War of Emperor สงครามราชันย์จักรพรรดิ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 445,450 Views

  • 1,232 Comments

  • 7,009 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    10,555

    Overall
    445,450

ตอนที่ 233 : จบชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3202
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 259 ครั้ง
    16 ก.พ. 62

ทั้งห้าใช้เวลาหยุดรักษาตัวไม่นาน เมื่อเห็นว่าหลี่เฟิงได้สติแล้ว เฉียนหยาจึงได้แบกหลี่เฟิงขึ้นหลัง และรีบรุดหน้าเดินทางต่อไปทันที
เวลาผ่านไปราวๆ4ชั่วยามการหลบหนีของพวกมันไร้ซึ่งอุปสรรคขวางกั้นใดๆ ในที่สุดทั้งห้าคนก็ออกมาจากป่าวิญญาณอสูรได้อย่างปลอดภัย

 

“หัวหน้าหลี่ เมื่อพวกท่านรวมตัวพี่น้องได้ครบแล้วขอให้ท่านเดินทางมาหาข้าที่เมืองฉางผิง ตระกูลซือหม่าของข้า ยินดีต้อนรับพวกท่านทุกคน” 
จากนั้นหนิงเทียนโยนโอสถสีเขียวอ่อนไปให้แก่เฉียนหยาพร้อมกล่าวต่อว่า “ข้าเองก็ไม่ใช่เทพเซียนความเจ็บทรมานสุดแสนจากโอสถพิษร่างไร้จิตนั้น ไม่สามารถที่จะช่วยเจ้าบรรเทาลงได้ 
แต่โอสถสีเขียวที่ข้าให้ไปแม้มันจะเล็กน้อย แต่มันจะช่วยให้จิตของเจ้าสงบลงได้”

“หนุ่มน้อย ไม่ว่ามันจะเจ็บปวดเพียงใดข้าก็จะยอมรับมัน เป็นเพราะมันทำให้ตาแก่คนนี้ไม่ต้องทนกับความรู้สึกเสียใจไปตลอดชีวิต”เฉียนหยากล่าวตอบอย่างหนักแน่น


“ถ้าเช่นนั้นพวกข้าทั้งสองขอตัวก่อนข้ามีธุระที่ต้องไปจัดการ”กล่าวจบหนิงเทียนหันหลังมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองจี้หลินอันเป็นที่ตั้งของนิกายเคลื่อนเมฆาทันที.....
"ลาก่อนพี่ชาย พบกันอีกครั้งที่เมืองฉางผิง"หลี่เฟิงกล่าวออกพร้อมกับน้อมศีรษะลงเล็กน้อย


……

ภายในป่าวิญญาณอสูรแสงสีแดงสว่างสาดแสงไปทั่วท้องฟ้าบริเวณนั้น มันปรากฎ ร่างของจี้ซวนกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้น มันพยามโคจรพลังปราณรักษาอาการบาดเจ็บพร้อมทั้งซึมซึบพลังแห่งไฟจากธรรมชาติเพื่อช่วยฟื้นฟูกำลังของมัน 
ทันใดนั้นเองเปลือกตาที่ปิดอยู่ของจี้ซวนเปิดขึ้นอย่างรวดเร็วมันมองไปยังใบไม้ที่กำลังสั่นไหวก่อนจะกล่าวออกเสียงดัง “นั้นใคร!!!”


สิ้นเสียงของจี้ซวนนั้น ร่างของหรงจื่อเดินออกมาจากพุ่มไม้พร้อมกับ2อาวุโสเงาอัคคีและเงาเยือกเย็นที่เดินตามติด พวกมันค่อยระวังภัยให้หรงจื่ออย่างไม่ห่าง 


“ขออภัยท่านจี้ซวนที่ข้ามาช้าไป”หรงจื่อกล่าวออกด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

เมื่อจี้ซวนเห็นว่าผู้ที่มาคือหรงจื่อแห่งนิกายเคลื่อนเมฆาแล้ว ภายในใจของมันคลายความกังวลลงไปอย่างมากจากนั้นมันกล่าวออกมา “น้องหรงจื่อพวกมันยังไปได้ไม่ไกลเท่าไร รีบตามพวกมันไปเร็วเข้า”


หรงจื่อจ้องมองไปยังจี้ซวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง “เรื่องนั้นท่านจี้ซวนไม่ต้องกังวลไป ที่สำคัญตอนนี้คืออาการของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”



“ขอบคุณน้องหรงจื่อที่เป็นห่วง ตอนนี้ลมปราณของข้าฟื้นคืนมาได้2ใน10ส่วนแล้ว ข้าสามารถกลับไปที่ค่ายตัวเองได้เพียงคนเดียวอย่างปลอดภัย น้องหรงจื่ออย่าได้กังวลเกี่ยวกับข้าไปเลย 
สำคัญตอนนี้พวกเราต้องจับกุมตัวพวกโจรชั่วนั้นให้ได้” จี้ซวนกล่าวออกด้วยความแค้นอย่างสุดแสนต่อกองโจรพิทักษ์ฟ้า


“อืม 2ใน10ส่วนเท่านั้นเองหรือ ไม่ได้แน่ๆ เพียง2ใน10ส่วนข้าเกรงว่าตัวท่านจะถูกสัตว์อสูรลมปราณ ทำร้ายเอาระหว่างทางได้ เอาอย่างนี้เป็นไรท่านเดินทางไปหาพวกมันกับข้าเถอะ” 
สิ้นเสียงของหรงจื่อ เงาอัคคีและเงาเยือกเย็น พุ่งตัวออกไปช่วยพยุงร่างของจี้ซวนในลักษณะหิ้วแขนคนละข้าง


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสัญชาตญาณหรือด้วยเหตุใด จี้ซวนถึงบังเกิดความรู้สึกขนลุกขึ้นมา มันคิดอะไรได้บางอย่างถึงความไม่ถูกต้อง ทว่ากับไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไรกันแน่



ขณะที่จี้ซวนกำลังครุ่นคิดถึงความรู้สึกเช่นนั้น น้ำเสียงของหรงจื่อแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา มันกล่าวถามออกมาอย่างไม่ดังและไม่เบาจนเกิดไป “ท่านจี้ซวน ท่านรู้หรือไม่ว่าชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต?”


ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวจากปากของหรงจื่อ ภายในใจของจี้ซวนบังเกิดความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามา ในยามที่โทสะครอบงำจิตใจ มันได้พลั้งมือสังหารศิษย์ของนิกายเคลื่อนเมฆาไป 
แม้มันจะเป็นกังวลแต่มันไม่คาดคิดว่าเพียงเหตุผลนี้เองหรงจื่อจะนำมาเป็นข้ออ้างทวงถามหาความยุติธรรมกับตัวมัน “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”


ดวงตาของหรงจื่อที่จ้องมองไปยังจี้ซวนเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร มุมปากของมันยกยิ้มขึ้นมาและกล่าวออกไปว่า 
“มาถึงขนาดนี้แล้ว ท่านขุนพลอัคคีจี้ซวนยังกล่าวถามอะไรข้าอีก ท่านไม่เข้าใจหรืออย่างไรว่า ชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต ถ้าข้าไม่จัดการเรื่องนี้ให้ดี ข้าคงจะไม่มีคำตอบให้แก่ท่านประมุขอย่างแน่นอน” 

หรงจื่อกล่าวออกด้วยน้ำเสียงอันหยิ่งยโส ถ้าเป็นในยามปกติแล้วต่อให้มันเป็นถึงศิษย์อันดับหนึ่งและว่าที่ประมุขคนต่อไปก็ตาม มันจะไม่กล้ากล่าวถามหาความยุติธรรมต่อหน้าจี้ซวนเช่นนี้แน่นอน 
แต่ในตอนนี้สถานการณ์มันต่างออกไป จี้ซวนนั้นกำลังบาดเจ็บและพลังปราณที่เหลือก็มีไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำอีกทั้งถ้าจี้ซวนตายไป 
การจะปัดความผิดให้กองโจรพิทักษ์ฟ้านั้นยิ่งเป็นเรื่องง่ายดายเข้าไปใหญ่ และเมื่อกลุ่มของมันได้เข้าทำลายค่ายเงามายาของกองโจรพิทักษ์ฟ้าด้วยเหตุผลในการแก้แค้นแทนขุนพลอัคคีด้วยแล้ว
จิตใจของประชาชนเมืองจี้หลินจะต้องตกอยู่ในมือของมัน และเมืองจี้หลินจะกลายเป็นของนิกายเคลื่อนเมฆาโดยที่ไม่กระทบถึงหูของอาณาจักรฟ้าสวรรค์อีกด้วย



จี้ซวนมองไปยังใบหน้าของหรงจื่อพร้อมก่นด่าเสียงดัง“บัดซบ!! ตระกูลจี้ของเราถูกแต่งตั้งจากอาณาจักรฟ้าสวรรค์ เจ้าที่ต้องการสังหารข้าก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นกบฎในทวีปฟ้าสวรรค์”


“กบฏนะหรือ ท่านกล่าวถูกแล้ว กองโจรพิทักษ์ฟ้าที่สังหารท่านนั้นแหละที่เป็นกบฎส่วนนิกายเคลื่อนเมฆาของเราจะแก้แค้นให้ท่านโดยการทำลายค่ายของพวกมันซะ”
กล่าวจบหรงจื่อ สะบัดมือเรียกดาบอัปลักษณ์ของมันขึ้นมา “ลาก่อนท่านขุนพลอัคคี”หรงจื่อกล่าวลาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตวัดดาบของมันลงที่คอของจี้ซวน
 
ศีรษะของจี้ซวนกลิ้งตกลงมาแทบเท้าของหรงจื่อ จากนั้นหรงจื่อสั่งการออก “ยังมีหนูอีกสามตัว ข้าฝากพวกท่านปิดปากมันเสีย ส่วนตัวข้าจะนำกำลังไปทลายค่ายของพวกโจรชั่ว” 
สิ้นคำสั่งเงาทั้งสามแยกกันออกไปโดยทิ้งร่างไร้ศีรษะของจี้ซวนให้นอนนิ่งอย่างน่าอนาถใจ


......
ม่านรัตติกาลในค่ำคืนอันวุ่นวายจางหายไป เวลาล่วงผ่านไปยามเที่ยงของวันใหม่ หนิงเทียนและมู่เสวี่ยนั่งอยู่บนรถม้าที่กำลังมุ่งหน้าตรงไปยังเมืองจี้หลิน 
บนรถม้าปกคลุมด้วยความเงียบสงบ ทว่าหนิงเทียนยังคงไมหลับ มันนั่งสมาธิอย่างต่อเนืองเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บภายใน 

เมื่อหนิงเทียนเปิดขึ้นจากสมาธิมันมองไปยังมู่เสวี่ยที่หลับใหลอย่างอ่อนเพลีย มันอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกและส่ายหัว ‘ดูเหมือนว่านางจะปราศจากความระวังตัวใดๆเลยแม้แต่น้อย’

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 259 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #1135 r123123 (@r123123) (จากตอนที่ 233)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:08

    คาดเดาได้ มันฆ่ากันเอง

    #1135
    0
  2. #1131 Saytay (จากตอนที่ 233)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:59

    ขอบคุณครับ

    #1131
    0