เนตรมารสะท้านฟ้า ()(จบ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 905,254 Views

  • 4,506 Comments

  • 8,188 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    62,374

    Overall
    905,254

ตอนที่ 336 : ลมปราณอเวจี 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1740
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 169 ครั้ง
    14 ม.ค. 62

ตอนที่ 309

ลมปราณอเวจี 1

               

                พันภูผาล่มสลายตามคำทำนายของฝูอี้หยา แต่เงื่อนเวลาและชีวิตของผู้คนที่เหลือรอดนั้นแตกต่าง ผู้คนเกินกว่าครึ่งของสุสานกระบี่ยังคงมีชีวิตอยู่ รวมถึงผู้คนส่วนน้อยของแดนเซียน และหมู่มารบางส่วน รวมทั้งเทพมารที่ถูกแรงปะทะส่งร่างฝังจมลงไปใต้มหาสมุทรทางทิศตะวันออกไกล

 

                หลังจากการร่วงหล่นลงสู่ทิวเขาสูง ซึ่งเคยเป็นสถานที่เก็บซ่อนบันไดเชื่อมต่อกับแดนสวรรค์ในอดีต เขตเชื่อมต่อโบราณล้วนสูญสลาย พลังความร้อน และลมปราณที่ถูกบดอัดลงมา ก่อให้เกิดดินแดนที่ราบสูงขนาดใหญ่ขึ้นแทนที่ และที่ใจกลางของที่ราบสูงปรากฏกระบี่ยักษ์ขนาดมหึมาปักเอาไว้ ในกาลต่อมาผู้ที่ผ่านทางไปมาล้วนไม่อาจมองเห็นด้ามกระบี่ซึ่งสูงทะลุชั้นเมฆาขาวขึ้นไป และให้ฉายากระบี่เล่มนี้ว่า...กระบี่เทวะ(เรียกตามชื่อสำนัก)

 

                การตกกระทบของพันภูผาฝั่งตะวันออกมิได้ส่งผลกระทบเท่าใดนัก เพราะเขตแดนเขาสูงเดิม นั้นมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ฝึกตนที่แสวงหาความสงบ อาศัยชัยภูมิห่างไกล ฝึกฝนบำเพ็ญเพียร แตกต่างจากดินแดนฝั่งตะวันออก ที่อาณาเขตส่วนใหญ่เป็นที่ราบ และป่าอุดมสมบูรณ์ แม้ดินแดนจะเสียหายอยู่ก่อน ทำให้ผู้คนกึ่งหนึ่งนั้นอพยพหลบหนีจากเขตตะวันออกไกลตั้งแต่ก่อนหน้า เข้ามาอยู่ยังเขตตะวันออกภาคกลาง เนื่องจากเหตุการณ์มิติปิดผนึกแตกร้าว ทำให้อสูรร้ายจากอเวจีปรากฏขึ้นจำนวนมหาศาล แต่เมื่อเหตุการณ์สงบลง ก็ปรากฏผู้คนบางส่วน เดินทางกลับไปตั้งรกรากยังที่ดินบรรพบุรุษของตนเอง ส่งผลให้การร่วงหล่นของดินแดนพันภูผาหมื่นนทีที่ลุกไหม้ ก่อเกิดความเสียหายต่อชีวิตจำนวนมาก ผู้คนที่อาศัยรอบรัศมีหนึ่งร้อยลี้จากจุดตกกระทบล้วนตกตายในทันที และหลังจากพลังปราณอเวจีที่เกิดจากพลังของเทพมารผสานกลับบ่ออเวจีที่แตกระเบิด ฟุ้งกระจายออกไป ยังส่งผลให้ผู้คนในเขตที่อยู่ห่างออกไปจากจุดตกกระทบนับพันลี้ บ้างเกิดมายาภาพหลอน ความคิดถูกครอบงำด้วยความชั่วร้าย จิตใจบิดเบี้ยว การเข่นฆ่าลุกลามยากควบคุม เมืองใหญ่ชายแดนทั้งหลาย กลายเป็นเขตอพยพหลบภัย ผู้คนเนืองแน่น นอกกำแพงเมืองมีสภาพน่าหวาดหวั่นไม่ต่างจากขุมนรก เกิดการสู้รบมิต่างจากเมื่อครั้งอสูรร้ายจากอเวจีบุก แต่แตกต่างกันที่ทหารของเมืองมิได้สู้กับสัตว์อสูรอีก แต่กลับต้องประหัตประหารกับมนุษย์ด้วยกันเอง

