เนตรมารสะท้านฟ้า (恶魔的眼睛)(จบ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 963,454 Views

  • 4,629 Comments

  • 8,400 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3,488

    Overall
    963,454

ตอนที่ 47 : โยนหินล่อหยก 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13851
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 786 ครั้ง
    25 มี.ค. 61

ตอนที่ 45

โยนหินล่อหยก 1

 

                เมื่อเสียงเชียร์ดังไปทั่วเสวี่ยหมิงก็แสดงออกถึงท่าทางอวดโอ่เดินวนไปรอบเวที ก่อนจะตะโกนสั่งลงไปยังพนักงานสนามประลองที่เบื้องล่างเวที ว่าให้จัดหาคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งหน่อยมาให้กับตน ก่อนจะหันไปโบกไม้โบกมือส่งยิ้มหวานให้กับเจียวเหม่ย

 

                พนักงานที่รับหน้าไม่กล้าตัดสินใจ เพราะหากเป็นการประลองเท่าเทียม ผู้ชมสามารถลงพนันขันต่อได้ ทำให้ถ้ามันส่งนักสู้ระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 2 ของสนามประลองลงไป เจ้าหน้าที่ก็จำต้องเปิดราคารับแทงตามการประเมิน แต่หากให้คู่ต่อสู้ที่ขึ้นไปชนะนายท่านจินซานของมัน ใยไม่เท่ากับทุบถุงเงินของตัวเองทิ้งไป

 

                "นายท่านจินซาน" เจ้าหน้าที่ตะโกนเรียกจินซานเพื่อเจรจาข้ออึดอัดใจของมัน ก่อนจะอธิบายเรื่องราวว่ามันไม่สามารถใช้วิธีการเดิม ๆ ช่วยให้จินซานชนะได้อีก

 

                เสวี่ยหมิงคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่าต้องเกิดเรื่องราวเช่นนี้ จึงตอบกลับไปพร้อมส่งเงินถุงให้พนักงาน ก่อนเอ่ยกำชับว่าไม่จำเป็นต้องให้ข้าชนะ แค่พอให้ข้าได้แสดงท่ามวยพญาอินทรีของข้าสักหมัดสองหมัดก็พอ แล้วข้าจะชิงยอมแพ้เอง พนักงานของสนามประลองเป็นตายได้ยินดังนั้นก็เบาใจ รีบยัดเก็บถุงเงินเอาไว้แนบอก ก่อนจะรีบไปจัดเตรียมผู้เข้าแข่งขันคนต่อไป

 

                เมื่อเป็นการประลองที่ผู้ฝึกตนต้องการต่อสู้กับนักสู้ของสนามประลองในระดับเดียวกัน ทำให้สนามประลองเป็นตายจำต้องเปิดอัตราต่อรองให้ทุ่มแทง แต่เพราะเสวี่ยหมิงยังไม่เป็นที่รู้จัก จึงมีคนทุ่มแทงการประลองในรอบนี้ไม่มากนัก และส่วนใหญ่เมื่อเห็นท่าทางการต่อสู้ในรอบแรกของเสวี่ยหมิงแล้ว ก็ล้วนแต่ทุ่มแทงนักสู้ของสนามประลองเสียเป็นส่วนมาก แม้อัตราต่อรองหากแทงข้างเสวี่ยหมิงนั้น จะได้ผลตอบแทนถึงสองส่วนโดยลงทุนเพียงแค่หนึ่งส่วนเท่านั้น

 

                เมื่อเวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อ (15นาที) การประลองรอบที่สองของเสวี่ยหมิงก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งคู่ต่อสู้ครานี้หาได้รูปร่างใหญ่โตเช่นเดียวกับมาลาฟู แต่เป็นนักบู๊ชุดเทาเข้ม ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง เมื่อขึ้นถึงบนเวทีมันก็ค้อมคำนับเสวี่ยหมิง ก่อนจะเดินแยกออกไปที่มุมฝั่งตรงข้าม

 

                เสวี่ยหมิงหาได้สนใจกิริยาท่าทางของคู่ต่อสู้ยังคงเอ่ยวาจาโอ่อวดไม่ขาดปาก และที่เรียกเสียงโห่ฮาจากผู้คนโดยรอบ ก็คงหนีไม่พ้นคำกล่าวที่ว่า...จะพิชิตชัยในหมัดเดียวแบบรอบแรก

 

