เนตรมารสะท้านฟ้า ()(จบ)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 911,526 Views

  • 4,524 Comments

  • 8,250 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    68,646

    Overall
    911,526

ตอนที่ 12 : แรกสังหาร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18696
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 981 ครั้ง
    23 เม.ย. 61

ตอนที่ 11

แรกสังหาร

 

                 ตูม !!!

            หลังจากที่หลี่เปียวได้รับข่าวการพ่ายแพ้ของหย่งสือ ใบหน้าหล่อเหลาของมันบูดบึ้งด้วยความหงุดหงิด สุดท้ายเมื่อไม่อาจระบายออกโต๊ะหินในห้องจึงแหลกเป็นผุยผง

 

                " เจ้าสวะหย่งสือ ช่างงี่เง่าสิ้นดี...ข้าไม่น่าเชื่อใจพวกไม่ได้ความเช่นมันเลย พ่ายแพ้ต่อหน้าผู้คนก็นับว่าย่ำแย่แล้ว แต่นี่กลับทำให้สวะอย่างเจ้าเสวี่ยหมิง กลับกลายเป็นได้หน้าโดดเด่นขึ้นมา จนไปเข้าตาเจ้าจื่อฮุยอีก" หลี่เปียวขบฟันแน่น อารมณ์ของมันคงไม่อาจสงบลงได้แน่ หากว่าเสวี่ยหมิงยังคงไม่ถูกกำจัดไปให้พ้นหูพ้นตา

 

                "นายน้อย ในเมื่อเจ้าเด็กเสวี่ยหมิงเลือกที่จะเข้ากับจื่อฮุย ใยท่านไม่ใช้โอกาสนี้ประจบเอาใจนายน้อยจื่อเจียงเสียเลยละครับ" เจี้ยนเฉินซึ่งเป็นผู้คุ้มกันส่วนตัวของหลี่เปียวเอ่ยขึ้น เพื่อหวังว่าความคิดของมันจะทำให้นายน้อยหลี่ผู้นี้อารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง

 

                " เจ้าไม่ต้องอ้ำอึ้ง มีแผนการอะไรก็ว่ามา" หลี่เปียวเอ่ยเสียงแข็ง

 

                "แผนการก็ไม่ยาก จากที่เด็กน้อยตระกูลหย่งรายงานมา เจ้าหนุ่มที่ชื่อเสวี่ยหมิงนั้น พักอยู่ในห้องเช่าเก่า ๆ ของเขตห่างไกลทางด้านทิศใต้ของเมือง ซึ่งถือเป็นเขตที่อยู่นอกอารักขาของกองทหารเมืองหยกม่วง หากว่าในเขตนั้นหากเกิดมีเด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าสู่เมืองไม่นานนัก ถูกสังหารไปสักหนึ่งคน เรื่องราวก็คงไม่ลุกลามใหญ่โต แถมยังยากที่จะจับมือใครดม"

 

                รอยยิ้มเริ่มปรากฏบนใบหน้าของหลี่เปียวหลังจากที่ได้ฟังแผนการร้ายครั้งนี้ "เจี้ยนเฉิน เจ้าอย่าได้อมพะนำไว้รีบเอ่ยต่อไป"

 

                "ในเมื่อเจ้าเด็กที่ชื่อเสวี่ยหมิงเป็นสหายกับจื่อฮุย การสังหารสหายของจื่อฮุยย่อมสร้างความสำราญแก่นายน้อยจื่อเจียงด้วย นี่ใยไม่ใช่ยิงเกาทัณฑ์หนึ่งดอกได้นกถึงสองตัว"

 

                "เยี่ยม ๆ แผนการของเจ้าเยี่ยมมาก หากแผนการนี้สำเร็จ ข้าจะรายงานความดีความชอบของเจ้าให้ท่านพ่อได้ฟัง รวมถึงข้ารับรองว่าจะตบรางวัลเจ้าอย่างงาม"

 

                "ขอบคุณนายน้อยที่เมตตา"

 

                "อืม...กับสวะเพียงแค่พลังฝีมือขั้นพื้นฐานลมปราณขั้นสอง ข้าไม่ควรจะทำอะไรให้มันเอิกเกริก แต่การลงมือครานี้เกี่ยวพันถึงจื่อฮุย เราก็ควรจะรอบคอบเอาไว้ก่อน"

 

                "ข้อนั้นข้าได้คิดเอาไว้แล้ว นายน้อยก็เพียงแต่เรียกใช้งานนักฆ่ารับจ้าง หากผิดพลาดขึ้นมาพวกเราก็ไม่ต้องกลัวว่าใครสาวมาถึง"

 

                "ดี ๆ"หลี่เปียวรีบหยิบถุงเงินออกมาจากแหวนมิติ ก่อนจะโยนถุงเงินให้กับเจี้ยนเฉิน "เจ้ารับนี้ไปแล้วจัดการให้เรียบร้อยด้วยละ"

 

                "นายน้อยวางใจได้" หลังจากรับคำเจี้ยนเฉินก็ทะยานจากไปในทันที

.

