ฟิค [BTS] Kim's Table (namjin ft. hopega)

ตอนที่ 6 : 05 : กวนประสาท[100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 170
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    6 ต.ค. 61



05 : กวนประสาท




อาทิตย์ใหม่ของสัปดาห์วนกลับมาอีกครั้ง ยินดีต้อนรับสู่วันจันทร์ที่แสนน่าเบื่อ วันที่ใครๆก็เกลียดเข้าไส้แต่เว้นผมไว้คนหนึ่งละ วันนี้ผมเดินมาเรียนเองได้แล้วครับทุกคน ขาผมหายดี 99.99% แล้ววววว แต่คิมนัมจุนซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นพ่อคนที่สองของผมตอนไหนก็ไม่รู้จะยอมให้มาก็เล่นเอาผมเหงื่อตกแถมมันยังมีหน้ามาขู่ผมทิ้งท้ายอีกว่า ซุ่มซ่ามอย่างมึงกูให้เวลาสามวันอีกต่างหาก ดูมันดิ!!


นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแค่ไม่กี่นาทีรู้ตัวอีกทีผมก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องเรียนแล้ว ผมชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะผลักประตูเข้าห้องยาวพร้อมกวาดตามองหาที่ประจำ ว่าแต่...มันอยู่แถวไหนล่ะ? วันนี้ดันลืมหยิบแว่นมาซะด้วยสิ งั้นคงต้องเดินหาเอาแล้วล่ะ


อืม...จากความจำอันเลือนรางของผมแล้วนั้น...อ่า...ตรงนี้แหละ!


ผมหันขวับเลี้ยวเข้าแถวโต๊ะเลคเชอร์ด้านในสุดที่น่าจะเป็นที่ประจำของแทฮยอง...เอ๊ะ แต่นี่ใครอ่ะ?...ถัดมาก็จองกุก...หมอนี่ใครฟระ? แล้วสุดท้ายก็ต้องจีมิน  เห้ยเดี๋ยววววว ใครที่ไหนมันมานั่งที่ประจำเราว่ะเนี่ย??


Lost my way Lost my way

(ผมหลงทาง ผมหลงทางอยู่ตรงนี้)


수없이 헤매도

(ผมที่กำลังเดินหลงทางอยู่นี้)


เสียงริ้งโทนเพลงโปรดของผมดังขึ้น ผมขมวดคิ้วเล็กๆกับชื่อที่เจ้าตัวเป็นคนบันทึกเองกับมืออย่าง จีมๆคนน่ารักเองจะใครล่ะบนหน้าจอก่อนจะกดรับแบบงงๆ ก็อยู่ใกล้กันแค่นี้จะโทรหาทำไม?


ไอ่จิน มึงอยู่ไหนเนี่ยเมื่อไรจะมา


กูอยู่ในห้องแล้วเนี่ย มึงอ่ะอยู่ไหน


ก็นั่งอยู่ที่เดิมนี้ไง อาจารย์ให้คิดหัวข้อที่จะพรีเซ็นต์แล้วเร็วๆเลย ตังกูจะหมดแล้ว แค่นี้นะ ติ๊ดดดดดด---”


เอ๊ะ...พรีเซ็นต์งาน?


วันนี้ไม่ได้เรียนโปรแกรมหรอกเหรอ...


เชี่ยแล้ววววววว!!


มาผิดตึก!!!


จำได้ว่าวิ่งจะเป็นจะตายขนาดนี้ครั้งสุดท้ายก็งานแข่งกีฬาตอนอนุบาล 2 ...เพราะดันไปปากพล่อยโม้กับเพื่อนไว้ วันที่คัดเลือกนักกีฬาก็ซวยผ่านอีก เลยต้องจำใจซ้อมวิ่งทุกวันเป็นเดือนๆ  พอถึงวันแข่งจริงก็ตามคาดผมเข้าเส้นชัยคนแรกอย่างสบายๆแถมยังทำลายสถิติของโรงเรียน ณ ตอนนั้นอีกต่างหาก...แต่นี้มันก็สิบกว่าปีมาแล้วนะ...


แฮ่ก...แฮ่ก...ผมหายใจหอบแทบจะขาดใจเมื่อถึงหน้าห้อง ยืนสูดหายใจอยู่สักพักถึงจะเปิดประตูเข้าไป หางผมก็เห็นคนโบกมือเรียกอยู่ห่างๆเลยแน่ใจแล้วว่ามาถูกที่ ผมชะเง้อมองเช็คอีกทีว่าตำแหน่งเพื่อนแต่ละคนเหมือนเดิมมั้ย อืม แทฮยอง จองกุก จีมิน เราแล้วก็นัมจุน อ่อๆครบๆ


ผมเดินเข้าไปนั่งที่ประจำของตัวเองก่อนจะนึกได้ว่ามันมีอะไรผิดปกติไป...


ถ้าจะมาช้าขนาดนี้ทำไมไม่มาหลังจบคาบเลยอ่ะ?”เสียงกวนโอ้ยที่คุ้นหูยิ่งตอกย้ำได้ดี...ไอ่คิม นัมจุน มึงมาทำอะไรเซคกูว่ะ!!!


