DON'T TOUCH ME มือผม คุณห้ามจับ

ตอนที่ 74 : ตอนที่ 74

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,736
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4,293 ครั้ง
    8 ธ.ค. 62

หลุดพ้นหรือไม่ถึงเวลาย่อมรู้เอง

 

ถ้อยคำของพระธุดงค์ยังคงวนเวียนอยู่ในใจของอินทัชนับตั้งแต่ได้ยินจนบัดนี้ทั้งเขาและมาดามนิลาได้กลับมาถึงคฤหาสน์หลังโตของโอ คอนเนอร์เพื่อที่จะเตรียมตัวไปงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้

 

อินทัชคิดถึงถ้อยคำนั้นจนเหม่อลอย เขาไม่เข้าใจว่าอะไรที่หมายความว่าเขายังไม่หลุดพ้น เขาพ้นจากคำสาปร้ายนั่นไปแล้ว คำสาปร้ายนั่นไม่อาจทำอะไรเขาได้อีกแล้ว

 

ถ้าอย่างนั้นมันคืออะไร อะไรที่เขายังไม่หลุดพ้น วิบากกรรมอะไรที่ยังคงแสดงผลอยู่

 

อินทัชคิดจนปวดหัวเขาก็คิดไม่ออก อีกทั้งยังสงสัยว่าวิบากกรรมที่เขาเผชิญนั้นมันเกิดจากการกระทำใดของเขา

 

มันควรจะเป็นกรรมจากชาติที่แล้วใช้ไหม เขาไปทำกรรมอะไรไว้กัน พระธุดงค์ท่านนั้นจึงได้บอกว่าวิบากกรรมของเขาหนักนัก

 

“ก๊อก ๆ” เสียงเคาะประตูห้องทำอินทัชสะดุ้งออกจากความคิดความสงสัยของตัวเอง เขายกมือขึ้นลูบที่หน้าอกบริเวณหัวใจที่กำลังเต้นระรัวอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเดินไปที่ประตูห้อง

 

“ครับ ?” อินทัชเปิดประตูแล้วขานรับเป็นเชิงคำถามไปในตัวเมื่อเห็นว่าสาวใช้คนหนึ่งเป็นผู้เคาะประตูห้องของเขา

 

“ช่างแต่งหน้าทำผมมาแล้วค่ะ คุณอินทัชพร้อมหรือยังคะ” สาวใช้ถามตามที่ได้รับคำสั่งมา

 

“เดี๋ยวผมขอเวลาอาบน้ำสักครึ่งชั่วโมงนะครับ จะรีบตามไป รบกวนขอโทษมัมกับช่างด้วยนะครับที่ต้องขอให้รอก่อน” อินทัชกลอกตาคิดอยู่ชั่วขณะก่อนจะให้คำตอบไป

 

หลังจากที่ได้ให้คำตอบไป อินทัชก็ได้ตำแหน่งห้องที่เตรียมไว้สำหรับแต่งหน้าทำผมกลับมา

 

ร่างสูงโปร่งของอินทัชหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องไปก่อนจะพาตัวเองเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกาย

 

 

“น้องอินมาพอดี ดีเลย มัมเพิ่งแต่งหน้าทำผมเสร็จ น้องอินมาต่อเลยลูก” ทันทีที่อินทัชเข้าห้องไป มาดามนิลาที่ยังคงยืนอยู่หน้ากระจกก็หันมาพูดกับเขาทันเมื่อเห็นเขาผ่านทางภาพสะท้อนของกระจก

 

“ครับ” อินทัชตอบกลับอย่างโล่งใจเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้ปล่อยให้ช่างรออย่างเสียเวลาเปล่า หากจะโทษก็ต้องโทษเขาที่คิดมากกับคำพูดของพระธุดงค์ท่านนั้นจนลืมจัดการตัวเอง และลืมว่ามีงานอะไรรออยู่อีก

 

“สวัสดีครับ” เมื่อเข้าไปใกล้ ๆ แล้วอินทัชก็ยกมือขึ้นกล่าวทักทายช่างแต่งหน้าทำผมเกือบสิบคนที่ยืนอยู่ มีทั้งสาวแท้และสาวเทียม

 

“สวัสดีค่ะ คนนี้ใช่ไหมคะมาดามที่พวกดิฉันจะต้องแต่งหน้าทำผมให้ต่อ ผิวเนียน หน้าเลิศมากค่า” สาวประเภทสองคนหนึ่งที่แต่งหน้าแต่งตัวจัดเต็มพูดเสียงชื่นชม  แววตามองอินทัชอย่างสำรวจก่อนจะฉายความพึงพอใจ

 

“รูปร่างดี เบ้าหน้าชนะเลิศ หนูสนใจจะเข้าวงการหรือเปล่าลูก ถ้าสนใจนะเดี๋ยวคุณแม่จะดันเอง” สาวประเภทสองอีกคนที่ดูแล้วจะเป็นคนอารมณ์ดี ช่างพูดช่างคุยพูดขึ้นบ้าง

 

“ต๊ายยย อีเมธี ลืมไปแล้วหรือเปล่าว่าคนที่หล่อนพูดถึงนั้นเป็นใคร นั่นอันโนนนะยะ เขาคงต้องการความช่วยเหลือจากหล่อนหรอกถ้าอยากจะเข้าวงการ” สิ้นคำพูดของคนก่อนหน้า คนแรกที่กล่าวชมเขาก็พูดสวนขึ้นทันที

 

“หล่อนเรียกใครว่าเมธียะ ฉันเมญ่า ดูปากชัด ๆ เมญ่า น้องอินใช่ไหมลูก น้องอินอย่าไปฟังกระเทยแก่นะคะ พี่ชื่อเมญ่า คนสวย ๆ แบบพี่ต้องชื่อเมญ่าเท่านั้น”

 

