เนตรมารสะท้านฟ้า (恶魔的眼睛)(จบ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 962,874 Views

  • 4,629 Comments

  • 8,404 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    2,908

    Overall
    962,874

ตอนที่ 241 : ท่าร่างปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6608
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 571 ครั้ง
    3 ก.ย. 61

ตอนที่ 223

ท่าร่างปริศนา

 

                การกระทำของเสวี่ยหมิงแม้ดูอุกอาจ แต่ล้วนอยู่ภายใต้เหตุผลของความเชื่อมั่น ในพลังของเต๋าแห่งมิติ ที่ต่อให้ไม่อาจเอาชัย แต่ยังหลบหนีออกไปได้ แถมยังเป็นการทดสอบเพื่อเพิ่มความมั่นใจในพัลงของตนเอง ก่อนที่จะตัดสินใจบางอย่างต่อไป

 

                แต่ในการปะทะครั้งนี้ แม้ว่าเสวี่ยหมิงจะเก่งกาจขึ้นมากกว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนราวฟ้ากับเหว แต่จะให้รับมือการโจมตีจากศิษย์หลักของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะทั้งแปดโดยตรง พร้อม ๆ กันก็เป็นเรื่องที่เกินพอดี และนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เสวี่ยหมิงตั้งใจเอาไว้แต่แรก

 

                แม้ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน แต่เมื่อมั่นใจว่าทุกอย่างล้วนอยู่ในวิสัยว่าแม้ไม่อาจชนะแต่ก็ไม่พ่ายแพ้ แผนการรับมือจึงถูกกำหนดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความใจเย็น

 

                ...การปะทะกับคนหมู่มากเช่นนี้แม้จะทำได้ แต่ก็อาจจะได้รับผลกระทบบาดเจ็บบอบช้ำกลับคืนมาบ้าง งั้นควรใช้แผนจับโจรต้องจับหัวหน้า มุ่งเอาชนะผู้แข็งแกร่งเพียงหนึ่ง แต่สะกดข่มสภาวะของทั้งหมดในคราวเดียว

 

                แรงกดดันที่ส่งออกมาจากการจู่โจมของทั้งแปดคน ซึ่งมีถึงสามคนที่มีระดับพลังลมปราณเทียบเท่ากับเสวี่ยหมิง เร่งเร้าดูดซับลมปราณฟ้าดินโดยรอบ จนรัศมีสิบลี้จากจุดปะทะก่อเกิดบรรยากาศผิดเพี้ยน ไอร้อนจากเพลิงวิหคหลากสายที่ปะปน ทำให้เกิดมวลอากาศเย็นร้อนแตกต่างสุดขั้ว ลมม้วนจากจุดเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขยายตัวออก เกิดลมพายุพัดทำลายรอบข้างเป็นวงกว้าง จนฮัวเหวินเยี่ยนที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านข้างจำต้องสอดมือเข้ายับยั้ง ไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามไปกระทบกับเหล่าพันธมิตรวิหคเพลิงอมตะที่ยังรั้งรออยู่ภายในม่านพลังชั้นที่สอง

 

                หนิงเซียนที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ก็รับรู้ได้ถึงแรงกดดันจากสภาวะจู่โจมของศิษย์ร่วมสำนัก จิตใจสั่นไหว ตั้งใจว่าหากเรื่องราวเกินเลยไปกว่านี้ ตนเองก็จะสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว แม้จำต้องผิดใจกับเหล่าศิษย์พี่ทั้งหลาย ก็หาได้ใส่ใจ

 