เซคนู้นคนเต็มเลยถูกย้ายมา อ่อ แล้วอีกอย่างกูเป็นหัวหน้ากลุ่มพรีเซ็นต์ครั้งนี้ซึ่งโหวตโดยเพื่อนๆของมึง ตอนนี้กำลังคิดสคริปแบบย่อส่ง ถ้าไม่ช่วยก็อย่าบ่น เข้าใจมั้ยลุง


ผมยังไม่ทันจะอ้าปากถาม นัมจุนก็อธิบายยืดยาวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนผมไม่อยู่และยังไม่ลืมทิ้งประโยคจิกกัด ว่าแต่...ใครลุงมึงฟระ!! จีมินเห็นท่าไม่ดีเลยเข้ามาห้ามทัพก่อนจะเกิดการนองเลือดถึงแบบนั้นผมก็ยังนั่งแยกเขี้ยวขู่ฟ่อๆใส่คนกวน แต่มันก็นะ...ยังจะเจียดเวลาเอามือตัวเองมาขยี้หัวผมกลับอีก ไอ่นี่!!


ละแล้วนัมจุนมันก็คิดเองเขียนเองคนเดียวจริงๆด้วย...เจ้าตัวไล่อ่านบทในมือคร่าวๆครั้งสุดท้ายก่อนจะลุกไปส่งให้อาจารย์ตรวจ ผมเองก็ลุ้นชะเง้อคอมองตามว่าจะผ่านมั้ยเพราะที่ผ่านๆมาก็เห็นเพื่อนในคลาสเดินกลับมาแก้กันหลายคนเพราะหัวข้อที่ว่ามันเกี่ยวกับความปลอดภัยในโรงงานซึ่งต้องใช้ศัพท์เฉพาะทางค่อนข้างเยอะก็อาจมีผิดพลาดกันได้...แต่...ครั้งนี้ไม่เป็นแบบนั้นแฮะ


“Easy” นัมจุนเดินกลับมานั่งพร้อมยักคิ้วให้ผมทีนึง แหม จ้าาาาาา พ่อคนเก่งงงงง คราวนี้ยกให้ถือว่ามีความดีความชอบต่อหน้าที่ก็แล้วกัน


งั้นเราแบ่งกันตามนี้นะนัมจุนยื่นบทให้แต่ละคน ไม่มีใครคัดค้านอะไรเพราะมันออกมาดูดีกว่าพวกเราคิดกันเองแน่นอนเพราะแค่คิดชื่อหัวข้อได้คงเถียงกันจนหมดชั่วโมงแล้วแน่ๆ จะว่าไปแอบดีใจนิดๆที่นัมจุนมาอยู่ด้วย ไม่สิ  ใครจะไปดีใจกันฟระ! ไม่ดีใจหรอกเว้ยยยยย


จู่ๆจีมินก็เอามือสะกิดไหล่ผม ผมหันตามแรงทันทีที่รู้สึกก่อนจะพยักหน้าเชิงถามว่ามีอะไร เจ้าตัวก็ส่ายหัวแล้วไปสะกิดจองกุกอีกที  พอจองกุกหันมาผมก็พยักหน้าเหมือนเดิมไอ่นี่ก็ส่ายหัวเหมือนกันแล้วก็หันไปสะกิดแทฮยองที่อยู่ข้างๆแทน เอิ่ม...คือถ้ามึงจะเรียกกูข้ามภพข้ามชาติขนาดนี้มึงไลน์มาก็ได้นะแท...


 ทำไมแฟนมึงเก่งจังว่ะพอคนขี้สงสัยตัวจริงโดนเรียกก็หันมาถามแบบไม่มีเสียง ผมขมวดคิ้วพยายามอ่านปากเพื่อน ก่อนผมจะตอบกลับไปตามจริง


จะไปรู้เหรอ กูก็เพิ่งรู้ว่ามันเก่งเหมือนกัน...แล้วอีกอย่างมันไม่ใช่แฟนกู! แทฮยองพยักหน้าเข้าใจแต่ประโยคแรกแล้วหันกลับไป...ทิ้งให้ประโยคปฏิเสธของผมต้องเดียวดายอยู่กลางบทสนทนา เดี๋ยววววว อย่าเพิ่งเข้าใจกูผิดนะเว้ยยยยย

.


.


.


วันนี้จบคลาสแค่นี้ครับสิ้นเสียงอาจารย์ทุกคนก็จัดแจงเก็บของใส่กระเป๋าตามมาด้วยเสียงโต๊ะเลคเชอร์ดังเอี๊ยดอ๊าดจากความฝืดตามอายุการใช้งาน ผมเอานิ้วอุดหูอย่างลืมตัวก่อนนัมจุนที่นั่งข้างๆจะแกล้งเอามือมาดึงแขนผมออก


อะไรของมึงเนี่ยยยย


เฮ้ย นั่นไรอ่ะ


ผมหันหน้าไปหาคนกวนพร้อมเตรียมปะทะเต็มที่แต่แล้วก็ตกหลุมพรางตามเสียงของนัมจุนจนได้ ทันที่ทีผมเบี่ยงความสนใจไปทางอื่น คนขี้แกล้งก็ง้างมือตะปบหัวผมจนเอนไปข้างหน้าแล้วเจ้าตัวก็รีบก้าวเท้ายาวเดินออกจากห้องไปเสียดื้อๆ ทิ้งให้ผมนั่งเจ็บใจเพราะโต้กลับไม่ทันอยู่ตรงนั้น


