จบแล้ว(EXO) ดอกไม้ของเจ้านาย❀ (Kaihun Chanbaek Ft.Kris)

ตอนที่ 32 : ❀ 32

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,674
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    3 พ.ย. 62








ดอกไม้ดอกที่  32

 


 

สนามบิน  

14.10 น.

 

 

                ผู้คนมากมาย...เดินขวักไขว่อยู่ในสนามบินแห่งนี้ราวกับว่าต่างคนต่างก็เร่งรีบกันไปหมด  ร้านอาหารก็เต็มไปด้วยลูกค้าทั้งชายและหญิงรวมถึงเด็กตัวเล็กๆ  ส่วนคนที่ดูรีบร้อนไม่ต่างจากคนอื่นๆในสนามบินก็คือเจ้าของโรงแรมชื่อดังที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ  สามวันของการทำงานอยู่ต่างบ้านต่างเมืองมันทำให้เขายุ่งมากอยู่พอสมควร  อากาศที่นั่นค่อนข้างร้อน  แถมเวลาที่ต่างกันยังทำให้นอนไม่ค่อยหลับ  และถึงแม้งานทุกอย่างจะราบรื่นดี

 

แต่...การอยู่ห่างจากคนรักโดยไร้การติดต่อใดใดกลับมาก็ทำให้รู้สึกเป็นห่วงคนที่อยู่โรงพยาบาลจนแทบทำงานไม่รู้เรื่อง 

 

            มันทั้งคิดถึง  ทั้งกังวล  อยากกอด  อยากหอม  อยากอยู่ใกล้ๆและตั้งแต่เดินทางไปที่ฝรั่งเศส  เขาก็ส่งข้อความหาคนรักเมื่อมีเวลาหรือเว้นว่างจากประชุมกับหุ้นส่วน  ไม่ว่าทำจะอะไร?  ไปที่ไหนและอยู่กับใครเขาก็ถ่ายรูปส่งมาให้ดูทุกครั้ง  แต่ผลลัพธ์ที่ได้...กลับกลายเป็นความว่างเปล่า  ไม่มีข้อความ  ไม่มีสายเรียกเข้า  ไม่มีอะไรตอบกลับมาทั้งนั้น  ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง...ก็ทำให้คนเป็นเจ้าของโรงแรมต้องรีบออกจากสนามบินให้เร็วที่สุด  เพราะตอนนี้ความคิดถึงที่ปะปนมากับความเป็นห่วงมันกำลังทำให้เขาเริ่มกลายเป็นบ้า

 

                (หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้......)

 

...

 

 

...

 

 

...

 

 

              (หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้.....)

 

            “โธ่...เว้ยยย!!!

 

            สบถอย่างหัวเสีย...เมื่อหมายเลขของคนสำคัญที่โทรออกไปเมื่อครู่ไม่สามารถติดต่อได้มาเป็นเวลาสามวัน  และมันก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาเริ่มดูเหมือนคนเสียสติมากขึ้นทุกที   ตอนแรก...ก็พยายามปลอบใจตัวเองอยู่หลายครั้งว่าความห่างไกล  รวมถึงเวลาที่ต่างกันมันอาจทำให้เซฮุนกับจีซบไม่สะดวกที่จะรับสายหรือติดต่อกลับมา  และตอนอยู่ที่ฝรั่งเศสเขาก็ไม่อยากโทรมารบกวนเวลาพักผ่อนของคนป่วยมากนักและทำได้แค่การส่งข้อเท่านั้น  ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง  คลิปสั้นๆตามสถานที่ต่างๆหรือแม้แต่ห้องนอนที่ทางหุ้นส่วนจัดไว้ให้ก็ยังถ่ายส่งมาให้คนที่โซลดูเกือบทุกวัน

 

            แต่พอมาถึงตอนนี้...ต่อให้เจ้าของโรงแรมต้องคิดหาคำปลอบใจมาอีกเป็นร้อยร้อยเรื่องมันก็ไม่สามารถหยุดความวิตกกังวลที่วิ่งเข้ามาในหัวสมองได้เลย  คนรักกับคุณอาก็ติดต่อไม่ได้  ส่วนพยาบาลที่เคยโทรมาแจ้งผลการตรวจร่างกายของคนป่วยให้ฟังบ่อยๆก็ไม่สามารถติดต่อได้เช่นกัน  ทุกอย่างมันดูผิดปกติไปหมด  ผิดปกติ...จนเริ่มใจไม่ดี

 

                เมื่อเดินมาถึงรถที่สั่งให้ทางโรงแรมขับมารอ...จงอินก็รีบโบกมือเหมือนเป็นเชิงสั่งให้คนขับออกไปจากรถ  แล้วรีบเข้าไปนั่งแทนที่โดยมีหุ้นส่วนสาวที่เดินทางกลับมาพร้อมกันนั่งอยู่ด้านหน้า  สายตาคมเหลือบมองช่อดอกทิวลิปสีแดงที่วางอยู่บนเบาะทางด้านหลัง  แล้วความสวยงามที่เห็นเพียงชั่วพริบตาก็พอจะทำให้รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเข้มได้ทันที

 

ส่วนยุนอา...ก็ได้แต่มองคนที่กำลังขับรถไปหาคนรักด้วยความเป็นห่วง  เพราะดูจากท่าทางที่สงบนิ่งของผู้ที่เป็นเจ้าของโรงแรมในตอนนี้  มันเหมือนพร้อมที่จะมีพายุลูกใหญ่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง

 

...

 

 

...

 

 

...

 

Rrrrr!!!

 

Rrrrr!!!

 

Rrrrr!!!

 

Rrrrr!!!

 

          เสียงโทรศัพท์...ดังขึ้นในขณะที่เจ้าของเครื่องกำลังก้าวขาเข้าไปในลิฟท์เมื่อเดินทางถึงโรงพยาบาล และกำลังขึ้นไปหาคนป่วยที่ห้องพัก  จงอินพยักหน้าเหมือนเป็นการบอกให้ยุนอาขึ้นไปก่อน  เพราะสายที่โทรเข้ามามันเป็นเบอร์ที่เขารอการติดต่อกลับเมื่อหลายวันก่อน  แต่...ตัวเลขที่บ่งบอกว่าคนปลายสายไม่ได้อยู่ที่นี่  มันทำให้มือของเขาเริ่มสั่นอย่างห้ามเอาไว้ไม่ได้  ขายาวสมส่วนในกางเกงสีอ่อนก้าวออกมาให้พ้นจากความวุ่นวายแล้วรีบรับสายเมื่อเข้ามานั่งอยู่ในร้านกาแฟของทางโรงพยาบาล

 

                สวัสดีครับคุณอา”  พยายามพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบทั้งๆที่ในใจมันสั่นยิ่งกว่าขาของตัวเองข้างหนึ่งที่ขยับไปมาจนดูเสียบุคลิก

 

            (สวัสดีคุณจงอิน  ตอนนี้ถึงเกาหลีแล้วใช่ไหม?)  เสียงจากปลายสายก็นิ่งเรียบเช่นกัน  และถามออกไปโดยที่รู้อยู่แก่ใจว่าเจ้าของโรงแรมต้องกลับมาถึงแล้วอย่างแน่นอน  เพราะก่อนที่จงอินจะเดินทางไปต่างประเทศ  เจ้าตัวก็ได้ให้สัญญากับลูกบุญธรรมไว้ว่าจะกลับมาเวลานี้  วันนี้และมันก็เป็นจริงอย่างที่ได้ให้สัญญากันเอาไว้

 

            “ใช่ครับคุณอา...แล้วตอนนี้ผมก็อยู่ที่โรงพยาบาล  แต่ยังไม่ได้ขึ้นไปหาเซฮุนนะครับ  พอดีคุณอาโทรเข้ามาก่อน  ละ...แล้วก็เป็นเบอร์ต่างประเทศด้วย”  ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ  เพราะจงอินไม่รู้ว่าจีซบโทรมาจากที่ไหน?  แล้วตอนนี้ใครเป็นคนดูแลเซฮุน??  หรือในระหว่างที่เขาไม่ได้อยู่ที่นี่...คุณอาก็ไม่อยู่ด้วยเช่นกัน??