.

.

                ตอนนี้ในกระเป๋ามิติของเสวี่ยหมิงอัดแน่นไปด้วยยากระตุ้นปราณ บวกกับเสวี่ยหมิงยังตกอยู่ในห้วงตื่นเต้นยินดี เขาจึงตัดสินใจยกเลิกการเดินเที่ยวชมย่านร้านค้าโดยรอบ หรือแม้แต่นั่งกินอาหารอร่อย ๆ ในเหลาสุรา เพราะตอนนี้เสวี่ยหมิงเลือกที่จะเร่งฝีเท้า ตรงกลับไปยังห้องเช่า เพื่อเริ่มฝึกฝนโดยใช้ยากระตุ้นปราณเป็นสิ่งที่สำคัญสุด

 

                ทันทีที่เสวี่ยหมิงกลับมาถึงห้องเช่า เขาก็ไม่รีรอหยิบขวดยากระตุ้นปราณออกมาจากกระเป๋ามิติ ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นสร้อยรูปหยดน้ำ ซึ่งสายสร้อยนั้นขาดลงในระหว่างที่เขาต่อสู้กับหย่งสือ สายสร้อยที่ขาดลงได้แปรสภาพเป็นสายรัดข้อมือ แต่เมื่อกลับมาถึงห้องแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องสวมใส่มันอีก โดยเสวี่ยหมิงตั้งใจว่าหลังจากที่เสร็จสิ้นจากการทดสอบเข้าสำนักมังกรฟ้าแล้ว หากตัวเขายังมีเงินเหลือ ก็จะไปหาซื้อสายสร้อยเส้นใหม่มาแทนที่ ทำให้เสวี่ยหมิงตัดสินใจที่จะเก็บจี้หยดน้ำเอาไว้ในกระเป๋ามิติเสียก่อน

 

                หลังจากนั้นเสวี่ยหมิงจึงเทยากระตุ้นปราณออกมาจากในขวดยา และกลืนมันลงไปทันที ความเย็นสบายแผ่ซ่านออกมาจากเม็ดยา กลิ่นหอมของตัวยากระจายฟุ้งไปทั่ว จนร่างกายของเสวี่ยหมิงรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง แม้เสวี่ยหมิงจะเคยใช้ยากระตุ้นปราณในการฝึกฝนมาก่อน แต่เม็ดสุดท้ายที่เขาได้ใช้ ก็เป็นเวลานานหลายปีก่อน แถมเม็ดยาที่ได้จากร้านขายโอสถในครั้งนี้ ยังมีคุณภาพดีกว่ายากระตุ้นปราณของตระกูลหย่งอีก ทำให้เสวี่ยหมิงร่าเริงเป็นพิเศษ

 

                เมื่อตัวยาเริ่มออกฤทธิ์ เสวี่ยหมิงก็ไม่รั้งรอ ผสานฝ่ามือเข้าหากันที่หน้าตักในท่าขัดสมาธิ ผ่อนร่างกายทุกส่วนลง และพยายามฝืนบังคับลมปราณในร่างตามเคล็ดวิชาสกุลหย่ง เพื่อดูดซับผลของยากระตุ้นปราณให้หลอมรวมเข้ากับเลือดเนื้อของตัวเอง แต่แล้วความร้อนประหลาดก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง เสวี่ยหมิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเสวี่ยหมิงก็เลือกที่จะมีสมาธิแน่วแน่กับการฝึกฝนตามเคล็ดวิชาเดิม โดยที่ไม่ได้สนใจความร้อนสายนั้น ซึ่งกำลังวิ่งไปมาอยู่ในร่างของเสวี่ยหมิงอย่างอิสระ

 

                สองชั่วยามผ่านพ้น ยาเม็ดแรกถูกเสวี่ยหมิงดูดซับไปได้เกินกว่าครึ่งแล้ว ทำให้ปริมาณลมปราณที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อของเสวี่ยหมิง มาหยุดอยู่ที่ปลายสุดของลมปราณพื้นฐานขั้นที่สอง แต่เมื่อเสวี่ยหมิงพยายามดูดซับลมปราณที่แผ่ออกมาจากตัวยาต่อไปอีก ก็ไม่สามารถทะลวงผ่านขึ้นไปสู่ลมปราณพื้นฐานขั้นที่สาม ซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่เขาเคยประสบมาเมื่อตอนอายุสิบสอง

