบอกเพื่อนแค่ว่าคนเจ็บปลอดภัยแล้วแค่นั้น จินเองก็ไม่ได้ถามอะไรต่อมากเพราะไม่ได้รู้จักผู้ชายคนนั้นอยู่แล้ว สบายใจว่าเพื่อนไม่ได้ขับรถชนคนตายแล้วก็แยกย้ายกันไปนอน


กว่าแบมจะอาบน้ำ เก็บของและทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ปาไปตีห้ากว่า ๆ แล้ว แต่เพราะไม่ได้มีงานต้องทำแล้วจึงทำให้คุณหมอตัวเล็กนอนตื่นสายได้


 

เหนื่อยอ่ะเป็นวันอกหักที่ไม่มีเวลาฟูมฟายมากเท่าที่ควรเลยแฮะ



 

Vitamin B




 “แค่ก! ๆ”


“คุณ! เป็นยังไงบ้างครับ” แบมที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ไม่ไกลรีบลุกจากเก้าอี้เดินเข้าไปหาคนป่วยบนเตียงทันที


ฟื้นมาก็ไอใส่เขาเลย


“น..น้ำ” ได้ยินดังนั้นแบมก็หันไปรินน้ำใส่แก้วแล้วเอามาป้อนให้เจ้าของเสียงแหบแห้งได้ดื่มแก้กระหาย


“เดี๋ยวผมขอตรวจคุณอีกนิดหน่อยนะ” คนไข้ของเขาหลับไปสองวันเต็ม ๆ ในทีแรกแบมก็กังวลไม่น้อยกลัวว่าจะไม่ยอมตื่นขึ้นมา แต่เห็นแบบนี้ก็เบาใจไปเยอะเลย


“ผมไม่เป็นไรแล้วครับ”


“ตอนนี้ผมเป็นหมอเจ้าของไข้ของคุณ เป็นหรือไม่เป็นผมจะบอกคุณเองครับ”


“ขอบคุณครับหมอ”


อีกฝ่ายเอ่ยเสียงแห้ง เขาจ้องมองคุณหมอตัวเล็กที่ช่วยปรับเตียงให้และเริ่มหยิบจับเครื่องมือแพทย์มาตรวจนู่นนี่บนร่างกายเขาอย่างชำนิชำนาญ


อันที่จริงเขาก็รู้สึกเจ็บแผลและปวดหัวอยู่ แต่ที่พูดว่าไม่เป็นไรออกไปเพราะกลัวคุณหมอกังวลก็เท่านั้น เกิดมาก็ไม่เคยถูกยิง ตอนโดนน่ะไม่ค่อยเจ็บหรอก ชา ๆ มากกว่า แต่ตอนรักษานี่สิ เขาคงจำรสชาตินั้นไปจนตายเลยล่ะ


“ถึงจะพ้นขีดอันตรายแล้วแต่ก็ต้องระวังเยอะหน่อยนะครับ ช่วงนี้คุณก็ไม่ต้องลุกไปไหนล่ะ แต่ถึงอยากลุกก็น่าจะยังลุกไม่ได้หรอก และคุณกินได้แค่อาหารที่ผมกับแม่อนุญาตเท่านั้นนะครับ อย่างอื่นงดไปก่อน รู้สึกผิดปกติตรงไหนก็ให้รีบบอกผมนะครับ”


แบมว่าก่อนจะตรวจส่วนอื่น ๆ ของร่างกายว่าปกติดีไหม ครั้งนี้คนไข้ของเขาให้ความร่วมมือด้วยการตอบตามความรู้สึกจริงทุกอย่าง พอเรียบร้อยแล้วคุณหมอตัวเล็กก็ยิ้มสบายใจออกมาเพราะอาการดีกว่าที่เขาคิด “อึดใช่เล่นเลยนะคุณน่ะ”


“ถ้าไม่ได้หมอผมก็คงแย่เหมือนกัน ขอบคุณหมออีกครั้งนะครับ”


คนไข้ค้อมศีรษะน้อย ๆ เป็นการแสดงความขอบคุณ


“เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ” แบมยิ้มรับ


“ขอโทษที่ผมขว้างก้อนหินใส่รถหมอด้วยนะครับ ตอนนั้นผมไม่รู้จะทำยังไง”