ฝากไว้ก่อนเหอะ!! อะ...อะ...ไอ่...โอ้ยยยยยย!!”ผมขยี้หัวด้วยความโมโหตัวเองที่ตอบโต้อะไรนัมจุนไม่ทันเลยสักอย่างแม้ทางคำพูดก็คิดคำด่าทอไม่ออก เกิดอะไรขึ้นกับผมกันเนี่ย?! ทำไมถึงยอมนั่งให้โดนแกล้งเฉยๆแบบนี้ได้? เพื่อนทั้งสามที่นั่งมองอยู่นานสองนานก็พากันหัวเราะกับความผิดปกติของผม ผมจึงยกปากทำหน้าบูดใส่พวกมันถึงยอมหยุดแต่มิวายยังโดนพูดแซวขึ้นมาจนได้


มึงแพ้เขาราบคาบเลยนะจิน


จีมินพูดพรางยิ้มกรุ้มกริ่ม ผมส่ายหัวพยายามสลัดความพ่ายแพ้ออกจากหัวก่อนจะนึกคิดได้ว่ามีงานต้องส่งในแลปเคมีที่ต้องเรียนเป็นวิชาถัดไป ถึงแม้ผมจะเรียนวิศวะแต่ยังไงมันก็หนีไม่พ้นวิชาสายวิทย์พื้นฐานตอนมอปลายที่ปีหนึ่งทุกสาขาต้องเรียนอยู่ดี ให้ตายสิผมไม่ชอบวิชานี้เลยจริงๆ


ผมถอนหายใจน้อยๆแล้วเอามือล้วงกระเป๋าเป้ใบโปรดเพื่อหามันแต่หายังไงก็หาไม่เจอเลยพยายามนึกย้อนว่าครั้งล่าสุดเก็บมันไว้ตรงไหน ผมเอียงคอมองหน้าจองกุกนิ่งๆ เอ...มันเหมือนมีอะไรติดใจผมอยู่สักอย่างนะ...และแล้วผมก็นึกมันออก


เออ กุกรีพอร์ตแลปกูอยู่ที่มึงป่ะ?”ผมเอ่ยถามจองกุกผู้ซึ่งเป็นคู่แลปเคมีสุดแสบของผม ไม่รู้ว่าโชคดีหรืออะไรถึงโดนจับมาคู่กัน ถ้าอาจารย์รู้ว่าผมกับมันมีปากเสียงกันได้ทุกๆ  5 นาที ตีหลังกันตอนทำการทดลองหรือเดินมาเตะก้นกันทีสองทีตอนส่งงานล่ะก็...คงไม่ให้เราคู่กันแบบนี้แน่ๆ...ส่วนจีมินเองก็ได้คู่กับแทฮยองคู่นี้ก็แสบไม่แพ้กัน เดี๋ยวตีกันเดี๋ยวงอนกันสักพักง้อกันเป็นแบบนี้ทั้งคาบ ว่างๆระหว่างรอผลก็เดินมาแซวไม่ก็มาเดินแกล้งเพื่อนคนนั้นทีคนนี้แต่ขาประจำก็พวกมันก็พวกผมสองคนนี้แหละ


เออใช่ๆจองกุกพยักหน้ารับช้าๆตามด้วยสีหน้าเจื่อนลงนิดหน่อยก่อนจะเด้งตัวลุกขึ้นมาจนเข่ามันไปกระแทกกับฝาโต๊ะเข้าอย่างจังแต่สงสัยเจ้าตัวจะลืมเจ็บทำท่าลุกลี้ลุกลนยัดของเก็บลงกระเป๋าก่อนจะพูดสิ่งที่ผมไม่อยากจะได้ยินออกมา


เห้ยมึง! กูลืมไว้ที่หอว่ะ


นั่นไง...


เดี๋ยวกูนั่งวินกลับไปเอา พวกมึงไปกันก่อนเลย แล้วเจอกัน


พูดจบจองกุกก็รีบวิ่งออกไป พวกเราสามคนที่เหลือมองตาแล้วพยักหน้าเป็นอันรู้กันเพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ความขี้ลืมครั้งแรกของจอนจองกุก ก่อนเปิดเทอมพวกผมยังต้องไปช่วยมันงัดห้องตัวเองอยู่หยกๆเพราะมันบอกให้ไปช่วยขนของเข้าหอแต่พอขนเสร็จปิดประตูจะออกมากินข้าว จองกุกก็ดันลืมลืมคีย์การ์ดประตูหอไว้ในห้องตัวเองซะนี่ พวกเราเลยต้องช่วยกันงัดประตูห้องมันจนคนในหอที่เดินผ่านหน้าห้องคิดว่าพวกเราเป็นขโมยเลยลงไปตามป้าเจ้าของหอให้มาดู อธิบายอยู่สักพักป้าถึงไปเอาคีย์การ์ดสำรองมาให้...ให้มันได้แบบนี้สิ...


