คัดลอกลิงก์เเล้ว

Until we meet AGAIN กาลครั้งหนึ่งที่ไม่เคยจางหาย

โดย Mr.PINKMILK

เขาหายไป 65 ปี... นั่นคือ 65 ปีที่ทิ้งให้คนรักอยู่คนเดียวมาโดยตลอด และเมื่อเขากลับมากาลเวลาพรากคนรักไปเสียแล้ว แต่แล้ววันหนึ่ง...ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว!

ยอดวิวรวม

818

ยอดวิวเดือนนี้

8

ยอดวิวรวม


818

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


52
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  31 ม.ค. 62 / 21:57 น.
นิยาย Until we meet AGAIN Ť˹觷¨ҧ Until we meet AGAIN กาลครั้งหนึ่งที่ไม่เคยจางหาย | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้







'เมฆ' ชายหนุ่มผู้อยู่คนเดียวกับกล้องตัวโปรดมาตลอดชีวิต

'ออสติน' ชายหนุ่มผู้ทำให้ชีวิตของเมฆไม่ได้มีแค่กล้องอีกต่อไป



แต่เมื่อมีพบ...ก็ต้องมีจาก

อุบัติเหตุที่พระเจ้าลงโทษ ทำให้กาลเวลาพรากคนรักไปไกลแสนไกล



แต่มีคนบอกว่าให้มีความหวังและจงเชื่อในปาฏิหาริย์

หากเชื่อในปาฏิหาริย์แล้วล่ะก็...ปาฏิหาริย์ก็จะเกิดขึ้น

และเขาได้พิสูจน์แล้ว

ปาฏิหาริย์มีจริง

กาลครั้งหนึ่งที่เคยหายไปหวนคืนสู่อ้อมกอดอีกครั้ง








เนื้อเรื่อง อัปเดต 31 ม.ค. 62 / 21:57





Until we meet AGAIN กาลครั้งหนึ่งที่ไม่เคยจางหาย



          “สวยดีนะ คุณว่าไหม?” เสียงหนึ่งดังขึ้นขณะที่ผมกำลังนอนถ่ายรูปดอกตาเบบูญ่าสีเหลืองสวยที่ร่วงลงทั่วบริเวณพื้นหญ้าใต้ต้นอย่างตั้งใจ

      

“อะ...อืม” ผมหันไปมองคนที่มานอนอยู่ข้างผม


          “ต้นตาเบบูญ่าสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ มันสวยมากจริงๆ” เขาพูดด้วยรอยยิ้มสดใส “ชอบมันใช่ไหมล่ะ” หันมามองหน้าผม หยิบดอกตาเบบูญ่าสีเหลืองดอกหนึ่งบนพื้นหญ้ามาวางบนหัวผมก่อนจะหัวเราะชอบใจ


          “ฉันชื่อออสตินนะ ยินดีที่ได้รู้จัก” เขาลุกขึ้นนั่งท่ามกลางทุ่งดอกตาเบบูญ่าที่ร่วงลงมาแล้วยื่นมือมาตรงหน้าผม


          “ฉันเมฆ” ผมลุกขึ้นนั่ง ยื่นมือไปจับกับมือของอีกฝ่าย เขายิ้มกว้างจนตาหยีอย่างดีใจ






          “นี่ออสติน” ผมเรียก 


          “อะไรเหรอ?” ออสตินหันมามอง


          ฉันชอบนาย...

          “คือว่า...”


          ฉันรักนาย


          “หือ?” เอียงคอทำท่าสงสัย


          คบกับฉันได้ไหม


          “เอ่อ...คือ”


          “เมฆ” ออสตินจับมือผมเอาไว้ ก้มหน้าลง “คือ...ฉันมีเรื่องอยากบอกนาย"


          “อะไร?”


          “แล้วนายมีเรื่องอะไรล่ะ ฉันก็เรื่องเดียวกับนายนั่นแหละ”  


“แล้ว...มันเรื่องอะไรเล่า” ผมหันหน้าไปทางอื่นเริ่มจะรู้สึกเขินขึ้นมา


          “ฉันชอบนาย คบกับฉันนะ!” ออสตินพูดทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่ ผมชะงักไป...เรื่องเดียวกันจริงด้วย


          “ออสติน...ฉันรักนาย คบกับฉันได้ไหม?” ผมดึงออสตินเข้ามากอดแล้วกระซิบเสียงเบาที่ข้างหูเขาไม่นานนักผมก็รู้สึกได้ถึงอ้อมแขนของออสตินที่ยกขึ้นมากอดผมตอบ ผมค่อยๆ หลับตา คลี่ยิ้มอย่างมีความสุขแล้วยกมือขึ้นลูบหัวของออสตินเบาๆ