 

                ความสับสนวุ่นวายคงอยู่ราวหนึ่งสัปดาห์ เมื่อวังสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ยุติการประลองคัดเลือกแต่กลางคันทันทีตั้งแต่ที่เกิดเหตุ เหล่าผู้นำเร่งหารือเป็นการด่วน หน่วยปกป้องริมชายแดนล้วนถูกคำสั่งออกสำรวจเรื่องราวด้วยความระมัดระวัง และเน้นย้ำการรายงานเรื่องราว ต้องกระทำโดยเร่งด่วนที่สุด ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของหานเฟิง และรองประมุขทั้งสาม ที่ให้ส่งกองกำลังช่วยเหลือเข้าควบคุมสถานการณ์ทางชายแดนฝั่งตะวันออก และเพราะหนิงเอ๋อที่เคยอยู่ร่วมกับผู้คนของวังสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ชั่วเวลาหนึ่ง ก็ทำให้การเจรจาทางการทูตกับดินแดนเกิดใหม่ทางตะวันตก ที่ยังคงไร้นามอยู่ในตอนนี้ เป็นไปโดยราบลื่น

 

                การข่าวที่ว่องไว ส่งผลให้เกิดการจัดการที่รวดเร็ว ปัญหาเบื้องต้นถูกสะสางภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน หากแต่นั่นไม่ได้แก้ไขความวิตกกังวลของหานเฟิงและรองประมุขทั้งสาม เพราะหลังจากที่พลังปราณอเวจีแทรกซึมปะปนกับลมปราณปฐพีที่หลั่งไหลออกมาจากวังสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ ก็ทำให้อัตราเร่งในการเสื่อมสลายของผนึกปฐพีไวยิ่งขึ้น

 

                ความกังวลที่เพิ่มสูง ส่งผลให้หานเฟิงถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะดูเหมือนว่า หากปล่อยเอาไว้เช่นนี้ ผนึกปฐพีอาจจะแตกสลายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และทุกอย่างที่วังสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันฝ่าฟันมา จะต้องสูญสลายกลายเป็นเพียงเถ้าธุลี

 

                แต่สุดท้ายแสงของหิ่งห้อยน้อย ที่บินมาเยือนในยามค่ำคืนอันมืดมิดก็ปรากฏขึ้น ผู้อาวุโสที่เฝ้ารักษาเขตแดนทางทิศตะวันตกรายงานว่า หนิงเอ๋อนำผู้คนของดินแดนนิรนามมาติดต่อเพื่อขอเดินทางเข้าไปยังวังสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ หานเฟิงเฝ้ารอหนิงเอ๋อเพื่อช่วยฟื้นฟูผนึกมาอย่างยาวนาน เมื่อได้รับข่าวดีเช่นนี้ ใยจะอยู่นิ่งเฉยซึมเซาได้อีก หานเฟิงไม่รอช้า สั่งผู้คนจัดเตรียมค่ายอักขระเคลื่อนย้ายพิเศษเพื่อเดินทางไปรับตัว หนิงเอ๋อและคณะให้เดินทางมายังวังสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์โดยไวที่สุด

.

.

                "เจ้ามันชั่วช้า" หงตงที่มีสภาพสะบักสบอม ยังคงก่นด่าอาฉีไม่ขาดปาก การช่วยเหลือไม่เคยมีจริง เพราะโฉมหน้าที่แท้จริงของอาฉีก็คือพ่อค้าทาส รองหัวหน้าค่ายโจรใบไม้แดง ที่มีชื่อเสียงผุดขึ้นมาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน และการบุกปล้นขบวนทัพของยักษ์ เพื่อนำเหล่าทาสกลับไปขายคืนให้พวกยักษ์ สำหรับอาฉีและพลพรรคแล้วไม่ใช่งานที่ปกตินัก หากไม่ใช่เพราะขบวนที่หลอกลวงในครั้งนี้ ปรากฏหลี่จิ้นโดนพวกยักษ์จับตัวมาด้วย มันคงไม่พาตัวเองเข้าเสี่ยงเช่นกัน

 

                "ท่านรองหัวหน้าขอรับ พวกเราจะทำยังไงกับพวกทาสที่เหลือดี" ยักษ์หน้าบากรูปร่างสูงใหญ่กว่าอาฉีร่วมเท่าตัว เอ่ยด้วยน้ำเสียงแสดงความยำเกรง