 

                เมื่อเคล็ดวิชาลมปราณสกุลหย่งไม่อาจช่วยให้เขาทะลวงสู่ลมปราณพื้นฐานขั้นที่สามได้โดยง่าย เสวี่ยหมิงจึงตัดสินใจหันเหความสนใจไปยังพลังงานร้อนลวกที่ปรากฏในร่างของตัวเองแทน

 

                เสวี่ยหมิงพยายามเพ่งสมาธิจดจ่อไปยังความร้อนสายนั้น พร้อมพยายามบังคับให้เคลื่อนไปตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย แม้ในตอนแรกจะทำได้ค่อนข้างลำบาก แต่เมื่อเสวี่ยหมิงทดลองทำซ้ำไป ซ้ำมาจนนับครั้งไม่ถ้วน เขาก็เริ่มที่จะบังคับควบคุมพลังงานความร้อนสายนั้นได้บ้างแล้ว แม้จะยังทำได้ไม่ดีนักก็ตาม

 

                การที่เสวี่ยหมิงเริ่มที่จะควบคุมพลังงานความร้อนสายนั้นได้บ้างแล้ว ย่อมส่งให้เขารู้สึกยินดี แต่สิ่งที่ทำให้เสวี่ยหมิงตกตะลึงจนอ้าปากค้าง เป็นเรื่องราวหลังจากที่เขาเปิดตาขึ้น แล้วพบว่าจุดสุดท้ายบนร่างของตัวเอง ที่เขาพยายามลากพลังงานร้อนลวกนั้นผ่านไป ปรากฏเปลวเพลิงสีแดงสดลุกไหม้อยู่ เมื่อเขาสงบสติอารมณ์ลง พร้อมทำการสำรวจดู ก็พบว่าเปลวเพลิงนั้นหาได้ทำอันตรายต่อร่างกายเขา แต่กลับตรงกันข้าม มันกลับช่วยให้เขาสามารถฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บ หรือเหนื่อยล้าได้ดียิ่งขึ้น

 

                ซึ่งความสามารถในการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บโดยการใช้ลมปราณเข้าช่วยนั้น โดยปกติจำเป็นต้องฝึกฝนจนถึงขอบขั้นพื้นฐานลมปราณขั้นที่สี่ หรือที่เรียกกันว่าขั้นผสานกาย เพราะเป็นขอบขั้นที่ผู้ฝึกตนนั้นต้องดึงดูดลมปราณเข้ามาอัดแน่นในทุกส่วนของร่างกาย ไม่ใช่เพียงแค่เลือดเนื้อเช่นเดียวกับสามขั้นแรก แต่รวมถึงอวัยวะภายใน และกระดูกทุกชิ้นด้วย

 

                เมื่อเสวี่ยหมิงนึกถึงการต่อสู้กับหย่งสือเมื่อช่วงสายของวันนี้ เขาก็เหม่อมองดูเปลวไฟที่เขาบังคับให้มันไปหยุดอยู่ที่หมัดขวาของตัวเอง

 

                ...หากข้าสามารถควบคุมใช้เจ้านี่เพื่อใช้ในการจู่โจมได้อย่างอิสระ พลังทำลายของมันจะรุนแรงขนาดไหนกัน เพราะเจ้าหย่งสือท่ะดับฝึกฝนถึงลมปราณพื้นฐานขั้นที่สาม ยังโดนเจ้าเปลวเพลิงนี่อัดไปเพียงครั้งเดียวก็บาดเจ็บสาหัสหมดสติในทันที

 

                แต่แล้วความคิดที่กำลังโลดแล่นของเสวี่ยหมิง กลับต้องมาชะงักลง เมื่อสองหูได้ยินของผู้คนที่เบื้องนอกห้อง

 

                "นั่นใคร..."เสียงของเสวี่ยหมิงยังไม่ทันจะจางลง ประตูด้านหน้าห้องพักก็ถูกทะลวงเข้ามา พร้อมกับหน้าที่อยู่ด้านตรงข้าม

 

                การโจมตีหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง แบบไม่ให้ตั้งตัวทำให้เสวี่ยหมิงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้านรับเอาไว้ หมัดขวาที่อัดแน่นด้วยเปลวเพลิง โผพุ่งเข้าใส่ผู้ที่ทะลวงเข้ามาทางด้านหน้าประตู ปลายแหลมของมีดสั้นในมือผู้บุกรุกปะทะเข้ากับหมัดของเสวี่ยหมิงอย่างจัง เปลวเพลิงร้อนแรงแผดเผาจนคมมีดอ่อนยวบ แต่แรงหมัดที่ส่งออกยังคงไม่หมดสิ้น กระแทกตรงเข้าที่ลำคอของผู้บุกรุกอย่างจัง แม้มันจะปิดหน้าปิดตา แต่เสวี่ยหมิงยังคงมองเห็นแววตาที่แสดงออก ถึงความตกตะลึงของมันได้อย่างชัดเจน

 

                ร่างในชุดสีดำพรางกาย กระเด็นล้มหงายจนมิอาจลุกขึ้นยืน ไปแล้วหนึ่งคน แต่อีกหนึ่งยังบุกจู่โจมเข้าใส่ทางด้านหลังของเสวี่ยหมิง คมมีดสีม่วงเข้มแทงลึกเข้าใส่บริเวณไหล่ขวาของเสวี่ยหมิงจนเกือบจะมิดด้าม แต่ทันทีที่ความเจ็บปวดแล่นแปลบเข้ามา เสวี่ยหมิงก็บังคับเคลื่อนลมปราณร้อนเข้าสู่ตำแหน่งนั้นในทันที แม้จะไม่สามารถโจมตีโต้กลับไปได้ แต่พลังความร้อนที่เคลื่อนไปถึง ก็ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากบาดแผลได้ในระดับหนึ่ง

 

                "พวกเจ้าเป็นใคร !"

 

                คนร้ายที่เพิ่งชักมีดออกมองดูเสวี่ยหมิงด้วยความตกใจ เพราะมันมั่นใจว่ามีดสั้นอาบยาพิษร้ายของมัน จะทำให้ทั้งร่างของเสวี่ยหมิงชาด้าน จนไม่อาจต่อสู้ได้อีก แต่เมื่อมันชักมีดถอยกลับไป เสวี่ยหมิงกลับไม่ล้มลง และยิ่งไปกว่านั้น เขายังสืบเท้าสะอึกเข้าหมายประชิดตัวของมัน ด้วยความเร็วที่ไม่ได้ลดลงไปแม้แต่น้อย

               

                แต่ด้วยอาการบาดเจ็บที่ไหล่ขวา ทำให้การโจมตีโต้กลับของเสวี่ยหมิงไม่ได้อัดเปลวเพลิงที่กำลังรักษาไหล่ขวาอยู่เข้าไปด้วย จึงทำได้เพียงผลักนักฆ่าให้ถอยหลังออกไปเพียงแค่สองก้าว

 

                แม้ตกตะลึงกับความสามารถในการต้านทานพิษของเสวี่ยหมิงไปแล้วรอบหนึ่ง แต่เมื่อสายตาของมันเหลือบไปเห็นเพื่อนของตัวเอง นอนกุมลำคอที่ไหม้เกรียมร้องโอดโอยอยู่ในตอนนี้ ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมของนักฆ่าก็เปลี่ยนเป็นปั้นยากขึ้นในทันที

                หลังจากนั้นมันก็ทดสอบปะทะเข้ากับเสวี่ยหมิงอีกสามกระบวนท่า แต่ทุกกระบวนท่าล้วนระมัดระวัง เหลือทางถอยเอาไว้ให้ตัวเองหนึ่งส่วนตลอดเวลา ทำให้เสวี่ยหมิงสามารถรับมือได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 

                สุดท้ายเมื่อเห็นว่าข้อมูลของเหยื่อในครั้งนี้ มีความคลาดเคลื่อนกว่าที่ได้รับมามากจนเกินไป มันจึงเลือกที่จะไม่เสี่ยงเอาชีวิตตัวเองเข้าแลก แต่กลับใช้ท่าโจมตีโยกซ้ายหลบขวา เพื่อพุ่งผ่านเสวี่ยหมิงไปยังร่างที่กำลังดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดของเพื่อนนักฆ่าอีกคน

 

                เมื่อเห็นคนร้ายทะลวงผ่านไป โดยไม่ได้โจมตี เสวี่ยหมิงนึกขึ้นได้ว่าผู้ร้ายคงกำลังจะพยายามหลบหนี เขาจึงเลือกที่จะพลิกร่างกลับหลังหมายจะสกัดกั้น

               