“ไม่เป็นไรครับ รถผมก็ไม่ได้เป็นอะไร” ซื้อรถแพง ๆ มาขับมันก็มีดีอย่างที่แม่เคยบอกนั่นแหละ ไม่รู้ก้อนหินมันก้อนแค่ไหน แต่รอยบนรถแบมมันก็ไม่ได้ใหญ่มาก เอาไปทำนิดหน่อยก็กลับมาสวยเหมือนเดิมแล้ว


“หมอชื่ออะไรครับ”


“แบมครับ คุณล่ะ”


“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับหมอ ผมมาร์


“อ้าว ฟื้นแล้วหรือคะลูก น้องแบมตรวจดูอีกครั้งหรือยังคะ” ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้แนะนำตัวกลับ แม่ที่เดินเข้ามาเห็นคนป่วยฟื้นแล้วพอดีก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยพลางขยับเข้ามาดูอาการของคนตัวสูงใกล้ ๆ


“เรียบร้อยแล้วครับ” ถึงแบมจะว่าอย่างนั้นแม่ก็ยังเข้ามาตรวจอีกทีเพื่อความแน่ใจ เห็นเป็นอย่างที่ลูกชายว่าทุกอย่างก็ยิ้มพึงพอใจออกมา


น้องแบมนี่ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริง ๆ


“ดูอาการไปอีกสักพักก่อน เผื่อมีผลข้างเคียงอะไรนะคะลูก”


“ครับ” แบมหันไปหาชายหนุ่มตัวใหญ่บนเตียง ก่อนจะเอ่ยแนะนำให้เขาคนนั้นรู้จักกับแม่ของตน “นี่แม่ผม เป็นหมอเหมือนกัน เขาก็ช่วยผมรักษาคุณด้วยครับ”


ถ้าไม่ได้แม่ แบมเองก็อาจช่วยชีวิตอีกฝ่ายไม่ทันเพราะเสียเลือดมากเกินไปก็เป็นได้


“ขอบคุณมากนะครับคุณหมอ” ร่างสูงอยากจะยกมือไหว้ทั้งสองมือแต่ติดที่ว่าแขนซ้ายของเขามันยกไม่ขึ้นจึงทำได้เพียงก้มศีรษะให้ด้วยท่าทีนอบน้อม แม่ของแบมยิ้มรับอย่างผู้ใหญ่ใจดี


“ยินดีค่ะ แล้วก็นะ เรียกแม่เถอะจ้ะ”


แบมหันขวับไปหรี่ตามองหน้าแม่ทันทีเมื่อได้ยินอย่างนั้น แหม เห็นคนหล่อเป็นไม่ได้เลยนะแม่


“ว่าแต่ คุณชื่ออะไรนะครับ”


แบมถามชื่อเสียงเรียงนามของคนไข้อีกที เมื่อกี้ยังไม่ได้ยินอีกคนแนะนำตัวเลย


“มาร์คครับ” คนบนเตียงยกยิ้มอย่างเป็นมิตรมาให้ทั้งสองคน แบมกับแม่เองก็ยิ้มตอบ


ดูจากรูปร่างหน้าตา การพูดจาและการแสดงออกของมาร์คแล้ว แม้จะรู้ในทันทีเลยว่าไม่ใช่คนแถวนี้แต่ก็ดูไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ออกจะดูดีมีมารยาทมาก ๆ เลยด้วยซ้ำ


“คุณเป็นใคร มาจากไหน แล้วไปทำอะไรถึงโดนยิงแบบนั้นล่ะครับ” แบมเริ่มถามที่มาที่ไปของมาร์คบ้าง กังวลไม่น้อยว่ามาร์คจะเป็นคนไม่ดี “คุณทำเรื่องผิดกฎหมายมาหรือเปล่าครับ”


“ผมไม่ได้ทำเรื่องผิดกฎหมายมาแน่นอนครับ ผมสาบานได้”


ได้ยินมาร์ครีบส่ายหัวปฏิเสธหนักแน่นอย่างนั้นแบมก็โล่งใจ อย่างน้อย ๆ มาร์คอาจจะเป็นคนที่ไว้ใจได้ว่าจะไม่ทำอันตรายให้เขากับแม่


