เนตรมารสะท้านฟ้า (恶魔的眼睛)(จบ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 962,979 Views

  • 4,629 Comments

  • 8,403 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3,013

    Overall
    962,979

ตอนที่ 339 : วิหคแปรเปลี่ยน 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2191
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 221 ครั้ง
    17 ม.ค. 62

ตอนที่ 312

วิหคแปรเปลี่ยน 1

 

                หากกล่าวถึงลมปราณของภพทั้งสามที่แตกต่าง ถือว่าลมปราณอเวจีนั้นแปลกประหลาดที่สุด มันแตกต่างจากลมปราณปฐพี และลมปราณเทวะเป็นอย่างมาก เพราะลมปราณอเวจีนั้น ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสิ่งมีชีวิตทั่วไป แต่เป็นลมปราณที่พัฒนาขึ้นจากดั้งเดิมเพื่อจุดประสงค์บางอย่างของมารฟ้า ทำให้ลมปราณอเวจีมีส่วนผสมของพลังลมปราณที่รุนแรงกว่าลมปราณชนิดอื่น เพราะมีส่วนผสมของอารมณ์แห่งบาป มายาแห่งการหลอกลวง และความทรมาน(ใช้เพื่อเร่ง และฝึกฝนวิชาบางแขนง) ดังนั้นมนุษย์ทั่วไปที่หลงอยู่ในแดนอเวจีจึงไม่สามารถฝึกฝนลมปราณจนถึงขั้นสูง ส่วนพวกยักษ์เองก็เช่นกัน แต่ยักษ์นั้นมีโครงสร้างร่างกายที่แตกต่างและคงทน บวกกับวาสนาในอดีต ทำให้พวกมันสามารถพัฒนาแนวทางฝึกฝนที่แตกต่างและก้าวหน้าขึ้นมาได้ แม้อาจจะยังไม่ถึงจุดสูงสุกเพราะสติปัญญา แต่ก็นับว่าสามารถหยัดยืนอยู่ในดินแดนแห่งนี้โดยไม่ถูกรังแกเช่นเดียวกับมนุษย์ ที่ถูกรุกไล่จนต้องมาอาศัยอยู่ในดินแดนเกาะชายขอบของอเวจีเช่นปัจจุบัน

 

                ส่วนสิ่งมีชีวิตอื่นเช่นเผ่าวิญญาณ และภูต ล้วนได้รับประโยชน์จากลมปราณอเวจีหนุนเสริม แต่พวกมันก็มีข้อด้อยเช่นกัน เพราะเผ่าวิญญาณและภูตเหล่านี้ ในแต่ละสายพันธุ์ ระดับสติปัญญานั้นแตกต่างกันมาก เช่นพวกผู้นำของภูตนั้นมีสติปัญญาสูงส่ง ไม่แตกต่างจากพวกมารร้ายชั้นสูง แต่พวกภูตชั้นต่ำกลับมีสติปัญญาเทียบเท่ากับเด็กเจ็ดขวบของมนุษย์เท่านั้น ส่วนเผ่าวิญญาณนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ระดับสติปัญญาไม่แน่นอน ยากคาดเดา เพราะเผ่าวิญญาณนั้นเกิดจากการรวมตัวกันของดวงวิญญาณที่ไม่ได้ผุดได้เกิด และมีระดับหนาแน่นมากในอเวจีแห่งนี้ จนก่อตัวกันขึ้นด้วยอารมณ์ที่แปรปรวนของสิ่งมีชีวิตหลากหลาย แถมรูปลักษณ์ของทั้งสองเผ่านี้ยังแตกต่างกันในแต่ละสายพันธุ์ ทำให้พวกมันไม่อาจรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่

 

