War of Emperor สงครามราชันย์จักรพรรดิ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 445,625 Views

  • 1,232 Comments

  • 7,010 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    10,730

    Overall
    445,625

ตอนที่ 113 : ดักแด้อัคคี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8956
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 498 ครั้ง
    13 ก.พ. 61

บัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องโถงของจวนผู้พิทักษ์ฟ้าอยู่ในความเงียบสงบ เวลาได้ผ่านไปราวๆ10ลมหายใจเข้าออกนับตั้งแต่ร่างที่ไร้วิญญาณของฮูหยินรองได้รับโอสถเรียกวิญญาณเข้าไป

บางคนต่างคาดหวังที่จะได้เห็นปาฎิหาริย์จากหนิงเทียน ส่วนบางคนที่ไม่เชื่อตั้งแต่แรกกำลังเฝ้ารอที่จะได้หัวเราะอย่างสุดเสียง

เวลาล่วงผ่านไปเรื่อยๆ เหตุการณ์ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ร่างที่ไร้วิญญาณของฮูหยินรองยังคงนอนนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง 

ฉางอวี้ไม่สามารถอดทนรอได้อีกต่อไป มันตะโกนออกไปยังหนิงเทียน “เจ้าเด็กสารเลว จะให้พวกเรารออีกนานแค่ไหน”

หนิงเทียนกล่าวออกขณะที่ดวงตาทั้งสองของมันปิดลง “เงียบๆได้หรือไม่ข้ากำลังตามหาดวงวิญญาณนางอยู่”


เวลานี้มือขวาของมันจับกุมมือของเสี่ยวซวงแน่น พลังปราณอ่อนๆในร่างของเสี่ยวซวงไหลเข้าสู่ร่างของหนิงเทียนอย่างช้าๆ เวลาต่อมาไม่นานนักหนิงเทียนค่อยเปิดตาขึ้น

ปรากฏให้เห็นดวงตาที่มืดสนิท ไร้ประกายแสงแห่งชีวิตในดวงตา ราวกับว่ามันไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์อีกต่อไป

เหล่าทหารที่จับจ้องไปยังดวงตาสีดำมืดของหนิงเทียนเพียงครู่เดียวก็ต้องเบือนหน้าหนีด้วยความหวาดกลัว


ดวงตาที่มืดสนิทของมันจับจ้องไปยังร่างไร้วิญญาณของฮูหยินรองไม่นาน ปาฎิหารย์ก็บังเกิดแก่สายตาผู้คนในห้องทั้งหมด



จู่ๆร่างที่ไร้วิญญาณของฮูหยินรอง ยันกายขึ้นมานั่งกับพื้น ด้วยสองตาที่ปิดสนิทชวนให้ผู้ที่ได้มองไปบังเกิดอาการขนลุก ร่างกายเย็นเฉียบขึ้นมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้


หนิงเทียนกล่าวออกด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง“ด้วยโอสถเรียกวิญญาณ ข้าขอยืมดวงวิญญาณของนางมาจากเทพแห่งความตายได้เพียง1เค่อเท่านั้น พวกเจ้ามีข้อสงสัยใดก็รีบๆถามนางโดยเร็ว”

ฉางอวี้มองไปยังฮูหยินรองของมันด้วยใบหน้าถอดสี ดวงตาเบิกกว้าง มันกล่าวออกด้วยวาจาติดๆขัดๆ “เป็น...เป็นไปไปไม่ได้..” 

เวลานี้ร่างของหานเจิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง แข็งทื่อราวกับก้อนหิน เกือบ200ปีที่มันศึกษาศาสตร์ปรุงโอสถ มันไม่แม้แต่จะเคยได้ยินโอสถเรียกวิญญาณ

ซางไห่เองก็ไม่ต่างจากคนอื่นนัก มันได้แต่กล่าวถามออกด้วยเสียงสั่นเครือ 
“ฮฮูหยินรอง ใครเป็นคน คนฆ่าท่านท่าน....”