          “ปลูกต้นไม้กันเมฆ” ออสตินเอ่ยขึ้น


          “หือ?” ผมหันไปมองเขาอย่างสงสัย


          “ฉันอยากปลูกต้นวิสทีเรีย ปลูกที่สวนหลังบ้านเรากัน” ออสตินพูดอย่างตื่นเต้น  


          ‘บ้านเรางั้นเหรอ...นั่นสิ บ้านของเรา


          “เอาสิ” ผมยิ้ม ออสตินตรงมากอดผมด้วยความดีใจ


          “ฉันได้ยินว่าต้นวิสทีเรียอายุยืนเป็นร้อยๆ ปีเลยนะ...ให้มันแทนความรักที่มั่นคงของเรานะ ไม่แน่นะ อีกร้อยปีข้างหน้าเราอาจจะได้เห็นมันอีกก็ได้...ไว้ถึงตอนนั้น เรามาดูมันด้วยกันนะ” ออสตินสบตาผม ดวงตามีความมั่นคงดั่งคำที่พูดออกมา ผมยิ้มก่อนจะก้มลงจูบหน้าผากเขาแผ่วเบา


          ความรัก...มันช่าง สุขจนแทบล้นใจจริงๆ








            “ไปนะ” ผมขยับตัวเข้าไปกดริมฝีปากลงบนริมฝีปากของออสตินคนรักเบาๆ ก่อนจะโบกมือลาพร้อมลากกระเป๋าเดินทางลงจากรถแล้วเดินไปต่อรถไฟเพื่อเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด


ออสตินมองแผ่นหลังของคนรักที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ จนลับตาแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ เพื่อระบายความกังวลใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไป เขาสะบัดศีรษะไล่ความคิดไร้สาระก่อนจะออกรถตรงกลับบ้าน


              ผมลากกระเป๋าเดินทางมาจนถึงขบวนรถก่อนจะก้าวขึ้นไปก็หันไปมองตำแหน่งที่รถจอดอยู่เมื่อครู่ แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า ออสตินคงกลับบ้านไปแล้ว...ผมสลัดความคิดถึงที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจออกไปแล้วก้าวขึ้นรถไฟไประหว่างทางนั้นผมมองทิวทัศน์ข้างทางไปเรื่อยเปื่อยเหมือนคนเหม่อลอย ในหัวก็คิดถึงแต่ใบหน้าของคนรัก


จนรถไฟเคลื่อนผ่านเข้าไปในอุโมงค์ นอกหน้าต่างเต็มไปด้วยสีดำ ผมรู้สึกง่วงนอนขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุแล้วก็หลับไป... 







ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งรถไฟก็ยังไม่โผล่พ้นอุโมงค์ ผมรู้ว่ามันแปลกๆ เหมือนการหลับเมื่อกี้เป็นเพียงการกะพริบตาเท่านั้นจึงเงยหน้าขึ้นไปดูนาฬิกาดิจิตอลของรถไฟที่มีบอกทั้งเวลาและวันที่


              14 : 12  


              17 / 05 / 2080


               2080!? 


              มะ...ไม่จริง!!!


             นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?

ผ่านมา... 65 ปีแล้ว?


แค่ฝันใช่ไหม? 


แค่ฝันไปเถอะขอร้อง แต่วันที่บนนาฬิกาก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่ว่าผมจะก้มมองมันกี่รอบต่อกี่รอบก็ตาม...


นี่ไม่ตลกนะ!!! เรื่องบ้าอะไรกัน?


แล้ว...ออสติน


              ผมตกตะลึงไป หัวใจเต้นรัว ผู้โดยสารคนอื่นๆ เหมือนจะยังไม่รู้ตัว


 ตลกฝืดของพระเจ้า? ผมขำไม่ออกจริงๆ เรื่องแบบนี้มันไม่ควรจะเกิดขึ้นไม่ใช่หรือไง! แล้วนี่อะไร!? แล้วไงต่อ...ผมควรจะทำอย่างไร? ช่วยบอกทีสิ...