อินทัชหัวเราะน้อย ๆ ให้กับการโต้เถียงนั่น ความคิดมากมายก่อนหน้าของเขาหายไปจนหมด แววตาทอดมองกลุ่มคนที่โต้เถียงกันอยู่อย่างสนุกสนาน เขาคิดว่านอกจากคนเกือบสิบคนนี้จะสนิทกันมากแล้ว คงจะต้องสนิทกับมาดามนิลามากเป็นแน่เพราะกล้าที่จะพูดเล่นครึกครื้นแบบนี้ต่อหน้ามาดามของโอ คอนเนอร์ ทั้งยังได้เข้ามาในคฤหาสน์หลังนี้ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่เรือนเล็กที่แยกตัวออกมาจากตึกใหญ่ก็ตาม

 

“มาดามไม่ต้องเป็นห่วงเลยนะคะ จะแต่งออกมาให้สุดฝีมือ เอาให้ตะลึงกันทั้งงานเลยทีเดียว” หลังจากพูดโต้เถียงกันแบบเล่น ๆ อยู่ชั่วครู่ คนที่ดูแล้วน่าจะเป็นหัวหน้าทีมช่างแต่หน้าทำผมก็พูดออกมา

 

“ลูกสะใภ้ฉันไม่แต่งก็ดีอยู่แล้ว แต่เอาให้ดีเพิ่มขึ้นอีกนิดก็ได้ อ่อ ฝากไว้ให้คิดนิดหนึ่งว่าจะแต่งยังไง คนนี้น่ะ มาร์คเขาหวงมาก” มาดามทิ้งท้ายประโยคที่ไม่ต่างจากการทิ้งระเบิดไว้ให้อินทัชเลยสักนิด เพราะพูดจบมาดามของบ้านก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งอินทัชไว้กับสายตาอึ้ง ๆ ของบรรดาช่างแต่งหน้าทำผมทั้งหลายให้มองมา

 

“ต๊ายยย กราบสวัสดีนายน้อยน้อย ขอฝากเนื้อฝากตัวไว้ด้วยนะคะ” เมญ่าทิ้งตัวนั่งลงพับเพียบกับพื้นแล้วพูด อินทัชสะดุ้งโหยงกับการกระทำแบบนั้นก่อนจะรีบทรุดตัวนั่งตาม เมื่อเห็นว่าคนอายุมากกว่าทิ้งตัวไปนั่งแทบเท้าเขาอยู่อย่างนั้น

 

“อย่าทำแบบนี้สิครับ แล้วนายน้อยน้อยอะไรกัน” อินทัชรีบดึงแขนเมญ่าให้ลุกขึ้นพร้อมกับพูดเสียงเหมือนคนจะร้องไห้

 

เขาอยากจะร้องไห้จริง ๆ นั่นแหละ มาดามเล่นพูดอะไรไม่ปรึกษาเขาเลย

 

“เอ้า เป็นภรรยาของนายน้อยก็ต้องเรียกนายน้อยน้อยสิคะ” เมญ่าจีบปากจีบคอพูด แววตาวาววับเป็นประกาย

 

“ภรรยาอะไรครับ! ผมเป็นผู้ชาย” อินทัชรีบปฏิเสธตำแหน่งที่ถูกยัดเยียดมาอย่างรวดเร็ว สีหน้าขึ้นสีแดงเรื่อที่ไม่รู้ว่าโกรธหรืออายกันแน่

 

“ขอโทษคุณน้องอินด้วยนะคะ นังเมญ่าก็บ้า ๆ บอ ๆ แบบนี้ คำพูดอาจะเสียมารยาทไปบ้าง นอกจากชอบลากผู้ชายไปกินในน้ำบ่อย ๆ แล้ว นางก็ไม่มีพิษมีภัยอะไร” หัวหน้าทีมรีบเอ่ยขอโทษแทนลูกน้อง แต่ก็ยังไม่วายแอบจิกกัดนิดหน่อย

 

“เอ่อ ครับ ไม่เป็นไร” อินทัชพยักหน้ารับคำขอโทษนั้น เขาเองก็พอจะมองออกว่าอีกฝ่ายไม่มีพิษมีภัยอะไรเพียงแต่อาจจะปากไวไปหน่อยก็เท่านั้น เขาไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจอะไรมากนัก

 

“งั้นเริ่มแต่งเลยนะคะ เดี๋ยวจะไม่ทันเวลา แต่อย่างที่บอกไปตอนแรกแหละค่ะ รูปหน้า ผิวพรรณคุณน้องอินดีงามอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องแต่งอะไรมาก ปัดหน้าเติมปากนิดหน่อยเป็นอันใช้ได้ ทรงผมนี่ก็ อืม จัดแต่งทรงนิดหน่อยเป็นอันใช้ได้ค่ะ” จากที่ต้อนแรกตั้งใจจะจัดหนักจัดเต็มให้สมกับเบ้าหน้าพระราชทานที่แสนจะถูกใจซึ่งไม่ได้เจอคนที่หน้าตาถูกใจแบบนี้มานาน แต่จากคำพูดที่ฝากไว้ให้คิดของมาดามนั้น พวกเธอก็ไม่ต้องคิดให้มากเลยว่า เอาแค่พอเหมาะ พอดี

 

ดีแบบที่ ดีต่อใจของนายน้อยผู้เลื่องชื่อก็พอ

 

ถ้าเจ้าของเขาหวงนัก ก็อย่าเป็นสาเหตุให้คนอื่นต้องถึงแก่คราวซวยเลยจะดีกว่า

 

ว่าแต่หวงขนาดที่มาดามต้องเอ่ยปากเตือน แล้วทำไมถึงได้กล้าปล่อยให้ไปงานตามลำพังกับมาดาม ทำไมเจ้าตัวไม่ไปคุมด้วยตัวเอง

 

อืม มันน่าสงสัยนัก

 

 

“ขอบคุณครับ” อินทัชกล่าวขอบคุณทีมช่างแต่งหน้าทำผมหลังจากที่เขานั่งให้ทุกคนวุ่นวายอยู่กับหน้าผมเขาเกือบสองชั่วโมง

 

ไหนว่าไม่ต้องแต่งอะไรมาก ถ้าต้องแต่งเยอะเขาไม่ต้องใช้เวลาเป็นวัน ๆ เลยหรือไง

 

ดวงตาคู่สวยมองสำรวจตัวเองในกระจก กะพริบตามองตัวเองที่ดูแปลกตาไปไม่น้อยเลย

 

