เนตรมารสะท้านฟ้า ()(จบ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 911,755 Views

  • 4,525 Comments

  • 8,252 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    68,875

    Overall
    911,755

ตอนที่ 331 : ฟ้าถล่มดินทลาย 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2033
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 195 ครั้ง
    9 ม.ค. 62

ตอนที่ 304

ฟ้าถล่มดินทลาย 1

 

                ฉินซู่ลี่แต่งกายชุดยาวสีเทาในแบบนักพรต ผมสีดอกเลาถูกมัดรวบเป็นมวยสูง ปักไว้ด้วยปิ่นหางหงส์สีทอง แววตาคมกล้าที่ปรากฏร่องรอยยับย่นที่หางตายามหรี่มองเด็กสาวที่กำลังทะยานเหินตรงมาหาตนเอง ใบหน้าที่เคร่งเครียดตลอดหลายวัน ค่อยผ่อนคลายลง

 

                "หนิงเอ๋อ เจ้ามาแล้ว" น้ำเสียงที่แสดงออกถึงความเอ็นดูแผ่วเบาออกจากปาก

               

                หนิงเอ๋อทะยานมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของฉินซู่ลี่ ก่อนจะย่อกายคารวะ "คารวะท่านเจ้าสำนักฉิน"

 

                "อย่าได้มากพิธี เรียกข้าเป็นท่านป้าแบบเมื่อก่อนเถิด"

 

                ในความกดดันยังมีช่วงเวลาคลายกังวล ความอบอุ่นจากรอยยิ้มกว้างของหนิงเอ๋อ ที่ย้อนให้นึกถึงวันวานช่วยเยียวยาความคับข้องในใจของฉินซู่ลี่ ซึ่งทับถมกันมาตลอดหลายวัน ตากสถานการณ์การรบที่เริ่มเปิดฉาก แม้ปัจจุบันดูว่าสุสานกระบี่ยังคงได้เปรียบทัพมารของตำหนักอเวจีครองฟ้า แต่ผู้คนของสุสานกระบี่ต่างรู้ดีว่า ความได้เปรียบของการรบล้วนมาจาก ศัตรูยกทัพไกลมาบุก ส่วนฝ่ายตนเป็นกองกำลังต้านรับที่มีชัยภูมิหนุนเสริม แถมยังมีเกราะคุ้มกันจากค่ายกลตกทอดเป็นปราการอีกชั้น ทำให้ฝ่ายสุสานกระบี่ที่มีกำลังรบอ่อนด้อยกว่าในด้านจำนวนได้เปรียบเมื่อแรกปะทะ แต่ค่ายกลคุ้มกันมิได้อยู่คงกระพัน เสาศิลาทั้ง 108 ต้น ที่ทำหน้าที่ต่างชีพจรดวงดาว ดึงดูดพลังจากนอกพิภพ กำลังสั่นไหวรุนแรงขึ้นทุกขณะ แม้ผู้อาวุโสหลายคนของสุสานกระบี่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญอักขระค่ายกล แต่สำหรับค่ายกลซึ่งวางเอาไว้เป็นรากฐานของสุสานกระบี่นั้น ลึกล้ำเกินไป แม้เข้าใจในหลักการ แต่การสร้าง หรือซ่อมแซมล้วนเกินกำลังของพวกมัน

 

                "ท่านป้าฉิน ข้าอยากที่จะร่วมรบด้วย" แววตามุ่งมั่นของหนิงเอ๋อสะท้อนความแน่วแน่ใสจิตใจออกมาอย่างเด่นชัด

 

                "เจ้าบรรลุเพลงกระบี่ที่บรรพชนของสุสานกระบี่ทิ้งเอาไว้แล้วรึ" ฉินซู่ลี่มองออกว่าหนิงเอ๋อมีความก้าวหน้าช่วงใหญ่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามากน้อยเพียงใด หากว่าเข้าถึง...ขั้นว่างเปล่า วันนี้พันภูผาหมื่นนทีก็อาจจะมีทางรอดจากหายนะ

 

                "ข้า..."หนิงเอ๋อมีท่าทีอึกอัก "ขอโทษที่ทำให้ท่านป้าผิดหวัง หนิงเอ๋อก้าวผ่านเพียงแค่ขอบขั้นของสำนึกกระบี่เท่านั้น แต่ยังมิอาจบรรลุถึงขั้นเหนือสำนึก"

 

                "อืม เด็กโง่เจ้าใช่เวลาเพียงแค่สองเดือนกว่าก็บรรลุขอบขั้นที่หนึ่งได้ แม้แต่ข้าเองกว่าจะบรรลุขอบขั้นสำนึกกระบี่ ยังต้องใช้เวลาฝึกปรือหลายสิบปี แล้วเจ้าใช้เวลาเพียงแค่นี้ ใครกันจะกล้าตำหนิเจ้า"

 

                "ท่านป้าข้าไม่ได้หมายความ..."