                เมื่อย้อนกลับมายังเผ่ามนุษย์ การฝึกฝนโดยใช้ลมปราณอเวจีนั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็น เพราะผลที่มารฟ้าเสริมเข้ามานั้น ล้วนส่งผลร้ายต่อมนุษย์ทั้งสิ้น ดังนั้นหากผู้คนเร่งฝึกฝนเร็วไปโดยไม่ทำการชำระล้าง หรือมีร่างกายภายนอกและเส้นชีพจรภายในที่ไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ก็อาจจะกลายเป็นคนวิกลจริต หากรับพลังมากเกินกว่าขีดจำกัดของร่างกาย อวัยวะภายในก็อาจแตกระเบิดจากพิษของลมปราณอันร้อนแรง ซึ่งส่วนที่เลวร้ายที่สุด ก็คือร่างกายแปรเปลี่ยนผิดรูปกลายเป็นอมมนุษย์ไปก็มี แม้ว่าในปัจจุบันมีการคิดค้นการฝึกฝนมาตรฐานขึ้นมาใหม่ ในหมู่มนุษย์ที่อยู่ภายในดินแดนอเวจีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีผู้คนได้รับผลร้ายจากการฝึกฝนอยู่ดี

 

                ดังนั้นการดึงดูดพลังจากผลึกโลหิตในพริบตาของเสวี่ยหมิง โดยที่ไม่ได้รับผลกระทบ จึงสร้างความตกตะลึงให้กับหลี่จิ้นเป็นอย่างมาก ยิ่งรู้ว่าเสวี่ยหมิงมิใช่คนของดินแดนอเวจี ความหวังที่จะได้รับเคล็ดลับในการฝึกฝนที่สูงส่งจากสหายที่เพิ่งพบหน้า ก็ยิ่งกระตุ้นความหวังในการยกฐานะของเผ่ามนุษย์ในดินแดนแห่งนี้ขึ้นมาให้ลุกโชน แต่ความเป็นจริงมิได้ง่ายดายเช่นนั้น เพราะหลังจากที่เสวี่ยหมิงใช้เวลาศึกษาลมปราณอเวจีที่บีบอัดเอาไว้ในร่างกาย ก็ทำให้เสวี่ยหมิงรู้ว่าพลังลมปราณชนิดนี้เป็นพลังที่หลายส่วนประกอบปนเป แม้ว่าระดับคุณภาพของลมปราณจะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าลมปราณเทวะ แต่ส่วนที่สามารถใช้ฝึกฝนสำหรับมนุษย์นั้นมีเพียงลมปราณหลักอันเร่งร้อน ซึ่งจะช่วยยกระดับผู้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเพลิงไฟได้ดีกว่าเคล็ดวิชาชนิดอื่น แต่ข้อเสียก็มาจากจุดเด่นความรุนแรงของมัน ที่หากว่าร่างกายไม่แข็งแกร่งพอจะรองรับก็อาจจะส่งผลในทางตรงกันข้าม ส่วนพลังงานของอารมณ์และมายานั้นเป็นพิษที่รุนแรงสำหรับมนุษย์ จำเป็นต้องชำระล้างด้วยพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง

 

                ซึ่งข้อเสียที่กล่าวมานั้นเป็นเงื่อนไขสำหรับมนุษย์ที่เป็นผู้ฝึกตนทั่วไป หาใช่ผู้ฝึกตนในแนวทางชั่วร้ายบางประเภท และผู้ที่มีอวัยวะลมปราณพิสดารถึงสองชิ้น แถมยังครอบครองวิชาอันทรงพลังทางจิตวิญญาณอันดับหนึ่ง วิชาจิตเอกะเช่นเสวี่ยหมิง แม้ว่าในความคิดของเสวี่ยหมิงนั้น ขั้นตอนในการฝึกฝนจากลมปราณอเวจีนั้นยุ่งยาก และอาจจะส่งผลเสียในอนาคตเมื่อตนเองกลับขึ้นไปบนพื้นปฐพีอีกครั้ง แต่เวลานี้ไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่อีก...ทุกวินาทีที่เวลาเดินผ่าน ล้วนมีความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดาเกิดขึ้น แม้ว่าเสวี่ยหมิงจะเป็นห่วงความเป็นไปของพันภูผาหมื่นนที แต่อย่างไรดินแดนสวรรค์ก็มิใช่พื้นเพของเสวี่ยหมิง ดังนั้นเวลานี้เสวี่ยหมิงต้องการจะกลับไปยังสำนักสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์เป็นอันดับแรก และต้องกลับไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

