War of Emperor สงครามราชันย์จักรพรรดิ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 457,108 Views

  • 1,237 Comments

  • 7,068 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    9,024

    Overall
    457,108

ตอนที่ 199 : ถึงแล้วประตู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6237
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 414 ครั้ง
    2 พ.ย. 61

หนิงเทียนนั้นคิดถึงสาเหตุนี้มานานแล้วแต่มันกำลังชั่งใจอยู่ว่า ด้วยพลังของม้วนภาพเทพยุทธ์ในภาพพยัคฆ์ทมิฬกลืนจันทราที่มีคุณสมบัติในการกลั่นและขยายทะเลลมปราณออกนั้น 
จะสามารถใช้มันกลั่นความบริสุทธิ์ของลมปราณในหยกนิลได้หรือไม่


ถ้าเป็นยามปกติแน่นอนว่าหนิงเทียนจะต้องลองเสี่ยงให้รู้ชัดไปแล้วว่าตัวมันสามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่ แต่สถานการณ์ตอนนี้นั้นต่างออกไป ถ้ามันตัดสินใจดูดซับหยกนิลแล้วเกิดผิดพลาดขึ้นมา 
มันไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบใดต่อกระบวนการเติมเต็มตะวันทั้งแปดในร่างของมันหรือไม่ 

สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด มันอาจจะต้องทนเป็นคนพิการลมปราณเพิ่มไปอีกเป็นเดือนๆ ด้วยเหตุนี้เองมันจึงไม่กล้าตัดสินใจที่จะดูดซับพลังจากหยกนิล 
ครั้งนี้ก็เช่นกันมันได้แต่คิดและหยิบหยกนิลออกมาพิจารณาก่อนจะเก็บมันเข้าแหวนมิติดังเดิม




เช้าวันรุ่งขึ้น หนิงเทียนและมู่เสวี่ยเก็บข้าวของและเตรียมตัวออกเดินทาง พวกมันทั้งสองเดินออกมานอกเมือง เพื่อจะรอรถม้าที่เชียนเชียนได้จัดหาไว้ให้ 
จากกำหนดการที่มันได้ฟังมานั้น ระยะทางระหว่างเมืองฉางผิงไปประตูมิติเย่อู่เหมิน ใช้เวลาราวๆ 6ชั่วยาม นั้นก็เท่ากับว่าพวกมันทั้งคู่จะไปถึงในยามค่ำพอดี

ระหว่างการเดินทางตลอด6ชั่วยามนั้นหนิงเทียนและมู่เสวี่ยทั้งคู่ไม่ได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าเลยแม้แต่น้อย พวกมันทั้งคู่ปิดตาทำสมาธิบ่มเพาะพลังกันทุกช่วงลมหายใจ


เมื่อแสงของตะวันใกล้จะหมดลงมันเป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้กลายๆว่าพวกมันกำลังจะถึงประตูเย่อู่เหมินแล้ว ทั้งสองเปิดตาขึ้นและจับจ้องไปยังทิวทัศน์รอบข้างทันที 


เวลานี้สายตาของทั้งคู่มองไปยังหอคอยเหล็กคู่ที่สูงจนเกือบจะแตะก้อนเมฆได้และยิ่งเข้าใกล้มากเพียงใดความใหญ่โตของมันยิ่งประจักษ์แก่สายตามากขึ้นตามไปด้วย


หนิงเทียนเห็นเช่นนั้นมันอดตกตะลึงไม่ได้ เห็นได้ชัดเลยว่าหอคอยเหล็กนั้นเกิดจากฝีมือของมนุษย์ พวกมันจะต้องมีความก้าวหน้าล้ำลึกในทักษะการก่อสร้างเพียงใดถึงจะสร้างหอคอยที่สูงเสียดฟ้าเช่นนี้ได้ 