มันเหมือนโลกมันหยุดหมุน ไม่สิ...โลกมันหมุนไปแต่เป็นเราต่างหากที่ไม่หมุนตามโลก


ในที่สุดรถไฟก็แล่นออกมาจากอุโมงค์ ผมตัดสินใจว่าจะลงสถานีหน้าแล้วตีตั๋วกลับเลย เพราะว่าผ่านมาขนาดนี้จะให้ผมไปทำงานได้อย่างไร ที่สำคัญคือออสติน ผมเป็นห่วงเขา กระวนกระวายไปหมด ยิ่งในเวลานี้ด้วย ผมปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวมาหกสิบกว่าปี! ผมอยากกลับไปหาเขาเหลือเกิน ถึงแม้บางทีเขาอาจจะ...ไม่อยู่แล้ว แต่ผมก็มีความหวัง ถึงแม้จะริบหรี่ก็ตาม 

            

ดูเหมือนระยะห่างของสถานีรถไฟครั้งนี้มันห่างไกลกันมากกว่าทุกครั้ง ผมเป็นกังวลจนแทบนั่งไม่ติด วินาทีนี้ผมไม่สนใจใครแล้วทั้งนั้น เมื่อรถจอดที่สถานีผมรีบวิ่งลงจากรถแล้วซื้อตั๋วเพื่อกลับบ้านทันที 


            ผมเรียกรถอะไรสักอย่างรูปร่างมันแปลกตา แล้วก็ลอยได้ตามผู้โดยสารคนอื่นในสถานีกลับบ้าน ระหว่างทางผมมองทิวทัศน์ที่เปลี่ยนไปตามเวลา 65 ปี แต่สมองไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นเลยนอกจากกลับไปถึงบ้านให้เร็วที่สุด


            เมื่อมาถึง รถของออสตินยังจอดอยู่แต่มีฝุ่นเกาะหนาราวกับไม่ได้ทำความสะอาดมานาน ผมเริ่มใจเสีย แล้วรีบเปิดประตูวิ่งเข้าไปในบ้านทันที

            “ออสติน!!!” ผมตะโกนเรียกแต่ก็ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา ผมเดินหาตัวของออสตินทั่วบ้านแต่ก็พบแม้แต่เงา ในใจเริ่มไม่ดีแต่ก็คิดในแง่ดีว่าเขาอาจจะออกไปเดินเล่นไม่ก็ไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ จนเวลาล่วงเลยผ่านไป


สิบนาที...


สามสิบห้านาที...


หนึ่งชั่วโมง...


สองชั่วโมง...


ออสตินไม่กลับมา ผมโทร. ไปหาก็ไม่ติด จนตัดสินใจออกไปหาบ้านข้างๆ ที่เมื่อ 65 ปีก่อนมีเด็กชายตัวน้อยๆ อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ป่านนี้พ่อแม่ของเขาคงตายไปแล้วและเด็กน้อยของผมคงกลายเป็นชายชราไปแล้วเช่นกัน


            “มาหาใครครับ?...พี่เมฆ?” อาจภาพที่ดูแปลกๆ ที่ชายแก่หัวขาวเรียกชายหนุ่มหัวดำว่าพี่


            “ไง เซน” ผมทัก การที่เด็กน้อยวัยแปดขวบในวันนั้นกลายเป็นชายผมขาวในวันนี้เป็นเครื่องตอกย้ำว่าผมหายไปนานแค่ไหน


             ใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นยกยิ้มขึ้นอย่างดีใจ เหมือนตอนนั้นไม่มีผิด แต่เพียงไม่นานรอยยิ้มนั้นก็หุบลง เปลี่ยนเป็นความหมองเศร้าเข้ามาแทน เซนก้มหน้าลงก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงแหบปนสั่นเครือ


             “พี่เมฆ...พี่ออสตินเขา” เซนพูดด้วยเสียงสั่นๆ ราวกับจะร้องไห้ ใจผมร่วงหล่นทันที


             “ออสติน...ออสตินทำไม! บอกพี่สิ!!!” ผมตะโกนถามอย่างร้อนรน หัวใจเหมือนถูกบีบ


             “พี่ออสตินไม่อยู่แล้ว เขาจากเราไปนานแล้วครับ...” เสียงแหบแห้งนั้นเหมือนกับมีดที่กรีดลงกลางหน้าอก ผ่ามันออกแล้วควักหัวใจผมออกมาสับให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนไม่เหลือสภาพเดิม

             “ไม่...” ผมได้แต่ภาวนาในใจว่ามันจะไม่ใช่อย่างที่คิด แต่สีหน้าสลดของเด็กน้อยในวันวานก็เป็นตัวยืนยันได้ชัดเจนว่าสิ่งที่ผมตีความนั้นถูกต้องทุกประการ


             “พี่ออสตินประสบอุบัติเหตุเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนครับ...”


             “ไม่จริง...เซน ไม่จริงใช่ไหม” ขาแข็งแรงที่ช่วยพยุงร่างของผมผ่านร้อนผ่านหนาวมาตลอดชีวิต บัดนี้มันได้อ่อนแรงลงจนไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้อีกต่อไป หัวใจแตกสลายไม่มีชิ้นดี


 โกหก...บอกทีว่ามันคือเรื่องโกหก ผมแค่ฝันไป...


