[ 秋天到了 ] ยามฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน

ตอนที่ 3 : การกบฎอย่างมากก็เพียงแค่ต้องโทษประหาร แต่การขัดคำสั่งมารดาต่อให้เจ้ามีเก้าชีวิตก็ยังไม่พอใช้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 75
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    11 พ.ย. 59

           ข้าไม่เคยรู้สึกอยากเอาหัวโขกกำแพงฆ่าตัวตายมากเท่านี้มาก่อน ทันทีที่เก้าเท้าเข้ามา แล้วสายตาเจอะเข้ากับร่างของคนอื่นนอกจากเสด็จพ่อและเสด็จแม่ กายละเอียดข้านี่อพยพจรลีหนีจากไปไกลจนสุดขอบนอกรั้วประตูวังเรียบร้อยแล้ว น่าเศร้าที่กายหยาบยังไปด้วยไม่ได้ ยามใดมีผู้มาเยือน ยามนั้นความซวยมักตกอยู่ที่ข้าทุกครั้งไป
           เพลาปกติหากข้าทำผิดอย่างมากก็แค่กักบริเวณ ทว่าหากทำพลาดในเพลานี้ คาดว่านอกจากต้องเรียนมารยาทเพิ่มแล้ว คงต้องทนฟังเสด็จแม่ผู้งดงามสาดเสียเทเสียใส่อย่างไม่มีชิ้นดีต่ออีกสามคืนสามคืนยังไม่รู้นางจะพอใจหรือไม่
           แต่จะว่าไป ทำไมข้าถึงได้รู้สึกคุ้นกับแผ่นหลังทั้งสองนั้นอย่างไรชอบกล
           ข้าเพ่งพิจารณาคนนอก หนึ่งเป็นชายหนุ่ม อีกหนึ่งเป็นเด็กชายที่อายุห่างกันประมาณสามรอบครึ่งได้ ชัด ชัดเลย ข้ารู้แล้วว่าพวกเขาเป็นใคร ถึงแม้พวกเขาจะยืนหันหลังอยู่ ไม่สิ เกรงว่าต่อให้เห็นเพียงปลายผมข้าก็ยังรู้อยู่ดีว่าทั้งสองคือใคร
           ทำไมข้าถึงมั่นใจหนักหนาน่ะหรือ หึ ข้าไม่มีทางลืมใบหน้าของคนที่ฆ่าข้าเด็ดขาด!
           เอ่อ... ถึงที่ผ่านมาจะมีลืมไปบ้างแล้วสี่ห้าคนก็เถอะ
           แต่คนนี้ข้าจำไม่ผิดตัวแน่ เขามีนามว่าเฉินเยว่ องครักษณ์ฝีมือดีที่ติดตามองค์ชายแห่งแคว้นหนานฉางมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยเขาจึงได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างมากในวังหลวง ดังนั้นคนข้างตัวเขาก็คงไม่พ้นมู่หลงรุ่ยเซียง ชายที่ข้าเคยฝืนใจแต่งงานด้วย ใช่ แค่แต่งด้วยเฉยๆ เขายังไม่ได้ร่วมหอลงโลงกับข้าเสียหน่อย คงไม่ถือว่าเป็นสามีภรรยากันหรอกใช่ไหม
           ...เอาอย่างนี้ พวกเจ้าจะถือก็ถือไป แต่ข้าไม่ถือมันไม่ดีตรงไหนงั้นหรือ เรื่องที่ผ่านมาแล้วมันก็เป็นเพียงแค่อดีต ข้าไม่ได้มีอะไรกับเขาเสียหน่อยจะไปคิดอะไรมาก แค่จะสัมผัสตัวยังไม่เคยเลยตัวซ้ำ
           เหตุผลที่ทั้งสองมาที่นี่เดาได้ไม่ยาก พวกเขาคงเดินทางมาร่วมงานวันเกิดของเสด็จพ่อในวันพรุ่งนี้เป็นแน่ โธ่เอ๊ยคนบนโลกนี้มีตั้งเยอะแยะทำไมต้องเป็นพวกเขาด้วยนะ แค่นึกถึง ข้าก็เซ็งจิตจนอยากหนีไปบำเพ็ญศีลในหุบเขาอันห่างไกล ไม่ต้องเจอมนุษย์หน้าไหนเลยแม้แต่คนเดียว
           สาเหตุหลักซึ่งทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่หากเลือกได้ข้าไม่อยากพบเจอข้องแวะด้วยเสียเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์อดีตแบบในนิยายรักน้ำเน่าอะไรทำนองนั้นหรอก แต่เป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของทั้งสองคนนั้นต่างหาก
           ถ้าจะให้อธิบายร่ายยาวเจ็ดวันเจ็ดคืนคงไม่จบแน่ ถ้าอย่างนั้นข้าจะสรุปแบบยกตัวอย่างให้พวกเจ้าเข้าใจง่ายขึ้นก็แล้วกัน