 

            (คุณจงอินตั้งใจฟังอาให้ดีนะ  และอาก็ขอให้คุณจงอินใช้เหตุผลก่อนที่จะใช้อารมณ์  เพราะอามีเรื่องสำคัญจะบอก)  ปลายสายเตรียมใจไว้เป็นอย่างดีเพราะรอวันนี้มานาน  รวมถึงพอจะเข้าใจอารมณ์ของอีกฝ่ายว่าเมื่อได้ฟังในสิ่งที่เขาพูดออกมาจนจบทุกประโยคแล้วจะมีปฏิกิริยาอย่างไร!!

 

            “คุณอารีบพูดมาเถอะครับ  ผมบอกตรงๆ...ว่าผมร้อนใจจะแย่อยู่แล้ว”  พยายามคุมอารมณ์ที่หงุดหงิดมาก่อนหน้านี้  และอีกหลายๆอารมณ์ที่จะตามมาในไม่ช้า  เพราะน้ำเสียงนิ่งเรียบบวกกับประโยคที่กล่าวว่ามีเรื่องสำคัญจะบอก  มันกำลังทำให้จงอินเริ่มประสาทเสีย

 

            (ตอนนี้อาอยู่ญี่ปุ่น  แล้วอาก็พาเซฮุนมาด้วย  ส่วนระ...เรื่อง)

 

            เหมือนโดนมีดกรีดที่อกด้านซ้ายแล้วควักหัวใจออกไปเมื่อได้ยินแบบนั้น  ทั้งๆที่ก็ยังฟังไม่จบประโยค  มือข้างที่ถือดอกไม้เอาไว้...อ่อนแรงจนความสวยงามร่วงลงสู่พื้น  พร้อมกับสมองที่ดับไปชั่วขณะ  ความห่างไกลเพียงแค่สามวันมันก็เจ็บปวดมากพออยู่แล้วสำหรับคนอย่างเขา  ทำไมคุณอาถึงทำแบบนี้ทำไมต้องพรากคนรักไปจากเขาทำไม?....เพราะอะไร?

 

            “แล้วคุณอาจะพาเซฮุนกลับมาเมื่อไหร่ครับ  ให้ผมไปรับก็ได้...ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย  คราวหลังผมจะไม่ทะเลาะกับเซฮุนอีกแล้ว  คุณอาจะลงโทษผมแบบนี้ไม่ได้!!  คุณอาเอาเซฮุนของผมคืนมา!!!  เอาเมียของผมคืนมา!!!!”  ตีโพยตีพายและคิดไปเองว่ามันคือบทลงโทษในเรื่องที่เขาทะเลาะกับเซฮุนเมื่อหลายวันก่อน 

 

            (อาไม่ได้ลงโทษใครทั้งนั้น!!  คุณจงอินฟังอาให้ดี...แล้วก็ช่วยตั้งสติหน่อย  ไม่อย่างนั้นอาจะไม่บอกอะไรเลย)  เหมือนที่คิดไว้ไม่มีผิดว่าเจ้าของโรงแรมต้องเก็บอารมณ์เอาไว้ไม่ได้และโวยวาย  ไม่ฟังใครหรือเอาแต่ใจตัวเองเหมือนอย่างที่เคยเป็น  และเพราะนิสัยที่แก้ไม่หายหลายๆข้อ จึงทำให้จีซบต้องหยุดการสนทนาไว้ระยะหนึ่งเพื่อรอให้จงอินจัดการกับอารมณ์ของตัวเองให้ได้เสียก่อน  แล้วค่อยเริ่มอธิบายทุกอย่างให้ฟังอีกครั้ง

 

            กว่าจงอินจะควบคุมอารมณ์ได้...ก็ทำเอาพนักงานในร้านกาแฟต่างพากันมองด้วยความสงสัย  และมองเพื่อประเมินสถานการณ์ว่าถ้าลูกค้าคนนี้ยังมีพฤติกรรมที่ดูก้าวร้าวมากกว่าเดิม  พวกเขาคงต้องขอเชิญตัวลูกค้าออกไปนั่งด้านนอก  ส่วนคนที่ถูกพรากคนรัก...เมื่อเริ่มใจเย็นลงและมีสติมากขึ้นก็รีบยกเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาแนบหูอีกครั้ง  พร้อมกับขอโทษคนที่อยู่ปลายสายด้วยความรู้สึกผิดและตั้งใจฟังเหตุผลที่คุณอาตัดสินใจทำลงไปทั้งหมด

 

            ผมขอโทรหาเซฮุนได้ไหมครับคุณอา...ผมขอร้อง”  พยายามเข้าใจและยอมรับเหตุผลของคนที่ตัวเองเคารพมานานหลายปี  แต่เมื่อถูกสั่งห้ามไม่ให้เดินทางไปหาคนรักจนกว่าเรื่องของการก่อสร้างโรงแรมใหม่จะลงตัวมากกว่านี้  จงอินจึงร้องขอกึ่งอ้อนวอนว่าให้ตัวเองได้คุยกับเซฮุนบ้างก็ยังดี  เพราะถ้าให้อยู่ห่างกันแล้วยังมาห้ามไม่ให้ติดต่อกันอีก  เจ้าของโรงแรมคนนี้คงทนไม่ไหวแน่นอน

 

            (คุณจงอินเห็นอาเป็นคนใจร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ?   คุณจงอินอยากโทรตอนไหนหรืออยากโทรมากี่ครั้งอาก็ไม่ว่า  แต่คุณจงอินอย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้กับอาด้วยก็แล้วกัน  ไม่อย่างนั้นอาคงต้องใจร้ายจริงๆ)  เป็นศิษย์เป็นอาจารย์กันมาตั้งแต่จงอินยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย  จีซบจึงพอจะเดาอารมณ์ของลูกศิษย์คนนี้ได้ว่าต่อให้เป็นคนที่ขี้โวยวายหรือใจร้อนมากแค่ไหนก็ตาม  แต่ก็ไม่เคยผิดสัญญากับใครและเมื่อพูดคำไหนก็รักษาคำพูดของตัวเองเสมอ

 

            “ครับคุณอา...ผมไม่มีทางลืมแน่นอนครับ”  รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่เดินทางไปหาเซฮุนจนกว่าโปรเจคการสร้างโรงแรมใหม่ของตัวเองจะเข้าที่เข้าทางมากกว่านี้  และถ้าขืนยังเอาแต่ใจ  ควบคุมอารมณ์ไม่ได้เหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา  เขาคงถูกจีซบพรากคนรักไปตลอดชีวิตแน่ๆ

 

            หลังจากจบการสนทนาอันแสนยาวนานและเจ็บปวด  คนเป็นเจ้าของโรงแรมก็นั่งคอตกอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิมเนื่องจากสติและแรงทั้งหมดมันได้หายไปพร้อมๆกับหัวใจที่ถูกพราก  จงอินยอมรับว่ายังทำใจไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น  แต่ก็พยายามเข้าใจความหวังดีของคุณอา  เพราะโปรเจคการสร้างโรงแรมใหม่ที่ฝั่งเศสมันก็ยังไม่เรียบร้อยอย่างที่จีซบคาดการณ์เอาไว้  และถึงแม้จะไม่ต้องรอให้ถึงขั้นสร้างโรงแรมจนเสร็จสมบูรณ์  แต่กว่าทุกๆอย่างจะเข้าที่เข้าทางมันก็ใช้ต้องใช้เวลาประมาณ  4-5 เดือน  ซึ่งเวลานานขนาดนั้น  จงอินก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะอดใจไม่เดินทางไปหาเซฮุนที่ญี่ปุ่นได้หรือเปล่า

 

ใช่ว่าเขาอยากจะผิดคำพูดกับผู้มีพระคุณของคนรัก  แต่...ความคิดถึงหรือความห่วงหามันก็อาจผลักดันให้เจ้าของโรงแรมต้องกลายเป็นคนที่ทำผิดสัญญาเข้าสักวัน

 

