เนตรมารสะท้านฟ้า (恶魔的眼睛)(จบ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 908,816 Views

  • 4,514 Comments

  • 8,216 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    65,936

    Overall
    908,816

ตอนที่ 15 : พลังของขอบขั้นที่หนึ่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18020
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1004 ครั้ง
    26 ก.พ. 61

ตอนที่ 14

พลังของขอบขั้นที่หนึ่ง

               

                เสวี่ยหมิงยกแขนเรียวงามของตัวเองขึ้นมาชมดู เขาแปลกใจเป็นอย่างมาก เพราะการฝึกฝนด้านพลังกาย ส่วนใหญ่มัดกล้ามเนื้อล้วนแล้วแต่ต้องขยายใหญ่ขึ้น จึงจะสามารถเพิ่มพูนซึ่งพลัง แต่เคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้า หาเป็นเช่นนั้น แต่มันกลับเน้นความสมบูรณ์สมส่วนของร่างกาย ยิ่งแข็งแกร่งร่างกายเลือดเนื้อยิ่งเพิ่มความสง่างามและสมบูรณ์แบบ

 

                แม้จะรู้สึกถึงพลังที่อัดแน่นอยู่ในร่าง แต่เสวี่ยหมิงก็อยากจะทดลองให้เห็นชัดกับตา เขาจงใจไม่ใช้พลังร้อนในร่างกาย สองเท้าตั้งมั่นในท่าเพลงหมัดเดี่ยวทะลวงร่างของตระกูลหย่ง ทันทีที่หมัดถูกสาวเข้าหาลำตัวก็เกิดเสียงลมหวีดหวิวดังขึ้นตาม และเมื่อเสวี่ยหมิงออกแรงหมุนควงเพื่อส่งพลังทำลายไปยังหน้าปากถ้ำ ก็เกิดเป็นลมหมุนวนล้อมรอบไปตามหมัดแกร่ง

 

                บรึ้ม !!!

 

               หินผาแกร่งที่เสวี่ยหมิงเคลื่อนมาเพื่อใช้ปิดปากถ้ำ แตกระเบิดออกเป็นผุยผงในพริบตา เสวี่ยหมิงกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ ก่อนจะยกหมัดที่เพิ่งโจมตีไปขึ้นมาชมดู หมัดของเขาหาได้มีรอยขีดข่วนใด ๆ เกิดขึ้นแม้แต่น้อย

 

             ...เคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้า มันช่างน่าตื่นตะลึงเกินกว่าที่จะเข้าใจได้นัก เพียงแค่ข้าบรรลุถึงขอบเขตพลังขั้นที่หนึ่งเท่านั้น พลังหมัดจากเดิมที่มีเพียงแค่สองพันจิน กลับเพิ่มขึ้นไปเป็นกว่าห้าพันจิน แล้วหากข้าทะลวงขึ้นไปในระดับที่สูงกว่านี้ ย่อมไม่อาจจินตนาการความแข็งแกร่งของร่างกายที่เพิ่มขึ้นได้เลย

 

                แม้ระดับพลังของเสวี่ยหมิงจะอยู่แค่ระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่สอง แต่ความแข็งแกร่งของเขานั้นก้าวไปเกินกว่าที่ผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณขั้นที่สามจะต่อกรด้วยได้แล้ว แต่หากเป็นผู้ที่ฝึกถึงขั้นลมปราณพื้นฐานขั้นที่สี่นั้นล้วนแตกต่าง เพราะพวกเขาจะสามารถฝึกฝนทักษะที่อาศัยลมปราณได้ ทำให้เพียงความแข็งแกร่งด้านพลังที่มากกว่าอย่างเดียว ไม่อาจที่จะมีชัยเหนือผู้ฝึกถึงขั้นลมปราณพื้นฐานขั้นที่สี่ได้เสมอไป

 