หลังจองกุกแยกตัวออกไปพวกผมก็สะพายกระเป๋าลงลิฟต์ไปยังชั้นล่างสุด หยุดแวะเล่าเรื่องตลกเป็นพักๆกว่าจะถึงบันไดทางขึ้นสกายวอร์คก็เล่นเอาท้องแข็ง ยิ่งผมเป็นคนเล่านี่ไม่ต้องพูดถึงผมยังไม่ทันจะอ้าปากจีมินก็ขำรอไปก่อนแล้ว 10 นาที พอคนหนึ่งขำอีกสองคนก็ต้องขำตามแล้วจะให้ไม่เหนื่อยได้ยังไงกันล่ะ


เราสลับกันเล่ากันแบบนี้จนเดินถึงห้องแลป ผมพลิกข้อมือดูนาฬิกาก็รู้ว่าเรามาถึงก่อนเวลาเล็กน้อยพอได้นั่งพักให้หายเหนื่อยแต่นั่งรอเฉยๆมันคงจะน่าเบื่อเกินไปสำหรับแทฮยองเพราะจู่ๆมันก็ลุกขึ้นมาตีหลังจีมินรัวหลายทีแล้ววิ่งลงบันไดหนีไฟไปแล้วก็เป็นไปตามคาดจีมินหันขวับวิ่งตามลงไปติดๆตามด้วยเสียงปึกปักดังขึ้นมาเป็นระยะ  


เจ้าพวกนี่มันอายุเท่าไรกัน?”ผมที่กำลังเปิดหนังสือประจำวิชาอ่านวิธีทำการทดลองวันนี้คร่าวๆเงยหน้าขึ้นมาแล้วส่ายหัวเบาๆกับการเล่นแบบเด็กๆของเพื่อน แต่แล้วหางตาผมก็เห็นจองกุกตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อวิ่งมาหยุดตรงหน้าก่อนจะโน้มตัวพักขาสักครู่แล้วพูดอะไรแปลกๆออกมา


 มึงคือ...มึงจะเปลี่ยนหน้าปกก็ได้นะรีพอร์ตมึงอ่ะ


อะไร เปลี่ยนหน้าปกอะไร เกิดอะไรขึ้นกับรีพอร์ตกูมึงทำหายเหรอ?”


มึงทำใจดีๆนะจิน อย่าเพิ่งด่ากูนะ คืองี้กูกลับไปเอารีพอร์ตที่หอใช่ป่ะ แต่กูซ้อนวินไงกูก็กลัวของมึงจะยับเลยถือไว้ กูคงถือไม่ดีอ่ะ มันเลยปลิวเว้ย...แต่มันไม่ได้หายนะมึง มันไปหล่นอยู่บนถนนฝั่งตรงข้าม ทีนี้กูก็บอกให้เขาจอดแล้วกูก็ข้ามไปเก็บแต่มันปลิวไปกลางถนนแล้วก็โดนสิบล้อทับอ่ะ...แต่กระดาษมันยังไม่ขาดนะมึง


แล้วไงต่อ


ตอนที่ผมได้ยินครั้งแรกก็แทบจะกินหัวมันเข้าไปแล้วแต่เห็นท่าทางหอบเหมือนมันจะขาดอากาศหายใจไปตรงหน้าเลยนั่งฟังนิ่งๆไม่ทำอะไรวู่วาม


แต่ที่พีคคือพอสิบล้อมันทับอ่ะ กระดาษมันเสือกปลิวไปเกาะป้ายทะเบียนรถอีกคันนึงที่กำลังจะขับไปออกนอกมอ ที่กูมาสายก็เพราะซิ่งไปตามกลับมาเนี่ยแหละ สรุปมึงจะเปลี่ยนหน้าปกกับกูมั้ย


พอจองกุกเล่าจบมันก็ยื่นปกรีพอร์ตของผมที่เต็มไปด้วยรอยล้อรถสีน้ำตาลให้ดู ผมขำก๊ากเสียงดังอย่างหยุดไม่อยู่จนต้องกุมท้องตัวเอง ตอนแรกผมก็เครียดนึกว่าเรื่องคอขาดปาดตายอะไร จริงๆแล้วผมต้องโกรธกับสถานการณ์แบบนี้ใช่มั้ยแต่ไม่ไหวอ่ะดูมันดิหอบเหงื่อท่วมแล้วยังทำหน้าเป็นหมาหงอยอีก ใครจะไปโกรธแม่งลงอ่ะ


แต่เพื่อแทนคำขอโทษจองกุกเลยอาสาทำการทดลองสัปดาห์นี้แทนโดยให้ผมเป็นคนจดผลอยู่ห่างๆ วันนี้คู่เราเลยเงียบเป็นพิเศษไม่กระโตกกระตากจนอาจารย์ต้องเดินมาแซวอย่างที่ผ่านมา จนคู่จีมินกับแทฮยองต้องเป็นคนเดินมาแซวแทน


ทำไมวันนี้เงียบเป็นป่าช้าขนาดนี้ล่ะคู่แลปนรก


ไม่ได้โดฟมาเหรอวันนี้


เออ พวกมึงยังไม่ได้ฟังใช่ป่ะ คือจองกุกแม่ง...


จนได้โอกาสผมเลยเล่าเรื่องที่พวกมันพลาดเพราะมัวแต่ไปวิ่งไล่จับให้ฟัง จีมินหัวเราะจนทรุดไปอยู่ที่พื้นแทฮยองเองก็ขำจนหายใจไม่ทันจนต้องเรียกหาถังออกซิเจน ส่วนคนต้นเรื่องก็เอาแต่ก้มหน้าตั้งใจทำงานตรงหน้าแก้เขินกับความเบิ่นของตัวเอง


เวลาผ่านไปการทดลองทุกคู่เป็นไปได้ดีไม่มีปัญหาอะไร จนอาจารย์คนสวยบอกหมดเวลาทุกคนถึงเริ่มล้างและจัดเก็บอุปกรณ์ลงในตะกร้าที่ถูกจัดไว้ประจำการทดลองนั้นๆก่อนจะต่อแถวยืนรอเซ็นชื่อคืนของ ระหว่างนั้นผมจึงชวนเพื่อนคุยเรื่องเชียร์โต๊ะที่กำลังจะมาถึงไปพลางๆ


