Dream (Ominous) Yuri

ตอนที่ 7 : ทานข้าวร่วมโต๊ะเป็นครั้งแรกก็มีเหตุให้ระทึก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 184
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    14 ม.ค. 63

ตอนที่ 7 ทานข้าวร่วมโต๊ะเป็นครั้งแรกก็มีเหตุให้ระทึก

 

และพาฝันยังได้เล่าถึงสิ่งแปลกๆ ของครอบครัวนี้ให้เพื่อนอย่างคิวปิดเลิฟฟัง มันแปลกตรงที่จะมีแต่พ่อบ้านหลายคนล้วนเป็นผู้ชายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน ทำกับข้าว คนทำความสะอาด ซึ่งควรจะเป็นผู้หญิงแต่ดันมีแต่ลูกจ้างผู้ชาย

ซึ่งในครอบครัวมีเพียงผู้หญิงสองคนคือคุณแม่กลางและคุณแม่เล็ก ส่วนคุณแม่ใหญ่อยู่รักษาตัวต่างประเทศ ซึ่งตัวพาฝันไม่รู้ว่าท่านป่วยเป็นอะไร แต่จะมีสองแม่ไปๆ กลับๆ เมืองไทย ทั้งทำหน้าที่ดูแลลูกสาวกับคอยเฝ้าดูแลแม่ใหญ่อยู่ต่างประเทศด้วย ซึ่งมันยากมากที่ต้องทำพร้อมกันในสองหน้าที่แบบนี้

ช่างเป็นความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดดีแท้ ที่บรรดาเมียๆ สามคนดูต่างรักใคร่กลมเกลียว แต่ดันไม่มีใครดูแลและสนใจสามีเพียงคนเดียว ที่รักษาตัวอยู่ต่างประเทศเช่นกันกับแม่ใหญ่เลยสักคน นี่สิ ทั้งงง ทั้งแปลก

และที่สำคัญดูสามีจะจงเกลียดจงชังรักร่วมเพศอีก โดยเฉพาะผู้หญิงด้วยกัน แต่ก็มีพวกพ่อบ้านได้พูดคุยกันผ่านหูพาฝันมาด้วยว่า คุณผู้หญิงบรรดาเมียๆ ทั้งสองของเขา ซึ่งเป็นแม่ของคุณกลางและแม่ของคุณเล็ก มีความสัมพันธ์ที่ดูมีซัมติงกันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งมันฟังดูเข้าทำนองดูเหมือนพวกแม่ทั้งสองจะเข้าข่ายรักกันอะไรอย่างนั้นละ

อ่อ ลืมบอกไปว่าภายในตึกของพวกพี่น้องสามคนอยู่ จะมีลิฟต์ด้วยนะ ซึ่งมีความสะดวกสบายอย่างมาก แถมลิฟต์กว้างมากด้วย เหมือนสามารถขนตู้ขนเตียงได้อย่างสบายๆ 

“ที่ดรีมเล่ามา ดูแปลกพิลึกเนอะครอบครัวนี้” คิวปิดเลิฟฟังเพื่อนสนิทเล่าทั้งหมดแล้วก็เอ่ยพูดถามถึงความแปลก แต่แววตาดูจะไม่ใช่

“ทำอย่างกับตัวเองไม่พิลึกนะเลิฟ” 

“ฉันพิลึกตรงไหน” 

“ก็ดรีมไม่เคยเห็นเลิฟจะมีบ้าน มีครอบครัวเลยนี่นา” 

“แล้วสักวันฉันจะพาแกไปบ้านนะ แต่รอฉันมีบ้านกันซะก่อน ส่วนเรื่องครอบครัว ฉันก็บอกแล้วไงพวกเขาอยู่ในที่ไกลโพ้น ฉันโตมาได้ด้วยตัวคนเดียว” 

“แล้วใครส่งเสียเลิฟเรียน แล้วค่ากินค่าใช้จ่ายแต่ละวันล่ะ” 

“นี่ที่ถาม อยากรู้หรือสงสัย” 

“ก็ทั้งสองอย่างแหละ” 