“โกหก...” ผมพูดเสียงแผ่วอย่างคนไม่มีแรง ล้มทั้งยืนทรุดลงไปตรงหน้าเซน


ในสมองเต็มไปด้วยสีขาวโพลน ไม่มีคำสั่งการใดๆ แต่หัวใจกลับสั่งให้ขอบตาผมร้อนผ่าว หยาดน้ำตาหยดใสที่ไม่ไหลมาเนิ่นนาน ตอนนี้กลับพรั่งพรูออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เด็กน้อยข้างบ้านมองผมด้วยสายตาสงสารจับใจพร้อมเอ่ยคำปลอบใจด้วยเสียงแหบๆ แต่สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้เข้าสู่การรับรู้ของผมสักนิดเดียว


หลังจากที่ใช้เวลาพักใหญ่เพื่อหยุดน้ำตาผมก็ออกไปดูต้นวิสทีเรียที่ผมกับออสตินเคยปลูกด้วยกันตอนที่ย้ายมาอยู่ที่บ้านของเราครั้งแรก มันโตขึ้นมากแล้วจากตอนแรกที่เป็นต้นกล้าต้นเล็กๆ บัดนี้มันสูงกว่าเดิมมาก มันแผ่กิ่งก้านออกไปราวกับเด็กที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ กิ่งก้านเหล่านั้นเหมือนขาที่แข็งแรงคอยค้ำจุนร่างกาย ใบสีเขียวคล้ายกับความสดใสของวัยรุ่น


แต่ว่าในสายตาของผมตอนนี้มันกำลังเหี่ยวเฉาลงช้าๆ กิ่งก้านที่แข็งแรงนั้นหักลง ใบไม้สีเขียวสดกลายเป็นสีน้ำตาลแห้งร่วงหล่นลงพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง...


ออสตินเคยบอกกับครอบครัวข้างบ้านว่าถ้าวันไหนที่เขาและผมจากไปแล้ว วันไหนที่ไม่มีคนคอยมาดูแลเจ้าต้นนี้ ขอให้ช่วยมาดูแลมันแทนด้วย ให้มันเติบโตต่อไป...และเซนก็ทำตามอย่างที่ออสตินขอจริงๆ ถึงออสตินจะจากไปยี่สิบกว่าปีแล้วแต่ต้นวิสทีเรียต้นนี้ก็ยังสดใสแข็งแรงเหมือนเดิม


“ออสติน...” ผมพร่ำเรียกชื่อของคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตเสียงแผ่วอย่างหมดแรง








หลังจากวันนั้นผมก็เป็นโรคซึมเศร้าเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ได้เซนเด็กน้อยข้างบ้านที่ไม่ว่าเมื่อไรก็คือเด็กน้อยในสายตาผมคอยเอาอาหารมาให้ทุกวัน และเขาเสนอว่าถ้าผมอาการดีขึ้นแล้วก็ควรไปทำงาน เขาสามารถหางานในโรงพยาบาลดีๆ ให้ผมที่จบหมอมาทำได้


ผมพยายามเยียวยาจิตใจทุกทาง ครั้งหนึ่งผมคิดจะกระโดดตึกฆ่าตัวตายแต่ก็ไม่สำเร็จเมื่อเซนตามมาเจอก่อน และถ้าไม่ใช่ว่าผมสติฟั่นเฟือนจนเห็นภาพหลอนเพราะคิดถึงออสตินมากเกินไป ตอนนั้นที่ผมกำลังจะกระโดดนั้นเองที่เขาเป็นคนรั้งผมเอาไว้ ใบหน้าของออสตินยิ้มทั้งน้ำตาและพร่ำบอกผมว่าอย่าทำเลยนะ ซ้ำไปซ้ำมา


จนเกือบครึ่งปีแผลในใจก็เริ่มสมาน ผมออกมานอกบ้าน ไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชนที่เซนเคยทำงานมาก่อน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นตอนที่ผมหายไปนั้นทำให้ผมอดทึ่งไม่ได้จริงๆ ไม่นานก็สามารถเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับวิวัฒนาการที่ก้าวกระโดดเหล่านั้นได้


ผมใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 4 ปีก็ทำผลงานได้ดีในระดับที่น่าพึงพอใจ กระทั่งถึงวันที่ผมได้ถูกคัดเลือกเป็นตัวแทนไปดูงานวิจัยที่ต่างจังหวัด ในวันเดียวกันนั้นก็มีโทรศัพท์จากเซนมาถึงผม