                แต่แล้วเมื่อสายตาที่ทอแววห่วงใยมองกวาดไปยังใบหน้าอันหล่อเหลาเย็นชาของเสวี่ยหมิงในยามนี้ กลับทำให้หนิงเซียนแปลกใจมิใช่น้อย เพราะเสวี่ยหมิงที่เป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของพลังโจมตี ย่อมต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลกว่าที่ตนเองได้รับ แต่ใบหน้าของเสวี่ยหมิงกลับกำลังเริ่มร่า มุมปากทั้งสองฉาบไล้ไปด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความมั่นใจ ราวกับว่าไม่ได้เห็นการโจมตีที่กำลังใกล้เข้ามาอยู่ในสายตา

 

                เพลิงวิหคผกผัน...เพลิงไฟที่หมุนควงยากคาดเดาทิศทาง ที่ทะยานล้ำหน้าคนอื่น ๆ เปิดฉากพุ่งเข้ามาเป็นคำรบแรก

 

                ตามติดมาด้วย หมัดลมปราณวิหคอมตะ...ที่แม้เป็นท่วงท่าเรียบง่าย พื้นฐานของลมปราณวิหคเพลิงอมตะ แต่ผู้ใช้กลับบรรลุถึงจุดสูงสุดของกระบวนท่า หมัดลมปราณหลอมรวมเข้ากับฟ้าดิน ยามปล่อยออกมีเพียงหนึ่ง แต่เมื่อบรรลุถึงกลางคันหมัดลมปราณเพลิงวิหค กลับแตกออกเป็นห้าสายที่เร็วช้าแตกต่าง

 

                อีกด้านเป็นการโจมตีประสานของพี่น้องคู่เดียวในกลุ่มศิษย์หลัก คนพี่ใช้กระบี่ส่งปราณเข้าสู่แส้อ่อน ส่วนคนน้องใช้แส้ที่เปี่ยมล้นลมปราณที่ยื่นส่ง บิดควงเป็นวงประสานเสริมสภาวะจู่โจมซึ่งกันและกัน ก่อเกิดเป็นพลังเพลิงที่บีบอัด ก่อเกิดเป็นการโจมตีรูปกรงจักรที่แผ่สภาวะแหลมคมราวกระบี่วิเศษ ที่รัศมีวงนอกของกรงจักรยังสะบัดปราณไม่คงรูปกระจายออกไปทุกทิศทาง เป็นการโจมตีประสานที่น่าสะพรึงที่สุดที่เสวี่ยหมิงเคยประสบมา

 

                แม้การจู่โจมจะเป็นกระบวนท่าหลักในการเอาชัย แต่การต่อสู้มิได้มีเพียงการประลองหนึ่งต่อหนึ่งเสมอไป ซึ่งเพลิงวิหคอมตะแท้จริงกลับโดดเด่นในเรื่องการรักษา และเสริมพลังของผู้ใช้เพลิงไฟในรูปแบบเดียวกัน ทำให้ศิษย์หลักอีกสองคนที่เห็นการโมตีแทบจะเต็มพื้นที่ จึงเลือกที่จะถอยฉากออกมา ใช้การเสริมพลังให้คนอื่น ๆ แทน จึงใช้ออกด้วย พลังวิหคเก้าตะวันขั้นที่ห้า... แผ่รัศมีแห่งวิหคเพลิงอมตะประสานเสริมกันเอง พลังโจมตีวงกว้างที่แผ่ออก เป็นเพียงไอร้อนวูบหนึ่งมิได้ทำอันตรายคู่ต่อสู้ แต่กลับส่งผลต่อสภาวะของผู้ใช้พลังวิหคเพลิงโดยรอบ เร่งเร้าประสิทธิภาพของกระบวนท่าเพลิงไฟวิหคของศิษย์คนอื่น ๆ ให้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ทั้งด้านความรุนแรง และรวดเร็ว

 

                คนสุดท้ายคือศิษย์หลักที่มีพลังฝีมือสูงส่งที่สุด ระดับปราณขาดเพียงอีกแค่ครึ่งก้าวก็จะทะลวงเข้าสู่ลมปราณเที่ยงแท้ช่วงกลาง ซึ่งยังคงจับจ้องอยู่ที่เบื้องนอกวงล้อม เมื่อเห็นว่าเสวี่ยหมิงไม่มีทีท่าหลบเลี่ยง จึงได้เร่งเร้าความเร็วของตนเองขึ้น ปีกเพลิงวิหคสยายกาง แผ่ออกด้วยระดับพลังที่เหนือล้ำกว่าศิษย์หลักคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