            “คุณจงอินคะ!!  คุณจงอิน!!!”...คุณเซฮุนไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วค่ะ  พยาบาลบอกว่าคุณพ่อของคนไข้มารับตัวกลับไปแล้ว!!!”  เหนื่อยหอบเพราะวิ่งตามหาจงอินจนทั่วทั้งโรงพยาบาล  แถมโทรตามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมรับสาย  และเพราะตกใจเรื่องที่ไม่พบคนป่วยอยู่ในห้องพักเหมือนอย่างที่ตัวเองคิดไว้

 

            แต่...ท่าทางที่ดูนิ่งเงียบและไม่แสดงอาการตกใจหรือตอบโต้ใดใดของชายตรงหน้า  มันกำลังทำให้ยุนอาเริ่มกังวลเพราะเมื่อตอนก่อนออกมาจากสนามบิน  คนที่นั่งนิ่งอยู่ตอนนี้...ยังดูยิ้มแย้มและอารมณ์ดีจนเธออดที่จะยิ้มตามไปกับภาพที่เห็นไม่ได้  ถึงแม้บางช่วงอารมณ์จะดูเคร่งเครียดไปบ้าง  เนื่องจากติดต่อคนรักไม่ได้  แต่พอได้เห็นดอกทิวลิปสีแดงช่อโตที่สั่งผ่านคุณเลขาเอาไว้  ผู้ชายที่เธอแอบหลงรักก็ดูมีสีหน้าที่ดีขึ้นและรีบขับรถตรงมาหาเซฮุนที่โรงพยาบาลทันที

 

            “พ่อบุญธรรมครับ...พ่อบุญธรรมมารับเซฮุนไปอยู่ญี่ปุ่นแล้วครับ  ผมเพิ่งคุยโทรศัพท์กับท่านเมื่อครู่ก็เลยรับสายของยุนอาไม่ได้”  มือหนาเก็บดอกไม้ช่อโตที่หล่นอยู่บนพื้นมากอดไว้แนบอก  แล้วพูดกับหุ้นส่วนสาวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยจนเธอไม่กล้าถามอะไรต่อ  และเดินตามจงอินออกไปจากร้านกาแฟทันที

 

            “เอ่อออ...คุณจงอินคะ  คะ...คือออ  ไม่ต้องไปส่งยุนอาหรอกค่ะ  เดี๋ยวยุนอากลับเองก็ได้”  เสียงหวานรีบเอ่ยค้านเมื่อเดินตามเจ้าของโรงแรมมาถึงลานจอดรถ  เพราะตอนนี้เธอเดาอารมณ์ของผู้ชายตรงหน้าไม่ออกว่ากำลังรู้สึกอะไร  เนื่องจากสีหน้าที่ดูเรียบเฉยรวมถึงกิริยาท่าทางที่ดูนิ่งผิดปกติมันกำลังทำให้ยุนอาเริ่มทำตัวไม่ถูก

 

            “ขึ้นรถเถอะครับยุนอา...เดี๋ยวผมไปส่ง”  ไม่ได้อยากทำให้ใครอึดอัดกับอารมณ์ที่ยังไม่คงที่  และทราบดีว่ายุนอากำลังรู้สึกอะไร  จงอินจึงเปิดประตูรถฝั่งผู้โดยสารเพื่อเป็นสัญญาณบอกให้หุ้นส่วนสาวรีบขึ้นรถ  พร้อมกับพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่เย็นชาจนเกินไป  แล้วขับรถออกจากโรงพยาบาลทันทีเพื่อพาเธอไปส่งที่คอนโดฯ  และตัวเขาเองก็จะได้กลับไปพักผ่อน

 

            ความเงียบในห้องโดยสารของรถหรูสีดำ...เริ่มทำให้ยุนอารู้สึกอึดอัดปนเป็นห่วง  เพราะตั้งแต่ขับรถออกมาจากโรงพยาบาลจนตอนนี้ก็ใกล้จะถึงคอนโดฯของเธอ  จงอินก็ไม่พูดอะไรอีกเลยและภายในรถก็ไม่ได้เปิดเพลงเหมือนอย่างตอนที่เดินทางออกมาจากสนามบิน  แถมดอกไม้สีแดงช่อใหญ่ยังถูกวางไว้บนตักของคนขับตลอดเวลาจนคล้ายกับว่ามันคือตัวแทนของคนรักที่จากไป  ยุนอารู้สึกสงสารหุ้นส่วนคนสำคัญอย่างบอกไม่ถูก  ตลอดเวลาของการทำงานอยู่ที่ฝรั่งเศสด้วยกันสามวัน  ผู้ชายคนนี้ก็มักจะพูดถึงคนรักอยู่เสมอ  ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน?  ทำอะไร?  คนแรกที่เจ้าของโรงแรมชื่อดังนึกถึงก็คือเซฮุนเพียงคนเดียวเท่านั้น

 


 

♪♫ในมือของฉันนั้นมีดอกไม้                 แต่ฉันไม่รู้จะไปให้ใคร

เพราะว่าฉันไม่มีจุดหมาย                     มันไม่มีเธออยู่ตรงนี้♫♪

 











     

 

 

 

 

 







 

 

 

 

หมู่บ้านชิซะกะ 

15.40 น.

 

            “พี่จงอินว่ายังไงบ้างครับคุณพ่อ!!”  คนที่มีไม้เท้าวางอยู่ข้างกาย  รีบถามคุณพ่อบุญธรรมทันทีเมื่อท่านวางสายจากคู่สนทนา  เพราะตั้งแต่จีซบเริ่มโทรหาเจ้าของโรงแรม  เซฮุนก็คอยนั่งลุ้นอยู่ข้างๆมาตลอด

 

            “ตอนแรกก็โวยวาย  ใจร้อน  บอกว่าจะมารับลูกของพ่อกลับโซล  เฮ้ออออ...เมื่อไหร่คุณจงอินของลูกจะเลิกนิสัยแบบนี้สักที”  ใช้มือใหญ่กร้านตามแบบคนสูงอายุ  ลูบไปที่ศีรษะของลูกชายที่เอาแต่นั่งทำหน้ายุ่งอยู่บนโซฟา  พร้อมกับบ่นถึงนิสัยที่เอาแต่ใจของจงอินเพราะถึงแม้จะโตเป็นหนุ่ม  และเป็นถึงเจ้าของโรงแรมชื่อดังหลายสาขา  แต่ก็ยังมีนิสัยแบบเด็กๆที่แก้ไม่หาย

 

                พี่จงอินโกรธคุณพ่อไหมครับ  แล้วพูดอะไรถึงเซฮุนบ้างหรือเปล่า??”  ซบหน้าเศร้าๆ...ลงบนอกพร้อมกับกอดเอวหนาของผู้เป็นพ่อเอาไว้  เพราะรู้สึกคิดถึงและเป็นห่วงคนที่อยู่ทางนั้นตั้งแต่วันแรกที่ตัวเองจากมา  รวมถึงเกรงใจผู้มีพระคุณที่ต้องมาคอยมาแก้ไขปัญหาให้เขาทุกเรื่อง

 

            “จะโกรธหรือไม่โกรธพ่อไม่สนหรอก...พ่อสนลูกพ่อคนเดียว  แล้วเซฮุนล่ะ?  โกรธพ่อหรือเปล่า  หื้มม??”  ถามทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าเด็กในอ้อมกอดไม่เคยโกรธตนเองเลยสักเรื่อง  แต่ที่ต้องถามออกไปแบบนั้นก็เพราะดวงตาคู่สวยที่ดูแสนเศร้าของเซฮุนมันกำลังทำให้จีซบรู้สึกเป็นห่วงและสงสารลูกคนนี้จนจับใจ

 

            “เซฮุนไม่เคยโกรธคุณพ่อเลยครับ  คุณพ่อหวังดี  เซฮุนรู้  แล้วอีกอย่าง...เซฮุนก็เป็นคนเลือกที่ดินตรงนี้ไว้ตั้งแต่แรก  คุณพ่อไม่ได้บังคับให้เซฮุนมาที่นี่สักหน่อย” 

 