 

                "อย่าได้กังวลไป"ฉินซู่ลี่ไม่ต้องการให้หนิงเอ๋อรู้สึกแย่ จึงเอ่ยขัดขึ้นทันที "แม้สงครามที่เกิดขึ้นจะหนักหนา แต่สุสานกระบี่ก็มิได้อยู่มายืนยาวเพียงแค่ชื่อ ฝีมือและค่ายกลกระบี่ของสุสานกระบี่ล้วนลึกล้ำมิได้ด้อยไปกว่าแดนเซียน" ฉินซู่ลี่มองทอดสายตาไกลออกไป ห้วงความคิดล่องลอยหวนคืนไปยังวันวาน ณ เวลาเมื่อครั้งที่ฝูอี้หยายังมีชีวิต "หนิงเอ๋อ เจ้าจะร่วมสงครามในครั้งนี้มิได้ แม้สุสานกระบี่จะจบสิ้น แต่ความหวังเช่นเจ้าไม่อาจจะดับแสง เจ้าจำเป็นต้องฝึกฝนเพลงกระบี่สะบั้นมารสังหารเทวะให้ได้ถึงขอบขั้นที่สามเป็นอย่างน้อย"

 

                หนิงเอ๋อเองก็ย้อนนึกไปถึงภาพวันวาน เพราะความดื้อดึงของตนเองและพี่สาว เรื่องราวจึงได้ย่ำแย่เช่นนี้ ยามนี้นางเติบใหญ่กว่าวันวานมากมายนัก แม้เรื่องราวจะฝืนต่อความรู้สึก แต่ภาระที่แบกไว้ช่างหนักหนายิ่งนัก "ข้าทราบแล้วค่ะ ถ้าเช่นนั้นข้ามีเรื่องจะขอร้องท่านป้าฉินสองเรื่องจะได้หรือไม่"

 

                "ตกลงไม่ว่าเรื่องใด หากกระทำได้ข้ารับปาก"

 

                "เรื่องแรกหนิงเอ๋อต้องการจะใช้งานตำหนักมายา ข้าคิดว่าขอบขั้นเหนือสำนึกเกี่ยวพันกับเต๋าแห่งมายา"

 

                "เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ เดี๋ยวข้าจะมอบป้ายสุสานเทวะให้เจ้า ป้ายนี้ไม่เพียงแต่ให้เจ้าใช้งานตำหนักมายา แต่เจ้าสามารถใช้งานทุกตำหนัก และสถานที่ฝึกตนทั้งหมดของสุสานกระบี่ไม่ต่างจากเจ้าสำนัก"

 

                "ท่านป้า..."หนิงเอ๋อมองดูใบหน้าที่ชราภาพขึ้นจากวันวานของฉินซู่ลี่ พลางทอดสายตามองไกลไปยังสนามรบที่ห่างออกไป ในใจล้วนร้อนรน

                ...ข้าต้องไม่ทำให้ท่านป้าและท่านอาจารย์ผิดหวัง

 

                "เจ้าบอกข้าว่ามีสองเรื่อง อีกเรื่องเล่า ทำไมเจ้ายังมิรีบบอกออกมา"

 

                หนิงเอ๋อฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะเอ่ยคำขอด้วยเสียงที่สั่นไหว "ท่านป้าฉินต้องสัญญากับข้า ว่าจะอยู่ชมเพลงกระบี่ในขอบขั้นว่างเปล่าของข้า ไม่ว่าผลของสงครามจะเป็นเช่นไร ข้าอยากให้ท่านป้ารักษาชีวิตเอาไว้" หนิงเอ๋อเอ่ยพลางโผกายเข้าสวมกอดฉินซู่ลี่ เพราะยามนี้วันเวลาผันผ่านมาเนิ่นนาน หนิงเอ๋อเหลือเพียงฉินซู่ลี่เท่านั้น ที่นางรู้สึกราวกับเป็นญาติผู้ใหญ่ของตนเอง

 

                ...ชีวิตของเซียนวิเศษ หากมิได้มีคู่บำเพ็ญที่อายุขัยทัดเทียม หรือเกิดในตระกูลเซียน ส่วนใหญ่หนทางสุดท้ายของความอมตะล้วนเปลี่ยวเหงายิ่งนัก

.

.

                "อีกสองชั่วยามพวกเราก็จะทะลุป่าปีศาจแล้ว" อาฉีเอ่ยเสียงดัง แต่มิได้หันกลับไปมองผู้คนที่ตามมาด้านหลัง ซึ่งหลายคนอ่อนล้าเกินกำลังของตนเองไปแล้ว แต่ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้เพราะคำว่า...ความหวัง เท่านั้น

 

                แม้การเดินทางหลายวันที่ผ่านจะพบเจอกับเผ่ายักษ์ หรือสัตว์อสูรบ้าง แต่ก็นับว่าราบลื่นมาโดยตลอด แต่แล้วเป้าหมายที่อยู่ใกล้อีกเพียงแค่ไม่กี่ลี้ กลับปรากฏสิ่งมีชีวิตเผ่าวิญญาณขึ้นมาขวางหน้า

 

                "แย่แล้ว วิญญาณหยินอาฆาต"หลี่จิ้นเอ่ยพลางทะยานขึ้นไปด้านหน้า เพราะผู้ติดตามที่หลบหนีมาส่วนใหญ่ล้วนมีพลังลมปราณอยู่ในระดับพื้นฐาน หรือแรกธรรมชาติเท่านั้น มีเพียงหลี่จิ้น และหงตงเท่านั้น ที่มีระดับลมปราณเที่ยงแท้

