War of Emperor สงครามราชันย์จักรพรรดิ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 446,205 Views

  • 1,232 Comments

  • 7,011 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    11,310

    Overall
    446,205

ตอนที่ 232 : เอาชีวิตรอดทั้งห้าคน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2975
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 253 ครั้ง
    16 ก.พ. 62

ในดินแดนรอบนอกนี้โอสถสวรรค์นั้นเปรียบเสมือนโอสถที่มีอยู่แค่ในตำนานเท่านั้นเพียงเพราะว่าแค่ระดับจ้าวโอสถปฐพีในดินแดนรอบนอกแห่งนี้ยังมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น
แล้วนับประสาอะไรกับผู้ที่บรรลุเส้นทางแห่งโอสถในระดับสวรรค์แม้แต่ในเมืองหลวงของทวีปใหญ่ ผู้ที่บรรลุเส้นทางโอสถสวรรค์ยังสามารถนับได้เพียงหยิบมือเดียว


เมื่อหนิงเทียนเห็นถึงสีหน้าของเฉียนหยามันรีบกล่าวออกเพื่อตัดความยุ่งยากที่จะตามมา “ตอนนี้เจ้าไม่ต้องกล่าวถามอะไรทั้งสิ้น รีบๆกินมันลงไปซะ ศัตรูยังมีระดับครึ่งก้าวสู่แดนวีรชนอีกสามคน ชีวิตของพวกเขาต้องพึ่งพาพลังของเจ้าแล้ว”


สิ้นคำบอกของหนิงเทียน เฉียนหยารีบสลัดความสงสัยให้หายไป มันรีบโยนโอสถสวรรค์เข้าปากโดยเร็ว 
ระหว่างทางนั้นมันพยามตั้งสมาธิฟื้นฟูลมปราณให้กลับมาโดยเร็วที่สุด ขอแค่สามารถเรียกพลังปราณกลับมาได้2ใน10ส่วนก็เพียงพอแล้วที่แดนวีรชนขั้น7จะสามารถจัดการกับผู้ฝึกตนในแดนปราชญ์ได้


.....
..........


“นางสารเลว!! จะหนีไปไหน” เยี่ยเจากล่าวออกด้วยรอยยิ้ม

“แม่นางท่านนี้หุ่นของเจ้าช่างยั่วเย้าเร้าร้อนเสียจริง ข้าน้อยแทบจะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว” หยงซูที่ยืนอยู่ระหว่างกลางกล่าวออกโดยที่มือของมันลูบไปที่คางอย่างเปี่ยมสุข

“ศิษย์พี่แล้ว เราจะเอาอย่างไรกับขยะสองตัวนี้” หยงจางกล่าวออกโดยน้ำเสียงอันน่าเบื่อเห็นได้ชัดเวลานี้สายตาของมันมองแต่เรือนร่างอันเร้าร้อนของหมิงหยูเท่านั้น


หยงซูหันไปมองยังร่างของหลี่เฟิงที่นอนคว่ำหน้านิ่งอยู่กับพื้น และมองไปยังมู่เสวี่ยที่ทรุดกายนั่งลงกับพื้น เสื้อสีขาวของบุรุษที่มู่เสวี่ยใส่อยู่นั้นปรากฏร่องรอยสีแดงของโลหิตหลายจุด 
จากนั้นมันกล่าวออกมาด้วยสายตาอันน่ารังเกียจ"ปล่อยมันไว้อย่างนี้ ข้าจะให้พวกมันได้เห็นว่าสหายของมันจะร้องครวญครางได้ดังเพียงใด เมื่ออยู่ใต้ร่างกายของข้า"



หมิงหยูมองไปที่ทั้งสามคนด้วยสายตาเย็นชา นางสะบัดมือเรียก อาชามหาอสูรออกมาอีกครั้ง เวลานี้ความหวังสุดท้ายของนางก็คือการสู้แค่ตายเท่านั้นเอง