            อยู่บ้านใหม่มาสองวัน  เซฮุนยอมรับว่ายังไม่ชิน  รวมถึงยังมีความกังวลเรื่องของจงอินมาให้คิดอยู่ตลอดเวลา  เพราะกลัวว่าคนรักจะโกรธเมื่อรู้ความจริงทั้งหมด  แต่พอมาถึงตอนนี้...ความกังวลต่างๆมันก็เริ่มเบาบางลงไปบ้าง  เนื่องจากมีจีซบคอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิดและคอยให้คำปรึกษาในทุกๆเรื่องมาโดยตลอด  ส่วนคนเป็นพ่อ...เมื่อได้ยินเสียงหวานของลูกบุญธรรมพูดแบบนั้น  พร้อมมีรอยยิ้มผุดขึ้นมาบนใบหน้าเนียนจนดวงตาคู่สวยโค้งเป็นรูปพระจันทร์  จีซบก็รู้สึกโล่งใจมากขึ้นและประคองร่างบอบบางที่โอบกอดเขาไว้ไม่ยอมปล่อยให้ลุกขึ้นยืนช้าๆ  แล้วพากันออกไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้หลังบ้าน 

 

 


 

 

          ขาเรียว...ในกางเกงผ้าฝ้ายเนื้อนิ่มพร้อมไม้เท้าคู่กาย  ค่อยๆก้าวไปตามพื้นดินชื้นแฉะในสวนดอกไม้โดยมีคุณพ่อคอยเดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง  และกลีบกุหลาบแดงที่ล่วงโรยอยู่ตามทางก็กำลังทำให้เจ้าของสวนอย่างเซฮุนรู้สึกมีความสุข  แต่...ใจลึกๆก็แอบเสียดายอยู่ไม่ใช่น้อยที่สวนดอกไม้แห่งนี้เขาไม่ได้เป็นคนปลูกพวกมันเองกับมือ  เมื่อหลายเดือนที่แล้ว  พื้นที่ว่างเปล่าหลังบ้านตรงนี้ได้ถูกมินโฮและภรรยาช่วยกันปลูกต้นกุหลาบมากมายไว้ให้เขา  เพราะหลังจากที่สองสามีภรรยาคู่นี้ทราบว่าเจ้าของบ้านคนใหม่ถูกยิงและต้องเลื่อนการซื้อขายที่ดิน  แถมยังต้องเลื่อนการเดินทางเพื่อย้ายมาอยู่ที่นี่ออกไปแบบไม่กำหนด  พันธุ์ของต้นกุหลาบต่างๆที่เซฮุนเคยบอกให้มินโฮหาซื้อมาให้และจะกลับมาปลูกเองก็เริ่มตายไปทีละต้น  ทีละต้น  มินโฮกับภรรยาจึงเริ่มช่วยกันปลูกลงดินเพราะรู้สึกเสียดายพันธุ์ไม้ดีๆ  และคอยดูแลสวนดอกกุหลาบแห่งนี้ให้จนกว่าเจ้าของตัวจริงกลับมา

 

 

            แม้สวนดอกไม้...จะมีพื้นที่ไม่มาก  แต่เซฮุนก็รู้สึกชอบเพราะถ้ามันกว้างมากเกินไป  เขาคงดูแลไม่ทั่วถึงจนอาจต้องจ้างคนอื่นมาช่วยดูแล  ซึ่งมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เซฮุนต้องการ  และสวนในพื้นที่ขนาดกำลังพอดีที่สามารถเดินเล่นได้ทั้งวันโดยไม่ต้องให้คนภายนอกเข้ามาวุ่นวาย  ก็คือสิ่งที่เจ้าของสวนอย่างเขาต้องการมากที่สุด  และตอนนี้...แปลงดอกกุหลาบสีแดง 3 แปลง  สีขาว แปลง  สีชมพูและสีโอรสอีกอย่างละ 2 แปลงก็คือจำนวนสวนดอกไม้ทั้งหมดที่เจ้าของคนใหม่ต้องเริ่มลงมือดูแลเองหลังจากที่ปล่อยให้มินโฮกับภรรยาช่วยกันปลูกมานานหลายเดือน

 

            “น้องเซฮุนนนนนน...ครับบบบบ!!  น้องเซฮุนอยู่ในสวนหรือเปล่าาาาาา!!!”  เสียงตะโกนจากอีกฝากของสวนดอกไม้  ดังขึ้นในขณะที่เรียวขาสวยพร้อมไม้เท้ากำลังเดินเล่นอยู่ที่ท้ายสวน

 

            “เซฮุนอยู่ตรงนี้ครับบบบ...พี่มินโฮ!”  ตะโกนกลับไปพร้อมชูมือขึ้นให้เจ้าของเสียงใหญ่ทุ้มเห็นว่าเจ้าตัวอยู่ตรงไหน   แล้วก้าวขาออกจากสวนไปอย่างช้าๆโดยมีคุณพ่อคอยประคองอยู่ไม่ห่าง

 

            “ว่าแล้วต้องอยู่ที่นี่...พี่จะออกไปส่งผักในตลาด  น้องเซฮุนกับคุณลุงจะเอาอะไรไหมครับ”  เจ้าของสวนผักนานาชนิดที่วุ่นอยู่กับการเก็บผลผลิตของตัวเองมาตั้งแต่เช้า  รีบเดินตรงเข้ามาหาสองคนพ่อลูกในสวนทันที  เพราะเมื่อขนผักต่างๆขึ้นรถเรียบร้อย มินโฮต้องเดินทางออกไปอีกไกลเพื่อเอาผลผลิตทั้งหมดไปส่งในตัวจังหวัด  แต่ก่อนไป...ก็อดที่จะนึกถึงเพื่อนบ้านคนใหม่ไม่ได้  เขาจึงเดินมาถามคนทั้งคู่ว่าต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่  เพราะนานๆครั้งจะได้เข้าไปในตัวเมือง

 

            “ให้เซฮุนไปด้วยได้ไหมครับ  เซฮุนอยากไปเดินเล่น  แล้วก็จะได้ไปหาที่ส่งดอกไม้ด้วยครับ”   รีบบอกจุดประสงค์ที่ตัวเองอยากไป  เพราะหลังจากที่เดินเล่นอยู่สวนได้สักพัก  เซฮุนก็ได้เห็นดอกกุหลาบน้อยใหญ่ที่กำลังจะเบ่งบานพร้อมขายได้ในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า  เจ้าตัวจึงอยากหาที่ส่งดอกไม้พวกนี้ให้ได้ก่อนที่มันจะร่วงโรยไปโดยเสียเปล่า

 

            “น้องเซฮุนไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้นเลยครับ  เพราะพี่หาที่ส่งดอกไม้ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว  พี่ว่าช่วงนี้เราควรพักผ่อนให้มากๆ  เก็บแรงเอาไว้เตรียมตัดดอกไม้ขายดีกว่า  น้องเซฮุนเชื่อพี่นะครับ”  พูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง  พร้อมกับลูบศีรษะเพื่อปลอบใจเจ้าของสวนดอกไม้ที่ยืนทำหน้าหงอยเมื่อถูกห้ามออกไปข้างนอก  ส่วนเจ้าของสวนผักก็ทราบดีว่าเพื่อนบ้านคนใหม่ต้องการอะไร  เพราะดอกไม้ทั้งหมดเขาเป็นคนปลูกเองกับมือ  และการส่งผักของตัวเองไปขายในตัวเมืองมานานหลายปีก็ทำให้รู้จักผู้คนมากพอที่จะหาตลาดส่งดอกไม้ให้กับเซฮุน

 

            “ขอบคุณมากๆนะครับพี่มินโฮ...เซฮุนจะทำตามที่พี่บอกทุกอย่างเลยครับ แล้วก็...ขับรถดีๆนะครับ  เดี๋ยวตอนเย็นเซฮุนกับคุณพ่อจะเข้าไปช่วยพี่ยูมิทำอาหารรอพี่มินโฮกลับมาทานด้วยกัน”  เดินตามมาส่งมินโฮถึงหน้าบ้าน  และปิดประตูรั้วทันทีเมื่อรถกระบะที่มีผักอยู่เต็มคันเคลื่อนตัวออกไป

 