 

                "อืม เจ้าจำหน้าพวกมันได้ไหม หากข้านำพวกมันจากไปสักสองสามวันแล้วค่อยนำกลับมาใหม่"

 

                ยักษ์หน้าบากส่ายศีรษะอันใหญ่โตไปมา ดวงสีแดงเรื่อของมันเบิกโพลงด้วยความอยากรู้ เพราะรองหัวหน้าเป็นคนที่มีความคิดรอบรู้ที่สุดในหมู่กองโจรใบไม้แดง กลุ่มโจรที่กว่าเก้าในสิบเป็นยักษ์ทั้งสิ้น

 

                "นั่นไง ในเมื่อเจ้ายังจำไม่ได้ พวกพ่อค้ายักษ์ที่จะมารับทาสชุดใหม่ ก็ย่อมต้องจำไม่ได้ เช่นนั้น เจ้าก็นำเสื้อผ้าชุดใหม่ให้พวกมันสับเปลี่ยน แล้วก็นำมันไปขายอีกครั้ง เช่นนี้ใยไม่เท่ากับพวกเราได้กำไรถึงสองต่อ"

 

                "อา...ท่านรองหัวหน้าปราดเปรื่องยิ่งนัก" ยักษ์หน้าบากเอ่ย พลางพยักหน้าชื่นชมผู้เป็นรองหัวหน้าค่ายของมัน

 

                "เจ้าสารเลว หากข้าหลุดไปได้ รับรองว่าแกไม่ได้ตายดีแน่" หงตงที่ตอนนี้กลายเป็นผู้นำกลุ่มทาสชั่วคราว สบถออกมาด้วยความโกรธแค้น แต่น่าแปลกเพราะว่ายามที่สบถถ้อยคำก่นด่า แววตาของหงตงกลับไร้ซึ่งความอาฆาตแค้น แต่กลับเป็นแววตาที่ลังเลสับสน ราวกับเป็นการแสดงเพื่อส่งเสียงดังโวยวายเรียกร้องความสนใจเท่านั้น

 

                "น่ารำคาญยิ่งนัก หากการทำร้ายพวกเจ้าไม่ทำให้ราคาสินค้าตกลงไปละก็ ข้าจะจัดการเลาะฟันในปากของเจ้าให้หมดสิ้นเสียตรงนี้เลย"

 

                "ถ้าแน่จริง..." หงตงกำลังจะพ่นคำท้าทาย แต่สุดท้ายก็หยุดคำพูดพล่อย ๆ เอาไว้ได้ทัน เมื่อมีมืออันแข็งแกร่ง กระตุกดึงแขนของมันเอาไว้ก่อน

 

                "อย่าได้ล้ำเส้นของมัน" เสียงกระซิบแผ่วเบาลอยข้ามไหล่ของหงตงมา

 

                อาฉีที่ใกล้จะอดทนความรำคาญไม่ไหว กะว่าจะลงไม้ลงมือกับหงตงสักเล็กน้อยก่อนจะจากไป แต่จู่ ๆ เมื่อหงตงสงบลง มันจึงพ่นลมหายใจดูแคลน ก่อนจะสะบัดหน้าจากไป เพื่อกลับไปทำการสอบสวนเป้าหมายที่แท้จริงของการปล้นผู้คนในครั้งนี้

 

                "เรียบร้อยแล้ว" เสียงแผ่วเบาออกมาจากปากของเสวี่ยหมิง แม้หงตงจะไม่มั่นใจกับคำขอของหลี่จิ้นในคราแรก แต่ตอนนี้มันมั่นใจแล้วว่า ความคิดของหลี่จิ้นนั้นถูกต้อง

 

                ...เสวี่ยหมิงคือทางรอดเดียวของขบวนหลบหนีทั้งหมด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 169 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #4243 boat489 (@boat489) (จากตอนที่ 336)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 12:42
    ขอบคุณครับ
    #4243
    0
  2. #4242 F. sugarchan (@slp9011) (จากตอนที่ 336)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 11:47

    เเงงง หมิงๆช่วยทุกคนให้ได้นะ!..#รอไรท์มาต่ออยู่นะเออ~~ ตอนหน้าหมิงต้องโชว์เทพเเน่นวล อิช้อยฟันทิ้ง
    #4242
    0