“ว่าไง เซน”


“พี่เมฆครับ ผม...ผมกำลังจะตาย...ต้นวิสทีเรียน่ะ ผมหาคนช่วยดูแลต่อได้แล้วนะครับ ไม่ต้องเป็นห่วง...ผมจะทิ้งให้ของขวัญชิ้นสุดท้ายไว้ให้พี่ หวังว่าพี่จะชอบมัน”


“อะไรนะ!? เซน เซน!” ช้าไปเสียแล้ว เซนพูดจบก็วางสายไปทันที


เซน...เด็กน้อยของพี่


หลับให้สบายนะ


คำพูดสุดท้ายจากเด็กน้อยที่ผมและออสตินเอ็นดูประหนึ่งน้องชายแท้ๆ ของตัวเอง เด็กน้อยเซนจะจากผมไปแล้ว จะจากไปพร้อมกับของขวัญชิ้นสุดท้าย เซนเคยพูดเรื่องของขวัญที่จะให้ผมหลายครั้ง มันคือของขวัญวันครบรอบที่ผมและออสตินได้พบกับเขาที่มักจะให้กับผมไม่ก็ออสตินทุกปี...แต่ผมไม่คิดว่า ปีนี้จะเป็นปีสุดท้าย... 


ผมเดินทางไปดูงานวิจัยด้วยจิตใจห่อเหี่ยว แทบจะไม่ได้รับความรู้เลยและก็ถึงวันที่ต้องเดินทางกลับ








ผมลืมตาขึ้นช้าๆ ลมเย็นจากแอร์ลอยมาปะทะกับใบหน้า ผมมองไปรอบๆ ด้วยความมึนงงและก็ได้รู้ว่าตัวเองนั่งอยู่ในรถ แต่ว่ามันแปลกๆ นะ รถผมจอดอยู่ใต้สะพานแห่งหนึ่งซึ่งก่อนหน้านี้ผมจำได้ว่ากำลังกลับบ้าน...แล้วทำไมถึงได้มาอยู่ในที่แบบนี้ได้ล่ะ? ตอนนั้นรู้สึกว่าสติจะไม่อยู่กลับตัวเท่าไรแล้วเปลือกตาอันหนักอึ้งก็ปิดลงไป ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เมื่อสองวินาทีก่อนนี่แหละ


มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!?


ผมเหยียบคันเร่งแล้วหักพวงมาลัยขับออกจากใต้สะพานนั้น ผมรู้สึกถึงวัตถุบางอย่างลอยอยู่บนฟ้าเหนือหัวตัวเอง จึงแหงนหน้าขึ้นไปมองพร้อมชะลอรถ สิ่งที่อยู่บนนั้นมันคือรถ ไม่สิ ยาน? เอาเป็นว่ามันคือวัตถุรูปร่างแปลกตา ขับเคลื่อนได้โดยไม่มีล้อ แถมไม่ได้มีเพียงหนึ่ง บนฟ้าสูงขึ้นไปก็มีอีกมากมาย 


ผมทั้งตกใจทั้งสับสน แต่ก็ตั้งสติและขับรถต่อไป ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงมองดูแล้วเหมือนต้องมนต์สะกด 


ผมขับรถต่อไป รู้สึกว่าถนนสายนี้ไม่คุ้นเลย ผมขับรถช้าๆ และระมัดระวังด้วยความไม่ชินกับเส้นทาง ผมมองไปรอบนอกที่มียานอะไรสักอย่างบินว่อนเต็มไปหมดและก็มีหน้าจอใสหน้าตาแปลกๆ ที่กำลังฉายภาพโฆษณาสินค้าต่างนานาไปเรื่อยเปื่อย และสายตาผมก็ไปหยุดอยู่ที่หน้าจอใหญ่ๆ หน้าจอหนึ่งที่ทำให้ผมเบิกตากว้างเมื่อได้อ่านเนื้อความในนั้นชัด


              Happy New Year  2115!!!


              2115…2115…2115…


ตัวเลขนี้วนไปวนมาอยู่ในหัวผมไม่หยุด


ผมถึงกับเหลียวหลังหันไปมองหน้าจอที่พึ่งขับผ่านมาอย่างตกตะลึง


นี่มันเรื่องอะไรกัน? ผ่านมา 31 ปีแล้วงั้นหรือ? เพราะอย่างนี้ถึงได้มีทั้งยานและก็หน้าจอพวกนั้นสินะ


ผมเริ่มสำรวจตัวเอง ชุดเดิม ผมยังดำอยู่ หน้ายังไม่เหี่ยว ...โอเค ตัวผมยังเหมือนเดิมทุกอย่าง อย่าบอกนะว่า...


