เนตรมารสะท้านฟ้า ()(จบ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 913,404 Views

  • 4,528 Comments

  • 8,263 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    70,524

    Overall
    913,404

ตอนที่ 243 : ปะทะลมปราณสวรรค์ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5767
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 463 ครั้ง
    5 ก.ย. 61

ตอนที่ 225

ปะทะลมปราณสวรรค์ 1

               

                เสียงเจรจาจอแจ ผสมปนเปกับเสียงเอะอะโวยวาย ของผู้ที่ไม่ยินยอมจากไปแต่โดยดี หวังบุกฝ่าแต่กลับก็ถูกผู้คนของสำนักอสูรเหมันต์ขับไล่ทำร้าย

 

                สำนักอสูรเหมันต์...ถือเป็นสำนักใหญ่อันดับสองแห่งดินแดนทางเหนือ ซึ่งขยายอิทธิพลใหญ่โตขึ้นตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เนื่องจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนอู่นั้นปิดตัวเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก ซุกซ่อนขุมกำลังที่แท้จริง ทำให้สำนักอันดับสองแห่งนี้ โดดเด่นขึ้นมาแทนที่ แม้ไม่มีประวัติ และพลังของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หนุนหลัง แต่อาศัยวิชามารสร้างชื่อ เหล่าศิษย์ทั้งหลายล้วนนิสัยดุร้าย โหดเหี้ยม

 

                "เฮ้ย ไอ้หนู ไม่ได้ยินที่ท่านรองเจ้าสำนักสั่งรึไง" ศิษย์หลักผู้หนึ่งของสำนักอสูรเหมันต์เอ่ยเสียงขึง เมื่อเห็นว่าเสวี่ยหมิงกำลังจะเดินล้ำเข้ามาในเขตที่มันยืนเฝ้าอยู่ แต่ที่ไม่ลงมือเพราะมันรับรู้ได้ว่า หญิงสาวซึ่งสวมผ้าคลุมปกปิดตัวตนด้านหลัง มีพลังสูงส่งกว่าตนเอง และไม่แน่ใจว่าเด็กหนุ่มหล่อเหลาตรงหน้ากับหญิงสาวใต้ผ้าคลุมเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ "หากถอยกลับไปตอนนี้ ข้าจะถือว่าเป็นการเข้าใจผิดกัน"

 

                เสวี่ยหมิงไม่เอ่ยตอบ ยังคงเดินหน้าต่อไปโดยมิได้ชะงักแม้แต่น้อย

 

                "วอนหาเรื่องเสียแล้ว" แม้รับรู้ว่าผู้หญิงซึ่งปกปิดตัวตนอยู่ด้านหลังนั้นเก่งกาจกว่าตนเอง แต่ที่ด้านหลังของมันยังมีกำลังสนับสนุนของสำนักอสูรเหมันต์ยืนอยู่อีกหลายคน มันจึงกล้ากระทำการเช่นนี้ และที่สำคัญมันมั่นใจในพลังฝีมือของรองเจ้าสำนักเฮยหู่ ที่มีพลังสูงส่งถึงระดับลมปราณเที่ยงแท้ขั้นกลาง

 

                พวกเราล้อมมันไว้ !!!

                เมื่อมีคนมากกว่า การลงมือเพียงลำพังย่อมไม่ใช่วิสัยของสำนักอสูรเหมันต์ ซึ่งเป็นสำนักที่ฝึกฝนวิชามาร "พูดดี ๆ ไม่ฟัง เช่นนั้นก็อย่าหาว่าพวกข้าไร้ความปราณีละ" ผู้ฝึกตนในระดับลมปราณเชื่อมฟ้าดินขั้นต้นถึงห้าคน ห้อมล้อมเสวี่ยหมิง และจงใจเปิดทางถอยให้หนิงเซียน

 