                ทันทีที่เจ้าหน้าที่สนามประกาศเริ่มการประลอง ครานี้เสวี่ยหมิงหาได้ยืนนิ่งดุจเดียวกับรอบแรก เขากลับเป็นฝ่ายร่ายรำกระบวนท่ามวยพญาอินทรีตามที่เอ่ยอ้างออกมา แต่ท่วงท่าที่ร่ายรำล้วนน่าขบขัน ต่างกับเสียงที่เปล่งจนดังยามชกหมัดปล่อยเท้าของเสวี่ยหมิงอย่างสิ้นเชิง "เตรียมตัวรับกระบวนท่า...!" เสียงเอ่ยเคร่งขรึมจริงจัง

 

                "เชิญ" คู่ตอ่สู้ครานี้เพียงรับคำขอร้องว่าให้ช่วยรับกระบวนท่าของเสวี่ยหมิง สักหนึ่งถึงสองหมัดแล้วค่อยพิชิตชัย ทำให้มันยังคงสงบนิ่ง ปล่อยให้เสวี่ยหมิงโชว์จนพอใจไปก่อน

 

                "ย๊ากกกก!" ท่าร่างแม้น่าขบขัน แต่ระดับพลังที่ปล่อยออกนั้นเป็นของจริง เสียงหวีดฝ่าอากาศจนผู้ชมที่เคยปรามาสเสวี่ยหมิงอยู่เนือง ๆ ล้วนสงบปาก ชมดูด้วยความแปลกใจ เมื่อหมัดตรงแหวกอากาศมาถึง ชายในชุดบู๊ส่งเสียงคำรามก้อง ก่อนผลักสองฝ่ามือประสานออกเป็นโล่

 

                หนึ่งมัดสองมือปะทะกันเสียงดัง...ตุบ ! หนักแน่น แม้พลังหมัดนี้ของเสวี่ยหมิงจะสูงถึง 1000 จิน แต่ไม่อาจโยกคลอนร่างของคู่ต่อสู้แม้แต่น้อย

 

                "ท่านใช้หมัดแรกไปแล้วนะ" ชายนักบู๊แม้จะสงบเงียบมาโดยตลอด แต่ในใจล้วนรำคาญคำอวดโอ้ของเสวี่ยหมิงอยู่บ้าง แต่ติดที่รับเงินมาแล้วต้องทำตาม จึงมิได้เอ่ยตอบโต้มากความหรือเปิดโปงความอ่อนด้อยของ...นายท่านจินซาน ที่เหล่าเจ้าหน้าที่สนามประลองล้วนจับจ้องเงินในกระเป๋าของนายท่านผู้นี้ตาเป็นมัน

 

                "ชิ...ดี หากเจ้ามีปัญญาก็จงจู่โจมเข้ามา" เสวี่ยหมิงเอ่ยพร้อมปรากฏรอยยิ้มขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังวิ่งแจ้นออกไปห่างยังขอบเวทีอีกฝั่งในทันที แถมยังตะโกนท้าทายไล่หลัง สร้างความชวนหัวแก่คนดูจนท้องคัดท้องแข็ง

 

                "ดี ในเมื่อข้ารับเจ้าหนึ่งหมัดแล้ว ครานี้ข้าจะคืนเจ้าบ้าง" เส้นเลือดปูดโปนอยู่ที่ข้างศีรษะ ความอดทนของนักบู๊ผู้นี้คงถึงขีดจำกัดเสียแล้ว "รับกระบวนท่า"

 

                ย่างก้าวแข็งขันหนักแน่น พุ่งเข้าใส่เสวี่ยหมิงจนสุดรั้ง ผู้ชมที่มาชมดูบ่อยครั้งล้วนจดจำออกว่านี้คือท่าไม้ตายของนักบู๊ชุดเทาประจำสนามประลอง ล้วนเสียใจแทนเสวี่ยหมิงที่เอ่ยปากท้าทายจนตัวเองกำลังจะโดนดี

 

                เพลงหมัดแม้รวดเร็วเกินกว่าระดับผู้ฝึกตนลมปราณพื้นฐานขั้นที่ 2 อยู่พอสมควร แต่เพราะคู่ต่อสู้ของเขานั้นหาได้อ่อนด้อยดั่งภาพที่แสดงออก หมัดดุที่โจมตีหมายกระแทกใส่หน้า พลันพุ่งผ่านเฉียดใบหน้าอ้วนของเสวี่ยหมิงในตอนนี้ไปเพียงนิดเดียว แต่ท่าโจมตีหาได้สิ้นสุดลง เพราะท่าจู่โจมไม้ตายสำหรับนักสู้ที่ต้องต่อสู้บนเวทีเป็นอาชีพ หาได้แก้ไขง่ายดายเพียงนี้ เมื่อหมัดขวาแรกจั่วลม มันก็อาศัยแรงส่งพลิกตัวกลับ ตวัดหลังหมัดซ้ายเข้าจู่โจมซ้ำเติม แต่ทุกกระบวนท่าที่ใช้ออกล้วนถูกเสวี่ยหมิงมองดูจนทะลุปรุโปร่ง