 

                เมื่อเห็นศิษย์หลักคนสุดท้ายลงมือ เสวี่ยหมิงที่จับจ้องอยู่ก่อนก็ประสานมือเข้าหากันเป็นรูปสามเหลี่ยม แสงสีแดงในดวงตาข้างซ้ายไหววูบ รอยยิ้มก่อนหน้าจางหายไปในพริบตา สีหน้ากลับกลายเป็นเคร่งขรึมจริงจัง

 

                พลังวิหคเก้าตะวันขั้นที่หก !!!

                ศิษย์หลักคนอื่น ๆ ไม่ต้องหันไปดู ก็รับรู้ถึงเพลิงไฟที่เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้นเป็นของผู้ใด ท่าร่างของวิหคเก้าตะวันขั้นที่หก แม้ออกตัวทีหลัง แต่กลับบรรลุถึงรวดเร็วกว่า พุ่งทะยานขึ้นไปหยุดอยู่ที่เหนือศีรษะของเสวี่ยหมิงเพียงเสี้ยวกระพริบตา ดวงตาทอประกายเปลวเพลิงร้อนแรงวูบไหว ก่อนจะใช้ออกด้วยท่าไม้ตายของตนเอง...วิหคเพลิงทำลายล้าง พลังที่ประสานรวมลมปราณวิหคเพลิง และกระบวนท่าหมัดทำลายล้างที่มันได้รับมาด้วยวาสนาเมื่อครั้งที่ออกไปสำรวจซากโบราณสถานในดินแดนตะวันตก

 

                เพลิงวิหคที่ซ้อนทับกัน ก่อตัวม้วนเข้าเป็นก้อนกลม ราวกับดวงอาทิตย์บดอัดเข้าใส่เสวี่ยหมิงจากทางด้านบน พร้อม ๆ กับการโจมตีอื่น ๆ ที่กำลังจะบรรลุถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน

 

                "หยุดมือ !!!"

                ฮัวเหวินเยี่ยนที่กำลังจัดการควบคุมสถานการณ์ปั่นป่วนที่เกิดจากลมปราณของทั้งแปด เพียงละสายตาจากการปะทะแวบเดียว ไม่คิดว่าศิษย์หลักของตนเองจะใช้การโจมตีที่รุนแรงถึงขั้นเอาชีวิตเสวี่ยหมิงจริง ๆ ตะโกนลั่นด้วยความร้อนใจ พร้อมส่งพลังลมปราณของตนเอง ตรงเข้าห่อหุ้มร่างของเสวี่ยหมิงในวินาทีสุดท้าย

 

                บรึ้ม บรึ้ม !!!

                เสียงพลังลมปราณหลากสายที่ประสานกระแทกกัน ก่อเกิดเสียงดังลั่น พร้อมแรงสั่นสะเทือนกระจายออกไปในวงกว้าง ฮัวเหวินเยี่ยนที่สอดมือเข้าช่วยเหลือเสวี่ยหมิงในจังหวะสุดท้าย เมื่อเห็นพลังที่ศิษย์หลักทั้งแปดร่วมมือกัน ยังอดเป็นห่วงเสวี่ยหมิงมิได้ เพราะนางเองก็ยังไม่เข้าใจความเชื่อมโยงของเสวี่ยหมิงกับรูปปั้นวิหคเพลิงอีกตัวที่เพิ่งปรากฏขึ้น หากเสวี่ยหมิงตกตายไปจริง ๆ อาจเกิดเรื่องราวไม่คาดฝันขึ้นอีก

 