ไม่ใช่ว่าไม่เคยแต่งหน้า แต่ฝีมือแบบเขาที่ใช้แต่งหน้าตัวเองกับฝีมือของช่างแต่งหน้ามืออาชีพนี่มันต่างกันมาจริง ๆ ไหนจะเส้นผมที่เริ่มกลับมายาวของเขาอีกที่ถูกจัดแต่งเป็นทรง ริมฝีปากที่ถูกแต่งแต้มจนมีสีสันขึ้นมาอีกระดับขบเม้มเข้าหากันเมื่อรู้สึกไม่คุ้นชินกับตัวเอง

 

“ไม่หนาไปใช่ไหมครับ” อินทัชถามอย่างกังวลเล็กน้อย ด้วยเขาเองรู้สึกหนักหน้าพอสมควร ทั้งแป้งทั้งรองพื้น ทั้งอะไรต่อมิอะไรที่โหมประโคมลงบนใบหน้าของเขาทำให้อินทัชรู้สึกเหมือนถูกโบกด้วยปูน

 

“ไม่หนาหรอกค่า นี่เทรนด์ฮิตเลยนะคะ แต่งหน้าแล้วเหมือนไม่ได้แต่ง โชว์ผิวใส ๆ สไตล์เกาหลี” เมญ่าจีบปากจีบคอตอบ แววตามีแต่ความชื่นชมขณะที่มองอินทัช

 

“ลงหลายขั้นตอนเหมือนจะเยอะ แต่จริง ๆ แล้วไม่เยอะเลยค่ะ แต่งหน้าบาง ๆ เน้นโชว์ผิว” หัวหน้าทีมช่างพูดอธิบายพร้อมรอยยิ้ม แววตาที่เธอทอดมองอินทัชเหมือนกับลูกน้องเธอไม่มีผิด ชื่นชอบและชื่นชม

 

“งั้นก็ขอบคุณอีกครั้งนะครับ” คราวนี้อินทัชลุกขึ้นยืนยกมือขึ้นพูดขอบคุณ เรียกแววตาชื่นชมจากทีมช่างได้มากยิ่งขึ้น

 

คนที่เป็นทั้งเจ้าของเพลงฮิตติดอันดับโลก คนที่เป็นทั้งคนรักของนายน้อยแห่งโอ คอนเนอร์ ไม่จำเป็นต้องยกมือไหว้ขอบคุณพวกเธอเลยสักนิด จะมองว่าพวกเธอเป็นเพียงลูกจ้างที่ทำงานแลกเงินก็ยังได้ แต่ก็ยังให้เกียรติยกมือไหว้ถึงสองครั้งสองครา

 

จากความชื่นชอบในผลงานเพลงและรูปร่างหน้าตาก็แปรเปลี่ยนเป็นความประทับใจในความอ้อนน้อมที่มีให้

 

พวกเธอไม่รู้ ไม่รู้ว่าหากพวกเธอมาเร็วกว่านี้สักหนึ่งเดือน เธอจะไม่พบพบกับความอ่อนน้อมนี้ หากแต่จะพบกับความแข็งกร้าวที่อินทัชใช้ปกป้องตัวเองจากคำสาปร้าย ใช้มันเป็นกำแพงเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นเข้าถึงตัวเขาได้ง่าย ๆ และเมื่อตอนนี้คำสาปนั้นไม่มีผลอะไรกับเขา อินทัชจึงได้ลดความแข็งกร้าว ความห่างเหินไม่สนใจโลกของตัวเองลงและเปิดรับคนอื่นได้ง่ายกว่าเดิม

 

มันเป็นธรรมชาติของคนส่วนมาก เมื่อรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยแล้วก็มักจะลดเกราะป้องกันของตัวเองลง เหมือนอย่างที่อินทัชกำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ แต่ในขณะที่อินทัชกำลังลดเกราะป้องกันของตัวเอง ใครอีกคนหนึ่งก็เพิ่มเกาะป้องกันให้อินทัชไม่ขาด จัดการภัยอันตรายที่จะคืบคลานเข้ามาแตะต้องดวงใจของเขาทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้ว่าอันตรายของตัวเองนั้นจะมีมากกว่าก็ตาม

 

 

“มัมล่ะครับ” อินทัชที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยและพร้อมที่จะออกเดินทางไปงานถามหาผู้ที่จะพาเขาไปงานกับสาวใช้คนหนึ่งที่เดินมาทางเขาพอดีเมื่อเขาพยายามเดินหามัมทั่วบ้านแล้วก็ไม่พบ

 

“มาดามอยู่ที่ห้องเพชรค่ะ ท่านให้มาตามคุณหนูไปพบที่พอดี” อินทัชขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้รับคำตอบนั้นกลับมา ห้องเพชรอีกแล้ว อินทัชก้มมองนิ้วมือที่มีแหวนเพชรเม็ดโตสีน้ำเงินสวมอยู่ เขามีลางสังหรณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นมา

 

อินทัชพยักหน้ารับก่อนจะพูดขอบคุณแล้วเดินไปยังจุดหมายที่เขาไม่อยากจะเข้าไปนัก

 

“ก๊อก ๆ” อินทัชยกมือเคาะประตูห้องอยู่สองครั้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกให้เปิดประตูเข้าไปจึงได้แง้มประตูออกแล้วพาตัวเองเดินเข้าห้องที่เก็บอัญมณีหายากราคาแพงไว้มากมาย

 

“มา ๆ ยังเหลือเวลาอีกสิบนาที มาเลือกเครื่องประดับไปใส่” มาดามนิลากวักมือเรียกอินทัชที่มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกให้เดินเข้าไปหา

 

“มัมครับ ผมใส่แหวนวงนี้ไปก็ได้” อินทัชชูนิ้วที่สวมแหวนวงที่เขาโดนยัดเยียดให้มาก่อนหน้านี้ แม้ว่าจะรู้ดีว่ามันไม่ค่อยเข้ากับชุดที่เขากำลังใส่อยู่นี้สักเท่าไหร่ แต่เขายินยอมใส่วงนี้ไปดีกว่าได้เลือกวงใหม่ที่อาจจะมีมูลค่าสูงกว่าเดิม