                เสวี่ยหมิง หันไปสบตาหนิงเซียนแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาตอบ"เจ้าแน่ใจนะ"

 

                "ฮ่า ฮ่า ฮ่า แน่ใจ เฮ้ยเจ้าหนูนี่มันถามพวกเราว่าแน่ใจรึเปล่าหวะ!!!" ผู้ฝึกตนของสำนักอสูรเหมันต์พร้อมใจกันหัวเราะดังลั่น ก่อนที่ศิษย์หลักซึ่งสั่งการเป็นคนแรกจะลงมือเปิดฉากจู่โจมเข้าใส่เสวี่ยหมิงในทันที

 

                ตายซะเถอะ !!!

                 ผู้ฝึกตนทั้งห้าของสำนักอสูรเหมันต์ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือในสำนัก แต่ละคนล้วนผ่านการฝึกฝนอย่างหนักจนมีทุกวันนี้ ในดินแดนภาคเหนือพวกมันถือว่ามีหน้ามีตาเป็นอย่างยิ่ง

 

                น้ำแข็งปีศา.....!!!

                เสียงชะงักค้างไม่ทันเอ่ยจบคำ ร่างของทั้งห้าที่หมายจะกลุ้มรุมทำร้ายเสวี่ยหมิง ก็กลับกลายเป็นก้อนมนุษย์น้ำแข็งในพริบตา ไอเย็นยะเยือกปกคลุมไปทั่วบริเวณในทันที

 

                บังอาจ !!!

                เฮยหู่ที่เห็นเหตุการณ์ตวาดก้อง ถลึงตาโตจับจ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเสวี่ยหมิง กระแทกลมปราณอสูรของตนจนพื้นแตกระแหง ส่งร่างของมันกระโจนเข้าใส่เสวี่ยหมิงจากทางด้านบน

 

                หมัดแกร่งของเฮยหู่ที่ผสานเข้ากับลมปราณอสูรเหมันต์ ก่อเกิดเป็นน้ำแข็งสีม่วงเข้ม ก่อตัวเป็นเสาแหลมห่อหุ้มกำปั้นแกร่ง ทิ่มเข้าใส่ใบหน้าของเสวี่ยหมิง หมายมั่นเจาะทะลุกระโหลกในคราเดียว

 

                ...ลมปราณเที่ยงแท้ขั้นกลาง

                เสวี่ยหมิงพบว่าผู้ที่โจมตีตนเองในครานี้ หาได้อ่อนแอเช่นเดียวกับลิ่วล้อก่อนหน้า ไม่กล้าประมาท ยกสองมือขึ้นกำหมัดประสานออก ปล่อยลมปราณมังกรเหมันต์เข้าไปต้านรับ

 

                ...พลังเหมันต์เย็นเยียบ ปะทะพลังเหมันต์เร้นลับชั่วร้าย

 

                แม้ระดับลมปราณเสวี่ยหมิงจะอ่อนด้อยกว่า แต่เคล็ดวิชาและร่างกายที่แข็งแกร่งกับหนุนเสริม ทำให้แรงปะทะของทั้งคู่ก่ำกึ่งสูสี หลังจากเกิดเสียงดังลั่น ร่างทั้งสองก็ถูกแยกออกจากกันไปคนละมุม ใบหน้าของเสวี่ยหมิงยังคงเย็นชาดุจเดิม แต่เฮยหู่กลับแสยะยิ้มอย่างน่าเกลียดออกมา

 