ขณะเดียวกัน เยี่ยเจายิ้มออกมา เมื่อมองไปยังอาชาสีดำขนาดใหญ่ด้วยสายตาเหยียดยาม “เดรัจฉานตัวนี้แม้จะสืบสายพันธุ์ปลายแถวมาจากเผ่าพันธุ์กิเลนก็ตาม แต่มันก็เป็นเพียงอสูรลมปราณระดับที่สองเท่านั้น 
แม้แต่เจ้าเด็กจี้จวงยังสามารถเอาชนะได้ นางสุนัขตัวเมีย!!!เจ้ายังกล้าเรียกมันออกมาปรากฎต่อหน้าข้าอีกหรือ” 


สิ้นเสียงของมัน ดาบทรงกลมสองเล่มปรากฏอยู่ในมือของมัน จากนั้นเยี่ยเจาฟาดมันทั้งสองเข้าหากันจนเกิดประกายไฟใส่ขนาดเล็ก 
“เดรัจฉาน เอาดาบบ่วงมายาของข้าไปกินเป็นอาหารว่างหน่อยเป็นอย่างไร” จากนั้นเยี่ยเจาปล่อยดาบบ่วงมายาของมันออกไป หมายจะตัดร่างของอาชามหาอสูรให้ขาดจากกันเป็นสองส่วน


“พี่เยี่ยเจา ท่านอย่าได้สร้างบาดแผลให้แก่ใบหน้าและส่วนสำคัญในร่างกายของนางเด็ดขาดเลยนะ”หยงซูกล่าวออกขณะที่เท้าของมันข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนร่างของหลี่เฟิง

สำหรับมู่เสวี่ยแล้วสหายทั้งสองอาจจะรู้จักแค่ระยะเวลาสั้นๆแต่ถึงอย่างไรพวกมันก็เคยผ่านความเป็นและต่อสู้กับความตายมาพร้อมๆกัน 
เมื่อได้เห็นสารเลวทั้งสามกำลังจะย่ำยีทั้งหลี่เฟิงและหมิงหยู ความรู้สึกโกรธของนางจึงทะยานขึ้นสูง นางพยายามที่จะยันกายขึ้นมาอย่างยากลำบาก
ข้อมือขาวอันขาวผ่องแต่งแต้มด้วยคาบโลหิตที่แห้งกังอยู่จางๆคว้ายึดกระบี่คู่ใจของตัวเอง เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้แลกชีวิตอีกครั้งหนึ่ง


ขณะเดียวกันนั้นเองเงาร่างที่คุ้นเคยปรากฏต่อสายตาของนาง เป็นร่างของทั้งผู้มีคุณและอาจารย์ของตัวนางเอง ใช่แล้วมันคือร่างของหนิงเทียนที่พุ่งออกมาจากส่วนในของป่าวิญญาณอสูรอย่างเต็มกำลัง 

บัดนี้ใบหน้าของหนิงเทียนคล้ายดั่งปีศาจร้าย มันลืมเลือนความเจ็บปวดที่ได้ต่อสู้กับจี้ซวนไปอย่างสิ้นเชิง จิตสังหารของหนิงเทียนไหลทะลักออกมาราวกับประตูเขื่อนที่แตกลง มันเข้าโจมตีใส่เยี่ยเจาอย่างบ้าคลั่ง 


ด้วยความตกใจ เยี่ยเจาที่กำลังถูกหนิงเทียนรุกไล่ รีบถอยร่างออกห่างจากมู่เสวี่ยทันที ไม่ใช่เพียงแค่เยี่ยเจาที่ตกตะลึงกับการปรากฏตัวของหนิงเทียน ทั้งหยงจางและหยงซูเองก็มีใบหน้าที่บิดเบี้ยวไม่ต่างกัน 
และที่ยิ่งแย่ลงไปอีกเมื่อมันเห็นโจรปีศาจ เฉียนหยาพุ่งตัวตามออกมาจากมุดมืดของต้นไม้และฟาดฝ่ามือเปลี่ยนทิศทางของดาบบ่วงมายา จนเกิดเสียงดัง "ตูมม!!!!!" 