 

“ได้ที่ไหนล่ะ วงนั้นมัมให้ไว้ใส่เล่น ๆ แล้วอีกอย่างมันไม่เข้ากับชุดด้วย น้องอินมาเลือกใหม่เร็ว” มาดามนิลาไม่ยินยอมให้อินทัชได้ปฏิเสธ ได้ยินน้ำเสียงเข้มงวดจากมาดามนิลาอินทัชก็รู้สึกกลัวว่าถ้าเขาปฏิเสธไปมากกว่านี้จะต้องได้ของที่มูลค่าแพงกว่านี้มาแน่ ๆ เขาจึงได้สอดส่องสายตามองหาแวนวงเล็ก ๆ สักวงที่ราคาไม่น่าจะแพงมากนัก ก่อนที่จะไปสะดุดตากับแหวนวงหนึ่งซึ่งประดับหัวแหวนด้วยเพชรสีดำขนาดไม่ใหญ่มากนักและถูกล้อมรอบด้วนเพชรไร้สี อินทัชจ้องมองมันด้วยความถูกใจและคิดว่าราคามันคงจะไม่มากนัก อย่างน้อย ๆ ก็คงจะน้อยกว่าเจ้าแหวนเพชรวงที่เขากำลังสวมใส่อยู่นี้

 

มาดามนิลามองตามสายตาของอินทัชจนเห็นว่าสายตาของอินทัชตกอยู่ที่ตรงไหน เธอมองแหวนเพชรสีดำเพียงวงเดียวที่เธอมีอยู่ เนื่องจากน้ำหนักของมันไม่มากนัก ไม่ถึงสิบกระรัต แม้ว่าจะมีเพชรไร้สีเม็ดเล็ก ๆ ประดับอยู่ล้อมรอบ มูลค่าของแหวนวงนี้ก็อยู่เพียงแค่หนึ่งแสนต้น ๆ เท่านั้น มันไม่สมศักดิ์ศรีของว่าที่ลูกสะใภ้ตระกูลโอ คอนเนอร์เลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อเห็นแววตาถูกใจของอินทัช มาดามก็กลืนถ้อยคำที่จะปฏิเสธลงคอไป แล้วไปเลือกเข็มกลัดเพชรอีกชิ้นหนึ่งมากลัดที่บริเวณอกเสื้อให้แทน ซึ่งครั้งนี้เธอไม่ยินยอมให้อินทัชเลือกแล้ว

 

ดังนั้นจึงกลายเป็นว่าอินทัชได้เข็มกลัดเพชรมูลค่าแปดหลักมาประดับเสื้อผ้าอีกหนึ่งชิ้น กว่าจะออกจากห้องเก็บเครื่องเพชรได้

 

หลังจากพากันออกจากห้องเพชร ก็พร้อมที่จะไปงานเลี้ยงยามค่ำคืนกันแล้วจริง ๆ สองหญิงชายต่างวัยพากันเดินลงมาจากชั้นสองของบ้านจนถึงบริเวณที่รถจะต้องมารอรับ แล้วดวงตาของอินทัชเป็นอันต้องเบิกกว้างขึ้นกว่าเดิมด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าคู่พ่อลูกแห่งโอ คอนเนอร์ ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสภาพที่ไม่เหมือนคนเพิ่งกลับจากทำงาน แต่เหมือนคนที่พร้อมจะออกไปงานที่ไหนมากกว่า ก่อนที่ดวงตาจะหรี่ลงเมื่อพอจะคาดเดาอะไรได้ อินทัชส่งสายตาเป็นเชิงถามให้คนที่เดินเข้ามาประชิดตัวเขาแล้วอย่างพี่มาร์ค ในขณะที่มาดามนิลา ถามผู้เป็นสามีเธอไปตรง ๆ

 

“จะไปไหนกันคะสองพ่อลูก”

 

“ไปงานเลี้ยงกับคุณนั่นแหละ นาน ๆ จะได้ออกงานพร้อมกันทั้งครอบครัว” นายใหญ่แห่งโอ คอนเนอร์ตอบคำถามผู้เป็นภรรยาด้วยประโยคยืดยาวไม่น้อยเลย และเรียกรอยยิ้มพึงพอใจให้กับคนที่ต้องออกงานคนเดียวบ่อย ๆ ได้

 

“คุณคอนเนอร์ไปรถคันเดียวกับมาดามนะ ส่วนอินไปกับพี่” ประโยคแรกมาร์คหันไปทางผู้เป็นพ่อกับแม่ ส่วนประโยคหลังหันมาพูดกับคนที่เขายกมือขึ้นโอบรอบเอวนับตั้งแต่ประชิดตัวได้ โดยที่อินทัชมัวแต่คิดสงสัยอยู่จึงไม่ทันจะรู้ตัว

 

มุมปากของคนร่างสูงกดลึก แววตาทอประกาย เขาจะพลาดโอกาสที่จะได้ประกาศความเป็นเจ้าของให้คนอื่น ๆ รับรู้แบบนี้ได้อย่างไรกัน

 

โดยเฉพาะคนที่จ้องจะขโมยอินทัชไปจากเขา

 

“ปล่อยได้แล้วครับ ถึงแล้ว” อินทัชบอกคนที่ยังคงไม่ดึงแขนกลับไปจากเอวของเขา คนโอบรอบเอวเขาเอาไว้ตั้งแต่ก่อนจะขึ้นรถ จนเข้ามานั่งในรถ จนตอนนี้รถมาจอดยังหน้าสถานที่จัดงานแล้ว แขนแกร่งก็ยังคงไม่ถูกดึงกลับไปจนอินทัชต้องออกปากเอง

 

โดยขณะที่ออกปากบอกให้มาร์คดึงแขนออกไปจากเอวของเขา อินทัชก็สำรวจความเรียบร้อยของตัวเองไปด้วยพลาง ๆ ก่อนที่จะลงจากรถ

 