ฝันร้ายที่ผมเคยหายไป 65 ปีวิ่งเข้ามาหัวอย่างรวดเร็ว หรือว่า จะเป็นแบบครั้งนั้นอีก?!


ผมเริ่มตั้งสติใหม่ ประมวลข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง


แสดงว่าจากครั้งนั้นถึงตอนนี้ผ่านมาแล้ว 100 ปี ผ่านมาอย่างรวดเร็วแต่ผมก็ยังมีอายุแค่เพียง 33 ปี


แปลกนะ ผ่านมานานขนาดนี้แต่ผมก็ยังจดจำออสตินได้ไม่เคยลืมแม้แต่นิดเดียว 


ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ? สบายดีไหม คิดถึงกันบ้างไหม แค่คิดก็รู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมา ผมคิดถึงเขาเหลือเกิน... 


ผมเหม่อมองข้างทางที่ขับผ่านไปเรื่อยเปื่อยราวกับคนไร้สติ แต่ก็ไปสะดุดตากับที่หนึ่งเข้า


เดี๋ยวนะ! เมื่อกี้นี้มัน?!


คงไม่ใช่ว่าเห็นภาพหลอนหรือตาฝาดหรอกใช่ไหม? 


ผมจอดรถที่ทางข้างหน้าสวนสาธารณะที่พึ่งขับผ่านมาเมื่อครู่ รีบลงจากรถวิ่งเข้าไปข้างในสวนอย่างรวดเร็วเพราะเมื่อกี้ผมเห็น...


ออสติน!


ผมหยุดวิ่งพักหายใจเมื่อมาถึงที่หมาย ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้ต้นใหญ่ที่อยู่กลางสวนเด่นสะดุดตา 


ต้นวิสทีเรีย


เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปมองดีๆ แล้ว ขนาดของต้น และความสูง บางทีมันอาจจะเป็นต้นเดียวกันกับที่ผมและออสตินปลูกด้วยกันเมื่อนานมาแล้วก็เป็นได้ ผมหัวเราะเยาะอย่างสมเพชตัวเองที่คิดเรื่องบ้าๆ ที่ไม่มีวันเป็นไปได้


ผมยิ้มเศร้า มองต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นอยู่แสนนาน ลมเย็นๆ พัดมา ช่อดอกสีม่วงอ่อนปลิวไหวไปมาตามแรงลม ความทรงจำต่างๆ มากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัว แทบจะลืมเลือนเป้าหมายที่แท้จริงของการมาที่นี่โดยหมดสิ้น


“สวยดีนะครับ คุณว่าไหม?” เสียงหนึ่งดังขึ้น ผมละสายตาจากต้นไม้ต้นใหญ่ หันไปมองคนที่มายืนอยู่ข้างๆ ผมตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ก่อนที่ร่างกายจะรู้สึกแข็งทื่อไปหมด ดวงตาผมเบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจ


“อะ...” ผมพูดไม่ออก คนข้างๆ หันมาหาผมแล้วยิ้มให้ รอยยิ้มนั้นช่างสดใสและงดงาม


บังเอิญจริงๆ


แค่บังเอิญเสียงเหมือนออสติน


บังเอิญหน้าเหมือนออสติน


บังเอิญมีรอยยิ้มเหมือนออสติน


            “ต้นวิสทีเรีย อายุหนึ่งร้อยห้าปี มันเป็นสัญลักษณ์ของสวนนี้ เขาเล่ากันว่าทีแรกมันถูกปลูกอยู่ในสวนหลังบ้านของใครสักคน แต่บ้านหลังนั้นเป็นบ้านร้าง เจ้าของไม่อยู่มาหลายสิบปีแล้ว ก็เลยโดนรื้อทำเป็นสวนสาธารณะแทน” เขาพูดแล้วหันมามองหน้าผมก่อนจะยิ้มกว้าง “ชอบมันใช่ไหมล่ะ? เมฆ”


            บังเอิญรู้จักชื่อผม


            “ฉันชื่อออสตินนะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ยื่นมือมาตรงหน้าพร้อมรอยยิ้ม


            และบังเอิญชื่อออสติน...