            เซฮุนไม่ได้รู้สึกเสียใจที่ถูกสั่งห้ามทำนั่นทำนี่  และที่แสดงสีหน้าออกไปแบบนั้นก็เป็นเพราะรู้สึกเกรงใจในเรื่องต่างๆมากมายที่มินโฮกับภรรยาคอยช่วยเหลือเขามาตลอด  ไม่ว่าจะเป็นการเก็บที่ดินผืนนี้เอาไว้เพื่อรอเขาคนเดียวโดยไม่คิดจะขายให้ใครทั้งนั้น  รวมถึงหาคนมาปรับปรุงบ้านให้ใหม่ทั้งหลัง  แถมยังช่วยกันปลูกต้นกุหลาบจนมันโตงอกงามกลายเป็นสวนดอกไม้เหมือนอย่างที่เขาเคยฝันเอาไว้  และเรื่องล่าสุด...ก็คือการช่วยหาช่องทางในการขายดอกไม้

 

เซฮุน...นึกไม่ออกว่าควรตอบแทนบุญคุณเพื่อนบ้านคนนี้ด้วยวิธีไหนมันถึงจะเพียงพอต่อสิ่งที่สองสามีภรรยาคู่นี้ทำให้กับเขา  ทุกๆเรื่องมันไม่ใช่หน้าที่ของมินโฮกับยูมิเลยสักนิด  แต่พี่ๆทั้งสองคนก็ยังคอยช่วยเหลือและไม่เคยปริปากบ่นหรือแม้แต่เรียกร้องเงินก็ยังไม่เคย

 

Rrrr!!

Rrrr!!

Rrrr!!

 

          วางไม้เท้าไว้ข้างกายเมื่อเดินมานั่งที่โซฟาได้สักพัก  แต่พอจะลุกไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวออกไปหาภรรยามินโฮที่บ้าน  เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ตรงหน้าก็ดังขึ้นเสียก่อน  และเบอร์ที่โทรเข้ามาก็ทำให้เจ้าของเครื่องถึงกับยิ้มไม่หุบ

 

            “สวัสดีคุณบยอนแบคฮยอน  สบายดีไหมครับ?!!”  เป็นครั้งแรกที่เพื่อนรักโทรมาหา  เพราะตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่โดยไม่บอกใครจนรู้สึกผิดมาถึงวันนี้  เซฮุนก็ยังไม่ได้โทรหาใครทั้งนั้นเนื่องจากถูกคุณพ่อสั่งห้ามเอาไว้

 

            “ไม่ต้องมาทำเสียงแบบนั้นเลย...แบครู้ทัน  เซฮุนแอบย้ายไปอยู่ญี่ปุ่นไม่บอกกันเลยนะ  แบคงอนแล่ว!”  ทำเสียงกระเง้ากระงอดแกล้งยั่วคนปลายสายไปบ้าง  และทราบดีว่าที่เซฮุนทำเสียงออดอ้อนเพราะกลัวว่าเพื่อนคนนี้จะโกรธ

 

            “เราขอโทษนะแบค...พอดีมันกะทันหันจริงๆ   แล้วก่อนหน้านั้นเราก็หกล้ม  แล้วก็ทะเลาะกับพี่จงอินด้วย  พ่อก็เลยจัดการให้เราย้ายมาอยู่ที่นี่”  รีบบอกเหตุผลทั้งหมดให้แบคฮยอนฟังทันที  เพราะไม่อยากปิดบังความจริงกับเพื่อนรักเป็นครั้งที่สอง  แต่ที่ไม่ได้เล่าเรื่องราวต่างๆในชีวิตให้รับรู้ก็เพราะไม่ต้องการให้ใครมาคอยเป็นห่วงอีกแล้ว

 

            “แบคไม่โกรธเซฮุนหรอกนะ  แบคเข้าใจ...แล้วพ่อก็โทรมาเล่าทุกอย่างให้แบคฟังหมดแล้วด้วย  ว่าแต่...ตอนนี้ทำอะไรอยู่เหรอ?  คุณพ่อไปไหน?  แล้วบ้านใหม่สวยไหม?  เซฮุนถ่ายรูปส่งมาให้แบคดูบ้างสิ”  ไม่อยากให้คนที่จากไปต้องคิดมากหรือโทษตัวเองกับเรื่องที่เกิดขึ้น  แบคฮยอนจึงเปลี่ยนเรื่องคุยและถามนั่นถามนี่ไปเรื่อยเปื่อย  เพราะเท่าที่ฟังจากน้ำเสียงโดยไม่ต้องเห็นหน้าของคนที่อยู่ปลายสาย  เขาก็ทราบดีว่าตอนนี้เซฮุนกำลังทำสีหน้าอย่างไรหรือกำลังรู้สึกเช่นไร

 

            “คุณพ่ออาบน้ำอยู่...พอดีเรากับคุณพ่อกำลังจะออกไปช่วยพี่ข้างบ้านทำอาหารเย็น  แล้วคนในหมู่บ้านที่เราย้ายมาอยู่ก็น่ารักกันทุกคนเลยนะ  อากาศก็ดี  แล้วบ้านก็สวยมากๆ  สวยกว่าที่เราเคยฝันไว้อีก  ดอกไม้ในสวนก็กำลังบานด้วยนะ  ถ้าวันไหนแบคว่างก็มาหาเราได้  เราจะพาแบคเดินเล่นให้ทั่วเลย”  พูดไปยิ้มไปเพราะเมื่อนึกถึงบรรยากาศที่อยู่รอบตัว  เซฮุนก็อดที่จะชื่นชมกับความงามของธรรมชาติที่นี่ไม่ได้  แถมผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ก็นิสัยดี  น่ารักและเป็นกันเอง

 

            “แบคดีใจด้วยนะที่ความฝันของเซฮุนเป็นจริงสักที  แต่ถ้าเลือกได้...แบคก็อยากให้เซฮุนอยู่ที่นี่  อยู่ใกล้ๆกับแบคเหมือนเดิม  แบคคิดถึง”  คบกันมานาน  และไม่เคยห่างกันไปไหนจนกระทั่งเรียนจบ  และถึงแม้ว่าตอนทำงานจะแยกกันอยู่คนละที่  แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในประเทศเดียวกัน  ซึ่งมันไม่เหมือนกับตอนนี้เพราะว่ามันห่างไกลกันจนเขารู้สึกเหมือนขาดเพื่อนที่รู้ใจ

 

            “เราก็คิดถึงแบคนะ  คิดถึงมากๆ  อยากนอนกอดกันเหมือนก่อน   แต่แบคก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าความฝันของเราอยู่ที่นี่  เราสัญญานะแบค  ว่าถ้าเราว่างเมื่อไหร่...เราจะกลับไปหาแบคทันที  ตกลงไหม?”  คนจากมา...ก็รู้สึกคิดถึงคนที่อยู่ปลายสายไม่ต่างกัน  เพราะในชีวิตของเขาก็มีแต่แบคฮยอนคนเดียวเท่านั้นที่เป็นเพื่อนสนิทและคอยช่วยเหลือ  คอยดูแล  คอยเอาใจใส่กันและกันมาตลอดหลายปี  ทุกๆความรู้สึกที่คนตัวเล็กกำลังเป็นอยู่  เซฮุนก็เข้าใจดี  และไม่เคยถือโทษกับคำพูดที่แสดงความน้อยใจของเพื่อนรักเพราะถ้าให้เขาเป็นฝ่ายเลือกบ้าง  เขาก็อยากอยู่กับความฝันของตัวเองให้มันมีความสุขมากกว่านี้  ไม่ใช่การหนีมาโดยไม่ได้บอกกล่าวใครไว้สักคน

 




♪♫ในมือของฉันนั้นมีความฝัน              แต่ฉันจะฝันเพื่ออะไร

ฝันก็ฝันไม่มีความหมาย                        มันไม่มีใคร  ยังคงเหงา♪♫

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โรงแรม  โซล

19.40 น.