เออมึง โต๊ะพวกมึงเริ่มซ้อมวันไหนว่ะ


โต๊ะกูเหรอ...อืม...คงภายในอาทิตย์นี้แหละ


จองกุกเอียงคอหลับตานึกอยู่สักพักก่อนจะตอบกลับมาพร้อมเกาหัว ดูจากท่าทางและคำพูดที่ตอบมาแล้วนั้น...แม่งยังไม่เคยไปซ้อมแน่ๆเพราะเท่าที่ผมไปแอบถามจากพี่โบกอมผู้ที่ทำงานอยู่สโมสรนักศึกษาประจำคณะมาก็รู้ว่าแต่ละโต๊ะเริ่มซ้อมเชียร์กันตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว...


โต๊ะกูเริ่มซ้อมเมื่อวันก่อน เออ ถึงเวลาซ้อมโต๊ะกูแล้วอ่ะ กูไปก่อนนะจีมินเงยหน้าจากสมุดเซ็นชื่อก่อนจะคว้ากระเป๋าไปสะพายแล้วหันมาตอบผม จองกุกเองก็หันหน้าไปทางจีมินแล้วพยักหน้าเหมือนบอกว่าตัวเองก็จะไปซ้อมเหมือนกันผมจึงพยักหน้ารับ


โอเค งั้นแยกกันตรงนี้นะ ไว้เจอกันพูดจบผมก็คว้ามือไปล็อคคอแทฮยองก่อนมันจะงานโต๊ะโดดอีก มันก็เหมือนรู้ชะตากรรมว่าหนีไม่พ้นแน่เลยทำได้แต่ยิ้มแห้งๆรับ ผมลากแทฮยองมาถึงโรงอาหารคิมได้สำเร็จก็เห็นพี่ประธานโต๊ะได้รอต้อนรับพวกเราอยู่ก่อนแล้ว


ขาเป็นไงบ้างจิน


ดีขึ้นเยอะแล้วครับ ขอบคุณพี่มากเลยนะครับ


ไม่เป็นไรๆ แล้วเป็นไงนัมจุนดูแลดีมั้ย?”


อะ...เอ่อ...ผมชะงักไปกับคำถามของรุ่นพี่ครู่นึง จะว่าดีมันก็ดีอยู่หรอกที่ไม่ต้องเดินไปเรียนเอง ไม่ต้องเดินไปซื้อข้าวเองแต่มันต้องแลกกับการมีตัวกวนประสาทเพิ่มเข้ามาในชีวิต ถือว่าดีมั้ยล่ะเนี่ย?


ดีมากเลยครับ มารับมาส่งเพื่อนผมทุกวันเลยครับ เขาสองคนสนิทกันมากเลยอ่ะ ผมสงสัยว่าเขาจะแอบคบกันแล้วอะพี่พอเห็นว่าผมไม่ยอมตอบสักทีแทฮยองเพื่อนรักเลยทำหน้าที่แทน...ขอบคุณนะ...แต่ถ้าจะพูดไม่มีแกนสารแบบนี้ทีหลังไม่ต้องก็ได้โว้ยยยยยยยย


มันไม่ใช่แบบนั้นนะครับพี่ คือผม...


แหม เอาน่าไม่ต้องเขินๆ พี่ไม่บอกใครหรอก


ผมพยายามจะอธิบายแต่พี่ประธานก็ไม่สนใจการปฏิเสธของผมเลยสักนิด แถมยังเดินมาตบบ่าแล้วพยักหน้าเข้าใจอีกต่างหาก เดี๋ยวพี่เดี๋ยวมันไม่ใช่แบบนั้นนนนนนนนน ผมง้างปากอีกครั้งเพื่อจะบอกความจริงแต่ประธานโต๊ะก็เดินหนีไปคว้าโทรโข่งมาพูดต้อนรับเพื่อนคนอื่นๆแล้ว...


อ่อ ใช่ผมลืมสนิทเลย ผมยังไม่ได้อธิบายว่าเชียร์โต๊ะคืออะไรใช่มั้ย?


เชียร์โต๊ะคือการแข่งขันร้องเพลงเชียร์ทั้งหมด 5 เพลง เพลงแรกคือเพลงประจำสถาบัน เพลงที่สองคือเพลงประจำคณะ และส่วนอีกสามเพลงที่เหลือแต่ละโต๊ะจะเป็นคนเลือกกันเอง โดยจะมีจำนวนคนลงแข่งโต๊ะละ 60 คนซึ่งจะต้องเป็นนักศึกษาปีหนึ่งเท่านั้น


สองเพลงแรกผมร้องและปรบมือได้ถูกจังหวะแน่นอนเพราะก่อนจะยื่นที่นี้ผมเคยเปิดเพลงฟังแล้วร้องตามอยู่บ่อยๆจนจำได้ขึ้นใจ แต่อีกสามเพลงที่โต๊ะเลือกนี่สิ...ผมไม่ค่อยมั่นใจกับความจำปลาทองของตัวเองซักเท่าไรเลยตั้งใจลากไอ่แทมาด้วยนี่แหละ


แฟนมึงมาโน่นล่ะแทฮยองสะกิดไหล่ผมก่อนจะชี้ไปหานัมจุนที่เพิ่งจะมาถึง ผมเองก็ลืมตัวหันไปมองตาม พอนัมจุนเห็นผมมันก็ทำหน้ากวนใส่ผมเลยยิ้มหวานชูนิ้วกลางให้เป็นการทักทาย


กูมีแล้วใหญ่มาก จะดูมั้ยล่ะ


ทะลึ่ง!!”


