War of Emperor สงครามราชันย์จักรพรรดิ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 446,048 Views

  • 1,232 Comments

  • 7,010 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    11,153

    Overall
    446,048

ตอนที่ 33 : ขบวนคาราวาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18289
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 534 ครั้ง
    15 ก.ย. 60

มันเป็นช่วงเวลาเช้าตรู่ ท้องฟ้าทิศตะวันออกเริ่มที่จะสาดแสง หนิงเทียนตื่นจากการหลับใหล เนื่องจากเสียงตะโกนจากภายนอก
 
“พี่ชายหนิง พี่ชายหนิง ท่านตื่นแล้วหรือไม่”
 
หนิงเทียนเปิดเปลือกตามองไปยังต้นตอของเสียงนั้น
 
“ปี้ยี่ ยังเช้าตรู่ถึงเพียงนี้ เจ้ามีเรื่องอันใด”
 
 
“เปล่าๆ ท่านแม่แค่ให้ข้ามาปลุกพี่ชายหนิงเท่านั้น พวกเราจะได้ไปที่กองคาราวารบรรณาการกัน”
 
 
“กองคาราวารบรรณาการ ต้องไปเช้าเพียงนี้นั้นหรือ?”
 
 
“ถูกแล้วพี่ชายหนิง ในยามบ่ายของวันพรุ่ง หลังจากเราส่งบรรณาการเรียบร้อยแล้ว จะเป็นวันแลกเปลี่ยนอาหาร
 
ทุกคนในหมู่บ้านจะไปรวมตัวกันที่บ้านของท่านปี้ชีเพื่อนำผักผลไม้และฟืนที่เหลือจากส่งบรรณาการไปแลกเป็นอาหาร พี่ชายหนิงวันนี้เราจะได้กินเนื้อสัตว์ป่ากัน ฮี่ๆ”เมื่อพูดถึงเนื้อสัตว์ป่ามันยิ้มอย่างมีความสุข
 
 
“อย่างนั้น ขอเวลาข้าชั่วครู่”
 
 
 
 
จากนั้นพวกเขาทั้งสามได้เดินทางไปบ้านรับรองทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองคาราวารบรรณาการ
 
ระหว่างทางนั้น เสียงดังวุ่นวายของชาวบ้านดังขึ้นอย่างไม่หยุด ผู้คนในหมู่บ้านนับสิบกำลังตกแต่งหมู่บ้านอย่างยิ่งใหญ่
 
ที่เห็นได้ชัดเจนคือเสาบ้านทุกต้นประดับไปด้วยหนังสัตว์ผืนโต แม้กระทั่งการนำกระดูกสัตว์ป่าเก่าๆมาทำเป็นเสาโดยใช้หนังสัตว์เป็นธง ติดประดับไว้ที่หน้าบ้าน
 
 
 
 
“คนพวกนี้เหตุใดถึงวุ่นวายนัก” หนิงเทียนมองไปยังธงหนังสัตว์ป่าของชาวบ้าน มันใช้ความพยามอย่างมากในการกลั่นหัวเราะ
 
 
“คุณชายหนิงวันนี้นั้นพิเศษกว่าทุกๆครั้ง เนื่องจากครั้งนี้นายน้อยของเผ่าซิเดินทางมาด้วยตนเอง ที่สำคัญที่สุดวันนี้เผ่าซิ จะรับเด็กผู้มีพรสวรรค์คนหนึ่งจากหมู่บ้านเราไปเข้าร่วมกับเผ่าซิ”
 
 
“เผ่าซิ?” หนิงเทียนพึมพำกับตัวเองอย่างแผ่วเบาถึงอย่างนั้นปี้ยี่ที่เดินอยู่ข้างๆก็ได้ยิน มันคิดว่าพี่ชายหนิงคนนี้คงไม่รู้จักเผ่าซิ มันจึงเริ่มที่จะอธิบายออก
 
 
“เผ่าซิเป็นเผ่าที่มีอำนาจในดินแดนหุบเขาลูกที่สอง กำลังรบของเผ่าซิเทียบเท่ากับเผ่าเฮยที่คอยปกป้องดูแลหมู่บ้านของเรา”
 
 
 
“เผ่าซิ? แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเลย?”คิ้วของหนิงเทียนเลิกขึ้นสูง
 
 
“คุณชายหนิง เผ่าชิเป็นเผ่าของนักรบ พวกเขาถือครองทักษะบ่มเพาะวิชา ‘กระดูกราชสีห์’มันเป็นทักษะที่ผู้ชายในหมู่บ้านของเราใฝ่ฝันถึง
 
แม้แต่ท่านปี้ชี ยังไม่มีโอกาสกลายเป็นนักรบที่แท้จริงเพียงเพราะเขาขาดทักษะบ่มเพาะ” ปี้เหยากล่าวอย่างคาดหวัง
 
ถ้ามีนักรบที่แท้จริงในหมู่บ้าน พวกมันอาจจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ก็ได้
 
 
 
“ข้าเองก็อยากเป็นนักรบของเผ่าซิ” ปี้ยี่ยิ้มจนเห็นฟันขาว นักรบที่แท้จริงเป็นความฝันของมัน
 