“คบกันมาตั้งนาน เพิ่งจะมาอยากรู้เอาตอนนี้เนี่ยนะ"

"ก็อยากรู้มาตลอด และอยากถามนะ แต่ก็ไม่กล้า"

"หากฉันบอกว่าเสกเงินได้ ดรีมจะเชื่อมั้ย” 

“บ้าน่าเลิฟ พูดเล่นกันอยู่เรื่อย ทำอย่างกับตัวเองไม่ใช่คน” 

“หากฉันบอกว่าไม่ใช่คนล่ะ” 

“ตลกแหละ เลิฟเป็นเทวดา นางฟ้า ปีศาจเหรอ” 

“ก็ไม่รู้สินะ อาจเป็นเทพก็ได้” 

“.....”

พาฝันไม่ได้ตอบอะไร เพราะอีกคนเป็นแบบนี้เสมอ ชอบพูดอะไรที่ดูแปลกๆ แล้วก็เหมือนจะอำเล่นซะมากกว่า เธอจึงไม่ได้สนใจอะไรก็ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อจะดีกว่า แต่อยู่ๆ อีกคนกลับยังพูดแปลกๆ ออกมากันได้อีก

“คุณกลางไม่ใช่เนื้อคู่ดรีมหรอกนะ” 

“หื้ม??” 

“ฉันรู้นะว่าแกชอบไอ้คุณกลางมันอะ” 

“ดูเรียกจิกเพื่อนซิ” 

“แสดงความสนิทสนมยะ” 

“.....” พาฝันย่นจมูกใส่เพื่อน

“เงียบเชียวนะ ไม่แก้ตัวบ้างเหรอ” 

“ก็เลิฟรู้แล้วจะให้ดรีมแก้ตัวอย่างไรอะ ในเมื่อเลิฟก็รู้ดรีมโกหกไม่เป็น” 

“ชีวิตลำบากน่าดูนะ หากคนเราโกหกไม่เป็น มันต้องฝึกกันบ้างนะดรีม เผื่ออนาคตจะได้ใช้แน่ๆ” 

คิวปิดเลิฟเอ่ยพูดยกยิ้มระรื่น ด้วยนัยน์ตามีเลศนัยบางอย่าง พาฝันถึงกลับฉงนครุ่นคิด เพราะอีกคนชอบพูดปริศนาทำนายอนาคตกันอีกแล้ว และมันก็เกิดขึ้นจริงทุกครั้งด้วยซิ แต่แค่ไม่รู้ว่าตอนไหน เวลาไหนก็เท่านั้น ทำให้รู้สึกยิ่งกังวลใจจึงต้องเอ่ยด้วยความร้อนใจออกมา

"แล้วคุณกลางจะรู้มั้ยอะเลิฟ"

"รู้ไม่รู้ แล้วจะเครียดทำไม ในเมื่อมันเป็นความจริงไม่ใช่เรอะ"

"เลิฟก็กลัวคุณกลางจะรังเกียจ"

"แต่ไม่กลัวคุณใหญ่รังเกียจ?” 

“เกี่ยวอะไรกับคุณใหญ่ด้วย” 

“ก็แกชอบน้องสาวนางไง” 

“ก็ไม่เห็นคุณใหญ่จะว่าอะไร เพียงแต่บอกว่าดรีมไม่มีทางสมหวังกับความรักที่แอบรักข้างเดียว” 

“เหรอ แล้วอะไรอีก” 

“คุณใหญ่ก็ถามดรีมว่าชอบผู้หญิงเหรอ” 

“แล้วดรีมตอบว่าไง” 

“ก็ชอบเฉพาะผู้หญิงที่ทำให้หัวใจเต้นแรง ซึ่งตอนนี้ก็มีแต่คุณกลาง” 

“คุณใหญ่ดูสวยสง่างามกว่าคุณกลางอีกนะ” 

“มันไม่ใช่ประเด็นที่เรารู้สึกชอบใครนะเลิฟ” 

“อนาคตอาจเป็นคนอื่นที่ทำให้ดรีมหัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าคุณกลางก็ได้นะ แล้วเนื้อคู่ของดรีมก็อาจจะเป็นคนที่ไม่คาดคิดและนึกไม่ถึงเลยแหละ” 

“หื้ม???” 