 

                 เมื่อเดินทาง...กลับมาจากการส่งหุ้นส่วนสาวที่คอนโดฯของเธอได้สักพัก  ร่างสมส่วนในเสื้อผ้าชุดเดิมก็ยังคงนอนอยู่บนเตียงคิงไซส์ที่ห้องพักส่วนตัวชั้นบนของโรงแรม  ดอกทิวลิปสีแดงช่อโตยังคงอยู่ในอ้อมกอดโดยไม่มีทีท่าว่าเจ้าของอกกว้างจะลุกออกไปจากเตียงในเวลานี้  น้ำยังไม่ได้อาบ  กระเป๋าเดินก็ยังไม่เก็บหรือแม้แต่ชุดสูทที่ใส่มาตั้งแต่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศก็ยังไม่ได้ถอด

 

มันไม่อยากกลับไปนอนที่คอนโดฯ  เพราะมันอดคิดถึงคนที่จากไปไม่ได้  ทุกๆที่มันมีแต่ความทรงจำ

 

            อารมณ์ตอนนี้...มันเหมือนคนถูกทิ้งที่ไม่ใช่การถูกหักอกหรือการถูกบอกเลิก  แต่มันก็เจ็บจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไร  มันไม่อยากขยับตัวไปไหน  มันฟุ้งซ้านเกินกว่าจะออกไปทำงานและพบเจอกับใคร  มันเหมือนความเข้าใจกับความไม่เข้าใจกำลังโต้เถียงกันอยู่ภายในความคิด  ความเข้าใจ...บอกให้ปล่อยวางเพราะมันคือความฝันของคนรัก  ซึ่งรออีกไม่นานก็จะได้เจอกัน  ส่วนความไม่เข้าใจ...ก็คอยขัดแย้งให้อารมณ์หงุดหงิดมันคอยปะทุอยู่ตลอดเวลาและคิดว่าเรื่องสำคัญแบบนี้ก็ควรจะบอกกล่าวกันบ้าง  ไม่ใช่ปิดบังและแอบไปซื้อบ้านใหม่ไว้ที่อื่นทั้งๆที่นอนอยู่ด้วยกันทุกค่ำคืน

 

            “เฮ้ออออออ!

 

            ตั้งแต่ที่ทราบว่าเซฮุนจากไป...เจ้าของโรงแรมก็ไม่รู้ว่าวันนี้เขาถอนหายใจไปแล้วกี่ครั้ง  และอ้อมแขนที่กอดช่อดอกไม้เอาไว้จนมันช้ำก็เริ่มคลายออกช้าๆ  เพราะต่อให้นอนคิดเรื่องของคนรักอีกทั้งคืน  เขาคงได้เน่าตายอยู่บนเตียงแน่นอน  และการได้เอนกายแช่ในน้ำอุ่นมันก็อาจช่วยให้ความฟุ้งซ้านต่างๆจางลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย   คิดได้แบบนั้น...มือหนาก็วางช่อดอกไม้ลงบนเตียง  แล้วลุกขึ้นเดินตรงไปที่ห้องน้ำพร้อมกับถอดเสื้อผ้าออกจนหมด

 

            เจ้าของโรงแรม...เปิดน้ำให้ได้อุณหภูมิตามที่ต้องการ  และเมื่อน้ำเต็มอ่างเจ้าตัวก็ลงไปนอนแช่เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดรวมถึงความเมื่อยล้าจากการเดินทาง  น้ำที่ไหลวนอยู่ในอ่างมันสามารถช่วยบรรเทาความเมื่อยล้าได้ก็จริง  แต่ก็ไม่สามารถหยุดความฟุ้งซ่านภายในจิตใจ   จงอินพยายามจะไม่คิดมากและยังหาเหตุผลของความเป็นจริงมาหักล้างกับความรู้สึก  แต่...มันก็ยังเร็วเกินไปอยู่ดี  ถ้าจะให้เขาทำใจได้ในเวลานี้

 

แกร๊กก!!!

 

            ท่อนแขนสีแทนที่มีมัดกล้ามกำลังดีเหมาะกับรูปร่าง  ยกขึ้นมาพาดไว้บนขอบอ่างและเสียงกระทบ...จากโลหะที่อยู่บนนิ้วนางข้างซ้าย  ก็ทำให้คนที่นอนแช่อยู่ในน้ำนึกถึงคนรักขึ้นมาทันที  แหวนที่เคยสวมไว้เพื่อบอกถึงสถานะภาพของตัวเอง  เขายังคงใส่อยู่อย่างนั้นไม่เคยถอด  ส่วนแหวนแบบเดียวที่เคยสวมให้กับคนรักมันกลับมาอยู่ที่นิ้วก้อยของเขา  เพราะหลังจากที่เซฮุนถูกยิงจนต้องเข้ารับการผ่าตัด  ทุกอย่างๆที่เป็นโลหะต้องถูกถอดออก  แต่...มันไม่เคยถูกสวมกลับให้เจ้าของอีกเลย  เนื่องจากตอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล  คนป่วยต้องเอ็กซ์เรย์ร่างกายอยู่บ่อยครั้ง  เจ้าตัวจึงเกรงว่าจะทำของที่มีคุณค่าทางจิตใจหล่นหายก็เลยจำเป็นต้องถอดออกและฝากจงอินไว้ตั้งแต่ตอนนั้น

 

แต่ตอนนี้....ทั้งสร้อยคอพร้อมจี้รูปดอกทิวลิปสีแดงหรือแม้กระทั่งแหวน  ทุกๆอย่างก็ยังคงอยู่ที่เจ้าของโรงแรมทั้งหมดโดยที่ไม่รู้ว่าจะได้สวมคืนให้กับคนรักเมื่อไหร่?

 

Rrrrr!!!!

Rrrrr!!!!

Rrrrr!!!!

Rrrrr!!!!

 

            เสียงเครื่องมือสื่อสารส่วนตัวที่ดังอยู่ด้านนอก...ฉุดคนที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดถึงให้หลุดออกจากภวังค์และละมือที่ลูบคลำแหวนบนนิ้วก้อยข้างซ้าย  แล้วรีบลุกออกกจากอ่างอาบน้ำพร้อมกับพันผ้าขนหนูรอบเอวเดินออกไปรับโทรศัพท์ที่ยังคงส่งเสียงร้องไม่หยุด  และเบอร์จากปลายสายที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า...ก็เป็นเบอร์ของคนที่ไม่ค่อยได้โทรมาเท่าไหร่  ถ้าไม่มีเรื่องด่วนหรือมีธุระสำคัญ

 

แต่งานนี้...ต่อให้มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ  จงอินก็พร้อมและเต็มใจช่วยโดยไม่สนว่ามันจะเป็นงานอะไรเพราะคนที่โทรเข้ามาก็คือผู้บริหารโรงแรมในสาขาโตเกียว 

 

            “สวัสดีครับพี่จงแด

 

            (โอ้โห...กว่าจะรับสายนะครับคุณชาย  ทำอะไรอยู่วะ?)

 

            “อาบน้ำอยู่พี่  ผมเพิ่งกลับมาจากฝรั่งเศส

 

            (เออๆ...โทษที  แล้วโรงแรมใหม่เป็นยังไงบ้าง  ไปถึงไหนแล้ว)

 

            “ก็เรียบร้อยดีครับ  เหลือสร้างให้เสร็จกับเรื่องเอกสารอีกนิดหน่อย  แล้วพี่โทรมามีอะไรหรือเปล่าครับ  หรือว่า...โรงแรมมีปัญหา?”

 

            (โรงแรมไม่ได้มีปัญหา  แต่พี่นี่แหละที่กำลังจะมีปัญหา)

 

            “อ้าวว...เกิดอะไรขึ้นเหรอพี่!!?”

 

            (ไอ้จงอิน!!  แกลืมไปแล้วเหรอไง....ว่าอีกสองอาทิตย์ลูกค้าคนสำคัญของเราจะแต่งงาน  แล้วพอดีวันนั้นพี่ก็ไม่ว่าง  แกช่วยมาเป็นตัวแทนพี่หน่อยสิ)

 

            “ใครวะพี่...ลูกค้าคนไหน???  แล้วทำไมพี่ถึงไม่ว่างล่ะ?”

 

            (ก็คุณซีวอนไง  คนที่ชอบมาพักโรงแรมของเราบ่อยๆ  จำได้ไหม?  แกก็ได้การ์ดเชิญไม่ใช่เหรอถ้าพี่จำไม่ผิด!?)