ยิ่งเข้าใกล้ประตูเย่อู่เหมินเพียงใดมันคล้ายกับว่าทั้งคู่กำลังก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ ที่มันคิดเช่นนั้นก็ไม่แปลก 
เพราะว่าประตูมิติเย่อู่เหมินนั้นเป็นสถานที่ปกครองของอาณาจักรฟ้าสวรรค์ เพียงแห่งเดียวที่ได้ตั้งอยู่ภายในดินแดนรอบนอกนี้ ทั้งคู่อดคิดไม่ได้ว่าภายในอาณาจักรฟ้าสวรรค์นั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองมากถึงเพียงใด 


ระหว่างทางทหารในชุดเกราะปรากฎอยู่เป็นกลุ่มก้อนอย่างไม่ขาดสาย เพียงแค่มองด้วยสายตาหนิงเทียนสามารถบอกได้เลยว่าพวกมันมีพลังในระดับวีรชนกันหมดทุกคน 

ผู้ฝึกตนที่เข้าถึงดินแดนวีรชนได้นั้นนับว่าเป็นตัวตนระดับสูงในดินแดนรอบนอกแม้แต่ในเมืองใหญ่ทั้งสามยังบูชาพวกมันประดุจเทพเซียน แต่สำหรับผู้คนในอาณาจักรฟ้าสวรรค์นั้นระดับวีรชนเป็นได้เพียงแค่ทหารยามทั่วไปเท่านั้น 


เมื่อรถม้าของหนิงเทียนวิ่งข้ามผ่านหอคอยเหล็กคู่ที่ตั้งตระหง่านคล้ายกับว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นจุดกำหนดเขตแดน

“หยุด” เสียงของทหารผู้คุมหอคอยดังขึ้นมา จากนั้นมันกล่าวต่อ “ตั้งแต่หอคอยคู่เป็นต้นไปนับเป็นเขตแดนของประตูเย่อู่เหมิน เจ้าไม่สามารถใช้พาหนะในการเดินทางได้ และไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนชักอาวุธออกจากฝักเด็ดขาด”


ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนและมู่เสวี่ยกระโดดลงจากรถม้าทันที พวกมันทั้งสองเปลี่ยนเป็นเดินเท้าเข้าไปตามคำสั่งของทหารนายนั้น
เมื่อพวกมันก้าวข้ามหอคอยคู่นั้นมา หนิงเทียนต้องพบกับสิ่งก่อสร้างต่างๆมากมายเช่น โรงเตี๊ยม ร้านตีเหล็ก เหลาอาหาร รวมถึงร้านค้าต่างๆ


แม้ว่าพื้นที่ของมันจะไม่กว้างขวางเท่ากับเมืองฉางผิงแต่การจัดสรรนั้นเป็นระเบียบและดูสบายตาเป็นอย่างยิ่ง ความแออัดของผู้คนนั้นไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย หนิงเทียนและมู่เสวี่ยเดินตรงเข้าไปยังส่วนในสุดซึ่งเป็นที่ตั้งของประตูมิติ


ตลอดระยะเวลานับพันปีมานี้ ที่ดินแดนรอบนอกนั้นเป็นเขตปกครองของสามเมืองใหญ่ จี้ ฉางและไห่ อย่างมั่นคงเป็นเพราะว่าพวกมันถูกแต่งตั้งโดยราชวงศ์เย่
ด้วยเพียงแค่ชื่อเสียงของราชวงศ์เย่ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ศัตรูที่คิดจะรุกรานเมืองจี้ ฉางและไห่ ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ 


ไม่เช่นนั้นแล้วด้วยระดับพลังเฉลี่ยของผู้คนในสามเมืองใหญ่ที่เป็นแค่เพียงดินแดนแห่งปราชญ์ เกรงว่าสามเมืองใหญ่นั้นจะไม่สามารถเอาตัวรอดมาจากกลียุคที่ใครๆก็ต้องการเป็นเจ้าของแผ่นแดนได้อย่างแน่นอน 



ด้วยเหตุนี้เอง ทุกคนในดินแดนรอบนอกจึงเคารพผู้คนที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรฟ้าสวรรค์เป็นอย่างมาก และในเขตของประตูมิติเย่อู่เหมินจึงได้รับความสำคัญเป็นอย่างดีมันถึงกับได้รับ คำกล่าวขานว่าเป็น พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