“แล้วไปมีเรื่องกับใครเขาถึงจะเอาชีวิตเราอย่างนี้ล่ะลูก แม่ขอความจริงนะคะ และสัญญาว่าเรื่องทุกอย่างที่มาร์คเล่ามา ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากมาร์ค แม่กับน้องแบมก็จะไม่เล่าให้ใครฟังเป็นอันขาด” แม่ถามบ้าง


มาร์คนิ่งไปสักพักใหญ่เหมือนกำลังเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเองอยู่ แม่กับแบมเองก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร ยืนรออยู่อย่างนั้นจนมาร์คยอมเอ่ยปากเล่าออกมาเอง


“พ่อผมพึ่งเสียไปและผมก็พึ่งกลับมาจากต่างประเทศเพื่อมางานศพท่านที่กรุงเทพ งานศพเสร็จไปเมื่ออาทิตย์ก่อนครับ ผมกะว่าจะกลับมาอยู่ยาวเพื่อสานต่อธุรกิจของพ่อเพราะพ่อเคยฝากฝังเอาไว้ แต่ว่าดันมามีปัญหากับพี่ชายต่างแม่ก่อน”


“ข..เขาจะฮุบกิจการพ่อคุณไว้คนเดียวหรือครับ”


มาร์คพยักหน้ารับ แบมเห็นแววเครียดขึงในดวงตาคู่คมของอีกฝ่าย


“ครับ ผมเองก็ไม่ได้กลับมาหาพ่อบ่อย พี่ชายผมเขาเลยคิดว่าพ่อน่าจะยกให้กิจการทั้งหมดให้เขา หรือไม่เขาก็ต้องได้มากกว่าผมเพราะเขาเป็นลูกคนโต แต่พอเปิดพินัยกรรมมาแล้วกลายเป็นว่าเขาไม่ได้อะไรเลยนอกจากที่ดินแปลงเล็ก ๆ แปลงเดียวน่ะครับ”


สีหน้าของคนเล่าดูแย่ลง แบมคิดว่ามาร์คคงเสียใจและผิดหวังไม่น้อยเลย “ผมรู้ว่าเขาไม่พอใจ แต่ไม่คิดว่าจะไม่พอใจมากขนาดนี้ เขาชวนผมมาเที่ยวต่างจังหวัดก็คือแถวนี้ บอกว่าพักผ่อนแบบพี่น้อง ผมเองก็ไม่ได้เอะใจอะไร พลาดด้วยที่ไว้ใจเพราะคิดว่าอย่างน้อยก็เป็นพี่น้องกัน”


“คุณพระ เวรกรรมจริง ๆ ลูกเอ้ย”


แม่ยกมือขึ้นทาบอกอย่างนึกขวัญเสีย เธอมองออกว่ามาร์คพูดจริงทุกอย่าง เกิดมาเคยเห็นเรื่องแบบนั้นแค่ในละครหลังข่าว ไม่นึกว่าในชีวิตจริงจะมีคนประสบเหตุการณ์อย่างนั้นอยู่จริง ๆ ด้วย


“เขาคงคิดว่าผมไม่น่ารอดแล้วล่ะครับ โดนยิงทั้งยังตกเขาแบบนั้นด้วย”


มาร์คจำเหตุการณ์ทั้งหมดได้ดี แม้แผลจะไกลหัวใจแต่เลือดที่ไหลไม่หยุดกับแรงที่ไม่เหลือแทบจะพยุงตัวบอกเขาว่าตัวเองไม่น่ารอดแน่ ๆ แต่เหมือนพระเจ้าจะยังไม่อยากได้เขาไปอยู่ด้วย เขาถึงได้เห็นแสงไฟริบหรี่เพียงจุดเดียวจากรถของหมอ


แสงไฟที่ไม่ได้มาพร้อมความหวังอย่างเดียวนั้น เขาจะไม่มีวันลืมเลย


“แล้วถ้าเขารู้ว่าคุณยังไม่ตายล่ะครับ” แบมขมวดคิ้วยุ่งคิดตามเรื่องราวที่ได้ยินจากมาร์คไปด้วย