 
หนิงเทียนฟังทั้งสองเล่าเรื่องราวของเผ่าซิอย่างภาคภูมิใจ มันทำได้เพียงยิ้มโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา
 
ในระหว่างทางเดิน สองคนแม่ลูกยังพูดคุยถึงความยิ่งใหญ่ของเผ่าซิอย่างไม่หยุด
 
 
“แม่นางปี้เหยา ข้าต้องทำอย่างไรบ้างถึงสามารถเข้าร่วมขบวนคาราวานได้?” หนิงเทียนเปลี่ยนเรื่องทันที
 
แม้มันจะได้ยินเรื่องราวที่ประดุจเทพของเผ่าซิจากทั้งคู่ แต่ภายในใจของมันคร้านเกินกว่าจะสนใจเผ่าเล็กๆที่ตั้งอยู่ชายแดนเช่นนี้
 
ถ้าเป็นเรื่องราวของเมืองฉางผิงอาจจะทำให้มันตั้งใจฟังกว่านี้ก็เป็นได้
 
 
“คุณชายหนิง ถ้าท่านต้องการขึ้นขบวนบรรณาการมีสองวิธี วิธีแรกง่ายที่สุดท่านต้องสมัครงานในกองคาราวานท่านจะได้เข้าร่วมขบวนโดยไม่เสียเงินทองใดๆ
อีกทางหนึ่งท่านต้องใช้เงินทองเป็นค่าใช้จ่ายในการขึ้น” ปี้เหยาอธิบาย
 
 
“ใช้เงิน? .....ตัวข้านั้นไม่มีเงินติดตัวมาแม้แต่น้อย ข้าสามารถใช้สิ่งอื่นแทนเงินทองได้หรือไม่”
 
เป็นความจริงที่เวลานี้มันไม่มีเงินติดตัวแม้แต่น้อย เนื่องจากแดนภูติเร้นลับตัดขาดจากพื้นที่ราบภาคกลางมานับพันปีแล้ว
เช่นนั้นมันจะไปมีเงินทองที่เป็นอัตราแลกเปลี่ยนของคนในพื้นที่ราบภาคกลางได้อย่างไร?
 
 
ในความคิดของหนิงเทียน มันอาจจะต้องใช้หินลมปราณระดับต่ำสัก2-3ก้อนในการจ่ายแทนเงิน
 
 
ปี้เหยามองไปยังหนิงเทียนด้วยแววตาเห็นใจ นางคิดว่า สิ่งที่ใช้แทนเงินของหนิงเทียนคือผักผลไม้หรืออาจจะเป็นเนื้อของสัตว์ป่า
 
“ข้าเสียใจด้วยคุณชายหนิง....ขบวนคาราวานบรรณาการนั้น รับเพียงแต่เงินท่านั้น”
 
ภายในใจของนาง สงสารหนิงเทียนเป็นอย่างมากบ่อยครั้งที่มีผู้ต้องการเดินทางไปยังเมืองฉางผิงโดยปราศจากเงินติดตัว
 
มันจะไปรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งแลกเปลี่ยนที่หนิงเทียนพูดถึงคือหินลมปราณ แค่เพียงเงินทองนั้นยังมีใช้กันเฉพาะในชนเผ่าและเมืองใหญ่
ไม่ต้องพูดถึงหินลมปราณมีเพียงกลุ่มคนชั้นสูงเท่านั้นที่ใช้กันเป็นอัตราแลกเปลี่ยน
 
 
ในหมู่บ้านปี้จุ่ยเอง ยังใช้ ค่าแลกเปลี่ยนเป็นผักหนึ่งตะกร้าเท่านั้นเอง
 
ปี้เหยาพยามปลอบใจหนิงเทียนอีกครั้ง“ไม่เป็นไรคุณชายหนิง ถ้าท่านไม่มีเงิน ท่านสามารถสมัครทำงานในกองคาราวานได้”
 
“ทำงาน?” คิ้วของมันยกขึ้นสูง
 
คร่านี้น้ำเสียงของปี้เหยาเต็มไปด้วยความดีใจ คล้ายกับมันหาทางออกให้หนิงเทียนได้
“ในกองคาราวานมีงานมากมายนัก เช่น ทำอาหาร กวาดพื้น ส่งอาหาร ให้อาหารสัตว์ และแบกหามบรรณาการ
 
ท่านสามารถเลือกอย่างใดก็ได้ เพียงเท่านี้ท่านก็สามารถเข้าร่วมขบวนคาราวานได้แม้จะไม่มีเงิน”
 
 
ได้ฟังเช่นนั้นหนิงเทียนยืนอึ้งไปชั่วขณะ “…..”ไร้คำกล่าวใดๆออกจากปากของหนิงเทียน
มันตัดสินใจที่ไม่อธิบายอะไรให้หญิงที่ไร้ปัญญาเช่นนี้ฟัง
 