มาร์คขยับแขนตัวเองจากรอบเอวคอดอย่างอ่อยอิ่ง ก่อนจะขยับออกยังไม่วายใช้ฝ่ามือลูบไล้หน้าท้องแบนราบผ่านเสื้อเชิ้ตเนื้อดีที่อินทัชสวมใส่อยู่ จนโดนสายตาคู่สวยตวัดมองอย่างตาดโทษนั่นแหละจึงได้ดึงแขนดึงมือออกไปพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะส่งสัญญาณให้การ์ดเปิดประตูรถแล้วตัวเองก็ก้าวนำจากรถไปก่อน

 

อินทัชส่ายหน้าเอือมระอาให้กับจอมฉวยโอกาส ก่อนจะขยับตัวก้าวเท้าลงจากรถตามมาร์คที่ลงไปแล้ว หลังจากที่อินทัชเท้าสัมผัสพื้นได้ไม่นาน ผู้นำและมาดามของโอ คอนเนอร์ก็ลงจากรถคันที่จอดอยู่ข้างหน้ามาติด ๆ

 

การปรากฏตัวของผู้ที่ลงจากขบวนรถหรูเรียกสายตาจากแขกที่ยืนอยู่หน้างานได้ดี ทั้งกล้องจากนักข่าว ทั้งสายตาที่มองมาของแขกไม่ได้ทำให้ครอบครัวโอ คอนเนอร์รู้สึกอะไรเลยนอกจากความเบื่อหน่าย ส่วนอินทัชนั้นมีประหม่าบ้างแต่ก็รักษาท่าทางนิ่งเฉยไว้ได้ดี

 

อินทัชกวาดสายตามองไปบริเวณรอบ ๆ หน้างาน ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ถามมาดามนิลาว่างานที่จะมาในวันนี้เป็นงานในรูปแบบไหน แต่จากสายตาสำรวจของเขาในวันนี้ก็พบว่าเป็นงานที่จัดขึ้นอย่างหรูหราและมีคนทั้งจากวงการธุรกิจและวงการบันเทิงมาร่วมงานไม่น้อยเลย

 

ระหว่างที่คิด ๆ อยู่นั้นอินทัชก็ต้องเกร็งตัวโดยอัตโนมัติเมื่อรับรู้ถึงท่อนแขนแกร่งที่โอบรัดรอบเอวของเขาอีกแล้ว และตามมาด้วยเสียงฮือฮาและแสงแฟลตที่สาดเข้ามาไม่หยุด

 

เพราะแสงแฟลตที่สาดประโคมเข้ามาจากกล้องหลายสิบตัวทำให้อินทัชต้องยกมือขึ้นจะมาปกป้องดวงตาของตัวเอง แต่ทว่ามีมือหนาของใครอีกคนยกขึ้นมาปิดบังดวงตาให้เขาก่อนแล้ว ก่อนที่เจ้าของมือนั้นจะส่งสายตาเยียบเย็นไปให้กับบรรดาคนที่ถือกล้องอยู่

 

บรรยากาศกดดันที่อยู่ ๆ ก็แพร่กระจายออกมาทำให้บรรดานักข่าวที่ถือกล้องอยู่ในมือเริ่มรับรู้ถึงความเยียบเย็นนั้นทีละคนสองคนจนในที่สุดกล้องทุกตัวก็ถูกลดลง ความเงียบเข้าปกคลุมสถานที่แห่งนี้ในทันที

 

“คุณโอ คอนเนอร์ มาดามนิลา คุณเมธัสมาถึงแล้ว ขอโทษที่ไม่ทันได้มาต้อนรับก่อนนะคะ” เสียงหวาน ๆ ที่ดังแหวกความเงียบงันมานั้นทำให้อินทัชต้องเบนสายตาไปมอง แล้วเขาก็เจอเข้ากับหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามา ฟังจากประโยคคำพูดแล้วอินทัชเดาว่าเธอคือเจ้าภาพของงานนี้

 

“ไม่เป็นไรค่ะ เข้าใจว่าแขกเยอะ จะให้ดูแลต้อนรับทั่วถึงคงยาก” มาดามนิลาตอบกลับด้วยรอยยิ้มตามมารยาท ความจริงแล้วเธอไม่ได้สนิทสนมกับเจ้าของงานมากนัก ดังนั้นการสนทนาจึงเต็มไปด้วยความห่างเหิน แต่ก็คงไว้หน้าเจ้าของงานบ้าง

 

“เชิญด้านในเลยดีกว่าค่ะ ดิฉันเตรียมที่นั่งวีไอพีไว้ให้แล้ว” เจ้าภาพของงานกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประจบใกล้ชิดอีกสองส่วนเมื่อเห็นท่าทางไม่ยินดียินร้ายของแขกที่เธอตั้งใจเชิญมาร่วมงานเป็นอันดับแรก ๆ

 

งานไหนที่มาดามของโอ คอนเนอร์ให้เกียรติไปร่วมงาน งานนั้นเจ้าภาพนับว่ามีหน้ามีตาที่สุด และคราวนี้ไม่ใช่แค่เพียงมาดามนิลาที่มา แต่นายใหญ่และนายน้องของโอ คอนเนอร์ก็มาด้วยนั้นมันทำให้เธอตื่นเต้นดีใจจนต้องทิ้งแขกที่กำลังดูแลต้องรับและเกือบจะวิ่งมาเพื่อต้อนรับครอบครัวนี้โดยเฉพาะ

 

“ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าว่าจะพาคนรักของลูกชายมาด้วย คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมคะ” มาดามนิลาพูดด้วยรอยยิ้มที่เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง มือข้างที่ไม่ได้จับอยู่กับแขนของผู้เป็นสามีเอื้อมมาแตะด้านหลังของอินทัชเป็นการประกาศโดยนัย ๆ ว่าใครกันคือคนที่เธอพูดถึง

 

อินทัชตั้งตัวไม่ทันกับการแนะนำตัวของเขาในรูปแบบนั้นจากมาดามนิลา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เก็บสีหน้าและเก็บอาการได้ดี ขยับมือยกขึ้นไหว้เจ้าภาพผู้สูงอายุมากกว่า

 

“สวัสดีครับ”

 