                ยามดึกสงัดของดินแดนอเวจีนั้น มิได้มือมิดเช่นเดียวกับบนพื้นโลก แต่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายรับรู้กลางวันกลางคืนจากดวงจันทร์อเวจี หากมันลอยเด่นขึ้นมานั้นหมายถึงค่ำคืน ซึ่งแสงสีแดงฉานของมันที่อาบไปทั่วดินแดนแห่งนี้ ก็ส่งผลต่อเผ่าพันธุ์มารร้าย และภูตให้มีพละกำลังมากขึ้น แต่กลับส่งผลเสียต่อมนุษย์และยักษ์

 

                หงตงมองดูดวงจันทร์อเวจีสาดแสงแดงฉาน จึงได้เดินเข้าไปกระซิบกับเสวี่ยหมิง ว่าถึงเวลาที่เสวี่ยหมิงต้องการแล้ว เพราะช่วงเวลาเช่นนี้ หงตงเชื่อว่าอาฉีไม่น่าจะกลับมาอีกจนกว่าจะถึงเช้าของวันใหม่

 

                เสวี่ยหมิงพยักหน้ารับ ก่อนจะกำชับหงตงว่าเรื่องราวระหว่างนี้ เป็นช่วงเวลาคับขัน เสวี่ยหมิงต้องการสมาธิขั้นสูงสุด ห้ามมีการรบกวนเด็ดขาด หากไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เป็นตายจริง ๆ อย่าได้ปลุกเสวี่ยหมิงขึ้นมาจากภวังค์

 

                เมื่อเสร็จสิ้นการเตรียมการทุกอย่าง หงตงก็จัดให้เสวี่ยหมิงเข้าไปหลบยังซอกในสุดของห้องขัง พร้อมทั้งจัดเวรยามสอดส่องที่ด้านหน้า ส่วนตนเองก็นั่งเฝ้ายามตาเขม็งอยู่ที่ด้านข้างเสวี่ยหมิง

 

                ผลึกโลหิตทั้งหมด วางกองกันไว้ที่พื้นด้านหน้า เสวี่ยหมิงเหลือบมองดูผลึกสีแดงใสด้วยความมาดมั่น หากแผนการภายในความคิดของเสวี่ยหมิงผิดพลาด ทุกอย่างจะสูญสลาย และคงไม่มีโอกาสแก้ตัวในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน

 

                สองตาปิดลง พลังจิตวิญญาณถูกบีบอัดเป็นเส้นสายร้อยมัดกันราวกับมือที่มองไม่เห็น ยกผลึกโลหิตทั้งหมดให้ลอยหมุนวนไปมาที่บริเวณกลางหน้าอกของเสวี่ยหมิง พลังจิตเอกะถูกใช้ในการบดอัดและชำระล้างจากภายนอกในคราวเดียว ฝุ่นผลึกสีแดงแตกกระจายไร้สุ่มเสียง เส้นสายที่ฟุ้งกระจายวนไปมา ค่อย ๆ เรียงตัวกันราวกับด้ายยาวสีแดงที่ขดม้วนเป็นวงกลม ก่อนแยกออกเพียงเส้นสายเดียวพุ่งเข้าใส่บริเวณท้องน้อยของเสวี่ยหมิง

 