สิ้นเสียงของซางไห่ เป็นเวลาถึง5ลมหายใจ ร่างไร้วิญญาณของฮูหยินรองยกมือชี้ไปยังฉางอวี้  ทุกสายตาในห้องโถงล้วนจับจ้องไปยังฉางอวี้ทันทีที่ได้เห็นเช่นนั้น


“เจ้า เจ้า...ชี้ข้าทำไม?” เวลานี้ท่าทีองอาจดุจเสือป่า ของมันหายไปโดยสิ้นเชิง 


ไม่ว่าโลกไหนๆ ความตายยังเป็นสิ่งที่น่ากลัวเสมอและโลกหลังความตายยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถล่วงรู้ได้ วังสวรรค์แดนพญายม ยังคงเป็นความเชื่อที่สลักลึกอยู่ในจิตใจของผู้คนส่วนใหญ่



ในขณะที่ไม่มีใครกล้าเปล่งเสียงออกมา ทันใดนั้นเสียงของหนิงเทียนดังขึ้น 
“ฮูหยินรองเจ้ากำลังบอกว่า ฉางอวี้เป็นคนฆ่าเจ้าใช่หรือไม่?”

สิ้นเสียงคำถามของหนิงเทียน มันยังคงใช้เวลาราวๆ5ลมหายใจเช่นเดิมก่อนจะผงกหัวขึ้นลงเป็นสัญญาณตอบ


“สารเลว เป็นเจ้าที่ฆ่านางและป้ายความผิดให้แก่ข้า” จินเหล่าต้าคำรามด้วยความโกรธ ไม่บ่อยครั้งที่มันจะมีโทสะมากมายเช่นนี้ 
ขนาดเมื่อวานก่อน มันเกือบจะโดนรุมทำร้ายในเหลาอาหารชิงเยี่ยน ใบหน้าของมันก็ยังคงแย้มยิ้มอย่างไม่ใส่ใจใดๆ




“ไม่ไม่เป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นวิชามารใช่แล้วต้องเป็นทักษะชั่วช้าอย่างแน่นอน”ฉางอวี้กล่าวปฎิเสธด้วยเสียงที่ดังเป็นพิเศษ เวลานี้มันไม่สามารถปิดบังน้ำเสียงที่สั่นเครือได้เลย

ได้ยินคำพูดของศิษย์ หานเจิงเหมือนจะคิดอะไรออกมาได้ มันรีบกล่าวออกให้ทุกคนได้ยินกันทั่วถึง “ใช่แล้ว มันต้องเป็นทักษะที่สาบสูญไปกว่าพันปี ทักษะควบคุมศพของดินแดนด้านใต้แน่นอน”

ซางไห่ได้ยินเช่นนี้มันนิ่งเงียบก่อนจะกล่าวออก “ที่ปรมาจารย์หานกล่าวมานั้นมีเหตุผล” 


สำหรับตัวของซางไห่แล้วมันขอเลือกที่จะเชื่อว่าเด็กเสียสติตรงหน้ามัน มีทักษะลับในตำนานมากกว่าที่จะสามารถปรุงโอสถเรียกวิญญาณออกมาได้


ฮ่าฮ่า หนิงเทียนหัวเราะด้วยเสียงต่ำ ราวกับกำลังเยาะเย้ยในความโง่ของพวกมัน

“ข้านั้นเป็นเพียงคนพิการที่ไม่สามารถใช้ลมปราณออกได้ ไหนเลยจะใช้ทักษะควบคุมซากอะไรนั้นได้ แต่เอาเถอะการกระทำย่อมสำคัญกว่าคำพูดเสมอ”

กล่าวถึงตอนนี้มันปิดตาลงอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวต่อไป “การควบคุมซากศพนั้นอาจจะคล้ายกับการเรียกวิญญาณของข้าอยู่บ้าง 
แต่มีเรื่องหนึ่งที่พวกเจ้าทุกคนรู้ดี การควบคุมซากศพนั้น ศพจะไร้ซึ่งความคิดมันจะเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ไร้ความทรงจำเท่านั้น 