 

                วิญญาณหยินอาฆาตแม้มีระดับพลังที่ต่ำกว่าหลี่จิ้น แต่ความน่ากลัวของมันมิใช่การจู่โจมทางลมปราณ แต่กลับเป็นพลังในการครอบงำวิญญาณ และมายาภาพ หากผู้มีพลังลมปราณสูงย่อมไม่อันตราย แต่ไม่ใช่กับผู้คนที่กำลังอ่อนล้าทั้งกายและใจ เช่นขบวนหลบหนีในครั้งนี้ หากมีผู้คนถูกมันครอบงำร่างแล้ว สถานการณ์อาจพลิกเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ในพริบตา

 

                "สามสิบตน มันมากเกินไป"อาฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด พลางกวัดแกว่งหอกเงินราวพายุหมุน กีดขวางการรุกคืบของวิญญาณหยิน รอคอยกำลังเสริมทั้งสอง

 

                "ท่านพี่อาฉีค่อยป้องกันผู้คน ข้ากับหงตงจะอาสาเป็นทัพหน้าเอง" หลี่จิ้น ใช้หอกแกร่งยืดยาวออกไปด้านหน้า ยามพวยพุ่งพลิ้วไหวยากคาดเดา แต่เมื่อเข้าใกล้เป้าหมาย ความไวของกระบวนท่าพลันเพิ่มความไวขึ้นอีกเท่าตัว ราวกับอสรพิษที่ฉกกัดเหยื่อ ทำให้แม้ว่าศัตรูจะจับจังหวะสุดท้ายของกระบวนท่าได้ แต่กลับไม่อาจหลบเลี่ยง แทงหนึ่งครั้งวิญญาณหยินอาฆาตก็เกิดรูบนร่างหนึ่งรู แทงสองครั้งก็ปรากฏรูโหว่ที่สองตามมา แต่การโจมตีที่อัดแน่นด้วยลมปราณเที่ยงแท้ขั้นกลางยังไม่อาจทำลายร่างของศัตรูได้ในการจู่โจมระลอกเดียว

 

                "หลี่จิ้นหลบ...!!!"

 

                หงตงเคลื่อนมาทีหลัง กระโดดลอยตัวพุ่งเข้าหาวิญญาณหยินอาฆาต ในจังหวะเดียวกับที่หอกของหลี่จิ้นแทงถูก แรงทำลายของหลี่จิ้นทำให้วิญญาณอาฆาตชะงักไปชั่วขณะ หลี่จิ้นที่ได้ยินเสียงตะโกนไล่หลัง ไม่คิดชักหอกกลับพลันกลิ้งตัวไปด้านข้างเปลี่ยนกระบวนท่าหอกให้กลายเป็นฟาดขวาง ใช้สภาวะเคลื่อนกวาด หนุนเสริมพลังของหอกในมือ ขับไล่วิญญาณอาฆาตอีกสองตนให้ถอยห่างออกไป

 

                เมื่อศัตรูชะงักค้าง หงตงที่ลอยตัวเชื่องช้าอยู่กลางอากาศจึงมีเวลารวบรวมพลังลมปราณ ลมปราณเที่ยงแท้ถูกบีบอัดไปรวมกันเป็นจุดเดียวจนปลายหอกเกิดเพลิงไฟลุกท่วม แม้ยามเหินค้างกลางอากาศจะเนิ่นช้า แต่ยามหวดฟาดลงบนร่างศัตรูกลับรวดเร็วปานอัสนีบาต เสียงหอกที่เสียบทแยงกระทบพื้นจนเกิดหลุมใหญ่ดังสนั่น ร่างขอวิญญาณอาฆาตที่ชะงักค้างแตกสลายในการโจมตีประสานครั้งแรกของหลี่จิ้น และหงตง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 195 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #4225 F. sugarchan (@slp9011) (จากตอนที่ 331)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 13:50

    ถ้าไรท์ไม่รีบมา จะร้องเเล้วนะ! ค้าง ง่ะะะะ เเงงงงงง
    #4225
    1
    • #4225-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 331)
      9 มกราคม 2562 / 14:41
      งะ ใจเย็นก่อน เขียนแค่ร่างทิ้งไว้ ยังไม่ได้ตรวจเลย นี่ลงวันเลยนะเนี่ย จะเร่งให้อวสานวันที่ 16 กุมภา นี้ละ ^ ^
      #4225-1
  2. #4224 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 331)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 13:19

    หนุกอ่ะ ฮือออ
    #4224
    1
    • #4224-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 331)
      9 มกราคม 2562 / 14:40
      ภาคนี้เขียนแบบเดินเรื่องไว ถ้าถูกใจแบบนี้ เรื่องหน้าได้ลองปรับแบบนี้ดู ^ ^
      #4224-1
  3. #4223 boat489 (@boat489) (จากตอนที่ 331)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 01:44
    ขอบคุณครับ
    #4223
    0