           เริ่มจากเฉินเยว่ เขาเป็นคนเที่ยงตรงต่อหน้าที่มากเกินไป ถ้าหากจะให้พูดเป็นภาษาสามัญก็คืออาการบ้างานนั่นล่ะ ฟังเผินๆอาจเหมือนคนขยัน ทว่าแม้เขาจะเป็นคนเที่ยงตรงแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนเถรตรงหรอกนะ ถ้าหากเพื่อหน้าที่แล้วต่อให้เป็นเรื่องที่ผิด เขาจะลงมือทำอย่างไม่ลังเลและไม่เลือกวิธีการ
           นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาฆ่าข้า
           แต่ก็... ช่างมันเถอะ
           เอาเป็นว่านิสัยของเขากับข้าเข้ากันไม่คอยได้เท่าไหร่ ชาติก่อนหรือไม่ก็ชาติก่อนก่อน เขาก็มักจะพูดกับข้าประมาณว่า ข้าจะทำอะไรก็ได้ แต่อย่าให้มู่หลงรุ่ยเซียงต้องเสื่อมเสียเพราะข้า ซึ่งถ้าเป็นไปได้ข้าก็อยากตอบกลับไปว่า
           ข้าไปทำให้เจ้านายของเจ้าบุบสลายเสียหายตอนไหน อย่าว่าแต่คุยกันเลย สามปีที่แต่งงานกันหน้าข้าเขายังไม่คิดจะมองด้วยซ้ำ
           แต่ขนาดไม่ได้ตอบอะไรกลับไปข้ายังโดนกระบี่คู่กายของเขาเสียบเสียทะลุกลางอก เรียกได้ว่าไม่กะให้มีชีวิตรอดกันเลยทีเดียว หากตอบกลับไปจริงสภาพศพข้าไม่ต้องโดนฟันขาดกระจายเป็นชิ้นสองชิ้นหรอกหรือ
           มาต่อกันที่นายเหนือหัวผู้ที่เฉินเยว่เทิดทูลนักหนา มู่หลงรุ่ยเซียง หากจะให้พูดจำกัดความนิยามผู้ชายคนนี้ ก็คงเป็น เย็นชา ไร้ความรู้สึก ไร้ปราณี สามคำนี้ดูจะเหมาะสมมากที่สุดแล้ว ข้าพนันว่าถึงแม้ว่าจะมีใครโดนฆ่าตายต่อหน้า เขาก็คงเพียงแค่ปรายตามองหรือไม่ก็คงไม่สนใจเลยเสียด้วยซ้ำไป
           แต่ส่วนหนึ่งคงเพราะนิสัยไม่ชอบเข้าสงคมสุงสิงกับใครและโรคปากหนักไม่คิดจะพูดอะไรออกมาสักอย่างด้วยนั่นล่ะ ทำให้แม้ว่าเขาจะหน้าตาหล่อเหลาราวปะติมากรรมชั้นยอด แต่ข้ากลับไม่เคยเห็นเขาแต่งหญิงใดเป็นอนุหรือพระชายาเลยแม้แต่คนเดียว
           จนถึงทุกวันนี้ข้ายังไม่เข้าใจเลยว่า ข้าอยู่ร่วมกับก้อนน้ำแข็งมีขาเดินได้อย่างเขามานานถึงสามปีได้อย่างไรโดยไม่เป็นโรคประสาทตายไปเสียก่อน ถึงจะโดนฆ่าตายตอนอายุยี่สิบเอ็ดเหมือนเดิมอยู่ดีก็เถอะ...
           คิดไปคิดมาก็ปวดหัวเปล่าๆ อยากกลับห้องไปนั่งฝันถึงอิสระภาพอันหอมหวานที่กำลังจะได้รับในอีกสิบปีข้างหน้ายังจะดีเสียกว่า
           ในขณะที่สมองกำลังคำนวณหาวิธีหมุนตัวหันหลังควับวิ่งถลากลับเรือนตนเองแบบไปแล้วไปลับ ก็มีเสียงสวรรค์จากมารดาผู้แสนดีเอ่ยขึ้นดักทางหนีไว้ก่อน
           "เจ้าจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานหรือไม่ บุตรข้า ข้ามีเรื่องสำคัญอยากบอกกับเจ้า เข้ามาคุยกันข้างในเถิด"
           แต่ข้าไม่อยากฟัง เช่นนั้นแล้วไม่เข้าไปได้หรือไม่
           แน่นอนว่าประโยคนั้นข้าทำได้เพียงแค่แอบบ่นในใจเพียงลำพัง "ถวายพระพรเสด็จแม่"
           หลังจากข้าย่อตัวถวายพระพรเสร็จเรียบร้อย เสด็จแม่จึงเริ่มเอ่ยปากแนะนำแขกทั้งสองให้ข้าได้รู้จัก
           "เจ้าทั้งสองคงยังมิเคยได้พบหน้ากัน ทางนี้คือองค์ชายแห่งแคว้นหนานฉาง ว่าที่คู่หมั้นของเจ้า..." ไม่ใช่ข้าไม่เข้าใจว่าเสด็จแม่ต้องการจะบอกอะไร นางคงอยากให้ข้าทำความรู้จักกับว่าที่คู่หมั้นให้มากเข้าไว้ แต่บังเอิญเหลือหลายข้ารู้จักเขาดีพออยู่แล้ว จึงไม่อยากมานั่งสนใจฟังเกียรติประวัติอันยาวเหยียดเกินความจำเป็นนัก จะมองออกไปนอกหน้าต่างหรือ ก็กลัวโดนหาว่าไม่สนใจอีก งั้นข้าก้มหน้ามองพื้นก็ได้