                แต่แล้วความรู้สึกที่จำเป็นต้องปกป้องเสวี่ยหมิงเพื่อผลประโยชน์โดยรวม พลันแปรเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาทีต่อมา "เป็นไปไม่ได้..." แม้สายตาของศิษย์หลักทั้งหมดยังคงจับจ้องไปที่จุดเกิดการปะทะ แต่ฮัวเหวินเยี่ยนกลับมองขึ้นไปยังบนท้องฟ้า ณ จุดที่ศิษย์หลัก ซึ่งมีฝีมือสูงส่งที่สุดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะลอยตัวอยู่

 

                เปรี้ยง !!!

                ฝ่าเท้าที่ประสานเสริมลมปราณน้ำหนักหลายแสนจินของเสวี่ยหมิง ฟาดเข้าใส่กลางหลังของศิษย์ที่เหนือล้ำที่สุดผู้นี้ แทบจะทันทีที่เสียงดังของการปะทะเกิดขึ้น แม้แต่ฮัวเหวินเยี่ยนยังมองไม่ออกว่าเสวี่ยหมิง เคลื่อนไหวหลบเลี่ยงการโจมตีประสานของทั้งแปดไปได้อย่างไร

 

                "หนิงเซียน พวกเราไปยังวังสวรรค์สยบมารกัน !!!" เสียงอันหนักแน่นของเสวี่ยหมิงที่เปล่งออก ทำเอาสายที่กำลังจับจ้องไปยังจุดที่เกิดการปะทะหันขวับไปมองตาม ดวงตาทุกคู่แทบจะถลนออกจากเบ้า ศิษย์หลักทั้งเจ็ดที่ยังมีสติอยู่ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีเพียงหนิงเซียนที่เชื่อถือเสวี่ยหมิงจนหมดหัวใจ ทะยานลิ่วด้วยความไวสูงสุดเท่าที่ตนเองจะทำได้ ตรงเข้าไปหาเสวี่ยหมิง "พวกเจ้าทุกคนจำเอาไว้ ข้าเสวี่ยหมิงจะไปจะมาไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใคร หากอยากที่จะตอแยไม่เลิกรา หลักจากที่ข้ากลับมาจากวังสวรรค์สยบมารแล้ว ยินดีน้อมสนองทุกผู้คน" เสียงเอ่ยราวกับไร้อารมณ์ความรู้สึกของเสวี่ยหมิง กลับประทับแน่นในสมองของศิษย์ทุกคนที่ยังคงงุนงงอยู่ไม่คลาย ในใจมีปรากฏคำ...ยากตอแยสลักแน่นเอาไว้

 

                เมื่อหนิงเซียนมาถึงข้างกายของเสวี่ยหมิง ทั้งสองก็ทะยานตรงไปยังทิศตรงกันข้ามกับจุดที่หลงเทียนหยูยืนจับจ้องอยู่

 

                "เด็กหนุ่มผู้นี้ประหลาดนัก สามารถหลบรอดจากการโจมตีที่ปิดกั้นทุกทิศทางได้โดยที่ข้า ไม่อาจจับสัมผัสท่าร่างของมันได้ แต่ก็เท่านั้น ไม่ว่ามันจะเป็นใคร เมื่อข้าลั่นวาจาแล้วว่าจะไม่ให้ผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะได้เหยียบย่างเข้าไปสู่วังสวรรค์สยบมารแม้แต่ผู้เดียว มันก็ต้องเป็นเช่นนั้น"

 

                หลงเทียนหยู...สั่งให้รองประมุขทั้งสองคนทะยานตามติดเสวี่ยหมิงและหนิงเซียนไปในทันที แถมยังกำชับว่าให้จับเป็นทั้งคู่มาให้จงได้

 