“นั่นล่ะครับที่ผมกังวลแต่ดูจากนิสัยของเขา เขาคงเช็คแค่จากโรงพยาบาลในจังหวัดนี้ ถ้าไม่เจอผมเขาคงไม่ตามต่อ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเขาคิดว่าผมตายแล้วแน่นอนครับ”


ก็เลยเป็นเหตุผลที่ไม่อยากให้เขาพาไปโรงพยาบาลสินะ


“แล้วคุณไม่อยากกลับบ้านหรือครับ”


ถ้าอยากให้พี่ชายคิดว่าตายไปแล้วจะกลับบ้านยังไงล่ะทีนี้


“กลับครับ กลับแน่ แต่คงต้องอีกสักพักใหญ่ ถ้าไม่รบกวนจนเกินไป ผมอยากให้คุณหมอช่วยแนะนำบ้านเช่าแถวนี้ให้หน่อยได้ไหมครับ”


ไอ้บ้านเช่ามันก็น่าจะพอมีอยู่หรอก เพียงแต่ว่า


“แต่ว่าตอนนี้คุณไม่มีเงินติดตัวเลยนะครับ”


ก็จริงของหมอ


” เห็นมาร์คเงียบไปแบมกับแม่ก็มองหน้ากัน แบมให้แม่ตัดสินใจเพราะที่นี่เป็นบ้านของแม่ แม่ว่ายังไงแบมก็จะว่าตามนั้น แม่นิ่งคิดไปสักพักสุดท้ายก็ยิ้มใจดีออกมา


“ที่นี่เป็นอำเภอเล็ก ๆ คนไม่เยอะ คนของพี่ชายมาร์คน่าจะไม่ตามมาเฝ้าแน่ ๆ และอีกอย่างบ้านนี้แม่กับน้องแบมก็อยู่กันแค่สองคน พยาบาลที่เคยทำงานด้วยก็พึ่งลาออกไป น้องแบมก็กะจะมาอยู่พักใหญ่แม่เลยยังไม่คิดจะรับคนเพิ่มด้วย เพราะงั้นถ้าไม่รังเกียจ มาร์คก็พักอยู่กับพวกเราจนกว่าจะหายดีก็ได้นะลูก ถึงตอนนั้นค่อยคิดว่าจะทำยังไงต่อก็ได้ค่ะ”


แม่ไตร่ตรองมาดีแล้ว และคิดว่าเธอไม่น่าจะมองคนพลาด


“จะไม่รบกวนเกินไปใช่ไหมครับ ผมเกรงใจมากเลย แค่คุณหมอทั้งสองคนช่วยชีวิตผมไว้ ผมก็ไม่รู้จะตอบแทนยังไงแล้วครับ”


แบมคิดว่ามาร์คคงถูกที่บ้านเลี้ยงดูมาดีมาก ๆ แน่ ๆ เอะอะก็ขอบคุณ ทำหน้าเกรงใจถ่อมเนื้อถ่อมตัวตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วน่าจะเป็นคนที่มีฐานะดีมาก ๆ ด้วยซ้ำ


“รบกวนอะไรกันคะ แม่ไม่ได้เดือดร้อนอะไรสักหน่อยนะลูก แม่ยินดีค่ะ”


อีกอย่างที่สำคัญคือโรงพยาบาลแถวนี้แม่ของแบมก็เคลียร์ปัญหาได้หมดเลยด้วย หากมีใครมาขอข้อมูลอะไรแปลก ๆ ที่น่าจะเกี่ยวกับมาร์ค เธอก็สามารถจัดการเลี่ยงให้ได้


“ไม่รบกวนหรอกคุณ อยู่ที่นี่อุปกรณ์อะไรก็ครบกว่า เผื่อฉุกเฉินคุณก็ยังอยู่ใกล้หมอนะครับ”


แบมเองก็ไม่ใช่คนแล้งน้ำใจ ฟังเรื่องราวของอีกฝ่ายก็หดหู่พอแล้ว อะไรที่ช่วยได้บ้างเขาก็อยากช่วย ประกอบกับมาร์คก็ไม่ได้ดูเป็นคนเลวร้ายอะไร ออกจากมารยาทดีและดูเป็นมิตรมากด้วยซ้ำ