 

            “เออว่ะ??!!!...ผมลืมไปเลย  งั้นพี่ช่วยบอกรายละเอียดของงานให้ฟังหน่อย  ผมจะได้เตรียมตัวถูก

 

           ยอมรับ...ว่าลืมไปแล้วจริงๆว่าตัวเองเคยได้รับการ์ดเชิญให้ไปร่วมงานแต่งงานของลูกค้ามาเมื่อหลานเดือนก่อนจากคุณเลขา  และเพราะช่วงนั้นเขากำลังยุ่งอยู่กับอาการบาดเจ็บของคนรักรวมถึงโรงแรมสาขาใหม่ที่ฝรั่งเศส  แถมตอนเห็นการ์ดเชิญ  เขาก็คิดไว้แล้วว่าจะไม่ไปร่วมงานนี้  เนื่องจากติดภาระหน้าที่หลายๆอย่างให้ต้องรับผิดชอบ  และงานแต่งงานก็จัดขึ้นที่ต่างประเทศ  เขาจึงไม่สะดวกทั้งกายทั้งใจที่จะเดินทางไปไหนมาไหนในช่วงที่เซฮุนยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

 

แต่ตอนนี้....คนเป็นเจ้าของโรงแรมอยากไปงานแต่งงานของลูกค้าคนสำคัญมากที่สุด

 

            คิม จงแด  หรือผู้บริหารโรงแรมในญี่ปุ่น  เปรียบเสมือนแสงสว่างในชีวิตของคนเป็นลูกพี่ลูกน้องอย่างจงอิน  เพราะเมื่อฟังรายละเอียดต่างๆของงานแต่งงานจนครบถ้วน  ยิ้มร้ายก็ผุดขึ้นบนใบหน้าคมเข้มทันที  มันคงไม่เป็นการผิดสัญญาใช่ไหม  ถ้าเขาจะใช้โอกาสนี้เดินทางไปญี่ปุ่นด้วยเหตุผลของคำว่า  ต้องไปทำงาน”  แล้วก็ขอไปแอบดูบ้านใหม่ของคนรักต่ออีกหน่อย  และรับปากว่าจะไม่เข้าไปรบกวนเจ้าของบ้านเด็ดขาด  เพราะขืนคุณอารู้เข้า  มีหวังได้ถูกจับแยกให้อยู่ห่างกันไปตลอดชีวิตแน่นอน

 

            จงอินทราบดีว่าจีซบไม่ใช่คนใจร้ายที่ชอบกีดกันความรักของใคร  แต่ที่ท่านไม่อยากให้รีบเดินทางไปหาเซฮุนในตอนนี้  ก็คงเป็นเพราะต้องการให้ทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ของแต่ละคนให้ลงตัวกว่าที่เป็นอยู่  ทั้งเรื่องงาน  ความฝันและสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ  อารมณ์ของตัวเองที่ยังไม่นิ่งพอจนอาจทำให้อะไรต่อมิอะไรมันพังไม่เป็นท่า

 

            ส่วนเรื่องงานแต่งงานของคุณ  ชเว ซีวอน  มันก็สำคัญ(จริงๆนะ)  เพราะลูกค้าคนนี้ถือว่าเป็นยิ่งกว่าระดับวีไอพี  เนื่องจากเป็นลูกค้ากันมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อ  และตระกูลชเว...ก็มักจะเข้าพักที่โรงแรมของจงอินทุกครั้ง  ไม่ว่าซีวอนจะเดินทางไปทำงานที่ไหน  แล้วถ้าที่นั่นมีโรงแรมที่เป็นสาขาของเขา ลูกค้าท่านนี้ก็จะโทรมาจองห้องพักไว้ล่วงหน้าทุกครั้ง  แถมในหลายๆครั้งก็ยังหาลูกค้าใหม่ๆมาให้เสมอ  และลูกค้าส่วนมากก็เป็นเพื่อนหรือไม่ก็หุ้นส่วนในสายงานของซีวอนทั้งนั้น  และจงอิน...ก็มีความสงสัยในเรื่องของงานแต่งงานอยู่อย่างหนึ่งก็คือ...ทำไมคุณซีวอนถึงไม่จัดงานที่เกาหลีทั้งๆที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวก็เป็นคนเกาหลีทั้งคู่!??

 

แต่...ก็ช่างมันเถอะ!

 

...

 

...

 

...

 

            “♪♫....  ♪♫...♪♫♪♫.........♪♫....♪♫♪♫♪........

 

            จากที่กลุ้มใจ  คิดมากและฟุ้งซ้านอยู่กับเรื่องของคนรักมาตั้งแต่เดินทางออกจากโรงพยาบาล  ตอนนี้...คนเป็นเจ้าของโรงแรมก็กำลังแต่งตัว  พร้อมกับเดินร้องเพลงไปทั่วบริเวณห้องนอนอย่างสบายใจ  เพราะอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า  เขาก็จะได้พบกับเซฮุนสักที  ถึงแม้การกระทำของตัวเองมันจะดูเหมือนคนที่ไม่มีสัจจะ  แต่ความคิดถึงมันห้ามกันได้ที่ไหน  แล้วการเดินทางไปญี่ปุ่นในครั้งนี้มันก็เป็นเพราะเรื่องของงาน  ส่วนแผนที่จะแอบไปหาคนรักที่บ้านหลังใหม่ก็ขอให้ถือว่าเป็นกำไรชีวิต

 

 

            เมื่อแต่งตัวเรียบร้อย...มือหนาก็หยิบดอกทิวลิปช่อโตที่วางอยู่บนเตียงขึ้นมาแกะริบบิ้น  และกระดาษสีน้ำตาลเนื้อดีออกจากการห่ออย่างเบามือ  พร้อมกับหาภาชนะมาใส่น้ำแล้วเริ่มจัดดอกไม้ลงไปในแจกัน  ถึงแม้บางดอกจะช้ำจนต้องตัดใจทิ้งลงถังขยะ  แต่ก็ยังมีเหลืออยู่อีกหลายดอกพอให้ชื่นชมกับความสวยงามได้บ้าง  และภายในห้องชั้นบนสุดของโรงแรมมันก็คงไม่ได้มีเพียงแค่ดอกกุหลาบสีขาวอีกต่อไปแล้ว  เพราะนับจากนี้...มันจะมีดอกทิวลิปสีแดงอยู่เคียงคู่ในห้องส่วนตัวห้องนี้ไปพร้อมๆกับดอกกุหลาบสีขาว

 

Rrrr!!!

         

            (สวัสดีครับ...ห้องดอกไม้ครับคยองซูรับสาย)  พนักงานห้องดอกไม้รอบบ่าย...รับสายด้วยความรู้สึกสงสัย  เพราะในเวลาสองทุ่มกว่าๆแบบนี้มันไม่น่าจะมีใครโทรเข้ามาสั่งงานอีกแล้ว  นอกจากจะเป็นงานเร่งด่วน  เช่นลูกค้าโทรมาสั่งดอกไม้เพื่อวันสำคัญอะไรบางอย่าง  หรือไม่ก็...หัวหน้าโทรมาสั่งงานเพิ่มเท่านั้น  แถมหน้าจอโทรศัพท์ของทางแผนกก็ยังไม่โชว์เบอร์ว่าโทรมาจากที่ใด?