                "ไม่ได้นะ หนิงเซียน !!!" ฮัวเหวินเยี่ยนที่เพิ่งจะรู้สึกตัว เร่งทะยานติดตาม "หากเจ้าออกไป ต้องถูกพวกมันจับตัวได้แน่ เจ้าหนู เจ้าเข้าใจข้าไหม ระดับลมปราณสวรรค์ เกินกว่าที่ความสามารถระดับเจ้าจะหนีพ้น"

 

                "ลมปราณสวรรค์" เสวี่ยหมิงเอ่ยตอบโดยที่ไม่ได้หันกลับไปมอง "ข้าคงไม่โง่พอจะไปต่อกรด้วยหรอก แต่ท่านไม่ต้องเป็นห่วง หากข้ายังไม่ตาย ข้ารับประกันว่าจะไม่ให้ใครมาทำอันตรายหนิงเซียนได้แม้แต่ปลายเล็บ เส้นผมสักเส้นก็มิให้หลุดล่วง" เสวี่ยหมิงที่อยู่สุดปลายของม่านพลังในชั้นที่สองเอ่ยตอบ ก่อนจะหันมากระซิบกระซาบกับหนิงเซียน "หนิงเซียน...เจ้าเชื่อใจพี่เสวี่ยหมิงไหม"

 

                "อืม"หนิงเซียนครางในลำคอพลางพยักหน้าตอบรับ

 

                "ถ้าเช่นนั้น เราก็ไปยังวังสวรรค์สยบมารกันเลย"

                เมื่อเห็นท่าทีตอบรับ เสวี่ยหมิงก็ไม่รอช้าคว้าร่างของหนิงเซียนเข้ามาในอ้อมกอด ปีกเพลิงวิหคแห่งหยางงอกเงยขึ้นที่กลางหลัง ก่อนจะปลดปล่อยพลังลมปราณร้อนแรงเกรี้ยวกราด ส่งร่างของคู่รักทะยานออกจากม่านพลังชั้นที่สอง ตรงไปยังทิศทางของวังสวรรค์สยบมาร

 

                ความไวของเสวี่ยหมิงถือว่ารวดเร็วเกินกว่าระดับลมปราณเที่ยงแท้ขั้นต้นไปไกลโข อาจจะเทียบได้กับระดับของลมปราณเที่ยงแท้ช่วงปลายเลยทีเดียว แต่ก็ยังนับว่าห่างชั้นจากระดับของลมปราณสวรรค์อยู่อีกช่วงใหญ่

 

                "เจ้าหนูฝีมือของเจ้าไม่ธรรมดาเลย แต่ยอมแพ้ซะเถอะ ลำพังความไวแค่นี้ ไม่เกินยี่สิบลมหายใจ ข้าทั้งสองก็ตามเจ้าทันอย่างแน่นอน"

 

                "ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยี่สิบลมหายใจ งั้นก็มาลองดูกัน" เสวี่ยหมิงเอ่ยโดยที่มิได้หันกลับไปสนใจรองประมุขทั้งสองของดินแดนศักดิ์สิทธ์มังกรโลกันตร์แม้แต่น้อย

 

                แม้คำกล่าวของเสวี่ยหมิงจะไม่เข้าหูของรองประมุขทั้งสอง แต่เพราะคำสั่งจับเป็น ทำให้รองประมุขทั้งสองของดินแดนศักดิ์สิทธิ์มังกรโลกันตร์ ที่มั่นใจว่าสามารถตามจับเสวี่ยหมิงกลับมาได้อย่างง่ายดาย จึงยังไม่ใช้วิธีการโจมตีไล่หลังสกัดกั้น แต่กลับเร่งความไวของท่าร่างเหินทะยานไล่ตามไปอย่างกระชั้นชิด

 