                ตำแหน่งซึ่งเคยเป็นทะเลลมปราณเดิม ถูกกระแสพลังสีแดงกระแทกเข้า แม้ก่อนหน้าที่นี่คือท้องน้ำมหาสมุทรกว้างไกลสุดคณานับ แต่ตอนนี้ผืนน้ำนั้นเหือดแห้ง ก้นมหาสมุทรแตกร้าว ไม่อาจรองรับพลังงานใด ๆ ได้อีก หากเป็นผู้ฝึกตนทั่วไป คงไม่มีโอกาสที่สองในการพลิกฟื้นฝีมือของตนเองอีกต่อไป แต่เสวี่ยหมิงนั้นแตกต่าง เพราะหัวใจวิหคเพลิงอมตะแห่งหยาง ไม่ใช่แค่อวัยวะลมปราณทั่วไป แต่ยังมีพลังวิเศษในการชุบชีวิตทุกสรรพสิ่ง และเสวี่ยหมิงเข้าใจถึงจุดเด่นในข้อนี้ดี เพียงแต่พลังฟื้นฟูทั่วไปอาจควบคุมบังคับได้ แต่การซ่อมสร้างใหม่นั้นกลับเกิดขึ้นเอง

 

                ...รวมกันให้มากเข้า

                จิตสมาธิของเสวี่ยหมิง ใช้ออกอย่างสุดรั้ง พลังจิตเอกะทางหนึ่งใช้ออกเพื่อชำระล้างพลังมายา และอารมณ์บาปด้านลบให้เบาบาง อีกทางหนึ่งก็ใช้เพื่อหนุนเสริมสภาวะบีบอัดลมปราณอเวจีที่ค่อย ๆ ซึมซับเข้ามาจากภายนอก ผลึกโลหิตที่แปรสภาพกลายเป็นฝุ่นผงพิสดารกองใหญ่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปราวชั่วก้านธูป ร่องรอยของไอระเหิดสีแดงก็ไม่หลงเหลืออยู่อีก ผู้คนที่ถูกคุมขัง ต่างกลืนน้ำลายหนืดลงคอ เหม่อมองเสวี่ยหมิงฝึกฝนวิชาฝีมือด้วยความตื่นเต้น

 

                ก้อนพลังงานยิ่งหมุนวนไวขึ้น ขนาดของมันก็เล็กลงตามแรงขัดเกลาของพลังจิตเอกะ ยิ่งขนาดเล็กลงแรงขับดันภายในก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย วิธีการที่เสวี่ยหมิงกระทำอยู่ในตอนนี้ ไม่ต่างกับการสร้างระเบิดลมปราณเอาไว้ในร่าง หากดำเนินผิดพลาดไปแม้แต่นิดเดียว ระเบิดลูกนี้อาจจะส่งผลร้าย ทำลายผู้ใช้งานจากภายในจนร่างแหลกเละ และที่เสวี่ยหมิงกล้าที่จะเสี่ยงก็เพราะมั่นใจว่าต่อให้ผิดพลาด ตนเองก็สามารถฟื้นคืนสภาพขึ้นมาได้จากพลังของหัวใจวิหคเพลิงอมตะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 221 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #4254 drakdevill (@drakdevill) (จากตอนที่ 339)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 16:45
    ขอบคุณครับ
    #4254
    0
  2. #4253 boat489 (@boat489) (จากตอนที่ 339)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 16:43
    ระเบิดเคลื่อนที่555
    #4253
    1
    • #4253-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 339)
      17 มกราคม 2562 / 22:26
      หมิงเวอร์ชั่นใหม่ ^ ^ บอมเบอร์แมน
      #4253-1
  3. #4251 F. sugarchan (@slp9011) (จากตอนที่ 339)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 12:44
    น้องหมิงอย่าตัวระเบิดนะ555

    หอมๆค่ะไรท์
    #4251
    1
    • #4251-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 339)
      17 มกราคม 2562 / 22:24
      มันก็จะอวบ ๆ นิดหนึ่ง...ไม่ช่าย
      #4251-1