           อืม เหรียญสิบตำลึงของใครกลิ้งอยู่ตรงมุมน่ะ ซื้อขนมได้ตั้งสามชิ้นเชียวนะ
           หากเดินไปเก็บต้องโดนเสด็จแม่บ่นยาวแน่ แต่ขนม เอ๊ย เงินทุนสำรองสำหรับใช้ชีวิตหลังจากหนีออกจากวังมันก็สำคัญเหมือนกันนะ พวกเจ้าคิดว่าคนเป็นองค์หญิงจะได้เงินวันละเท่าใดกัน คำตอบคือศูนย์ตำลึง เพราะหากข้าอยากได้สิ่งใดเพียงบอกซูเยว่หรือสาวใช้คนอื่น พวกนางจะเป็นคนดำเนินเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ ด้วยเหตุนั้นข้าจึงไม่มีเงินเก็บส่วนตัวเลยแม้แต่แดงเดียว!
           แอบเอื้อมมือไปหยิบนิดเดียวคงไม่เป็นหรอกน่า
           กว่าเสด็จแม่จะกล่าวจบก็เลยเวลากอนข้าวเย็นกันพอดี เอื้อมมือออกไป ทำในสิ่งที่เชื่อ เชื่อในสิ่งที่ทำ
           "ชิวเหลียง" เพราะถูกเรียกจากน้ำเสียงเย็นยะเยือกหนาวจัดไปถึงขั้วหัวใจอย่างกะทันหัน เล่นเอามือที่พาลจะยื่นออกไปต้องหดกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว "เจ้าได้ตั้งฟังที่ข้าพูดไปบ้างหรือไม่"
           ไม่เลย "เพคะ" โบราณว่าไว้อย่าได้โกหกบิดามารดา ข้าก็ไม่ได้โกหกนะ แค่พูดไม่หมดประโยค
           "ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าสองคนไปเดินเล่นกันในสวนดอกท้อกันก่อนเถิด ข้าได้ให้คนจัดเตรียมที่พักสำหรับองค์ชายไว้ให้แล้ว หากเย็นแล้วเจ้าก็นำทางเขาไปเรือนรับรองด้วยแล้วกัน"
           เดี๋ยวนะ... ท่านแม่สุดที่รักกำลังจะสื่อว่าให้ข้าอยู่เป็นเพื่อนเจ้า... ก้อนน้ำแข็งเดินได้นี่จนกว่าจะถึงเวลาอาหารเย็นงั้นหรือ
           เสด็จแม่ หากท่านอยากให้ข้าไปตายนัก ข้ายินดีเอามีดแทงคอตายให้ท่านตรงนี้เลยก็ได้ เหตุใดท่านต้องหาวิธีมาทำให้ข้ารู้สึกอึดอัดจนตายด้วย
           ถึงแม้นข้าจะรู้สึกเข็ดขยาดการต้องอยู่ใกล้เขาปานคนโดนไฟลวกมาก่อน จึงไม่อยากเข้าใกล้ไฟอย่างไรอย่างนั้น หากแต่มีผู้ใดบ้างสามารถเถียงสิ่งมีชีวิตที่ขึ้นว่า 'มารดา' ชนะ
           คำตอบของข้าไหนเลยจะพ้นคำว่า "เพคะ"
           อยากให้ข้าอยู่เป็นเพื่อนเขานักใช่หรือไม่ ข้าอยู่ก็ได้ ทว่าเสด็จแม่ ท่านคงไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าสิ่งที่ว่าที่ลูกเขยท่านเกลียดมากที่สุด นั่นก็คือการที่คนแปลกหน้าไปเดินป๋วนเปี๋ยนรอบกายเขานั่นเอง
          ณ เวลานั้น รายการสิ่งที่อยากทำก่อนตายอีกหัวข้อหนึ่งได้ผุดขึ้นมาในสมองของข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
           สิ่งที่อยากทำก่อนตายข้อที่สิบสาม ว่าด้วยการทำให้มู่หลงรุ่ยเซียงชังน้ำหน้าข้าจนถึงขั้นขอยกเลิกการหมั้นหมายไปในที่สุด
           ถ้าหากข้าไม่สามารถทำให้ก้อนน้ำแข็งพูดได้ตรงหน้าเกลียดข้าได้ อย่ามาเรียกข้าว่ากู่ชิวเหลียง!
           พูดออกไปเช่นนั้นไม่ใช่เพราะความมาดมั่นในตนเองแต่อย่างใด เช่นนั้นแล้วข้าไปเอาความมั่นใจมาจากไหนงั้นหรือ
           ก็ในบทผู้ประพันธ์ได้เขียนไว้ตรงมุมเล็กๆตรงไหนสักแห่งว่าเขาเกลียดข้าตั้งแต่แรกพบแล้วนี่นะ
           ขี้โกงหรือ เปล่าเสียหน่อย ข้าเพียงพูดความจริงเท่านั้นเอง
---------------------------------------------------