นัมจุนตอบเสียงเรียบไร้ความเขินอายใดๆแถมยังทำท่าจะปลดเข็มขัดใส่ ผมเลยตีแขนมันไปทีนึงเจ้าตัวก็หยุดแล้วยิ้มกวนให้ผมอีกที ได้ทีแล้วเอาใหญ่เลยนะมึง...แต่เดี๋ยวทำไมคนโดนพูดใส่อย่างผมถึงต้องเขินแทนมันด้วยว่ะเนี่ย


 “อะแฮ่มๆ เอาละครับน้องๆโต๊ะคิมทุกคน ตอนนี้พี่ว่าเห็นน้องๆมากันพอสมควรแล้ว พี่จะเริ่มซ้อมเลยนะเราจะได้ไม่ต้องกลับดึกกัน เอาล่ะเพลงแรกที่โต๊ะเราเลือกก็คือ...


หลังจากนั้นพวกเราก็เริ่มซ้อมกันตั้งแต่เนื้อเพลง จังหวะการร้อง การออกเสียงรวมไปถึงการปรบมือให้ถูกจังหวะ แต่การซ้อมกับคนจำนวนเยอะๆแบบนี้กว่าจะปรับความเข้าใจไปในแนวทางเดียวกันก็ใช้เวลามากทีเดียว แต่พี่ๆประจำโต๊ะก็ทุ่มเทสอนทีละนิดทีละหน่อยค่อยๆเป็นค่อยๆไปใครไม่เข้าใจตรงไหนก็สอนจนกว่าจะได้ถึงจะฝึกท่อนต่อไปพร้อมๆกัน


.


.


.


.


.


ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่วันและเวลาผ่านไปนานเท่าไร ซ้อมกันไปกี่รอบ ปรบมือจนเจ็บไปอีกกี่ครั้งหรืออะไรก็แล้วแต่ทำให้วันนี้เป็นวันที่ต้องแข่งจริงแล้ว หวังว่าคงไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวที่ตื่นเต้นจนท่องเนื้อเพลงผิดๆถูกๆแบบนี้หรอกนะ


โอ้ย ถ้าร้องผิดขึ้นมาล่ะผมเดินกระสับกระส่ายวนไปวนมาอยู่หน้าสนามแข่งที่ใช้สนามฟุตซอลประจำคณะเป็นที่แข่งขันของทุกปี แต่ปีนี้ทางคณะได้เพิ่มสแตนเชียร์เข้ามาและยังอนุญาตให้นักศึกษาคณะอื่นเข้ามาชมได้อีกต่างหาก ยิ่งทำให้ผมเครียดนักเลยทีนี้


มาทำอะไรตรงนี้จะถึงเวลาแข่งแล้วนะ ไปได้แล้วเสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลังของผม นัมจุนไม่พูดเปล่าเอื้อมมือมาคว้าข้อมือผมลากตรงไปที่สนามตรงหน้าแต่ผมก็ยังยืนนิ่งไม่ขยับตาม


ตื่นเต้นเหรอ?”นัมจุนหันมามองหน้าผมอีกครั้งก่อนจะลองเดาอารมณ์ของผมตอนนี้ แล้วมันก็ดันถูกซะด้วยสิ...ให้ตายเถอะ...ผมเลยถอนหายใจแล้วพยักหน้ายอมรับช้าๆ คนอย่างคิมนัมจุนต้องพูดแซะผมอย่าง แค่นี้ก็ตื่นเต้นเหรอ’ หรือ กระจอกว่ะ’ แล้วหัวเราะเยาะผมแน่ๆ...แต่ครั้งนี้ไม่ใช่...จู่ๆนัมจุนก็ยกมือมาวางไว้บนหัวผมนิ่งๆเรายืนค้างอยู่ท่านั้นกันพักนึงคนผ่านไปผ่านมาก็มองแล้วหัวเราะคิกคัก...เอ่อ...ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ...ผมยังโสดนะครับทุกคน


กูดูดความตื่นเต้นจากมึงหมดแล้ว ไม่มีแล้วล่ะนัมจุนดึงมือออกแล้วก้าวขาเดินนำผมสองสามก้าวก่อนจะเปลี่ยนใจเดินกลับมาดันหลังผมให้เข้าไปพร้อมกัน ทำอย่างกับผมเป็นเด็กน้อยไปได้จะว่าไปก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นเหมือนเมื่อกี้แล้วแหะ


ขอบใจผมพูดเสียงเบาเหมือนกลัวคนตรงหน้าจะได้ยิน นัมจุนหันกลับมายกมุมปากให้ทีนึงแล้วเดินเข้าไปที่สแตนคิมก่อนจะนั่งลงที่ของตัวเอง...อ่า...ผมยกมือทาบอกตัวเองที่ตอนนี้มันดันกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง...จริงๆมันก็ยังไม่หายเท่าไรหนิ?


.


.


.