“เอ่อ สวัสดีจ้ะ” คุณหญิงผู้เป็นเจ้าภาพของงานรับไหว้ด้วยท่าทีที่ตั้งรับไม่ทัน เนื่องจากเธอได้รีบร้อนออกมาเพื่อต้อนรับครอบครัวโอ คอนเนอร์ตามคำกระซิบบอกของลูกน้องที่แจ้งว่ามาถึงแล้วและมากันทั้งครอบครัว นั่นทำให้เธอไม่ทันได้สังเกตใครอีกคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เธอเห็นเต็ม ๆ ตาแล้วว่ายืนเยื้องไปทางด้านหลังของมาดามนิลา และยืนอยู่ในอ้อมแขนที่โอบรอบเอวไว้หลวม ๆ ของนายน้อยผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องไร้ใจ

 

แต่ก็สมกับที่อยู่ในแวดวงผู้รากมากดีมานาน คุณหญิงวัยกลางคนก็เก็บอาการได้อย่างรวดเร็วและใช้สายตาลอบสำรวจคนที่ถูกแนะนำว่าเป็นคนรักของนายน้อยโอ คอนเนอร์ไปด้วย พลางคิดว่าข่าวลือที่ได้ยินนั้นเป็นเรื่องจริงจริงหรือ แต่เมื่อออกมาจากปากของมาดามนิลาเองเกรงว่าจะไม่มีอะไรที่จริงไปมากกว่าเรื่องนี้อีกแล้ว

 

คิดแล้วก็เสียดาย เธอนั้นหมายมาดอยากจะสานสัมพันธ์ระหว่างนายน้อยเมธัสกับลูกสาวของเธอ แต่ดูท่าแล้วโอกาสของเธอนั้นจะหมดไปแล้ว

 

“ไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ” เก็บความคิดความเสียดายของตัวเองเอาไว้ก่อนแล้วตอบคำถามของมาดามนิลาด้วยรอยยิ้มที่แสดงออกถึงความยินดีอย่างแนบเนียน

 

“งั้นก็โล่งอกไปทีค่ะ” มาดามนิลาพูดตอบด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะพากันก้าวเดินเข้างานไปตามการนำทางของผู้เป็นเจ้าของงานท่ามกลางสายตาและแสงแฟลตของคนที่ยืนมองดูอยู่

 

มีคำพูดมากมายที่คนที่เห็นเหตุการณ์นั้นยากจะพูด แต่ติดที่กลัวจะไปกระทบหูของเจ้าของเรื่องเข้าจึงได้แต่เก็บไว้ในอกด้วยความอึดอัดและเมื่อแผ่นหลังของแขกผู้ทรงอิทธิพลหายลับสายตาไป เสียงซุบซิบมากมายก็ดังขึ้นทันที ทุกคนต่างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องของคนอื่นกันอย่างเผ็ดร้อน มีทั้งผู้ที่ได้ยินคำพูดของมาดามนิลาอย่างชัดเจน มีทั้งผู้ที่ได้ยินไม่ถนัดจนต้องถามเอากับคนอื่น ๆ

 

ข่าวเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนายน้อยของโอ คอนเนอร์และอันโนนถูกแพร่กระจายไปในทันที และพรุ่งนี้มันจะกลายเป็นข่าวที่คนในแวดวงสังคมพูดถึงกันไม่น้อย

 

เป็นข่าวที่ตำตาตำใจใครหลาย ๆ คนจนต้องรีบหาวิธีเคลื่อนไหวและกำจัดคู่แข่ง

 

“ผมยังไม่รู้เลยว่านี่มันงานเลี้ยงอะไร” หลังจากที่ได้นั่งลงยังเก้าอี้โซนวีไอพีแถวหน้าแล้ว อินทัชที่ยังไม่รู้ตัวว่าอยู่ในงานเลี้ยงอะไรก็เอนตัวไปกระซิบถามคนพี่ที่นั่งอยู่ด้านข้างซ้ายมือของเขา ส่วนด้านขวามือของเขานั้นมีมาดามนิลานั่งประกบอยู่ ถัดจากมาดามนิลาก็เป็นผู้นำของโอ คอนเนอร์ คุณมิคาเอล

 

“งานเลี้ยงการกุศลหาเงินช่วยมูลนิธิเด็กยากไร้” มาร์คโน้มในหน้าต่ำลงตอบแนบชิดใบหูขาว ๆ ของอินทัช เก็บซ่อนเร้นความรู้สึกที่อยากจะขบเม้มใบหูขาว ๆ นั่นให้เกิดรอยแดง

 

หากอยู่ด้วยกันสองต่อสองในที่ลับตาคน อินทัชคงไม่อาจรอดพ้นจากความปรารถนาของมาร์คไปได้

 

“ยังไงครับ มีประมูลเหรอ” อินทัชถามต่ออย่างสงสัย ลืมที่เบี่ยงตัวหลบสัมผัสร้อน ๆ แผ่วเบาที่เฉียดใบหูเขาไป

 

วิธีการที่อินทัชนึกได้ก็มีอยู่แค่วิธีเดียวเมื่อมีการจัดงานเลี้ยงการกุศลขึ้น และเป็นงานเลี้ยงการกุศลที่ผู้เป็oเจ้าภาพนั้นคือบรรดาคุณหญิงคุณนายต่าง ๆ

 

“ใช่ ประมูลคู่เต้นรำ มีดารานางแบบและบรรดาลูกท่านหลานเธอทั้งหลาย หากใครสนใจคนไหนก็ยกป้ายประมูลเพื่อเต้นรำด้วยได้” มาร์คพยักหน้าอธิบายเสียงเรียบเรื่อย

 

อินทัชหรี่ตาลงทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาไม่ค่อยชอบการทำอะไรแบบนี้มากนัก แม้จะบอกว่ามันคือการกุศล แต่การทำแบบนี้มันก็เหมือนว่าเห็นผู้หญิงเป็นสินค้า มันดูไม่ให้เกียรติอย่างไรชอบกล

 

หรือเป็นเขาเองที่คิดมากเกินไป

 

อินทัชคิดสงสัยเรื่องนั้นจนมาถึงเรื่องที่ว่าหากการร่วมบริจาคคือการต้องประมูลคู่เต้นรำ ถ้าอย่างนั้นในบรรดาเขาและครอบครัวโอ คอนเนอร์ ใครกันที่จะต้องเป็นผู้ยกป้ายประมูล