“ไม่อยากรู้เหรอ คนที่นึกไม่ถึงเป็นใคร” 

“หากจะให้ดรีมเดา คงเป็นคุณใหญ่” พาฝันเอ่ยด้วยใบหน้าราบเรียบ

“อุ๊บ!” คิวปิดเลิฟเอาฝ่ามือมาปิดปากตัวเอง

“เห้ย ดรีมแค่พูดเล่นๆ คงไม่มั้ง แต่จริงดิ๊” พาฝันทำใบหน้าระรื่น

“ฮ่าๆ หากจริงล่ะ” 

“ดรีมนึกภาพตัวเองครองคู่..อืม..ไม่ใช่สิ ครองรักกับคุณใหญ่ไม่ออกอะเลิฟ” 

“มีนึกภาพไม่ออกด้วย เอาเป็นว่าอีกไม่กี่วัน ไม่ใช่สิ น่าจะวันพรุ่งนี้มั้ง หากเกิดเหตุไม่ดีขึ้นอย่างเช่นดรีมโดนคุณใหญ่ตบหน้า ก็อย่าไปคิดอะไรมากล่ะ เพราะดรีมทำตัวเอง อ่อ แต่จะว่าไปดรีมก็คงจะโกรธใครไม่เป็นอยู่ดีล่ะเนอะ” 

“ดรีมว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษฝันถึงลางร้ายในอนาคตได้ เลิฟก็มีความสามารถพิเศษที่พูดทำนายอนาคตได้ แล้วเป็นจริงด้วยนะ เรามาเปิดสำนักด้วยกันมั้ย” 

“ที่พูดมาจริงหรือเล่น” 

“นั่นสิ อ่านหนังสือต่อเหอะ” 

“อนาคตดรีมได้มีอาชีพที่นึกไม่ถึงเลยแหละ ไม่ต้องอ่านตำราเรียนให้เสียเวลาหรอก เพราะดรีมสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยแน่ๆ” 

“โห้วว อวยพรกันดีนะเลิฟ” 

“มีสิ่งที่ฉันพูดไม่จริงด้วยเหรอ” 

“แต่อย่างน้อยก็ขอให้ดรีมจบม.หกเหอะ” 

“จบนะจบแน่ เพราะดรีมไม่ใช่คนโง่นะ” 

“จริงสิ ดรีมจะถามอยู่หลายรอบแหละ ทำไมเลิฟต้องเงยหน้าตลอดด้วย ตั้งแต่เช้าแหละ มีอะไรหรือเปล่า” พาฝันเอ่ยถามในสิ่งที่ตนสงสัยมาตั้งแต่เช้ากับเพื่อนสนิท

“ชั้นบนสุดตรงที่เรานั่งอยู่ ห้องใครเหรอ” คิวปิดเลิฟชี้ไปชั้นบนสุด

“ดรีมบอกไปแล้วนะว่าทั้งชั้นสี่ คือพื้นที่บริเวณของคุณใหญ่ทั้งหมด แล้วเลิฟถามทำไมเนี่ย” 

“ก็ระหว่างที่ฉันนั่งกับแกตั้งแต่เช้า เห็นคุณใหญ่มองมาตลอดไงล่ะ” 

“หื้อ? บ้าเหรอเลิฟ จะเป็นแบบนั้นได้ไง ดรีมเงยหน้ามองไปไม่เห็นว่าคุณใหญ่จะชะเง้อออกมานอกหน้าต่างห้องเลยนะ ตลกแหละ”

พาฝันได้เงยหน้าตามเพื่อนเช่นกันตลอดตั้งแต่เช้า แต่ก็ไร้วี่แววของเจ้าของห้องจะมองมานอกหน้าต่าง ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้หรอก ที่คนอย่างเจ้าหญิงหิมะจะมาแอบมองดูเธอ ตลกสิ้นดี

“นอกจากฉันจะมีปากที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังมีดวงตาที่สามที่มองเห็นอะไรที่คนอื่นไม่สามารถมองเห็นได้นะดรีม” 