การแข่งขันเชียร์โต๊ะได้เริ่มขึ้นแล้วครับ เชิญประธานแต่ละโต๊ะออกมาจับฉลากด้วยครับพี่ประธานคณะที่ยืนอยู่กลางสนามประกาศเสียงออกไมค์ พี่ประธานแต่ละโต๊ะจึงพลัดกันเดินไปจับฉลากกระดาษในโหลสีใสในมือพี่สตาฟ จากนั้นประธานคณะจึงประกาศไล่ลำดับการแข่ง พอรู้ลำดับหมดแล้วทุกคนก็เริ่มทำตามหน้าที่ตัวเองโดยสิ่งแรกที่ต้องทำก็คืออยู่ในความสงบ ไม่ส่งเสียงดังนั่นเอง


โต๊ะปาร์คเป็นโต๊ะแรกที่ได้ลงแข่ง พี่ประธานประจำโต๊ะปาร์คเดินนำเพื่อนๆออกมานั่งกลางสนาม จัดแถวให้เป็นระเบียบแล้วจึงเริ่มร้องจนครบทั้ง 5 เพลง แข่งแบบนี้ไปเรื่อยๆจนครบทุกโต๊ะ ระหว่างรอผลการรวมคะแนนก็มีทีมสันทนาการมาสร้างสีสรรค์คลายความเครียดก่อนจะประกาศผล ไม่รู้ว่าเพลงมันสนุกหรือพี่เขาไปโดนตัวไหนกันมาถึงเต้นกันได้คึกขนาดนี้


และผลก็ได้ออกมาแล้วครับ ต้องขอบอกเลยนะครับว่าปีนี้เป็นผลการแข่งขันที่น่าตกใจมากทีเดียวครับ


เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา โต๊ะที่ชนะเลิศได้แก่...


 “โต๊ะคิมๆๆ


โต๊ะปาร์ค!!”


โต๊ะจอน!!”


ได้แก่...


โต๊ะมินๆ!!”


ทุกโต๊ะครับบบบบ!! กรรมการของเราไม่สามารถตัดสินได้เลยครับว่าโต๊ะไหนเป็นที่หนึ่งเพราะแต่ละโต๊ะมีความสามัคคีและความพร้อมเพรียงกันมากๆเลยครับ ดังนั้นขอยินดีกับทุกโต๊ะที่ชนะด้วยนะครับ


หลังจากนั้นทุกอย่างก็เต็มไปด้วยความเงียบ เออ พีคจริงๆด้วย...ตอนซ้อมพี่ประธานโต๊ะเคยบอกไว้คร่าวๆว่าคะแนนที่ได้จะดูจากความพร้อมเพียงของการปรบมือ เสียงร้อง ความถูกต้องของเนื้อเพลงหรือพวกความสามัคคีอะไรแบบนั้นก็ท่าจะจริงจากที่ผมนั่งดูมาก็ควรตัดสินแบบนี้จริงๆนั่นแหละเพราะไม่มีโต๊ะไหนที่เสียงเบา ปรบมือไม่พร้อมกันหรือร้องผิดเลยสักโต๊ะ


ถึงแม้ผลการแข่งขันจะผิดแปลกกว่าปีที่ผ่านๆมาแต่ก็ถือเป็นที่น่าพอใจของแต่ละคนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะประธานโต๊ะคิมเนี่ย...ตอนประกาศผลพี่เขาดีใจเด้งตัวขึ้นมาจนหัวไปโขกกับเหลี่ยมเสาข้างสแตนจนหัวแตกนั่นแหละ โน่นโดนหามไปห้องพยาบาลแล้วนั่น หายไวๆนะครับพี่


น้องๆอย่าเพิ่งกลับกันนะครับ เดี๋ยวรอกินข้าวพร้อมกันก่อนวันนี้พี่ๆเลี้ยงครับพี่รองประธานโต๊ะเลยเป็นคนมาทำหน้าที่แทนชั่วคราว จริงแล้วมาแข่งมันก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรนะแต่พี่เขาก็ยังใจดีเลี้ยงข้าวพวกเรา ไม่รู้ว่าโต๊ะอื่นเป็นยังไงแต่โต๊ะนี้ได้ใจผมไปเต็มๆแล้วล่ะ


.


.


.


.


.


ติ๊ง


นัมจุน : วันนี้กูไปทำงานห้องมึงได้ป่ะ


ชายจิน : ห้องตัวเองไม่มีเหรอไง?


นัมจุน : เออน่ายืมใช้ห้องแปบเดียว

             เมทกูไม่สบายไม่อยากเปิดไฟกวนมัน


ไม่น่าจะนานยุนกิคงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง...


             ชายจิน เออๆ จะมาก็มา


นัมจุนเคยบอกว่าตัวเองมีเมทแต่จนตอนนี้ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักชื่อเลยนี่หว่า เดี๋ยวต้องถามหน่อยละ ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นเสียงเคาะหน้าประตูก็ดังขึ้นผมเดินไปเปิดก็เห็นนัมจุนถือโต๊ะญี่ปุ่นพร้อมของอีกหลายอย่างพะรุงพะรังยืนอยู่หน้าประตู เอิ่ม...นี่มึงกะจะย้ายมาปักหลักห้องกูเลยเหรอไง?