                "เจ้าหนูพลังฝีมือไม่ธรรมดาเลย แต่เจ้าพลาดแล้วที่รับพลังเหมันต์อสูรหลอนของข้าเข้าไปตรง ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า" หมัดเหมันต์อสูรหลอนไม่เพียงแต่แฝงพลังเย็นเยียบชั่วร้าย แต่ยังมีพิษของมายาจิตหลอกหลอนผู้คนให้ตกอยู่ในห้วงทุกข์ "นิ่งไปเลยละสิ ท่าทางแกคงติดจมอยู่ในภาพมายาอันน่ากลัวอยู่ละสิ" เฮยหู่ไม่พูดเปล่า เมื่อเห็นเสวี่ยหมิงยังคงใบหน้านิ่งเฉย ร่างกายไม่ไหวติง จึงเร่งปิดฉากในทันที หมายลงมือข่มขวัญผู้คนโดยรอบ แสดงอำนาจสะกดข่มออกไปในคราเดียว

 

                หมัดคู่วิญญาณอสูรเหมันต์...หมัดซ้ายอาบแน่นไปด้วยน้ำแข็งธาตุหยินชั่วร้าย ที่หลอมสร้างจากเลือดเนื้อของผู้คน หมัดขวาปรากฏภาพใบหน้าอสูรมายา ที่หลอมสร้างจากวิญญาณพยาบาท เมื่อสองพลังประสานเสริมก่อเกิดเป็นร่างมายาของอสูรร้ายสีม่วงทะมึนท่ามกลางควันพิษมายาหลอนประสาท โหมกระหน่ำเข้าใส่เสวี่ยหมิงจากทางด้านหน้า

 

                เมื่อเป็นการโหมกระหน่ำ โดยมั่นใจว่าเหยื่อของตนเองหมดสภาพ เฮยหู่จึงไม่คิดรั้งพลังป้องกันตนเองเอาไว้แม้สักนิด จงใจใช้กระบวนท่าออกไปจนสุดรั้ง หมายให้ร่างเหยื่อกลายเป็นน้ำแข็งพิษแตกระเบิดแหลกเละ หมายสร้างสภาวะสยดสยองเพื่อแสดงพลังอำนาจของตนเอง

 

                วิญญาณร้ายวูบไหวไปมาเป็นวงขยายออกไม่หยุดยั้ง แต่ยังนับว่าผู้ฝึกตนพเนจรโดยรอบยังโชคดี ที่หนิงเซียนซึ่งอยู่ไม่ห่าง แสดงจิตใจโอบอ้อมอารีย์ แผ่พุ่งเพลิงแห่งวิหคอมตะต่อต้านเอาไว้ ไม่ให้ควันพิษกระจายออกไปเป็นวงกว้าง

 

                พริบตาที่ความฮึกเหิมถึงขีดสุด หมัดคู่วิญญาณอสูรเหมันต์ของเฮยหู่ก็บรรลุถึงเบื้องหน้าของเสวี่ยหมิงพอดี

 

                ตูม !!!

                เสียงปะทะรุนแรง จนผู้คนรอบข้างต่างจินตนาการความสยดสยองไปต่าง ๆ นา ๆ มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนี้

 

                "ปะ ปะ...ปะ...เป็นไปไม่ได้"เฮยหู่รู้สึกปวดแปลบที่สีข้าง หมัดของเสวี่ยหมิงในครั้งนี้ใช้ออกอย่างสุดรั้ง แม้ไม่ได้ประสานเสริมลมปราณเพลิงไฟ แต่พลังทำลายของลมปราณมังกรเหมันต์บวกกับน้ำหนักหมัดที่ป่นหินผาได้ของเสวี่ยหมิง ก็เพียงพอจะสั่นสะเทือนอวัยวะภายในร่างของเฮยหู่ที่ลมปราณคุ้มกายอ่อนโทรมให้แหลกเหลว

 

                เฮยหู่กระอักโลหิตคำโตออกมา สองมือที่จู่โมก่อนหน้าอย่างมาดมั่น กลับต้องมาใช้กุมกดไปที่ท้องของตนเอง เพื่อชะลอความเจ็บปวด สองตาแดงฉาน แม้อยากเงยศีรษะขึ้นไปมองหน้าของเสวี่ยหมิงที่ยังคงยืนจังก้าอยู่ที่เดิมไม่แปรเปลี่ยน แต่เรี่ยวแรงกลับไม่อำนวย ทำได้เพียงจับจ้องไปที่กองน้ำแข็งซึ่งแตกสลายจากร่างจำแลงของเสวี่ยหมิงด้วยความคับแค้นใจ

 

                ตูม !!!...กร๊อบ !!!