“อย่างเช่นผีเหรอ” 

“ฮ่าๆ ก็อาจจะมีนอกเหนือกว่าผีก็ได้นะ เช่นยมทูต เทวดา ซาตานไรงี้” 

“อำกันตลอดอะ ไม่คุยกับเลิฟแล้ว” 

“นี่ก็จะเย็นแล้วนะดรีม ไอ้คุณกลางยังไม่ฟื้นตื่นจากโลกแห่งความฝันหวานอีกเหรอ” คิวปิดเลิฟมองบนท้องฟ้าก็เห็นเป็นบ่ายคล้อยๆ ก็เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“เดี๋ยวคุณกลางก็ตื่นในเวลาประจำที่ตื่นแหละ ก่อนพระอาทิตย์ตกดินอะ” 

“ในบ้านไม่มีใครรู้สินะ ที่คุณกลางนอนขี้เซาเหมือนตายแบบนี้” 

“คุณกลางห้ามให้ดรีมบอกใครน่ะ” 

“แล้วแกก็เชื่อมันด้วย” 

“ก็คุณกลางขอร้องนี่นา” 

“หากมันหลับฝันไปไม่ตื่น แกจะทำไงฮะดรีม” 

“ถึงตายเลยเหรอ แค่นอนมากไปเนี่ยนะ” 

“คุณกลางอาจจะหลงอยู่ในโลกของความฝัน จนไม่อยากลืมตาตื่นก็ได้ ใครจะไปรู้” 

พาฝันได้ครุ่นคิดในคำพูดของอีกฝ่ายด้วยท่าทางมีเลิศนัยบางอย่าง ซึ่งเหมือนได้บอกอะไรเป็นนัยๆ โดยแค่เปรยๆ พูดลอยๆ แบบนี้ตลอด แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์ไหนผิดจากที่อีกคนพูดเลยสักคราซะด้วย

               

ในห้องชั้นสามของมนัสวี

“ปะ ทานข้าวกัน” 

“คุณกลางตื่นนานแล้วเหรอ” 

“ไม่นานหรอก แต่มันตื่นเวลานี้พอดีน่ะ หิวข้าวมากๆ” 

“จะดีเหรอ หากดรีมไปนั่งร่วมโต๊ะ” 

“คุณปู่ก็บอกอยู่นะ ว่าดรีมก็เหมือนลูกเหมือนหลานของท่านคนนึงด้วย ก็ต้องทานข้าวด้วยกันได้ซิ” 

มนัสวีจับชายเสื้อของเพื่อนสนิทให้เดินลงลิฟต์ไปด้วยกันยังห้องอาหารชั้นล่างของบ้าน

“ดรีมลงบันไดก็ได้นะ จะได้ออกกำลังกายด้วย” 

“คิวปิดกลับไปแล้วเหรอดรีม” มนัสวีกดลิฟต์ชั้นหนึ่ง

“อืม เลิฟมาตั้งแต่เช้าแล้ว แต่ดรีมไม่กล้าปลุกคุณกลางอะ” 

ไม่ถึงหนึ่งนาทีลิฟต์ก็เปิดออก ทั้งสองคนเพื่อนซี้ก็ก้าวออกจากลิฟต์มาด้วยกัน ซึ่งยังมีมือของมนัสวีจับชายเสื้อพาฝันเดินตรงไปห้องอาหาร

“แล้วอ่านหนังสือได้กี่หน้าล่ะ” 

“เอ่อ..มัวแต่พูดกัน เลยไม่ได้อ่านสักหน้า” 

“คิกๆ ว่าแล้วไง คิวปิดนะเหรอจะอ่านหนังสือ งั้นเดี๋ยวก่อนนอนกลางจะติวหนังสือให้นะดรีม ขอบคุณนะที่ไม่ปลุกกลางก่อนถึงเวลาตื่น”

มนัสวีพูดและแสดงความอ่อนโยนกับพาฝันเสมอ ถึงหล่อนจะเย็นชากับคนอื่นแต่กับเธอช่างต่างออกไป ซึ่งมันทำให้พาฝันยิ่งรู้สึกพิเศษปลื้มปริ่มใจยิ่ง

