เนตรมารสะท้านฟ้า (恶魔的眼睛)(จบ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 963,258 Views

  • 4,629 Comments

  • 8,401 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3,292

    Overall
    963,258

ตอนที่ 296 : มุ่งหน้าวิหคทอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3767
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 370 ครั้ง
    31 ต.ค. 61

ตอนที่ 273

มุ่งหน้าวิหคทอง

 

                ในระหว่างที่เสวี่ยหมิงและหญิงสาวทั้งสาม ใช้เวลาอยู่ภายในด่านกักมังกร เหตุการณ์ความวุ่นวายภายนอกล้วนลุกลามเกินควบคุม แม้อสูรจากอเวจีที่ออกมาจากรอยปริแตกของมิติ จะมีระดับพลังสูงสุดแค่ลมปราณแท้จริง และส่วนใหญ่เป็นเพียงสัตว์อสูรลมปราณแรกธรรมชาติเท่านั้น แต่ปริมาณของมันกลับมีมหาศาลราวกับไร้ที่สิ้นสุด

 

                แม้การสู้รบในครั้งนี้หานเฟิงจะอยู่ร่วมสั่งการเอง แต่เพราะรอยปริแตก ยิ่งมายิ่งขยายกินบริเวณกว้างออก แถมกองกำลังที่มียังเป็นเพียงแค่หน่วยสอดแนมของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไป๋หู่เดิม หาใช่กองกำลังรบหลักของวังสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อผนวกรวมกับกลุ่มผู้ฝึกตนท้องถิ่น และสำนักฝีมือในเขตแดนตะวันออก ซึ่งฉิงหลงเป็นผู้รวบรวมประสานงาน ก็ยังไม่เพียงพอจะผลักดันฝูงสัตว์อสูรกลับไปยังจุดกำเนิดของรอยปริแตก เพื่อที่จะทำการปิดผนึก ทำให้หน้าที่ส่วนใหญ่ของกองกำลังผสมคือการคุ้มกันชาวบ้านให้อพยพออกมาจากพื้นที่เสี่ยงภัยของเขตแดนชายขอบของมิติที่ปริแตก

 

                แม้ไม่ได้รุกไล่ แต่การอพยพผู้คนนับล้านหาใช่งานสบาย ตลอดทั้งคืนแรกผู้คนล้วนมิได้หลับนอน สุดท้ายกองกำลังผสม ยึดพื้นที่เขตเมืองมังกรเทวะเป็นฐานทัพหลัก ส่วนเมืองหยกม่วงและเมืองระดับรองลงมาเป็นฐานทัพย่อย ซึ่งฐานทัพเป็นทั้งศูนย์พักพิงของผู้อพยพ และหน่วยต่อต้านอสูรร้ายจากรอยปริแตกไปพร้อม ๆ กัน

 

                เช้าวันที่สองหลังการอพยพเป็นไปได้อย่างราบลื่น หานเฟิงจึงเรียกรวมผู้ฝึกตนกลุ่มใหญ่ภายในเมืองมังกรเทวะ เพราะจากการคาดการณ์ แผนการตั้งรับแม้ปลอดภัย แต่หากไม่สามารถผนึกรอยปริแตก ช้าเร็วการป้องกันย่อมพังทลาย

 

                หานเฟิงคัดเลือกกองกำลังบุกโจมตี โดยแบ่งออกเป็นสิบกลุ่ม แยกออกเป็นสามเส้นทาง ผู้นำของกองกำลังล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับลมปราณเที่ยงแท้ขึ้นทั้งสิ้น มีเพียงแค่ฉิงหลงผู้เดียว ที่ยังมีระดับพลังอยู่ในขอบขั้นเชื่อมฟ้าดินขั้นปลาย การจัดทัพบุกของหานเฟิง ให้แต่ละกองกำลัง ทำงานสอดประสานกันเป็นรูปสามเหลี่ยม บุกทะลวงออกไปสามสาย ส่วนกองกำลังสุดท้ายที่กองกำลังกลุ่มที่สิบ เป็นกองกำลังของหานเฟิง ซึ่งเป็นแกนกลางอยู่ระหว่างสามเหลี่ยมโจมตีทั้งสาม ทำหน้าที่ค่อยช่วยเหลือ และกำจัดสัตว์อสูรที่เล็ดลอดเข้ามา และคอยสับเปลี่ยนช่วยเหลือกำลังพลที่อ่อนล้า

 

                การต่อสู้ดุเดือด แม้การบุกทะลวงจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า และในหลายครั้งที่ปรากฏอสูรร้ายระดับลมปราณเที่ยงแท้ออกมาพร้อมกันหลาย ๆ ตัว หานเฟิงก็ต้องออกไปลงมือช่วยเหลือ แต่ทุกสิ่งก็เป็นไปตามกลยุทธ์ที่หานเฟิงวางเอาไว้