                แม้จะบรรลุเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าขั้นที่หนึ่งแล้ว แต่เสวี่ยหมิงก็ยังคงไม่เร่งรีบที่จะฝึกฝนในขอบขั้นที่สองต่อไปในทันที แต่เขากลับเลือกที่จะใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งนี้ในการต่อสู้กับสัตว์ป่า แต่ยังคงหลบเลี่ยงจากการปะทะกับสัตว์อสูร เพราะรู้ตัวว่ายังไม่มีทักษะวิชาที่ดีพอ หากพลาดพลั้งขึ้นมาจะได้ไม่คุ้มเสีย รวมถึงการทดสอบการโจมตีรูปแบบต่างกับหินผา และฝึกทบทวนท่าทักษะยุทธ์ของตระกูลหย่งจนคุ้นชินก่อน

 

                ทำให้เวลาล่วงเลยมาอีก 3 วัน จนเข้าสู่วันที่ยี่สิบแปด นับตั้งแต่เสวี่ยหมิงหลบหนีออกมาจากเมืองหยกม่วง ทำให้เสวี่ยหมิงจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปยังเมืองหยกม่วงอีกครั้ง เพื่อให้ทันเข้าร่วมงานประมูลของหอไม้ดำ

 

                ในตอนนี้หมัดของเสวี่ยหมิงมีพลังทางกายภาพถึงระดับ 5100 จินแล้ว ซึ่งเทียบได้กับจุดสูงสุดระดับของผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 3 เลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นหากเสวี่ยหมิงใช้พลังความร้อนผสมผสานพลังโจมตี ยังสามารถเพิ่มความรุนแรง ให้สูงขึ้นไปถึงกว่า 7500 จิน

 

                แต่ด้วยประสบการณ์ต่าง ๆ ในอดีต ทำให้เสวี่ยหมิงไม่กล้าประมาทในชีวิตอีกต่อไป เพราะเขารู้ดีว่าต่อให้เก่งกาจแทบตายในวันนี้ แต่หากพลาดพลั้งล่วงหล่นลงมาในโลกฝึกตนแห่งนี้ ผู้คนทั้งหลายก็พร้อมจะกลับกลายเป็นตีตนออกห่าง รวมถึงเหยียบย่ำซ้ำเติมผู้แพ้พ่าย ดังเช่นตัวเขาเองในอดีต ด้วยเหตุนี้ทำให้เสวี่ยหมิงตัดสินใจเก็บเรื่องพลังความร้อนที่ปรากฏในร่างกายเป็นความลับ แม้ว่าตอนนี้เขาจะควบคุมบังคับใช้มันได้อย่างชำนาญแล้วก็ตาม ดังนั้นเสวี่ยหมิงจึงคิดจะเลือกใช้แค่ผลในการฟื้นฟูของมันเพียงอย่างเดียว หากไม่เข้าตาจนจริง ๆ ก็จะไม่ใช้พลังสายนี้เพื่อการโจมตีโดยเด็ดขาด

 

                ส่วนอีกข้อเท็จจริงหนึ่ง ซึ่งแม้แต่ตัวเสวี่ยหมิงเองก็ยังคงไม่รับรู้ นั่นคือนับตั้งแต่ที่เสวี่ยหมิงได้รับโลหิตแท้ของฟินิกซ์โลหิตของเขาก็รองรับลมปราณได้มากกว่าผู้คนทั่วไป ซึ่งทำให้การฝึกฝน และทะลวงผ่านขีดขั้นพื้นฐานลมปราณ ซึ่งเป็นขั้นของการดูดซับลมปราณจากภายนอกเข้ามาประจุในเลือดเนื้อ(3 ขั้นแรก) กระดูก อวัยวะ(ขั้นที่ 4) และสุดท้ายคือการผสานเข้ากับจุดชีพจร ซึ่งเป็นด่านสำคัญที่สุดสำหรับพื้นฐานในอนาคตของผู้ฝึกตน (ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในอนาคต) เมื่อร่างกายมีความจุมากขึ้น การทะลวงผ่านและฝึกฝนก็ล้วนต้องใช้ปริมาณลมปราณในการยกระดับมากยิ่งขึ้น รวมถึงความยากลำบากในการทะลวงผ่านก็ยากขึ้นเป็นเท่าทวี

 