“อยู่ที่นี่เถอะค่ะ”


แม่ส่งยิ้มใจดีให้อีกครั้ง พอมาร์คหันไปมองแบม คุณหมอตัวเล็กก็พยักหน้าหงึกหงักพร้อมยิ้มบาง ๆ ให้เขาด้วย


“ขอบคุณมากเลยครับ”


สุดท้ายแล้วร่างสูงก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไงเพราะตัวเองไม่มีทางไปเหมือนกัน


“เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ช่วยเหลือกันได้ยังไงล่ะคะ เอาล่ะ ไว้ค่อยมาคิดเรื่องอื่นทีหลังเนอะ ตอนนี้หิวไหมคะ มาร์คกินข้าวสักนิดแล้วพักผ่อนต่อหน่อยนะลูก”


“ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายตรงไหนบอกผมได้เลยนะครับ แรก ๆ มันก็จะเจ็บ ๆ เยอะหน่อย คุณอาจจะหงุดหงิดที่ทำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ก็อดทนนะครับ”


แบมเอ่ยบอกไว้ก่อนเพราะมาร์คคงขยับบางส่วนของร่างกายไม่ได้ไปอีกพักใหญ่โดยเฉพาะขา แผลหายดีแล้วแบมคงต้องช่วยทำกายภาพอีกที


“ครับ ขอบคุณมากนะครับ”


“ขอบคุณบ่อยเกินไปแล้ว ไม่ต้องขอบคุณแล้วครับ” แบมยกมือขึ้นโบกไปมา นับไม่ทันแล้วว่าวันนี้มาร์คพูดคำว่าขอบคุณไปกี่รอบแล้ว


“ครับหมอ” มาร์คพยักหน้าให้หมอทั้งรอยยิ้ม


“มา กินข้าวดีกว่าครับ ข้าวต้มฝีมือแม่ผมอร่อยมากเลยนะ คุณต้องลอง”


ว่าแล้วแบมกับแม่ก็ช่วยกันจัดพื้นที่โต๊ะกินข้าวบนเตียงให้มาร์ค และเพราะแรงไม่ค่อยมี มาร์คจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง ๆ ให้คุณหมอตัวเล็กป้อนโดยที่แม่ก็ยืนมองด้วยความเป็นห่วงอยู่ไม่ไกล



ในยุคสมัยที่หลายคนเห็นแก่ตัว เขากลับได้รับการช่วยเหลืออย่างไม่มีข้อแม้ใด ๆ จากคนตัวเล็ก ๆ สองคนนี้



ถึงวันที่เขาหายดี มาร์คสัญญาว่าจะตอบแทนความใจดีของทั้งคู่อย่างสุดความสามารถของเขาแน่นอน




 

Vitamin B



 

To be continue…


#มบย่อมาจาก



ตอนแรกมาแล้วค่ะ เปิดมาพม. ของเราก็ตกระกำลำบากเลย 

แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี (มาก ๆ) อยู่นะคะ 

เอาเป็นว่าเรามารอดูความเรื่อยเปื่อยของฟิคเรื่องนี้กันในตอนถัด ๆ ไปกันค่ะ 

ยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีดราม่าใด ๆ จากฟิคเรื่องนี้ อ่านสบาย ๆ กันเนาะ

ยังไงก็ฝาก Vitamin Bam เอ้ย Vitamin B ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของผู้อ่านทุก ๆ ท่านอีกเรื่องนะคะ


ติดตาม ติติง และบลา ๆๆ ได้ที่ #มบย่อมาจาก


ขอบคุณมาก ๆ เลยค่าาา ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.242K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,932 ความคิดเห็น

  1. #1914 lek0868909108 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 02:12

    กลับมาอ่านรอบสี่

    #1,914
    0
  2. #1908 KEHM (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 02:24
    เเต่งได้น่ารักมากเลยค่ะ อ่านไปยิ้มไป
    #1,908
    0
  3. #1897 MarkP_endear. (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 06:58
    โอ๋ๆ ไม่เป็นไรนะแบมม //กอดปลอบ
    #1,897
    0
  4. #1869 lek0868909108 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 08:28