 

                "วางค่ายกล" หานเฟิงออกคำสั่ง วางค่ายอาคมผนึกลงในเขตที่ผลักดันอสูรร้ายออกไปได้ แม้รู้ว่าค่ายกลผนึกไม่อาจต้านทานการบุกได้ยาวนาน แต่ยังช่วยยืดระยะเวลา และเพิ่มความได้เปรียบในการรุกคืบในวันต่อ ๆ ไป และช่วยให้การป้องกันพื้นที่ง่ายดายขึ้น ค่ายกลอักขระนับร้อย ล้วนถูกใช้ออกอย่างไม่เสียดาย

 

                เวลาผ่านพ้นรวดเร็ว...ในที่สุดท้องฟ้าวันที่สองก็ทอแสงส้มทอง เงาสีดำบนพื้นทอดยาวยืดออก ไม่ต่างจากอาการอ่อนล้าของผู้คน หานเฟิงรู้ดีว่าผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ล้วนสามารถมองเห็นได้ในความมืด แต่อย่างไรการรบในความมืด ความแหลมคมของสัญชาตญาณสัตว์อสูรย่อมเหนือกว่า หานเฟิงจึงสั่งผู้คนให้ถอยทัพกลับไปตั้งมั่นอยู่ที่หน้ากำแพงเมืองมังกรเทวะ ปล่อยหน้าที่เฝ้ารักษาเขตแดนให้ค่ายอาคมที่วางเอาไว้ทำหน้าที่แทน

 

                เมื่อหานเฟิงกลับถึงที่ทำการเมือง สายข่าวก็เร่งรายงานว่าตอนนี้ประมุขเสวี่ยหมิง รวมทั้งหนิงเซียน เฟยเซียง และจิวซิน ได้กลับออกมาจากด่านกักมังกรแล้วตั้งแต่เมื่อสองชั่วยามก่อน

 

                หานเฟิงดีใจยิ่งนัก เพราะการมาของเสวี่ยหมิงที่มีฝีมือสูงล้ำ บวกกับหนิงเซียนที่เก่งกาจพอจะเป็นกำลังหลัก ผนวกรวมกับความสามารถของวิหคเพลิงอมตะ ล้วนโดดเด่นเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการทำสงคราม ส่วนอีกสองสาวที่กลับมาโดยปลอดภัย ก็จะได้ร่วมหาประสบการณ์สู้รบ ทำให้หานเฟิงเตรียมจะส่งข้อความติดต่อไปยังเสวี่ยหมิงโดยตรง เพื่อให้ทั้งหมดมารวมตัวกันที่เมืองมังกรเทวะ แต่แล้วสายข่าวที่ประจำอยู่ในเมืองหยกม่วง ก็ติดต่อแทรกขึ้นมาเสียก่อน พร้อมรายงานว่าเมื่อประมุขเสวี่ยหมิงรู้ว่ามีอสูรร้ายหลุดออกมาจากรอยปริแตก หลังจากพักผ่อนและสอบถามผู้คนอยู่ครู่หนึ่ง ก็หุนหันออกไป โดยมีหญิงสาวทั้งสามตามออกไปด้วยในทันที

 

                หานเฟิงไม่คิดว่าเสวี่ยหมิงจะวู่วามเช่นนี้ จึงได้สอบถามสายข่าวเพิ่มเติม แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเพราะเหตุใด จนกระทั่งฉิงหลงกลับมาสมทบกับหานเฟิง เมื่อพูดคุยกันจึงได้ความว่า เสวี่ยหมิงน่าจะมุ่งหน้าไปยังเมืองวิหคทอง อันเป็นสถานที่ตั้งของบ้านเกิดของเสวี่ยหมิง

 

                หานเฟิงตกใจ จำชื่อเมืองวิหคทองได้ รีบนำแผนที่ขึ้นมากางออก ก่อนจะสูดหายใจลึกเข้าไป เพราะจุดที่เสวี่ยหมิงกำลังจะบุกฝ่าไปนั้น ถือเป็นบริเวณที่อยู่ใกล้เคียงกับรอยปริแตกแรกเริ่ม ซึ่งถือเป็นรอยปริแตกที่อันตรายที่สุด

 