“แต่เลิฟบอกว่าคุณกลางอาจจะหลับไปไม่ฟื้นก็ได้นะ หากหลับมากไปแบบนี้” 

“เป็นห่วงกลางเหรอ” 

“งื้ม เป็นห่วงมาก ก็เราเป็นเพื่อนกันนิ” 

“น่ารัก” มนัสวีเอามือเรียวที่จับชายเสื้อออกมาขยี้ผมหน้าม้าของพาฝันเล่นไปมาอย่างเผลอตัว แต่ก็เหมือนมีกระแสไฟบางอย่างออกมาด้วย “โอ๊ย!” ทำให้เธอต้องสลัดมือไปมาด้วยความเจ็บ

“คุณกลาง เจ็บมากมั้ย” 

พาฝันพยายามจะเข้าไปจับกุมมือของเพื่อนสนิทด้วยความเป็นห่วง แต่โดนอีกฝ่ายถอยหลังพร้อมกับหน้าบิดเบี้ยวเพราะรู้สึกเจ็บปวดอยู่

“อย่าดรีม เดี๋ยวจะยิ่งช็อต” 

หากใครมาเห็นก็คงงงๆ ที่คุณกลางเป็นแบบนี้เสมอ คงไม่ต้องสงสัยทำไมถึงชอบจับชายเสื้อพาฝันบ่อยๆ หรือแตะต้องสัมผัสโดนตัวคนอื่นไม่ค่อยจะได้ เพราะจะมีกระแสไฟฟ้าช็อตเล็กๆ ออกมาเสมอ ซึ่งมันก็แปลกประหลาดที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ว่าทำไมตัวเพื่อนสนิทถึงได้เป็นแบบนี้ ซึ่งคุณกลางก็ดูแปลกประหลาดไม่ต่างจากเธอเหมือนอย่างที่เจ้าหญิงหิมะมนัสนันท์ได้บอกไว้ไม่มีผิดจริงๆ

“คุณใหญ่” 

พาฝันได้เห็นเจ้าหญิงหิมะมนัสนันท์ยืนกอดอกมองมาด้วยท่าทางไม่พอใจ ก็เอ่ยเสียงเบาๆ พร้อมกับเดินออกมาห่างๆ เพื่อนสนิท ซึ่งก็ไม่เข้าใจทำไมเธอถึงต้องทำแบบนี้ เหมือนจะโดนอีกฝ่ายดุหรือความรู้สึกอะไรก็ไม่สามารถรู้ได้

“ได้เวลาทานข้าวแล้ว ไม่ใช่เวลามาพลอดรักกัน” มนัสนันท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นๆ ดวงตาแข็งๆ 

“เอ่อ..เราสองคนไม่ได้..” 

พาฝันเอ่ยตะกุกตะกักไม่ทันจะได้พูดจบประโยค มนัสวีได้เอ่ยแทรกขึ้นมาพูดกับพี่สาวซะแทนก่อน

“ดูคุณใหญ่จะหวงเลยนะคะ” 

“พูดอะไรคุณกลาง พี่ไม่ได้หวงเพื่อนเพี้ยนๆ ของคุณกลางหรอกนะ” 

“คิกๆ กลางแค่จะบอกว่าคุณใหญ่ดูจะหวงกลางก็เท่านั้น หากเราไม่ใช่พี่น้องกัน คงได้คิดเป็นอื่น หรือคุณใหญ่จะหวงดรีมก็ได้นะ กลางก็ไม่ว่าหรอก ดรีมออกจะน่ารัก” 

มนัสวีเอ่ยอมยิ้มก็จ้องมองด้วยนัยน์ตากริ่มๆ ก็เอามือเรียวไปลูบแตะไหล่เบาๆ ที่เสื้อของคนที่ยืนตรงหน้า ทำเอาพาฝันหน้าแดงระเรื่อทันที เมื่อได้รับความอ่อนโยนจากเพื่อนสนิทที่ตัวเองแอบชอบแบบนี้