“เหตุใดกัน พวกมันทั้งสองถึงมาอยู่ที่นี้ได้ แล้วท่านขุนพลอัคคีอยู่ที่ใดกัน? ไม่จริงน่า เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด” คำถามมากมายเกิดขึ้นภายในใจของทั้งสามพวกมันไม่สามารถปิดบังความรู้สึกสับสนที่ปรากฎออกบนใบหน้าได้เลยแม้แต่น้อย

แต่ด้วยพลังของตัวมันและอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายดีของหนิงเทียน ทำให้เวลานี้เยี่ยจางสลัดหลุดจากการโจมตีของหนิงเทียนเข้าไปรวมกลุ่มกับสหายของมันอีกสองคนได้อย่างไม่ยากนัก


ทั้งสามคนไม่ลังเลที่จะละทิ้งภารกิจตรงหน้าและพุ่งตัวออกไปยังทิศทางของจี้ซวนทันที พวกมันห่วงความปลอดภัยของขุนพลอัคคียิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ดังนั้นสิ่งเดียวที่พวกมันคิดและทำออกอย่างรวดเร็วคือการถอยหนี


เฉียนหยามองไปยังร่างของทั้งสามที่จากไปอย่างรวดเร็วมันเพียงกล่าวออกมาแก่หนิงเทียนเบาๆ “แบบนี้มันจะดีแล้วหรือ?”

หนิงเทียนกล่าวตอบด้วยเสียงเย็น “พวกมันทั้งสี่จะไม่สามารถ เอาชีวิตรอดไปจากป่าวิญญาณอสูรได้อย่างแน่นอน” 
มันกล่าวออกขณะที่กำลังสำรวจอาการบาดเจ็บของมู่เสวี่ยพร้อมกับส่งโอสถปฐพีฟื้นพลังให้นางก่อนจะกวาดสายตาไปสำรวจบุคคลที่เหลือ 


ในตอนนี้เฉียนหยากำลังนั่งขัดสมาธิถ่ายพลังปราณรักษาอาการบาดเจ็บของหลี่เฟิงอยู่ ไม่นานนักร่างของหลี่เฟิงเริ่มมีอาการตอบรับ นิ้วของมันขยับขึ้นและเปิดเปลือกตาขึ้นมา

หนิงเทียนยกยิ้มขึ้นพร้อมกล่าวออก “หัวหน้าหลี่อาการของท่านไม่เบาเลยทีเดียว”จากนั้นมันโยนโอสถระดับปฐพีให้แก่หลี่เฟิงเพื่อใช้ในการฟื้นฟูพลัง 
ภายในสามเมืองรอบนอกมีเพียงเจ้าสำนักร้อยพิษ ซีหมินคนเดียวเท่านั้นที่สามารถสร้างโอสถระดับปฐพีได้ แต่สำหรับหนิงเทียนแล้วมันกลับโยนโอสถปฐพีแจกจ่ายให้คนอื่นๆราวกับเป็นสิ่งของไร้ค่า

มู่เสวี่ยมองดูการกระทำของหนิงเทียนด้วยแววตาเลื่อมใส จากนั้นนางเปิดปากตอบออกมา 
“หัวหน้าหลี่ใช้ตัวเองเป็นโล่เพื่อช่วยให้พวกเราได้หลบหนี เขาต่อสู้อย่างองอาจกับสารเลวทั้งสามตัวนั้น จนสติสุดท้ายได้ดับลง ถ้าไม่ได้เขาแล้วเกรงว่าพวกท่านคงจะมาช่วยเราไม่ทันการ”


หนิงเทียนไม่ได้แปลกใจกับคำตอบของมู่เสวี่ยเลยแม้แต่น้อย ด้วยนิสัยเช่นนี้หลี่เฟิงถึงเป็นหลี่เฟิง คำนึงถึงผู้อื่นและซื้อใจคนด้วยความเมตตานี้คือคุณสมบัติของบุคคลที่จะก้าวขึ้นมาเป็นแม่ทัพนำกำลังรบนับหมื่น...



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 253 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #1134 r123123 (@r123123) (จากตอนที่ 232)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:03

    ลุ้นอย่างมากมาย

    #1134
    0
  2. #1130 Saytan (จากตอนที่ 232)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:53

    ขอบคุณครับ

    #1130
    0
  3. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:41
    ทันเวลาพอดี
    #1126
    0