                แต่โลหิตศักดิ์สิทธิ์ ยังมิอาจเทียบได้กับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้า และนับเป็นโชคดีของเสวี่ยหมิงที่ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้า ก่อนที่เขาจะผ่านเข้าสู่ขอบขั้นของลมปราณแรกธรรมชาติ เพราะนั่นจะทำให้ขั้นพื้นฐานลมปราณของเสวี่ยหมิงนั้นแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปมาก เพราะร่างกายที่แข็งแกร่งนี้ จะเอื้อให้เสวี่ยหมิงได้รับประโยชน์อย่างใหญ่หลวงหากเขาสามารถบรรลุผ่านในระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ขั้นผสานชีพจรในอนาคต ซึ่งในประวัติศาสตร์ยังมิเคยมีผู้ใดเคยทำได้มาก่อน

 

                เสวี่ยหมิงใช้เวลาเดินทางอีกกว่าสองวัน ในที่สุดก็เดินทางกลับมาถึงเมืองหยกม่วง

 

                ทันทีที่เสวี่ยหมิง ก้าวเข้าสู่เมืองหยกม่วง ขุมกำลังต่าง ๆ ในเมืองก็มีการเคลื่อนไหวสอดรับในทันที หลี่เปียวที่เพิ่งได้รับรายงานจากลูกน้องที่วิ่งกระหืดกระหอบแข่งขันกัน เพียงเพื่อให้ตัวเองแจ้งข่าวเป็นคนแรกเพราะหวังรางวัลตอบแทน

 

                เมื่อรู้ข่าวหลี่เปียวก็ไม่รอช้า สั่งเจี้ยนเฉินให้ติดต่อกับกลุ่มอำนาจมืดภายในเมืองหยกม่วง หมายมั่นสังหารหนามตำตาเช่นเสวี่ยหมิงให้ได้ ก่อนที่จะถึงวันทดสอบของสำนักมังกรฟ้า เพราะหากว่าเสวี่ยหมิงเกิดสามารถเข้าเป็นศิษย์ของสำนักมังกรฟ้าได้แล้ว การลงมือกับเสวี่ยหมิงจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากกว่าเดิมเป็นอย่างยิ่ง แถมหลี่เปียวยังต้องแข่งกับเวลาเพราะหากว่าเสวี่ยหมิงเกิดไปขอพำนักอยู่กับจื่อฮุย แผนการการลอบสังหารของมัน ก็เป็นอับต้องพับเก็บไปอีกครา

 

                ฟากของจื่อฮุยเองก็มีการข่าวที่ว่องไวไม่แพ้กัน เพียงแต่เขาหาได้จัดวางความสำคัญของเสวี่ยหมิงไว้ที่อันดับหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับหลี่เปียว เพราะจื่อเจิ้งผู้เป็นพ่อมอบหมายภาระสำคัญให้กระทำ จึงลืมเลือนเรื่องของเสวี่ยหมิงที่ถูกลอบสังหาร เมื่อหนึ่งเดือนก่อนไปเสียสนิทใจ

 

                หลังจากที่เข้าสู่เมืองหยกม่วงแล้ว เสวี่ยหมิงก็ไม่เร่งรีบค้นหาที่พักอีก เพราะรู้ดีว่าหลี่เปียวต้องไม่ปล่อยให้เขาอยู่อย่างสงบสุขเป็นแน่ บวกกับการเข้าร่วมในการประมูลครั้งนี้ เสวี่ยหมิงเองก็ไม่ต้องการที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเขา เพราะหากยาเม็ดธาตุเปลวเพลิงสามารถขายได้ราคาสูงมา หรือแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งล้ำค่าอื่น ๆ อาจทำให้เขาตกเป็นเป้าในการปล้นชิงได้ เพราะยังไงตอนนี้เขาก็มีสถานะไม่ต่างจากผู้ฝึกตนพเนจร หามีตระกูลใหญ่หรือสำนักวิชาฝีมือใด ๆ อยู่เบื้องหลัง ดังนั้นระมัดระวังตัวเองไว้ก่อนย่อมเป็นเรื่องที่ประเสริฐกว่า

 