 

ไม่สิ ต้องตัดมาดามนิลาไปแล้วหนึ่งคน คงไม่ให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วคนหนึ่งและมีลูกโตจนเป็นที่หมายปองของใครหลายคนไปประมูลคู่เต้นรำหรอกใช่ไหม

 

อีกคนหนึ่งที่สมควรจะถูกตัดทิ้งก็คือคุณมิคาเอล ผู้ชายที่แต่งงานแล้วทั้งภรรยายังนั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่สมควรที่จะประมวลคู่เต้นรำซึ่งเป็นผู้หญิงรุ่นลูกหรอกใช่ไหม แม้ว่าจะไม่คิดอะไรไม่ดี แม้ว่าจะเป็นการประมูลเพื่อการกุศล แต่ในวงสังคมที่คนส่วนมากใส่หน้ากากเข้าหากัน พร้อมจะใส่ใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องของคนอื่นอยู่ตลอดเวลานั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหายุ่งยากที่อาจจะตามมาในภายหลัง อินทัชคิดว่าสมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ให้คุณมิคาเอลเป็นผู้ยกป้ายประมูล

 

คราวนี้ก็เหลือเพียงเขาและพี่มาร์ค

 

อินทัชหันสายตาไปยังคนที่นั่งไหล่เกยไหล่เขาอยู่ข้าง ๆ ดวงตาหรี่ลงมองหน้าผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนของเขาหมาดได้เพียงข้ามวันเท่านั้น

 

มันจะเป็นยังไงถ้าเขาต้องนั่งมองแฟนของตัวเองไปเต้นรำกับผู้หญิงคนอื่น

 

มาร์คที่กำลังมองอินทัชอยู่ตั้งแต่อีกฝ่ายมีสีหน้าครุ่นคิดอะไรอยู่คนเดียวนับตั้งแต่ได้ยินคำตอบของเขา เป็นอันต้องเลิกคิ้วอย่างสงสัยเมื่ออยู่ ๆ เขาก็คล้ายว่าจะเห็นแววตาหึงหวงจากคนตัวเล็กกว่า

 

หากเขาไม่ได้มองผิดไป งั้นคำถามคืออยู่ ๆ อินทัชเกิดหึงหวงขึ้นมาได้ยังไง

 

มาร์คสงสัยและไม่ได้คิดไปว่าเพียงแค่คำตอบของเขานั้นจะทำให้อินทัชเกิดความหึงหวงขึ้นมาได้ นั่นเพราะความคิดที่จะเป็นผู้ร่วมประมูลนั้นไม่ได้มีอยู่ในหัวของเขา

 

ในขณะที่มาร์คยังคงไม่รู้ถึงเหตุผลที่ตัวเองถูกจ้องมองด้วยอินทัช ตัวเจ้าของสายตานั้นก็กัดริมฝีปากตัวเองอย่างลืมตัว อินทัชกำลังลังเลใจว่าเขาจะพิสูจน์ความรู้สึกของตัวเองยามนั้นดีหรือไม่ว่าหากเห็นพี่มาร์คเต้นรำกับผู้หญิงคนอื่นเขาจะรู้สึกอย่างไร หรือเขาจะตัดไฟเสียแต่ต้นลมดี

 

อินทัชคิดจนลืมไปว่ามาร์ค เมธัสนั้นไม่เหมือนใคร คนอย่างนายน้อยแห่งโอ คอนเนอร์น่ะหรือที่จะยอมไปเต้นรำกับคนอื่น

 

“หึงอะไร” มาร์คก้มหน้าลง ริมฝีปากของตัวเองแนบชิดใบหูขาว ๆ ของอินทัชอีกครั้ง ใช้เสียงทุ้มต่ำของตัวเองกระซิบถาม ฝ่ามือหนาที่วางไว้บนหน้าขาของอินทัชตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ลูบไล้ไปมาอย่างแผ่วเบา เบาชนิดที่ว่าหากไม่ตั้งใจจ้องมองก็จะไม่เห็นว่ามือนั้นขยับเขยื้อนอยู่

 

“หะ หึงอะไร ใครหึงใคร” อินทัชถามเสียงสูงอย่างลืมตัว แต่โชคดีที่ระดับเสียงยังไม่ได้มากนักนั่นทำให้นอกจากมาร์คและมาดามนิลาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แล้วก็ไม่มีใครได้ยินอีก

 

“เราไงถึงพี่” มาร์คขยับรอยยิ้มขณะที่ตอบ เมื่อเห็นสายตาหลุกหลิกของอินทัชเขาก็มั่นใจมากขึ้นว่าสิ่งที่เขาคิด ที่เขาเห็นนั้นเป็นความจริง เพียงแต่ว่าหึงเพราะอะไร

 

“มั่วแล้ว ผมไม่ได้หึงสักหน่อย พี่จะไปเต้นรำกับผู้หญิงคนไหนก็ช่างสิ” พูดจบประโยคท้ายคนที่รีบร้อนแก้ตัวก็เบิกตากว้างเมื่อเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป ฝ่ามือเรียวบางสองข้างยกขึ้นปิดปากตัวเองโดยอัตโนมัติ และยิ่งเมื่อเห็นสายตาล้อเลียน รอยยิ้มที่เพิ่มมากขึ้นของมาร์ค สองแก้มของอินทัชก็ร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่อยู่

 

บ้าชะมัด บ้า มันบ้ามาก ๆ ที่เขาเผลอพูดสิ่งที่คิดออกไปจนหมด แล้วต่อไปนี้พี่มาร์คจะต้องยิ่งได้ใจแน่ ๆ ซึ่งมันอาจจะทำให้เขารับมือไม่ไหว

 

ส่วนมาร์คที่ได้ยินคำตอบที่เรียกว่าคนตอบนั้นเผลอหลุดปากออกมา รอยยิ้มที่ตอนแรกเป็นเพียงรอยยกยิ้มที่มุมปากก็กว้างมากขึ้น ก่อนจะกลายเป็นเสียงหัวเราะในลำคอในท้ายที่สุด แววตาคู่คมมีประกายความสุขและความพึงพอใจฉายออกมา ในใจนึกอย่างจะรวบร่างหอมกรุ่นของคนตัวบางกว่ามาฟัดแรง ๆ ให้สมกับความน่ารักของเจ้าตัว