 

            “สวัสดีคยองซู...ผมจงอินนะครับ  ขอโทษด้วยที่โทรมารบกวน”  รู้ดีว่าเวลานี้ไม่ควรโทรมาสั่งงานใคร  เพราะมันเป็นเวลาที่ใกล้จะเลิกงานของคนในแผนกนี้  แต่ความเอาแต่ใจและความใจร้อนที่แก้ไม่หายมันทำให้คนเป็นเจ้าของโรงแรมต้องรีบโทรมาสั่งของที่อยากได้ทันทีโดยไม่ลังเล

 

            (เอ่ออ...สวัสดีครับคุณจงอิน  มีงานด่วนอะไรให้ผมรับใช้เหรอครับ!!?”  พยายามประคองสติ  แล้วพูดออกไปด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบและสุภาพ  ทั้งๆที่ยังตกใจไม่หายเมื่อรู้ว่าปลายสายที่โทรเข้ามาเป็นใคร

 

            “ไม่ด่วนมาก...ผมแค่จะโทรมาบอกว่า  นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป  ให้ทางแผนกของคุณหาดอกทิวลิปสีแดงมาจัดไว้ที่ห้องของผมด้วย  ส่วนดอกกุหลาบสีขาวก็จัดเหมือนเดิม  คุณคยองซูเข้าใจที่ผมสั่งใช่ไหม?”  ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบเช่นกัน  เพราะจงอินทราบดีว่าลูกน้องของฮีชอลคงตกใจไม่น้อยที่เจ้าของโรงแรมโทรมาสั่งงานในเวลาแบบนี้  แถมยังโทรมาเองโดยไม่ผ่านเลขาเหมือนเช่นทุกครั้ง

 

            (เข้าใจครับ  ตะ...แต่ดอกไม้ที่คุณจงอินสั่งต้องรออีกประมาณ  3-4 วันนะครับ  เพราะทางแผนกของผม  เพิ่งปิดยอดการสั่งซื้อไปเมื่อวาน  ผมต้องขอโทษด้วยนะครับคุณจงอิน)  เป็นคนรับออร์เดอร์ดอกไม้และจัดงบประมาณการสั่งซื้อด้วยตัวเองเพราะมันคือหน้าที่ประจำ  คยองซูจึงรู้ดีว่าดอกไม้จะมาส่งที่โรงแรมวันไหนหรือแม้กระทั่งฤดูกาลใดที่ดอกไม้บางชนิดไม่มีขายและต้องสั่งมาจากต่างประเทศ 

 

            “ผมบอกคุณแล้วไงครับ...ว่างานที่ผมสั่งมันไม่ได้ด่วนมากขนาดนั้น  ผมแค่จะโทรมาบอกให้คุณทราบว่าผมต้องการอะไร  เพราะฉะนั้นทำงานตามระบบของคุณไปเถอะ”  สั่งงานเสร็จก็วางสายทันที  เพราะไม่อยากให้พนักงานของตัวเองกลัวไปมากกว่านี้  ฟังน้ำเสียงที่ใช้อธิบายการปิดยอดสั่งซื้อดอกไม้เมื่อครู่  จงอินรู้ได้ทันทีว่าคนปลายสายกำลังหวั่นเกรงเรื่องการหาดอกไม้มาจัดให้ตามคำสั่งได้ไม่ทัน

 

            เจ้าของโรงแรมยอมรับ...ว่าไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการทำงานของแต่ละแผนกสักเท่าไหร่ว่าใครต้องปิดยอดสั่งซื้ออะไรวันไหน  ใครรับหน้าที่ทำสิ่งใด  และมันก็ไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริหารอย่างเขา  เพราะทุกๆแผนกก็มีหัวหน้าคอยจัดสรรงานให้อย่างที่ควรจะเป็น  ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของโรงแรมก็มีเลขาช่วยตรวจสอบงานต่างๆให้เกือบทุกอย่าง  และเรื่องเล็กๆน้อยๆเพียงแค่นั้น  เขาไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือต้องไปสอบถามให้เสียเวลา

 

และตอนนี้...คนที่ใจจดใจจ่อรอให้วันแต่งงานของลูกค้ามาถึงเร็วๆก็เอนกายลงบนเตียงอย่างสบายใจ  เพราะระยะทางแห่งความคิดถึงที่ต้องรอคอยเป็นเวลานานหลายเดือนมันก็ได้เลื่อนเข้ามาเป็นสองสัปดาห์

 

           นอนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่...พร้อมกับคิดว่าพรุ่งนี้จะโทรหาเซฮุนเพื่อถามถึงที่อยู่ใหม่ให้ชัดเจนกว่าที่เคยรับรู้  และกำลังนึกคำพูดดีๆเอาไว้คุยกับคนที่เพิ่งทิ้งเขาไปโดยไม่บอกลา  ใจจริงของคนที่ถูกทิ้งก็อยากจะโทรไปตั้งแต่ตอนนี้  แต่...มันคงดึกเกินไปสำหรับคนที่อาจกำลังนอนหลับอยู่ที่ญี่ปุ่น  ใช่ว่าจงอินจะจำไม่ได้ว่าความฝันของคนรักนั้นคืออะไร?  อยู่ที่ไหนหรือเป็นอย่างไร?  แต่...ความห่างไกลมันทำให้เขากลายเป็นคนเห็นแก่ตัวจนไม่อยากให้ความฝันอันสวยงามของเซฮุนกลายเป็นจริงทั้งๆที่ในใจก็รู้สึกยินดีกับความสำเร็จของคนรัก  และเมื่อความเครียดบรรเทาเบาบางลงไปแล้ว  เจ้าของโรงแรมก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปในทันที

 

 

♪♫ในมือของฉันนั้นมีความรัก               และฉันก็หวังว่าคงสักวัน

นับถอยหลังเพื่อรอวันนั้น                      วันที่มีเธอ  อยู่ตรงนี้ข้างกัน♪♫

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     

 

 

 

  



 

 

 

 

 

100%

แก้ไขเมื่อ  10/02/61

สำหรับตอนนี้...ต้องขอขอบคุณเพลง  “คนบนฟ้าของวงพาราด็อกซ์  ด้วยนะคะ

ขอบคุณนักอ่านทุกคนนะคะ  ขอบคุณกำลังใจ  ขอบคุณคอมเม้นท์  ขอบคุณ  ขอบคุณ  ขอบคุณ...ขอบคุณจากใจจริงๆค่ะ

แล้วจะเข้ามาตรวจคำผิดเรื่อยๆนะคะ

รัก 

#ดอกไม้ของเจ้านาย





TB
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

712 ความคิดเห็น

  1. #580 /tl26&? (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 03:07
    สารภาพว่าอ่านไปหาวไปน้ำตาแฉะมากๆ เลยตอนนี้55555555 พอรู้ว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิดก็สบายใจจนรู้สึกหมั่นไส้จงอิน เศร้าได้ไม่ถึงวันนะแก โชคเข้าข้างจริงๆ หมั่นไส้ๆๆๆ5555555
    #580
    0
  2. #504 Jammie-Lee (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:36
    โว้ววว โชคเข้าข้าง อย่างน้อยก็จะได้ไปแอบมองสักนิดล่ะนะ จงอิน~
    #504
    0
  3. #399 NookNH94 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 / 17:38
    ใจเย็นๆนะพี่ๆๆๆๆๆ อย่าใจร้อนเดี๋ยวจะแย่กว่าเดิมมมม
    #399
    0
  4. #396 อัญมณีสีสวย (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 / 10:04
    ยงอินทำมากๆที่รอให้จิตใจสงบก่อน เอาใจช่วยให้ทั้งคู่มีช่วงเวลาที่ดีด้วยกันนะ
    #396
    0
  5. #395 Nong662 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 / 09:52
    พี่จงอินอย่ารุนแรงกับน้องนะ
    #395
    0
  6. #394 nnanwrsrr (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 21:15
    โอ้ยยย กลัวใจจงอินมาก กลัวจะเป็นเรื่องใหญ่...
    #394
    0
  7. #393 soomin_nw (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 10:20
    กรี๊ดดด ค้างอ่ะ ใจเย็นจงอิน ใจร่มๆๆนะ
    #393
    0
  8. #392 Privacyppp (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 03:15
    ใจเย็นเด้อจงอิน มีประสบการณ์มาแล้ว ใจเย็นไว้
    #392
    0
  9. #391 ployzaza12335 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 23:11
    ฮือ เคลียร์กันดีๆน้า อย่าวู่วามเด้อ??
    #391
    0
  10. #390 Pinkdao (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 20:38
    จงอินใจเย็นแล้วใช่ไหม
    #390
    0
  11. #389 KaiHun940105 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 20:02
    งื้อออออ ค้างงงหนักมาก จงอิน อย่าใจร้อนน้าาาาา
    #389
    0
  12. #388 ME3 KAEKY (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 19:28
    จงอินใจเย็นๆนะ สู้ๆ
    #388
    0
  13. #387 fqyep (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 19:24
    จงอินคนใจร้อนนนนน????
    #387
    0
  14. #386 aphitnari_ming (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 18:52
    รอออออออ
    #386
    0