                "เด็กน้อยช่างวู่วามยิ่งนัก เห็นทีแผนการค่อย ๆ สร้างเส้นทางผนึก และบีบพื้นที่เพื่อปิดรอยปริแตกจากขนาดเล็กไปหาขนาดใหญ่จะทำไม่ได้เสียแล้ว" หานเฟิงมองดูจุดรอยแยกทั้งแปดแห่งบนแผนที่ "พรุ่งนี้กองกำลังทั้งเก้าสายจะยังคงตรึงกำลังอยู่ที่นี่ ป้องกันไม่ให้เหล่าอสูรร้าย ขยายพื้นที่ทำอันตรายผู้คน ส่วนกองกำลังที่สิบตามข้าลงไปยังเมืองหยกม่วง หากวาสนาของมนุษย์ยังไม่สิ้น ข้าเชื่อว่าประมุขของพวกเรา หลงเสวี่ยหมิง จะเป็นปลายหอก ที่แหวกทางให้ข้าเข้าไปสร้างผนึกอาคมปิดรอยปริแตกหลักได้" แม้คำกล่าวเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิมและคาดหวัง แต่ในใจของหานเฟิงกลับคิดไปในเชิงลบ ลำพังแค่รอยปริแตกที่รอบนอกซึ่งตนเองเผชิญหน้า ก็มีสัตว์อสูรจากอเวจีหลุดออกมานับหมื่นตนในแต่ละวัน แต่รอยปริแตกหลักที่เสวี่ยหมิงกำลังมุ่งหน้าไปนั้นมีขนาดใหญ่กว่านับสิบเท่า

 

                "เสวี่ยหมิง คงมีแต่เจ้าเท่านั้นที่จะสามารถฝ่าดงอสูรร้ายเข้าไปได้โดยที่พลังลมปราณไม่เหือดแห้งไปเสียก่อน" หานเฟิงที่เหม่อมองไปยังนอกหน้าต่าง เอ่ยพลางครุ่นคิดไปถึงพละกำลังมหาศาลที่เสวี่ยหมิงแสดงออกในการทดสอบ

.

.

                "บ้าดีเดือดยิ่งนัก"มังกรเหมันต์ที่เริ่มจะคุ้นเคยกับสามสาวที่นั่งอยู่บนหลังเอ่ยขึ้น พลางใช้เหลือบสายตามองลงไปยังด้านล่างที่ห่างออกไป สำรวจดูเสวี่ยหมิงตะลุยฝ่าดงสัตว์อสูร ราวกับราชสีห์ที่กระโจนเข้าหาฝูงแกะ เสวี่ยหมิงใช้ลมปราณเพียงแค่พอสร้างเกราะคุ้มกันร่าง และยืดขยายปีกเพลิงที่ช่วยในการเคลื่อนที่เท่านั้น ส่วนการล้างสังหาร...ล้วนเป็นไปด้วยพละกำลังที่เกิดจากเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

                แม้จะมีอสูรร้ายขวางหน้าอยู่มากมาย แต่ความไวของเสวี่ยหมิงก็ยังรวดเร็วยิ่งนัก ฟ้ายังไม่ทันเข้าสู่รุ่งสาง เสวี่ยหมิงก็ฝ่าจนทะลุป่าอสูร มังกรเหมันต์ที่เบื้องบน บินตามหลังมาอยู่ห่าง ๆ แม้มันไม่ได้ทำหน้าที่ต่อสู้โดยตรง เพราะอาการบาดเจ็บที่ยังไม่ฟื้นคืน แต่การที่ต้องระวังภัยให้กับสามสาวที่อยู่บนหลังของตนเอง ระหว่างทางมันเองก็สังหารอสูรที่เหินบินขึ้นมาไปแล้วนับหลายร้อยตัวเช่นกัน

 

                ในที่สุดเมื่อแสงสว่างแรกของวันปรากฏ เสวี่ยหมิงก็มาหยุดอยู่ที่หน้าทางเข้าเมืองวิหคทอง สัตว์อสูรโดยรอบที่ครั้นคร้ามจากไอสังหารของเสวี่ยหมิง พากันเตลิดถอยห่างออกจากเมืองไปจนหมดสิ้น ทำให้เมืองวิหคทองที่กลายสภาพเป็นเพียงซากปลักหักพังที่ถูกทิ้งร้างเท่านั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 370 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #4054 มงคล วัฒนาวรสกุล (@mooleang) (จากตอนที่ 296)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 02:07
    เสี่ยวหมิงยังไม่ถึงจุดสุดยอดสะที จะเก่งไปไหน
    #4054
    0
  2. #4053 drakdevill (@drakdevill) (จากตอนที่ 296)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2561 / 20:52
    ขอบคุณครับ
    #4053
    0
  3. #4052 F. sugarchan (@slp9011) (จากตอนที่ 296)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2561 / 20:40

    หมิงๆสุดโหด
    #4052
    0
  4. #4051 boat489 (@boat489) (จากตอนที่ 296)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2561 / 15:43
    โหดมากก
    #4051
    0
  5. #4050 meraipa (@meraipa) (จากตอนที่ 296)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2561 / 13:38
    รอครับ
    #4050
    0