นัมจุนไม่รอช้าเดินเบียดตัวเข้ามาในห้องก่อนจะมองหาที่ตั้งถิ่นฐานแล้วกางโต๊ะจัดแจงวางของแล้วนั่งลงไป ผมไม่ได้สนใจอะไรหันหลังกลับมาหยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้มาอ่านต่อแต่หางตาก็เห็นนัมจุนก้มหน้าก้มตาทำงานตรงหน้าอย่างตั้งใจ  อื้ม เอาการเอางานกว่าที่คิดนะ...ซะที่ไหนล่ะ


จู่ๆผมก็รู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องอยู่นานสองนานจนคิดว่าไม่ได้รู้สึกไปเองแน่ๆเลยเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นนัมจุนกำลังมาที่จ้องผมอยู่จริงๆ


อะไร มึงมองหน้ากูทำไม


จริงๆแล้วมึงก็หล่อนะเนี่ย


ผมขมวดคิ้วถามคนตรงหน้า ร้อยวันพันปีไม่เคยจะชมหรือพูดดีๆกับผมแต่วันนี้เป็นอะไร ลืมกินยาหรือเขย่าขวดหรือผีที่ไหนเข้า?


อารมณ์ไหนของมึง


ถ้ามึงผอมกว่านี้อีกสักหน่อยนะ กูจีบเลยเนี่ยจริง


ไร้สาระชะมัด


ผมพูดก่อนจะก้มหน้าอ่านหนังสือในมือต่อ ถึงแม้ผมจะไม่ได้ชอบออกกำลังกายอะไรมากมายแต่ผมก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองอ้วนหรอกนะจะบอกให้ ผมคิดว่ามันคงจบแค่นั้นแต่ไม่เลยนัมจุนก้มลงไปทำงานได้แป๊บนึงมันก็เงยหน้าขึ้นมาเรียกชื่อผม พอผมตอบกลับไปมันก็แกล้งก้มหน้าทำงานต่อทำวนแบบนี้อยู่หลายครั้งจนผมเริ่มเอือมแล้วพูดอะไรออกไปบ้าง


อยู่เฉยๆไม่กวนกูสักชั่วโมงมึงจะตายมั้ยคิมนัมจุน


อั่ก โอ้ย หายใจไม่ออก เฮือกกก


เจ้าตัวไม่พูดเปล่าเอามือตะเกียกตะกายคว้าอากาศตรงหน้าแล้วเป็นเงยหน้านิ่งๆจำลองว่าตัวเองกำลังจะจมน้ำอยู่...เล่นใหญ่สุดๆ


หายใจไม่ออกนักใช่มั้ย!”ผมคว้าหมอนที่อยู่ใกล้ตัวปาใส่หน้านัมจุน มันเอี้ยวหลบแล้วหันกลับไปหยิบมาปาใส่ผมกลับ จะเล่นแบบนี้ใช่มั้ย ได้!! ผมหยิบหมอนกระชับในมือลุกขึ้นเดินไปฟาดใส่หัวคนกวนโอ๊ยหนึ่งปั่กแต่มีที่ไหนที่คนอย่างคิมนัมจุนจะยอมโดนอยู่ฝ่ายเดียว มันลุกขึ้นมาแย่งหมอนในมือผมหวังจะเอามาตีกลับ ผมเอียงตัวหลบไปทางโน่นทีทางนี้จนไม่ทันระวังเดินถอยชนเตียงหงายหลังลงไป


เหวอออออ!!”


นัมจุนที่เดินไล่ผมมาติดๆเองก็เบรกไม่อยู่หน้าทิ่มตามผมไปด้วยโชคยังดีที่นัมจุนกางแขนดันเตียงไว้ทันเลยไม่ได้หล่นทับผมที่นอนอยู่ข้างล่างแต่โชคดีย่อมตามมาด้วยโชคร้ายเสมอเพราะจู่ๆยุนกิที่ปกติไม่กลับเวลานี้ก็เปิดประตูเข้ามา


ยุนกิหันมองเราสองคนนิ่งๆพยักหน้าเบาๆเหมือนเข้าใจอะไรสักอย่าง ผมกับนัมจุนเองก็หันมองหน้ารูมเมทเป็นตาเดียวแต่ก็ไม่มีใครอะไรพูดอะไรใบ้รับประทานไปชั่วขณะเพราะยังช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่


...เดี๋ยวกูไปรอข้างนอกนะ...ตามสบายเลยมึง


เดี๋ยวมึง มันไม่ใช่...


ปัง


ยุนกิพูดเสียงเบาทำลายความเงียบก่อนจะถอยหลังปิดประตูกลับไป ทิ้งให้ผมที่กำลังจะอธิบายอ้าปากค้างอยู่แบบนั้น มันต้องมีคนเข้าใจผิดอีกกี่คนกันว่ะเนี่ยยยยยยย!! โอ้ยยยยยยยยยย





#โต๊ะคิม


T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25 ความคิดเห็น

  1. #25 Reajinkim1 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 14:28

    คิมซอกจินกับความซวยไม่รู้จบ

    #25
    0
  2. #21 noby3745 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 22:07

    มันดีมากกกกกก ไรท์คือใส่สุดไม่กั๊ก ตอนเดียวเต็มอิ่มเว่อร์ แล้วนี่ยังไงเนี่ยยุนกิมาจังหวะทองพอดี ตายๆๆ
    #21
    0
  3. #20 FHMagicka (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 06:34
    ยังไงดี คู่นี้5555 เค้าเข้าใจถูกกันหมดเลยป่ะคะ อิ_อิ
    #20
    0
  4. #19 FHMagicka (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 21:43
    คร่ะพี่ น้องจะคิดว่าไม่ใช่แฟนกันคร่ะ
    #19
    0
  5. #18 noby3745 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 21:00
    น่าร้ากกกกก จินจอมปากแข็งใจแข็ง
    #18
    0