                แต่นักฆ่ากลับไม่ได้พยุงพาเพื่อนของมันขึ้นมาเพื่อหลบหนี ตรงกันข้ามนักฆ่าที่เพิ่งพุ่งผ่านร่างของเสวี่ยหมิงไป กลับซัดขว้างเม็ดยาบางอย่างยัดเข้าใส่ปากของนักฆ่าอีกคนที่นอนดิ้นอยู่  เมื่อเห็นว่าตัวยาที่ซัดออกเข้าเป้า มันก็พุ่งตัวสวนกลับไปทางหน้าต่าง ทำให้เสวี่ยหมิงที่เพิ่งจะหงายร่างกลับมาไม่อาจเปลี่ยนกระบวนท่าติดตาม นักฆ่าที่หลุดรอดออกจากหน้าต่าง จึงทะยานหายลับออกไป ก่อนจะหายลับไปในความมืดมิดของราตรีกาล ปล่อยให้เสวี่ยหมิงตะลึงค้าง มองร่างของนักฆ่าอีกคน ที่กำลังดิ้นชักกระตุกด้วยความเจ็บปวด ด้วยฤทธิ์ยาพิษที่โดนเพื่อนตัวเองยัดเยียดให้เพื่อฆ่าปิดปาก

 

                เสียงร้องยิ่งมายิ่งทุรนทุราย จนเสวี่ยหมิงไม่อาจทนฟังได้อีก ใช้ฝ่ามือเป็นดั่งสันมีดกระแทกเข้าใส่ศีรษะของมัน

               

                เสียงโพ๊ละ!!! ดังก้อง ปรากฏเลือดทะลักออกจากใบหน้าจำนวนมาก นักฆ่าทั้งสองที่หมายสังหารเสวี่ยหมิง หนึ่งตกตายลงไป ส่วนอีกหนึ่งแม้หนีรอดไปได้แต่ก็สูญเสียความมั่นใจ ล้วนไม่อาจออกล่าสังหารได้อีกในเวลาอันใกล้

 

                ดูเหมือนว่าค่ำคืนอันยาวนานกำลังจะจบลง แต่แล้วดวงตาของเสวี่ยหมิงก็ร้อนลวกขึ้นมาอย่างไม่อาจระงับ ความร้อนที่เกิดขึ้นหาได้เบาสบายเฉกเช่นความร้อนที่เขากำลังใช้รักษาไหล่ขวาของตัวเอง แต่มันเป็นความร้อนที่พร้อมจะเผาไหม้ทำลายล้างทุกสิ่งให้มอดไหม้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 981 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #1331 sivakornza (@sivakornza) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 17:03
    ขอบคุณครับ
    #1331
    0
  2. #1232 •นิลกาฬ• (@junkskidz) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 15:57
    โดนแทงไหล่ซ้าย ทำไมเจ็บไหล่ขวา
    #1232
    3
    • #1232-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 12)
      23 เมษายน 2561 / 16:01
      ขอบคุณครับ แก้ไขละจ้า
      #1232-1
    • #1232-2 TRWdonmuensri (@TRWdonmuensri) (จากตอนที่ 12)
      19 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:57
      มันก็เหมือนกินไอติมในปากแต่ซี๊ดไปถึงสมองไงครับ
      #1232-2
  3. #351 ไก่บาร์บีคิว (@Yanisaice) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 18:33
    ทำไมนึกถึงเนตรวงแหวน😂
    #351
    1
    • #351-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 12)
      28 มีนาคม 2561 / 21:24
      555+ จากเสวี่ยหมิงจะกลายเป็นฟิคซาสุเกะซะแล้ว ^ ^
      #351-1
  4. #313 feonixsh (@feonixsh) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 19:52
    ถ้าเปลี่ยนเป็น เสวี่ยหมิงตะโกนถามว่า พวกเจ้าเป็นใคร. ดีกว่าใช้คำว่า พวกแกเป็นใคร
    #313
    1
    • #313-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 12)
      26 มีนาคม 2561 / 21:47
      ขอบคุณครับ แก้ไขแล้วจ้า ^ ^
      #313-1
  5. #263 tongyai260439 (@tongyai260439) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 15:58
    เขายังสืบเท้าสะอึก สะอึกนี่เราเข้าใจว่ามันเป็นการหยุดชะงัก ไหมหรือยังไง เราเข้าใจถูกป่ะ
    #263
    1
    • #263-1 MoMiMarChi (@MoMiMar) (จากตอนที่ 12)
      22 มีนาคม 2561 / 16:11
      สะอึกความหมายมันมีหลายบริบทคำจำกัดความ ในที่นี่ไรท์หมายถึง การโถม...ประมาณโถมเข้าใส่ คล้ายคำ ทะลึ่ง ถ้าใช้กิริยาเคลื่อนไหว ก็ทะลึ่งพรวด
      #263-1
  6. #29 Pheonixy (@pattss) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:06
    สนุกมากค่ะ
    #29
    0
  7. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:50
    เข้มข้น น่าติดตาม
    #28
    0