    กลับมาอ่านรอบสาม

    #1,869
    0
  5. #1834 premmiii (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 16:59
    ♡♡ งื้ออ น่ารักนะเราอ่ะ
    #1,834
    0
  6. #1815 YanisaCH (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 07:56
    คนน่ารักกก
    #1,815
    0
  7. #1814 เจ้าแมวมะลิ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 00:15
    กลับมาอีกรอบบ สนุกมากเรื่องนี้ชอบบบ
    #1,814
    0
  8. #1775 Spices_smile (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 23:23
    วนอ่านอีกเเน้ว คิดถึงงงง
    #1,775
    0
  9. #1743 Par'cel (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 16:34
    ไม่รู้น้องเรียนกี่ปีนะคะ แต่ปกติเเล้วถ้าจบเเค่หก ไม่ใช่ศัลยแพทย์จะไม่ผ่าตัดค่ะ เพราะเสี่ยงเกินไป เเต่คุณเเม่น้องน่ารักมากเลยอะ มาช่วยทำงานที่คลินิคก็ได้ค่ะลูกแบม
    #1,743
    0
  10. #1718 khunsom08 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 เมษายน 2562 / 12:17
    พี่มาร์คคนดีมากอ่ะ ดีใจที่เจอแบมกับแม่
    #1,718
    0
  11. #1656 Harlyquine (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 14:01

    น่ารักกกก เปิดเรื่องมาได้ละมุนมากๆเลย
    #1,656
    0
  12. #1637 uromtbb (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 22:03
    ละมุนนี
    #1,637
    0
  13. #1624 premmiii (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 00:05
    น่ารักมากไม่ไหวแล้ว
    #1,624
    0
  14. #1608 supassara93 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 17:43
    ไม่ใช่เป็นพ่อค้ามาเฟียโดนยิงมาหรอกใช่มั้ย 5555555555 //ผิดเรื่องแล้ว ขอโทษจ้า
    #1,608
    0
  15. #1560 Markmark_tuan1a (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 13:07
    น่ารักมากเลยค่ะ รู้สึกถึงความอบอุ่นต่อๆไปเลย^^
    #1,560
    0
  16. #1526 PMarkNBam (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 22:33
    งุ้ยยยย น่ารักมากๆเลย
    #1,526
    0
  17. #1502 lovemarkbam_got7 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 10:18
    จะไม่ให้ช่วยคู่ชีวิตตัวเองได้ยังไงล่ะคะ~ //ไม่ต้องตอบแทนอะไรมากหรอกค่ะ แค่ดูแลแบมให้ดีก็พอ~ คิกค้ากกกกก
    #1,502
    0
  18. #1494 Melinnnnnnn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 11:43
    คุณแม่น้องแบมน่ารักจังเลย
    #1,494
    0
  19. #1466 + * .°♡ × ° (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 20:38
    น่ารักเว่อร์
    #1,466
    0
  20. #1381 Phenix (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 00:53
    แงง ดีจังเลยมาร์ค
    #1,381
    0
  21. #1380 missnight__ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 00:17
    แงง ดีจังเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกดีจัง
    #1,380
    0
  22. #1364 Nuthathai Por (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 มีนาคม 2562 / 00:17

    พ่อคุณโชคดีเหลือเกินที่ได้เจอคุณหมอแบมเนี่ย

    #1,364
    0
  23. #1346 Kattyแฟนหมี (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มีนาคม 2562 / 14:24
    สู้ไปด้วยกันทั้งน้องทั้งพี่
    #1,346
    0
  24. #1321 Noiifuji (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 15:43

    โถวววววววววว น้องแบมของเราอกหักทั้งที ไม่มีเวลามานั่งซึมเศร้าเลย แต่ก็ดีลูกเราจะได้ลืมเรื่องเศร้าไปได้ เอาเวลามาดูแลคนเจ็บ(หล่อ)ดีกว่า ส่วนพี่มาร์คนับว่าโชคดีอย่างมากเลยที่แบมแบมขับรถผ่านมาพอดี ถ้าไม่อย่างนั้นคงเป็นศพไร้ญาติไปแล้ว

    #1,321
    0
  25. #1317 R_Jummar (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 07:54
    ดึงน้ำตาได้เหมือนกันนะ
    #1,317
    0