ส่วนโอสถเรียกวิญญาณของข้านั้นเป็นการนำดวงวิญญาณกลับคืนจากวังพญายม พวกมันจึงมีความทรงจำอยู่ครบถ้วน”

หนิงเทียนยังคงกล่าวต่อ “ข้านั้นจะถามนางถึงสาเหตุการตายของนางเดี๋ยวนี้”

กล่าวจบหนิงเทียนปล่อยมือขวาที่กุมมือเสี่ยวซวงลง พร้อมทั้งก้าวออกไปเบื้องหน้าฮูหยินรอง เวลานี้ใบหน้าของหนิงเทียนซีดขาวลงอย่างเห็นได้ชัด 
มันกล่าวออกด้วยเสียงอ่อนแรง “เจ้าเสียชีวิตเพราะเหตุใด” สิ้นคำกล่าวถาม ร่างของฮูหยินรองล้มลงกลายเป็นร่างไร้วิญญาณเช่นเคย


หนิงเทียนได้แต่พยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเปล่งเสียงดังออกมา“นางนั้นถูกนำวิญญาณกลับไปแล้ว แต่ก่อนที่นางจะกลับไปนางได้บอกข้าว่า นางตายเพราะถูกดักแด้อัคคีกลืนกิน”


เมื่อได้ยินคำว่า ดักแด้อัคคี จินเหยาจางที่ยืนฟังอยู่อย่างสงบ กล่าวออกมาเสียงดัง “ดักแด้อัคคี....ถ้ามันเข้าสู่ร่างกายคน มันจะกัดกินตันเถียนของคนผู้นั้นจนตาย 
ใช่แล้วการที่ตันเถียนของฮูหยินรองละลายไม่ใช่เพราะทักษะจิตอัคคีของตระกูลจินแต่ต้องเป็นเพราะดักแด้อัคคีอย่างแน่นอน”


ได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของหานเจิงมืดดำลง มันกล่าวออก “ไร้สาระสิ้นดี ท่านซางไห่ ท่านอย่าบอกข้าว่าจะเชื่อถือดวงวิญญาณที่ไม่สามารถมองเห็นได้?”


มันยังคงกล่าวต่อด้วยเสียงดัง “สิ่งที่เจ้าเด็กนี้กล่าวอ้าง มีแต่มันเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ได้ยินเสียงวิญญาณ
ส่วนเรื่องโอสถและวัตถุดิบที่มันกล่าวออกมา ก็เป็นมันเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้เห็น ด้วยคำกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยเช่นนี้ แม้แต่ขอทานข้างถนนยังสามารถพูดออกมาได้”


“คำกล่าวของท่านปรมาจารย์หาน นั้นไม่ผิด ดวงวิญญาณนั้น ไม่สามารถเอามาเป็นคำกล่าวอ้างให้นายน้อยจินพ้นข้อสงสัยได้” ซางไห่กล่าวออกอย่างเห็นด้วย 

ถ้าการตัดสินคดีจากดวงวิญญาณแพร่งพายออกไปละก็ มันจะไม่กลายเป็นตัวตลกให้ผู้คนทั่วฉางผิงได้หัวเราะเยาะหรอกหรือ


“หึ...เรื่องนี้ง่ายนิดเดียว” หนิงเทียนกล่าวออกด้วยใบหน้าเรียบเฉย
 
“’ง่ายนิดเดียว เด็กน้อยเจ้าหมายความว่าอย่างไร” ซางไห่รีบเอ่ยถาม

“ถ้าข้าพิสูจน์ได้ว่า นางตายเพราะถูกดักแด้อัคคีจริงก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าโอสถเรียกวิญญาณของข้า สามารถเรียกวิญญาณได้จริงๆ”

ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นของหนิงเทียน ดวงตาซางไห่หรี่แคบลง “เจ้ามีวิธีพิสูจน์?”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 498 ครั้ง

0 ความคิดเห็น