                ยิ่งไปกว่านั้น เพราะความเร่งรีบแย่งชิงกันทำผลงานของลูกน้องหลี่เปียว ทำให้เสวี่ยหมิงบังเอิญจับได้ว่ามีคนสะกดรอยตาม ยิ่งเป็นการยืนยันความคิดเรื่องการแปลงโฉมว่าเป็นสิ่งที่เขาคิดได้ถูกต้องแล้ว

 

                แต่ก่อนที่เสวี่ยหมิงจะสามารถปลอมแปลงโฉมได้นั้น เขาจำเป็นที่จะต้องหาทางสลัดให้หลุดจากผู้สะกดรอยตามเขาให้ได้เสียก่อน เมื่อคิดได้ดังนั้นเสวี่ยหมิงก็เริ่มวาดแผนการขึ้นภายในใจทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.004K ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #3790 raypumpum (@raypumpum) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 00:31
    เริ่มฉลาด
    #3790
    1
    • #3790-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 15)
      28 กันยายน 2561 / 10:10
      เส้นทางยังอีกยาวไกลครับ ^ ^
      #3790-1
  2. #3447 moobiin_za (@moobiin_za) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 กันยายน 2561 / 16:10
    ทำไมไม่ใช่เม็ดยาเองละ ในเมื่อตัวเองก้มีธาตุไฟอยู่. อีกอย่าง ควรจะเพิ่มความฉลาดให้เสวียหมิงมากกว่านี้ รู้สึกเหมือนมันจะโง่ไปหน่อย
    #3447
    1
    • #3447-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 15)
      6 กันยายน 2561 / 16:28
      เรื่องนี้ตัวเสวี่ยหมิง ไม่ใช่เป็นตัวละครตายแล้วเกิดใหม่อะครับ แต่นิยามว่าเป็นเด็กจากตระกูลบ้านนอกเล็ก ๆ ดังนั้นเรื่องความรู้ก็ค่อย ๆ เพิ่มเข้าไปตามประสบการณ์ (ไม่ใช่รู้ทุกอย่างแต่ต้น เรื่องเส้นลมปราณเพลิงนี่ ขนาดเจ้าสำนักมันยังไม่รู้เลย อย่าว่าแต่เสวี่ยหมิง แต่ที่โจวอู่เว่ยรู้เพราะมีปมผูกเอาไว้) ส่วนเรื่องโอสถที่ไม่กินไม่แน่ใจว่าช่วงแรกรึเปล่า ถ้าใช่ไรท์ใช้มุมมองของตัวละครว่าเงินในตอนแรกสำคัญกว่า เหมือนคนที่ลำบากแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวัน จะเอาเครือ่งประดับดี ๆ ไปใส่ทำไม สู้เอาไปขายเอาเงินมาซื้อของใช้จำเป็นได้เยอะแยะ ประมาณนี้อะจ้า ^ ^
      #3447-1
  3. #1367 sivakornza (@sivakornza) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 19:52
    ขอบคุณครับ
    #1367
    0
  4. #840 Chatchai Wongcha-oom (@onkchad) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 เมษายน 2561 / 16:47
    เพิ่งมาอ่าน
    สุดยอดเลย
    ขอบคุณมากๆๆๆครับ
    #840
    0
  5. #403 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 09:29
    บางตอนก็งงๆ นิดหน่อย
    แต่ไรท์เก่งมากเลย ยังกับนิยายแปลแน่ะ
    #403
    1
    • #403-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 15)
      31 มีนาคม 2561 / 10:40
      ไรท์พยายามเขียนอิงแบบมุมมองของตัวเอกในช่วงเวลานั้น ๆ ทำให้ขอบเขตเนื้อหาบางอันจะอธิบายคลุมเครือไปบ้างครับ ^ ^
      #403-1
  6. #39 Pheonixy (@pattss) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:02
    สนุกมากค่ะ
    #39
    0
  7. #38 DIVINI (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:08
    ค้างครับ ท่านผู้แปล ขออีกครับ
    #38
    0
  8. #37 chartres1747 (@chartres1747) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:16
    ติดตามด้วยคนนะครับ
    #37
    1
    • #37-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 15)
      26 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:37
      ขอบคุณครับ
      #37-1