            แค่นั้นจริงๆ


             ช่างบังเอิญจริงๆ 


              ผมค่อยๆ ยื่นมือไปจับกับมือของอีกฝ่าย เขายิ้มกว้างจนตาหยีด้วยความดีใจ


บังเอิญมีตัวตนและจับต้องได้


“จริงสิ! เขาบอกว่าถ้าเจอนายให้เอานี่ให้นาย” พูดเหมือนนึกขึ้นได้ และล้วงหาอะไรบางอย่างจากกระเป๋าเสื้อโค้ตก่อนจะยื่นให้ผม ผมรับกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งมาคลี่ออกแล้วอ่านเนื้อความข้างใน

 

พี่เมฆ

ผมขอโทษที่ไม่ได้มอบของขวัญชิ้นสุดท้ายให้พี่ด้วยมือตัวเอง นี่เป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายจากผม ที่ตั้งใจอยากจะมอบให้พี่ เขาชื่อออสติน ผมโคลนเขาขึ้นมาจากเลือดของพี่ออสติน แต่ผมไม่สามารถป้อนความทรงจำระหว่างพี่กับพี่ออสตินลงไปได้ ผมโคลนเขาเสร็จในวันที่ผมโทรไปหาพี่ครั้งสุดท้าย หวังว่าพี่จะชอบ

 

ผมอ่านเนื้อความไม่กี่บรรทัดนั่นซ้ำไปซ้ำมาวนลูปอย่างไม่รู้จบ รู้สึกจุกจนพูดไม่ออก อยากจะร้องไห้ออกมาแทน


ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...นี่คือออสตินจริงๆ


“ออสติน...” ผมเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะสวมกอดออสตินเอาไว้ เอาคางวางเกยบนไหล่ของเขา ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมา ไม่มีเสียงสะอื้น แต่ไหล่ที่สั่นเทิ้มและน้ำตาที่ไหลลงมาไม่ขาดสายก็เป็นตัวแทนความรู้สึกของผมได้เป็นอย่างดี


“เมฆ เป็นอะไร? นายร้องไห้ทำไม?” เสียงของออสตินถามด้วยความเป็นห่วงดังอยู่ข้างหูผม ช่างเหมือนกับออสตินคนเดิมของผมทุกอย่างจริงๆ ยังอ่อนโยนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน


“ในที่สุด ฉันก็ได้เจอนาย...อีกครั้ง” ผมกอดออสตินแน่นกว่าเดิม น้ำตาไหลออกมาด้วยความดีใจจนพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจความหมายที่ผมพูดหรือเปล่า แต่ผมก็อยากพูดมันออกมา


“เมฆ ฉันก็ดีใจ ที่ได้เจอนาย...” ออสตินยกมือขึ้นมากอดตอบผม เขาเว้นช่วงก่อนจะพูดออกมาอีก “อีกครั้ง...”


ผมชะงักไปด้วยความตกใจก่อนจะค่อยๆ คลายอ้อมกอดออก มองหน้าออสตินที่กำลังยิ้มอยู่


อีกครั้ง...งั้นเหรอ?


ทำไมล่ะ?


ผมก้มลองอ่านเนื้อความในกระดาษโน้ตจากเซนอีกครั้ง ปรากฏว่ามันไม่มีคำตอบในสิ่งที่ผมต้องการ ผมขมวดคิ้วก่อนจะลองพลิกกระดาษหน้าหลังดู

 

ปล. ถึงผมจะป้อนข้อมูลลงไปในตัวเขาได้ แต่เขาก็มีจิตใจ มีความรู้สึกเหมือนกับมนุษย์ ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปจิตใจและความรู้สึกที่แท้จริงของเขาอาจจะลบล้างหรือมีอำนาจมากกว่าข้อมูลที่ผมป้อนเข้าไป หรือในกรณีที่มีปาฏิหาริย์ เขาอาจจะมีความทรงจำของเจ้าของ DNA ที่ใช้สร้างเขาขึ้นมาหากถูกกระตุ้น เหมือนกับคนความจำเสื่อม แต่ว่าปาฏิหาริย์ก็คือปาฏิหาริย์นะครับ


             เทคโนโลยีสมัยนี้มันน่ากลัวจริงๆ เลยให้ตาย! ก้าวหน้าถึงขนาดนี้เชียว


ความทรงจำ? DNA? ปาฏิหาริย์?