 

มาร์คนึกอยากจะอุ้มอินทัชขึ้นรถกลับบ้านแล้วเก็บคนน่ารักของเขาเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น

 

การพูดคุยตอบโต้ที่เหมือนหยอกล้อกันของทั้งคู่ ทำให้คนที่ลอบมองมาหลาย ๆ คนเกิดอิจฉา

 

อินฉาที่อินทัชได้รับรอยยิ้มของมาร์ค ไม่เพียงแค่ได้รับรอยยิ้มที่พวกเขาแทบจะไม่มีโอกาสกระทั่งได้เห็น แต่เรียกได้ว่าเป็นเจ้าของรอยยิ้มของนายน้อยแห่งโอ คอนเนอร์

 

หากอินทัชได้ล่วงรู้ความคิดของคนที่คิดอย่างนั้น เขาคงจะตอบกลับไปว่า ตราบใดที่พวกคุณอยากจะเป็นเจ้าของรอยยิ้มนายน้อยแห่งโอ คอนเนอร์นั่นเป็นเรื่องที่ชาตินี้ทั้งชาติคุณก็ไม่อาจสมหวัง

 

แต่หากเป็นรอยยิ้มของมาร์ค มาร์คที่เป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่มีหัวใจ มีความรักให้กับคนอีกคนหนึ่ง นั่นก็อาจจะเป็นไปได้

 

ไม่สิ ๆ เป็นไปไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ เพราะรอยยิ้มของพี่มาร์คเป็นของเขา ของเขาแต่เพียงผู้เดียว เขาที่ขี้หวงเกินกว่าจะแบ่งให้ใคร


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4.293K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23,201 ความคิดเห็น

  1. #23003 pommys (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 12:09
    ขี้หึงไม่เบา
    #23,003
    0
  2. #20426 minato3565 (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 16:05
    งื้ออออ.อออออ แม่คะเค้ารักกันแล้วว
    #20,426
    0
  3. #17860 sissi1968 (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 11:03
    เปล่า แปลว่า ไม่มี ไม่ เป็นคำปฏิเสธนะคะ
    ป่าวประกาศ ใช้ ป่าว ตัวนี้ค่ะ เช่า ตีฆ้อง ร้องป่าว
    เคล้นคลึง ก็ไม่ใช่ เค้นคลึง นะคะ
    เคล้น คืออาการ บีบคลึงวัตถุบางอย่างไปมา
    เค้น คือการบังคับ คาดคั้น
    มาวิชาการไปหน่อย แต่ชอบเรื่องนี้นะคะ แค่ดูเรื่องการใช้คำให้ถูกต้องนิดนึง perfect ค่ะ
    #17,860
    0
  4. #17846 RealThxnB (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 12:04
    อย่าให้พี่เขาเอาจริงเลยลูกกก55555555
    #17,846
    0
  5. #17723 aniinocent (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 16:43

    รักษาสุขภาพด้วยนะคะไรต์
    #17,723
    0
  6. #17705 wannisapanta111 (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 08:39
    คนน้องจะไม่หลอกคนพรี่ใช่ไหมคร้ฉันรุสึกกลัวแปลกๆ
    #17,705
    0
  7. #17591 Unberstan_pp (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 19:29
    เรานั่งทำงานนานเกินไป..ตะขริ้วกินขาจนขยับไม่ได้เป็นชั่วโมง...ใช่ค่ะเป็นชั่วโมง
    #17,591
    0
  8. #17587 Farrung17 (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 15:31
    ขอถามหน่อยค่ะ เรื่องนี้จะทำเป็นเล่มมั้ยค่ะ
    #17,587
    0
  9. #17585 UnlunLun (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 15:02
    อะเฮือกกกก พ่นเลือดสีชมพูออกปาก!!
    #17,585
    0
  10. #17584 aoi2536 (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 14:17
    จะสำลักความรักตายแล้วจ้าาาาาา
    #17,584
    0
  11. #17582 kiwraso (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 12:59
    แพ้ตลอดอะคิงเอ้ย
    #17,582
    0
  12. #17581 NaokiChun (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 12:55

    ขอบคุณนะคะอะไรต์​รักษาสุขภาพด้วยนะ​คะ​
    #17,581
    0
  13. #17580 Tery2006 (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 12:09
    หวานจังเลยนะเทอออ​ ฮือ~แพ้ใจมากเลยอ่าา
    #17,580
    0
  14. #17579 tangope (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 11:20

    ดีใจมากค่ะ
    #17,579
    0
  15. #17578 susu7227 (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 10:48
    หวานกันมากกก เหม็นฟามรักจริงงๆ
    #17,578
    0
  16. #17577 Lalaland332221 (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 09:09
    รออออออ
    #17,577
    0
  17. #17576 p0312pacthara (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 06:22

    น่ารักอ่ะ!!!
    #17,576
    0
  18. #17575 NongSuangnok (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 06:05
    หายไวๆค่ะไรท์
    #17,575
    0
  19. #17574 Army_kookv_vkook (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 01:43
    น่ารักกกกกกดด ฮืออออออ
    #17,574
    0
  20. #17573 PP2545 (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 00:02
    รอออออออออออออออออออ
    #17,573
    0
  21. #17572 nittaycy (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 23:52
    หายไวๆนะคะไรท์
    #17,572
    0
  22. #17571 RungjiraSangjan (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 23:23
    งอแงเก่งงงงงงง555
    #17,571
    0
  23. #17570 Supareeyaspk (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 23:16

    อันนี้เขินนนน
    #17,570
    0
  24. #17569 Amploveakame (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 23:07
    เป็นเหมือนกันเลยคะไรท์ทำงานวันหนึงไม่ตำกว่า13ซมทุกวัน สู้ๆๆคะไรท์
    #17,569
    0
  25. #17568 IIIam4 (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 22:49
    เขินนนนนน
    #17,568
    0