                ฮัวเหวินเยี่ยนที่อยู่ด้านล่างเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เร่งเร้าท่าร่างหมายตามติดช่วยเหลือ ได้แต่ส่ายศีรษะไปมาด้วยความผิดหวัง ในใจนึกดูถูกและก่นด่าเสวี่ยหมิง นางไม่คิดว่าเสวี่ยหมิงที่เพียงเอาชนะศิษย์หลักของตนเองได้ จะมั่นใจจนเกินพอดี จึงประเมินตนเองเอาไว้สูงเกินไป จนก่อเป็นความผิดพลาดนำพาตัวเองและหนิงเซียนเข้าสู่จุดอับเช่นนี้

 

                "คิดช่วยเหลือผู้คนเจ้าถามข้าแล้วรึยัง" แต่ไม่ทันที่จะไปถึงจุดหมาย หลงเทียนหยูก็ทะยานออกมาขัดขวางเอาไว้เสียก่อน

 

                "กรอด..." เมื่อไม่อาจทะลวงฝ่า และหากฝืนปะทะหักหาญก็มีแต่แพ้พ่าย ฮัวเหวินเยี่ยนจึงพกพาความเจ็บแค้น ทะยานกลับสู่ม่านพลังปกป้องดุจเดิม

 

                "ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าเตือนเจ้าแล้ว"

                ยี่สิบลมหายใจผ่านพ้น...รองประมุขดินแดนศักดิ์สิทธ์มังกรโลกันตร์ หนึ่งดักอยู่ด้านหน้า หนึ่งดักอยู่ที่ด้านหลัง ปิดล้อมเส้นทางหลบเลี่ยงของเสวี่ยหมิงจนตีบตัน

 

                ผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ ต่างมองภาพที่ไกลออกไปด้วยความท้อแท้ โดยเฉพาะฮัวเหวินเยี่ยนในใจล้วนสับสนลังเล เพราะความหวังเดียวที่ยังผลักดันให้นางยืนหยัดต่อสู้ก็คือ...หนิงเซียน ซึ่งนางเชื่อว่าสักวันหนึ่งเด็กสาวจะนำพาความยิ่งใหญ่ให้กลับคืนมาสู่ดินแดนวิหคเพลิงอมตะ แต่หากถูกจับได้ในวันนี้ อนาคตที่วาดไว้ยังคงหลงเหลืออยู่อีกหรือ

 

                เมื่อฮัวเหวินเยี่ยนคิดได้เช่นนั้น...จึงละทิ้งเรื่องราวทั้งหลายลงเสีย ไม่ว่า...ความพ่ายแพ้ อาการบาดเจ็บ หรือภาระหน้าที่ ล้วนไม่สลักสำคัญอีก ใช้ออกด้วยพลังวิหคเก้าตะวันขั้นที่แปด ทะยานตรงไปยังเสวี่ยหมิงและหนิงเซียนอย่างสุดกำลังอีกครั้ง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 571 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #3406 Pat72 (@Pat44772) (จากตอนที่ 241)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 20:51

    ค้างค้าง
    #3406
    0
  2. #3404 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 241)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 20:07

    โง่ยังไงก็ยังโง่อยู่แบบนั้น
    #3404
    0
  3. #3402 ยังไม่นอน (@Chai996) (จากตอนที่ 241)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 19:34

    หมิงโชว์ก้ามข้ามมิติดิ รอไร





    สนุกครับ




    ขอบคุณครับ

    #3402
    0
  4. #3399 boat489 (@boat489) (จากตอนที่ 241)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 17:48
    ขอบคุณครับ
    #3399
    0
  5. #3398 jksghost (@jksghost) (จากตอนที่ 241)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 17:42
    เห็นแก่ตัวสุดๆ ถึงขนาดนี้ละ ยังไม่รุ้จักพระเอกอีก
    #3398
    1
    • #3398-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 241)
      3 กันยายน 2561 / 19:25
      ประมุขมันเห็นแก่ตัว เพราะคิดถึงแต่ดินแดนของตัวเอง
      #3398-1
  6. #3396 alek886 (@alek886) (จากตอนที่ 241)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 14:47
    เสวี่ยวหมิง
    #3396
    0