                สำหรับบุคคลเช่นนี้ เพียงพลังชั่วร้ายคาวโลหิตที่ใช้ออก  เสวี่ยหมิงก็แยกแยะได้แล้วว่าต้องสังเวยชีวิตผู้คนไปมากมายเพียงใด จึงไม่มีความปราณีหลงเหลือให้กับมันแม้แต่น้อย ไม่รอให้อีกฝ่ายฟื้นตัว ก็เตะอัดเข้าไปที่ปลายคาง...ศีรษะที่ก้มลงมองพื้น เงยหงายกลับหลังหักพับจนผิดรูปไปอีกฝั่ง กระดูกลำคอหักแหลกสะบั้น ตกตายไปทั้งที่ควันพิษมายาสีม่วงของมันยังไม่ทันจางหาย

 

                หลังควันพิษจางลง ร่างไร้วิญญาณที่กองบนพื้นก็ปรากฏอยู่ต่อหน้าของผู้คนที่มุงอยู่โดยรอบ ศิษย์ทั้งหลายของสำนักอสูรเหมันต์ที่กำลังตื่นเต้นยินดีด้วยความลำพอง กลับกลายเป็นซีดเผือด ภาพจินตนาการความตายของเสวี่ยหมิงในสมองของพวกมันก่อนหน้า ยับเยินไม่มีชิ้นดี ความตื่นกลัวขยายกลายเป็นเสียงร้องโหวกเหวกด้วยความตกใจ คำเรียกหาเจ้าสำนักดังก้องไปทั่วลานกว้าง ผู้คนที่ถูกขัดขวางจนเกิดความคับแค้นก่อนหน้า ตะโกนส่งเสียงดังหมายเอาคืน เหล่าศิษย์ที่หลงเหลือของสำนักอสูรเหมันต์

 

                หลังจากที่กำจัดผู้คนแล้วเสวี่ยหมิงก็ไม่ได้อยากทำตัวโดดเด่น จึงถอยกลับไปยืนอยู่เคียงข้างกับหนิงเซียน แต่ไม่ทันที่จะได้พักหายใจให้คล้อง เสียงตวาดลั่นก็ดังสะท้านทั่ว ร่างที่เหินทะยานออกมาจากในวังสวรรค์สยบมารด้วยความไว หยุดลอยตัวอยู่ที่เหนือศีรษะของเหล่าศิษย์ของสำนักอสูรเหมันต์

 

                "ท่านเจ้าสำนัก !!!"

 

                "ไอ้หนู แกตายแน่ ท่านเจ้าสำนักมาแล้ว"

 

                เหล่าศิษย์ของสำนักมังกรเหมันต์ล้วนมั่นใจเต็มเปี่ยม เพราะในแดนเหนือเจ้าสำนักของมันได้ชื่อว่าเป็นผู้พิชิตไร้ผู้ต้าน เหยียบทำลายค่ายสำนักน้อยใหญ่มาแล้วนับสิบ เมื่อเจ้าสำนักที่เปี่ยมบารมีเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้น จิตใจที่หวาดหวั่นกลับกลายเป็นเหิมเกริมอีกครั้ง ตะโกนท้าทายเหล่าผู้คนที่ลุกฮือก่อนหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

 

                ...ลมปราณเที่ยงแท้ขั้นปลาย

                เสวี่ยหมิงเองก็หวั่นวิตกไม่น้อย เพราะพลังลมปราณที่เจ้าสำนักอสูรเหมันต์แผ่ออกมา ไม่ธรรมดาเลย หากต่อสู้กันคงไม่อาจเก็บออมฝีมือที่แท้จริงได้