 

                เสวี่ยหมิงพลันเอามือกุมศีรษะย่อกายลงต่ำ ใช้ศีรษะต่างอาวุธพุ่งเทินร่างของนักบู๊ ประกอบกับจังหวะที่อาศัยแรงเหวี่ยงเสริมท่าหมัด ทำให้หลักที่ยืนไม่มั่นคง ร่างพลันหมุนคว้างลอยขึ้น เมื่อเสวี่ยหมิงรับรู้ว่าคู่ต่อสู้สองเท้าลอยพ้นพื้น ก็พลันยืดกายขึ้น กลายเป็นสภาพผลักลอยขึ้นกลางอากาศ

 

                นักบู๊ที่ลอยเคว้งกลางอากาศถลึงตามองดูเสวี่ยหมิงด้วยความตกใจ เพราะภาพที่มันเห็นเสวี่ยหมิงยังคงงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังคายมือที่กุมหัวตัวเองออก ยังคงมองซ้ายมองขวาหันหาคู่ต่อสู้ ราวกับไม่รู้ว่าเมื่อครู่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ทำเอาทั้งสนามหัวเราะลั่นในชัยชนะที่ได้มาแบบเกินคาดของเสวี่ยหมิง แม้แต่เจ้าหน้าที่สนามผู้ประกาศชัย ยังต้องเอ่ยเหน็บแนมในความโชคดีของเสวี่ยหมิง จนทำให้เกิดเสียงโห่ฮาขึ้นอีกรอบ

 

                "สหายข้าช่างน่ากลัวยิ่งนัก" เสียงพึมพำเบาปนขบขันนี้จะเป็นใครอื่นไปมิได้นอกจากจื่อฮุยที่เลือกจังหวะเวลาในการมาได้พอดิบพอดี

.

.

                "เจ้านั่นเป็นใครรึ" สายตาคมกล้า ท่วงท่าทรงอำนาจ ชะโงกหน้าออกมาชมดูเมื่อได้ยินเสียงดังจากการประลองด้านล่าง "ถึงกับเอาชนะจางฟุได้"

 

                "เรียนนายน้อยมันผู้นี้เพิ่งมาที่นี่เป็นคราแรก แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นน่าจะเป็นคหบดีร่ำรวย ที่อัดแน่นไปด้วยาบำรุงจนอวบอ้วน หาได้มีฝีไม้ลายมือที่แท้จริง เพียงแต่..."

 

                "เพียงแต่อะไร" เอ่ยคำแต่สายตากลับจับจ้องไปที่ผู้ทีกำลังก้าวเดินเข้ามาในเขตสนามประลอง

 

                "มันใช้เงินว่าจ้างให้คนของเราอ่อนข้อ แต่ไม่คิดว่าจางฟุมันจะประมาทเลินเล่อ บวกกับอีกฝ่ายโชคดีทำให้จางฟุล่วงตกเวทีไปครับ"

 

                "เราไม่ขาดทุนใช่มั้ย" เสียเรียบเย็นชาเมื่อเอ่ยถึงเรื่องเงินทอง

 

                "มมมะ...ไม่ขาดทุนครับยังกำไรอยู่ เพราะผู้ที่ทุ่มแทงข้างคหบดีอ้วนมีเพียงน้อยนิดผิดกับฝั่งจางฟุที่พวกผีพนันล้วนรู้ฝีมือเป็นอย่างดี"

 

                "อืม...งั้นเจ้าดูแลที่นี่ต่อด้วยละ ข้าจะลงไปทักทายน้องข้าเสียหน่อย" สายตาพลันจับจ้องไปยังจื่อฮุยที่กำลังเดินเข้ามา

.

.

                "อัตราต่อรองหนึ่งต่อสอง" เสวี่ยหมิงเอ่ยพลางครุ่นคิด

                ...การจะหาเงินเยอะ ๆ จากที่นี่ไม่ง่ายเลย แต่รับรองว่ายังไงพวกเจ้าก็ไม่รอดเงื้อมมือข้าหรอก

                "จื่อฮุย เริ่มแผนสองได้เลย"

.