“พี่ชายทั้งสอง กำลังจะเดินทางไปที่ใดกันหรือ?” ขณะที่หนิงเทียนและมู่เสวี่ยกำลังกวาดสายตาสำรวจรอบๆอยู่นั้น บุรุษร่างผอมถือพัดจีบขาว เดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

หนิงเทียนจ้องมองไปยังผู้ที่มาทักทาย ขณะที่บุรุษผู้นั้นโบกสะบัดพัดในมือจนเกิดเป็นลมเย็นออกมา ด้วยท่าทีและรอยยิ้มที่เป็นมิตรนั้นเหมือนกับว่ามันกำลังทักทายสหายเก่า 
“พี่ชายทั้งคู่ ดูเหมือว่าพวกเจ้าพึ่งจะเคยมาที่ประตูเย่อู่เหมินใช่หรือไม่? พวกเจ้าไม่ต้องกังวลใจไป ประตูเย่อู่เหมินนี้แม้จะมีชื่อเสียงว่าเคร่งขัดกับคนภายนอกมากก็ตาม
แต่ถ้าพวกเจ้าไม่รังเกียจ ให้น้องชายผู้นี้เป็นธุระจัดการให้เอง จากราคาเดิมที่พวกเจ้าต้องจ่ายมันในราคาสำหรับ2คนก็คือ1000หยกนิลแต่น้องชายผู้นี้ขอเพียง800หยกนิล เท่านั้น
รับรองได้เลยว่าพวกเจ้าทั้งสองสามารถเดินทางไปได้ภายในวันนี้แน่นอน” 



หนิงเทียนเอียงคอเล็กน้อย ‘ดูเหมือนว่าอาชีพนายหน้านั้นจะยังเป็นที่นิยมไม่ว่ายุคไหนหรือโลกใดก็ตาม’ เมื่อคิดเช่นนี้มันอดยิ้มออกมาไม่ได้ จากนั้นมันกล่าวต่อ “พี่ชายหรือว่าท่านจะเป็นผู้คนที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรฟ้าสวรรค์”

“ถูกต้องแล้ว พี่ชายท่านนี้เป็นผู้ที่มีสายตาหลักแหลมเป็นอย่างยิ่ง ข้านั้นเป็นศิษย์สายนอกของสำนักโอสถฟ้าเท่านั้น”มันแนะนำตัวเองอย่างลวกๆพร้อมกล่าวต่อ 
“โหงวเฮ้งของพี่ชายทั้งสองดูแล้วคงจะเป็นผู้ลากมากดีจากตระกูลชั้นสูงในดินแดนรอบนอกแน่ๆ ดูสิเส้นบารมีของพี่ชายท่านนี้เด่นชัดมากๆ บนใบหน้าของเจ้าบ่งบอกชัดเจนว่ากำลังพบโชควาสนา 
ใช่ๆแล้ว มันต้องเป็นเพราะพี่ชายได้มาพบกับข้าแน่ๆนอน” บุรุษร่างผอมผู้นี้กล่าวออกอย่างรวดเร็วมันไม่เว้นแม้แต่ช่องวางให้ตัวเองหายใจเลยแม้แต่น้อย


หนิงเทียนแอบหัวเราะอยู่ในใจก่อนจะกล่าวถามออกมาเป็นมารยาท“พี่ชายท่านนี้มีสายตาที่หลักแหลมจริงๆเป็นเกียรติแล้วที่ข้าได้พบกับท่านในวันนี้  ไม่ทราบว่าให้น้องชายได้ทราบนามสูงส่งของท่านได้หรือไม่?”

“ข้าแซ่ไป๋ ชื่อคำเดียวว่า ซัว ถ้าพี่ชายไม่รังเกียจโปรดเรียกข้าว่า น้องไป๋เถอะว่าแต่พี่ชายเจ้าตัดสินใจเกี่ยวกับข้อเสนอของข้าได้หรือยัง ถ้ามันยังดูแพงอยู่ข้าสามารถลดให้เจ้าเหลือเพียง750หยกนิลได้” 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 414 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 00:32

    ขอบคุณครับ

    #1012
    0