 

                "พี่หมิง ครั้งนี้ให้ข้าช่วยด้วยไหม" หนิงเซียนเองก็รู้ดี ว่าคู่ต่อสู้ครั้งนี้ตึงมือแล้ว ไม่เหมือนก่อนหน้าที่เมื่อพบเห็นศัตรู เสวี่ยหมิงก็จะส่งเสียงลมปราณบอกตนเองทันทีว่า...เป็นเรื่องราวเล็กน้อย

 

                "อืม หากปะทะกันจริง ๆ พี่เองคงยากที่จะเก็บออมฝีมือที่ซุกซ่อนเอาไว้ แต่หากเจ้าเข้าร่วม แล้วเกิดผิดพลาดขึ้นมา..."

 

                เปรี้ยง !!!

                เสียงดังสนั่น เรียกสายตาของทุกคู่ให้หันไปมอง ร่างของประมุขสำนักอสูรเหมันต์ล่วงหล่นลงจากฟากฟ้า ทั้งร่างลุกไหม้ไปด้วยเพลิงไฟสีแดงเข้ม

 

                เสียงหวีดร้องด้วยความตื่นตกใจของศิษย์สำนักอสูรเหมันต์ดังระงม ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเกิดเรื่องราวผิดใจใดระหว่างพวกมันกับขุมอำนาจที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดบนพื้นพิภพ จึงทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์มังกรโลกันตร์ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

                "เกะกะขวางทางยิ่งนัก" คำกล่าวเนิบช้า ใบหน้าเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย ราวกับว่าเพิ่งจะปัดฆ่าแมลงวันตกตายไปตัวหนึ่งเท่านั้น ข่มขวัญผู้ฝึกตนที่เบื้องล่างจำนวนมากจนเข่าอ่อน โดยเฉพาะเหล่าศิษย์ของสำนักอสูรเหมันต์ที่ตื่นตกใจจนบางคนถึงกับฉี่ราดกางเกงตัวเองออกมา

 

                "หนูสกปรกทั้งสอง ข้ามาดักรอเจ้าได้สองวันแล้ว ในที่สุดเจ้าก็มาตามนัดเสียที"

 

                เสวี่ยหมิงแสดงหน้าบอกบุญไม่รับทันที เพราะศัตรูที่ปรากฏตรงหน้ายามนี้ หาใช่ผู้ฝึกตนทั่วไป แต่เป็นผู้คุ้มกฎของดินแดนศักดิ์สิทธิ์มังกรโลกันตร์ แถมระดับพลังลมปราณยังสูงส่งกว่าตนเองอีกก้าวใหญ่

 

                "รับมือ" ผู้คุ้มกฎของดินแดนศักดิ์สิทธิ์มังกรโลกันตร์ที่เพิ่งจะสังหารเจ้าสำนักอสูรเหมันต์ พุ่งตรงเข้าใส่เสวี่ยหมิง และหนิงเซียนอย่างไม่ทันตั้งตัว


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 463 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #3618 Fresher Aeolus Zephyrus (@fresherzephyr) (จากตอนที่ 243)
    วันที่ 16 กันยายน 2561 / 17:05
    ก็บอกแต่แรกให้แอบเข้าเงียบๆ ยังจะโชว์พาว
    #3618
    0
  2. #3434 ยังไม่นอน (@Chai996) (จากตอนที่ 243)
    วันที่ 5 กันยายน 2561 / 21:06

    ขอบคุณ
    #3434
    0
  3. #3427 boat489 (@boat489) (จากตอนที่ 243)
    วันที่ 5 กันยายน 2561 / 15:38
    ขอบคุณครับ
    #3427
    0
  4. #3424 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 243)
    วันที่ 5 กันยายน 2561 / 14:57

    ศัตรูเยอะจริงๆอ่ะ
    #3424
    0