.

                "อา...วันนี้ลมอะไรพัดมากัน เจ้าถึงได้มาเยือนยังสนามประลองเป็นตาย" ใบหน้าแม้แย้มยิ้ม แต่ในใจกลับแตกต่าง

 

                จื่อฮุยคำนับให้กับจื่อเจียงที่อายุมากกว่า แม้ภายในตระกูลจะแก่งแย่งชิงดี แต่เมื่ออยู่ภายนอก ทั้งสองยังคงต้องรักษาหน้าของผู้เป็นปู่ มิเคยเปิดหน้าหาเรื่องระรานกันต่อหน้าผู้คนมาก่อน "ข้าแค่อยากมาชมดู บวกกับวันนี้ ข้าอยากนำสมุนคนใหม่มาร่วมประลองดู หวังว่าท่านพี่คงจะไม่ว่ากระไร"

 

                "แน่นอนเมื่อเป็นคนของเจ้า ข้าย่อมต้องดูแลต้อนรับเป็นพิเศษ"วาจาเอ่ยรับ แต่ในใจล้วนเกิดความระแวงสงสัยตามนิสัยดั้งเดิมของตัวเอง

 

                "ขอบคุณพี่ท่าน แต่เรื่องเงิน..."จื่อฮุยตบเข้าที่ถุงเงินหนักข้างกาย พร้อมในมือยังมีแหวนมิติสวมใส่อยู่อีก แสดงให้เห็นชัดว่าวันนี้มันหมายจะเอานักสู้ของตัวมารีดไถเงินจากสนามประลองแห่งนี้

 

                "ฮ่า ฮ่า ฮ่า" มีหรือที่จื่อเจียงจะดูมิออก แต่แม้จะระแวงสงสัยว่าจื่อฮุยซุกซ่อนลูกไม้อันใดอยู่ แต่ชื่อเสียงของสนามประลองล้วนสำคัญยิ่ง "เรื่องนั้นไม่เป็นปัญหา" จื่อเจียงพูดเสียงดังจนผู้ชมที่อยู่รอบ ๆ สนามประลองล้วนหันมามอง "ข้าจื่อเจียงทำการค้าด้วยความสัตย์ซื่อ หากคนของเจ้าเก่งกล้าก็มานำเงินไปจากสนามประลองของข้าได้เลย"

 

                "ฮ่า ฮ่า ฮ่า"ครานี้เป็นจื่อฮุยที่หัวเราะเสียงดังบ้าง "ดี...ท่านพี่รับปากเช่นนี้ข้าก็สบายใจ"

 

                "เชิญ"เมื่อการสนทนาจบจื่อเจียงผู้เหย้าก็กล่าวเชิญพร้อมกับเดินนำหน้าไป โดยระหว่างนั้นมันได้ส่งคนรีบไปตรวจสอบประวัติวิชาฝีมือต่าง ๆ ของผู้ที่จื่อฮุยพาตัวมาอย่างเร่งด่วน และพบว่าผู้ที่จื่อฮุยนำมานั้น เป็นยอดฝีมือที่จื้อเจิ้งเพิ่งจะรับเข้ามา มีระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 3 แต่วิชาฝีมือล้วนปกปิดเป็นความลับ แต่ดูจากท่าทีมั่นใจของจื่อฮุย ทำให้ผู้ประมาณการณ์คาดว่าฝีมือคงจะอยู่ที่สุดรั้งของพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 3 อย่างมิต้องสงสัย

 

                แม้จื่อเจียงจะมั่นใจในนักสู้ของตัวเอง แต่ธุรกิจใต้ดินย่อมมิจำเป็นต้องดำเนินตรงไปตรงมา และเพื่อความมั่นใจมันจะไม่ปล่อยให้จื่อฮุยได้เงินออกไปจากสนามประลองเป็นตายแม้สักแดงเดียว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 786 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 19:15
    <p>ดูโชว์กันต่อไป...</p>
    #1418
    0
  2. #341 Pheonixy (@pattss) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 08:04
    จะเป็นยังไงต่อเนี่ยเดาไม่ถูกเลย
    #341
    0
  3. #283 Away2016 (@Away2016) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 23:46
    จะโกงยังไงต้องติดตาม
    #283
    1
    • #283-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 47)
      26 มีนาคม 2561 / 13:51
      ตอนโกงนี้เขียนยากมากเลย กว่าจะไปได้แต่ละตอนมึนสุด ๆ
      #283-1