ปาฏิหาริย์...สินะ


             “เมฆ เป็นอะไรไป...รู้สึกไม่ดีตรงไหนรึเปล่า” ออสตินถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นผมอ่านข้อความในกระดาษแล้วนิ่งไป


             “ปาฏิหาริย์น่ะ” ผมสบกับดวงตาคู่สวยของออสติน ที่เหมือนกับดวงตาของออสตินที่ผมหลงรักทุกประการ แต่...ออสตินคนนี้ก็คือออสตินคนนั้น


             “อะไรนะ?” ออสตินขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจกับสิ่งที่ผมพูด


             “นายคือ...ปาฏิหาริย์” ผมยกมือขึ้นลูบผมนุ่มของออสตินแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู


             “ฉันไม่เข้าใจ” คิ้วของออสตินขมวดเข้าหากันมากกว่าเดิม


             “ไม่ต้องเข้าใจก็ได้” ผมลูบหัวออสตินแล้วยิ้ม ก่อนจะน้ำตาจะไหลออกมาด้วยความดีใจอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่


             “เมฆ ร้องไห้ทำไม อย่างร้องสิ” ออสตินดึงผมเข้ามากอดปลอบ ผมก็กอดตอบเขาด้วยความรู้สึกหลากหลาย มากมายจนแทบจะล้นทะลักออกมา ทั้งรัก ทั้งคิดถึง ทั้งห่วงหา


             “นาย เป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม?” ผมถาม น้ำตาบนใบหน้ายังไม่แห้งหายไป


             “ก็สบายดีนะ อยู่คนเดียวมาสามสิบกว่าปีเหงาเป็นบ้าเลย! แต่ไม่รู้ทำไมพอเจอนายฉันถึงรู้สึกว่าตลอดมาฉันอยู่กับนายมาตลอดเลยนะ? แปลกจริงๆ นะ ไม่รู้ทำไม?”


             “เพราะปาฏิหาริย์ไง” ออสตินทำหน้าสงสัย ทำท่าจะอ้าปากถามอะไรอีก ผมโน้มหน้าเข้าไปใกล้ ประทับจูบลงบนริมฝีปากของออสตินอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน แสดงถึงความรักโดยบริสุทธิ์ใจและเปี่ยมไปด้วยความจริงใจมากกว่าคำพูดใดๆ


             ออสตินยกมือขึ้นมากอดผม ซุกหน้าลงที่อก ร้องไห้ออกมาพร้อมรอยยิ้ม ผมคลี่ยิ้มตามเขา กอดร่างนั้นแน่น


“ไปกัน” ออสตินเอ่ยขึ้น ผมขมวดคิ้ว


“ไปไหน? ฉันไม่มีที่ให้ไปหรอกนะ” ผมบอกเขาเสียงเศร้า


“กลับบ้านไง” แต่เสียงนั้นตอบกลับมาอย่างสดใส


“บ้านนายน่ะเหรอ?”


“ไม่ใช่บ้านฉัน แต่เป็น บ้านเราต่างหาก”


ออสตินจับมือผมก่อนจะก้าวเดินนำออกไป กระชับมือข้างที่จับแน่นขึ้น ผมเริ่มก้าวตาม ก้าวเดินไปพร้อมกับออสติน ผมจับมือที่คุ้นเคยแน่นกว่าเดิม และจะไม่มีวันปล่อย ไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม


เพราะออสตินคือสิ่งล้ำค่า คือหัวใจของผม...คือปาฏิหาริย์


ขอบคุณปาฏิหาริย์ที่คืนออสตินให้ผมอีกครั้ง...



END



________________________________________

สวัสดี Mr.PINKMILK เอง

เรื่องนี้มีคอนเซ็ปต์หลักคือ 100 ปี กับต้นวิสทีเรีย 

ขัดๆ ถูๆ ออกมาจนได้เป็นเรื่องของเมฆกับออสติน จริงๆ ตอนแรกเราอยากแต่งดราม่าให้ออสตินตายไปเลยแบบไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่ดันใจไม่ถึงพอ 555 ไม่สามารถจบแบบ bad end ได้จริงๆ ก็หวังว่าทุกคนจะชอบ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะ :)



สุดท้ายนี้คือจะมาฝากนิยาย ฮา

เป็นวายเรื่องยาวของความรักเมาๆ บ้าบอของหนุ่มวิศวะสุดหล่อผู้หลงคุณหมอคนฮอตตั้งแต่แรกเจอ

ขอฝาก หลงหมอ ด้วยนะ

จิ้มได้เลยยย

https://writer.dek-d.com/MrPinkmilk/story/view.php?id=1635388



ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Mr.PINKMILK จากทั้งหมด 6 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 15:36
    ชอบในที่สุดความรักก็ตามกันจนเจอ
    #3
    0
  2. #2 EARL_MARQUENESS (@EARL_MARQUENESS) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 / 18:22
    ขอให้ชีวิตจริงมีงี้บ้างสิ
    #2
    0
  3. วันที่ 19 มิถุนายน 2560 / 01:24
    อ่าาา แต่งดีมากกกก ชอบๆๆๆ >< (รอหลงหมออยู่ด้วยนะ)
    #1
    0