“หึ น่ารำคาญมากกว่า” มนัสนันท์เบ้ปากใส่ด้วยความไม่ชอบใจ

“คิดว่าจะน่าสมเพชกันซะอีกค่ะ” พาฝันเอ่ยยิ้มๆ ด้วยใบหน้ายังแดงกลายๆ 

“ใช่คำนี้มันเกินไปมั้งดรีม กลางบอกแล้วไงว่าอย่าดูถูกตัวเองแบบนี้ซิ” 

“เล็กหิวแล้วนะคะ คุณกลาง คุณใหญ่ ยืนทำอะไรอยู่” 

มีเสียงน้องสาวคนเล็กของบ้านเอ่ยขึ้น ซึ่งมนัญชยาเป็นแบบนี้เสมอ เหมือนจะไม่ค่อยพอใจที่ใครเข้าใกล้และชิดใกล้คุณกลาง ซึ่งเป็นพี่สาวคนกลางที่เจ้าตัวดูจะหวงเอามากๆ มันก็ไม่ต่างอะไรจากพี่สาวคนโตเลยเช่นกัน

และตั้งแต่พาฝันมาอยู่ในบ้านนี้ก็ได้แต่ฉงน แต่ก็คิดไปว่าพี่น้องกันก็คงจะมีหวงกันเป็นธรรมดา แต่ก็นะ ตระกูลนี้ระหว่างพี่น้องดูไม่ค่อยจะสนิทแนบแน่นเหมือนครอบครัวอื่นซะด้วย เพราะส่วนใหญ่ต่างคนต่างอยู่ แถมดูจะไม่ก้าวก่ายกันด้วย และเวลาพูดคุยกันก็มีแอบจิกกัดเหน็บแนมบ้างกลายๆ ใส่กันอีก

แล้วเหตุไฉนทั้งคุณใหญ่และคุณเล็กมักจะดูไม่ชอบใจเวลาคุณกลางเข้าใกล้ชิดกับเธอทุกครั้ง ซึ่งคุณใหญ่จะเด่นชัดและชัดเจนมากสุดว่าไม่ชอบพาฝันอย่างมาก แต่บางครั้งก็ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย มันเหมือนความรู้สึกลึกๆ ของคุณใหญ่มีเส้นบางๆ ระหว่างไม่ชอบขี้หน้าเธอ กับเหมือนจะเป็นห่วงกันด้วยซ้ำ

 

เมื่อทั้งสี่สาวได้ทานข้าวร่วมโต๊ะด้วยกันเป็นมื้อแรก ครั้งแรก ที่มีคนแปลกหน้า ซึ่งเป็นคนนอกมาทานร่วมโต๊ะด้วยแบบนี้ก็ไม่ได้สร้างความอึดอัดอะไร และสามสาวพี่น้องก็ยังคงก้มหน้าก้มตาทานข้าวเย็นกันอยู่เงียบๆ อย่างเคยที่ทำกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีเสียงพรั่งพรูออกมาออกจากปากของคนนอกที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในบ้านในฐานะเด็กในอุปถัมภ์ของคุณปู่ ด้วยความลืมตัวพร้อมใบหน้าฟินๆ อย่างสุขใจในการทานอาหารที่ชอบ

“หื้มม อร่อยม๊ากกก ข้าวผัดทะเลโคตรอร่อยเหาะ” 

“ของชอบดรีมนิ อะ กลางแกะกุ้งให้” 

คุณกลางได้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม ซึ่งทำให้คนเป็นพี่และคนเป็นน้องต่างก็หันหน้ามองกันและกันอย่างแปลกใจ เพราะปกติมนัสวีจะไม่เคยยิ้มให้ใคร แต่กลับส่งยิ้มและแสดงความอ่อนโยนให้กับเพื่อนซึ่งก็คือพาฝันเพียงคนเดียวที่ได้รับ ทำให้พี่สาวและน้องคนเล็กเริ่มมีสีหน้าที่นิ่งขรึมยิ่งกว่าปกติวิสัย

“ไม่เป็นไรหรอกคุณกลาง ดรีมทำเองก็ได้” 

“เดี๋ยวนิ้วมือก็โดนพวกหัวกุ้งบาดเอาได้นะ ยังไม่เข็ดอีก” 

สิ้นเสียงของเพื่อนสนิท พาฝันเองก็เอาแต่ยิ้มเขินอาย เมื่อได้ยินคำพูดที่เป็นห่วงที่ออกจากปากคนที่ตัวเองแอบชอบ ก็ยิ่งแก้มแดงเข้าไปใหญ่

“แต่ดรีม..” 