 
พวกเรามาถึงแล้ว ปี้ยี่ชี้ไปทาง กระโจมผ้าถักขนาดใหญ่ ขนาดของมันสูงใหญ่กว่าบ้าน ของชาวบ้านนับ10เท่า มันตกแต่งไปด้วยลวดลายสีแดงงดงาม สลักไปด้วยลายพู่กันสี คราม
 
หนิงเทียนมองไปยังกระโจม ถึงมันเป็นเพียงแค่กระโจมธรรมดา แต่การที่มันตกแต่งได้เช่นนี้ แสดงว่าผู้ที่สร้างมันต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาเป็นแน่หาใช่คนป่าคนดอยไม่
“นี้คือคาราวานของหมู่บ้านเจ้า”
 
 
“คุณชายหนิงท่านล้อข้าเล่นแล้ว ไหนเลยหมู่บ้านเราจะมีกองคาราวานใหญ่เช่นนี้”
 
“หรือจะเป็นของเผ่าเฮย?”
 
 
“คุณชายหนิงกระโจมคาราวานบรรณาการนี้เป็นของ เมืองฉางผิง”
 
หมู่บ้านปี้จุ่ยนับได้ว่าเป็นประตูทางเข้าสำหรับการเดินทางจากแดนเทวะมาทวีปฟ้าสวรรค์
มันจึงไม่แปลกอันใดที่เมืองใหญ่เปี่ยมด้วยอำนาจอย่าง ฉางผิง จะมาตั้งขบวนคาราวานที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้
 
 
“พวกเราเข้าไปกันเถอะ”สิ้นเสียงของปี้เหยา ทั้งสามเดินเข้าไปในกระโจมสีแดงทันที
ปี้เหยาเปิดประตูผ้าอย่างระมัดระวัง ทั้งสามพลันเห็นชายชราคนหนึ่งแต่งตัว เรียบร้อย ลักษณะดูไม่แยแสต่อสิ่ง นั่งอยู่บนโต๊ะโดยที่ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท
 
“คาราวะท่านปู่ซาง” ปี้เหยากล่าวด้วยความเคารพ พร้อมกับก้มศีรษะลง
 
“ท่านปู่ซาง” ปี้ยี่ตะโกนเสียงดังพลันวิ่งไปหาชายชราอย่างรวดเร็ว
 
ชายชราค่อยๆเปิดตาขึ้นมา มันบิดขี้เกียจและมองไปยังผู้มาเยือนทั้งสาม
 
เมื่อเห็นปี้ยี่ที่วิ่งเข้ามาสายตาที่เย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยน
“โอ้!! เด็กน้อยข้าคิดว่าเจ้าลืมตาแก่คนนี้ไปแล้ว”สองมือที่เหี่ยวชราอุ้มปี้ยี่ขึ้นมานั่งที่ตัก
 
น้ำเสียงและท่าทางของมันแปรเปลี่ยนไปทันที จากชายชราที่ไม่แยแสต่อสิ่งใดกลับกลายเป็นชายแก่ที่ดูอบอุ่นคล้ายกับปู่เฒ่าในบ้าน
 
 
 
“เด็กน้อยใบหน้าของเจ้าไปโดนอะไรมา”ปู่ซางมองไปยังรอยเขียวเล็กๆในบนหน้าของปี้ยี่ จิตสังหารของมันบังเกิดขึ้นชั่วพริบตาก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
 
ดวงตาของหนิงเทียนหรี่ลงมันมองไปยังชายแก่ตรงหน้า คิ้วของเขายกสูง ‘จิตสังหารหืม!! ดินแดนองครักษ์ขั้น9?’
 
แม้มันจะเกิดขึ้นเพียงพริบตาเดียวไหนเลยมันจะรอดพ้นสายตาของหนิงเทียนไปได้
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 534 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #575 Muquinyu (@Muquinyu) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 23 มกราคม 2561 / 17:48
    นิยายเรื่องแรกที่อ่านในเด็กดีแล้วรุ้สึกว่าตัวอักษรมีชีวิต
    #575
    0
  2. #510 Pheonixy (@pattss) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2560 / 07:45
    มีเสือซุ่มมังกรซ่อนอยู่ในหมู่บ้านนี้ด้วย
    #510
    0
  3. #493 SAOW (@Sunako_333) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2560 / 17:23
    ขอบคุณค่ะ
    #493
    0
  4. #146 Mr.kongkang (@kangproject2) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 18 กันยายน 2560 / 01:52
    ขอบคุณครับสนุกมาก
    #146
    0
  5. #122 ห่าา (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 10:07
    น่าเบื่อละแม่ง
    #122
    0
  6. #84 phonphimon0123 (@phonphimon0123) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 18:11
    ต่อออออ
    #84
    0
  7. #77 uาeต้uไม้ (@maddogmike) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 15 กันยายน 2560 / 22:30
    รอดูประสพการเจรจาต่อรองของคนระดับ คนที่คุมคนได้เป็น แสนแสนหน่อย หวังว่าเล่ห์เหลี่ยมจะเอาติดวิญญาณมาด้วย ความองอาจ ของขุนพล ความหน้าเกรงขาม อีก ไม่ได้เอามาด้วยสองอย่างละมั้ง
    #77
    0