           ในที่สุดชื่อก็ได้ฤกษ์ประกาศชื่อองค์หญิงผู้แสนธรรมดา หลังจากที่ทนฟังนางนั่งแพ่มอะไรไม่รู้ตั้งนานสองนานเสียที (จุดพลุฉลอง)

           #waruko002 เนื่องจากเป็นคำถามที่เสี่ยงต่อการสปอยเนื้อหามากพอสมควร =w=;; จึงไม่สามารถตอบได้โดยตรง (แอบกระซิบบอกแทน)

           กระซิบ #เนื้อเรื่องของสิ่งที่ชิวเหลียงเรียกว่าบทประพันธ์ในเนื้อเรื่องนั้นมีการเปลี่ยนแปลงในระเอียดปลีย่อยอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เหมือนที่ชิวเหลียงได้กล่าวไปในตอนที่แล้วว่า หากเลือกทางที่ต่างไป คนฆ่านางก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน แต่ในเนื้อหาหลักนั้นผลลัพธ์ยังไม่ได้เปลี่ยนไปคือนางก็ตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นเดิม ท้ายที่สุดแล้วชะตากรรมมรณะภาพตอนอายุยี่เอ็ดของนางจะเปลี่ยนไปหรือไม่ คงต้องไปติดตามกันต่อไป

            ความคิดเห็นส่วนตัว #แม้ว่ามีพระเอกหรือไม่ ชิวเหลียงของข้าน้อย(?) ก็น่าจะยังคงความเกรียน อะแฮ่ม ความซุนซนสมวัย(?)เช่นเดิม ดังนั้นต่อให้มีพระเอก จริงความเป็นหญิงกรี๊ดกร๊าดวี๊ววายของนางก็คงไม่ตื่นขึ้นมาอยู่ดี อาเมน...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6 ความคิดเห็น

  1. #6 MooK_KunG_Zaa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 22:54
    ไม่มาต่อแล้วเหรอเรื่องนี้สนุกมากกกก
    #6
    0
  2. #5 waruko002 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 08:54
    ขอบคุณคะไรท์ ชอบนางเอกนะ อยากให้นางได้ทำตามความตั้งใจ
    #5
    0