พาฝันไม่ทันพูดจบ มนัสวีก็เอ่ยอมยิ้มในเชิงเอ็นดูมากกว่าใคร่รัก

“ไม่สบายเหรอดรีม แก้มแดงเชียว”

"มารยาทในการทานอาหารแย่มากนะ ไม่เห็นหรือไง ใครเขาทานข้าวไปพูดไปบ้าง" มนัสนันท์เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้านิ่งๆ เพราะรู้สึกหงุดหงิดที่สองคนเพื่อนซี้เอาแต่พูดจาและทำท่าทางกะหนุงกะหนิงกันไม่หยุด

"มีออกเยอะแยะนะคะคุณใหญ่ ซึ่งเวลารู้สึกอร่อยก็ต้องพูดไม่ใช่เหรอคะ"

"นั่นมันหล่อน แต่ไม่ใช่บ้านนี้"

"เกินไปนะคะคุณใหญ่"

"เกินไปตรงไหน ในเมื่อพี่รักษามารยาทในการรับประทานอาหารนะ"

“มันก็ไม่แย่นี่คะคุณใหญ่ หรือคุณเล็กว่าแย่” 

น้องคนเล็กได้แต่มองใบหน้าของพี่สาวสองคน ที่ต่างก็มีเหตุให้ถกเถียงกันตลอดไม่ว่าเรื่องใด แถมไม่ค่อยจะลงลอยกันสักเท่าไร แต่ก็ไม่เคยทะเลาะกันหนักอะไรกันมากมายนัก และที่สำคัญชอบเอาน้องคนเล็กเข้าไปโยงเกี่ยวด้วยเสมอ และไม่อยากจะทำให้สถานการณ์ดูแย่ไปกว่านี้ มนัญชยาก็ก้มหน้าทานข้าวต่อ แต่ก็แอบเหล่มองไปทางพาฝันด้วยแววตาดูไม่ค่อยชอบใจ เหมือนแววตานั้นกำลังโทษมาที่เธออย่างนั้นแหละ ทำให้พาฝันได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ ออกไป แต่โดนคุณเล็กยิ่งทำหน้านิ่งใส่ เธอก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ แต่เผลออ้าปากจนเสียงที่ออกมามันดังสนั่นบนโต๊ะอาหารด้วย แล้วเสียงที่ว่ามันดันไม่ใช่เสียงกลืนน้ำลาย แต่มันเป็นเสียงเรอซะงั้น

เออ..เอิ๊กก

เมื่อมีเสียงประหลาดที่พวกบรรดาพี่น้องสามคนไม่เคยได้ยินกันมาก่อน แต่มันคือเสียงของธรรมชาติของมนุษย์ดังขึ้นท่ามกลางบนโต๊ะอาหาร ทำให้การพูดคุยถกเถียงระหว่างพี่น้องคนโตกับคนกลางยังไม่สงบดีเลย ก็มีพายุเข้ามาลูกใหม่กันอีกแล้ว ทำให้บนโต๊ะอาหารที่พาฝันมาร่วมทานกับพี่น้องตระกูลชาเย็นครั้งแรก ต้องมีเหตุให้ระทึกจนเธอรู้สึกอึดอัดไปหมด ซึ่งอาหารอร่อยมาก แต่บรรยากาศในการทานดันมีแต่ความระแวดระวังกันซะอย่างนั้น

//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ครอบครัวสามพี่น้องจะดูแปลกๆ แต่ก็คนในเรื่องนี้ก็ไม่มีใครปกตินะคะ 555

โถ่ว ดูพาฝันทำอะไรก็ผิด ก็แค่เรอเองเนอะ

เจอกันตอนหน้าค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

17 ความคิดเห็น